INICIAR SESIÓNฝ่ายว่าที่เจ้าสาวว่าทำงานหนักแล้ว ว่าที่เจ้าบ่าว กลับทำงานหนักยิ่งกว่า
เวลานี้ นอกจากจะต้องชิงไหวชิงพริบกับบรรดาพ่อค้าพ่อขายทั้งระดับบนและล่างในอาณาจักรนี้เผื่อแผ่ไปถึงอาณาจักรข้างเคียง เขายังต้องคอยรับแขกมากหน้าหลายตาติดต่อกัน ชนิดที่ พอคนโน้นออกจากห้องรับรองไปคนใหม่ก็ตบเท้าเดินเข้ามา จำกัดความสั้นๆ ได้ว่า ตอนนี้ ผู้น้อยต่างมาเยี่ยมคาราวะ ในขณะที่ผู้ใหญ่ต่างมาร่วมแสดงความยินดีที่เขาจะได้แต่งงานกับหญิงสาวงดงามระดับตำนานที่เจ้าชายอาณาจักรนี้ทรงให้ความสำคัญ ทั้งยังเป็นบุตรสาวเจ้ากรมการเมือง...ที่แม้จะเป็นเพียงบุตรสาวนอกสมรส แต่ก็เป็นบุตรนอกสมรสที่บิดารักและให้เกียรติถึงขั้นพาออกงานสังคมออกหน้าออกตา มอบเครื่องแต่งกายหรูหราเสียยิ่งกว่าบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอกให้สวมใส่ ดูอย่างไรก็เห็นชัดว่าเป็นบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนที่ท่านเจ้ากรมการเมืองรักปานแก้วตาดวงใจ
ผู้คนล้วนมองว่าอนาคตเขาช่างมั่นคง และอาจถึงขั้นได้รับราชการใหญ่โต เพราะมีข่าวเล่าลือกันว่า ท่านเจ้ากรมการเมืองอาจรับ ‘ไซรัส ลูกเขยผู้มากความสามารถ’ เข้าตระกูล แล้วฝากฝังให้สืบทอดทุกสิ่ง ด้วยเหตุที่ท่านเจ้ากรมสูงวัยรายนี้ไม่มีลูกชาย ญาติพี่น้องสืบค้นไปแล้วก็เห็นว่ามีเพียงบุตรสาว อีกทั้งท่านหญิงคนโตกับคนรองอย่างท่านหญิงพริสซิลล่าและท่านหญิงแอนนาเบลเองก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้ออกเรือนกับผู้ใด
ทุกอย่างเป็นอย่างที่เขาคิด...การแต่งงานกับสตรีตาคมรายนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย และหากเขาไม่ระวังให้ดี ไม่แน่ว่าเรื่องนี้ อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเจ้ากรมการคลังเปลี่ยนแปลงไปจนแก้ไขลำบาก
ไซรัสนั่งจ้องบัญชีรายชื่อตรงหน้าด้วยแววตาหนักใจ
หลังจากเข้าร่วมงานเลี้ยงในพระราชวัง เขาก็สามารถแบ่งกลุ่มผู้สนับสนุนสงคราม ผู้ต่อต้านสงคราม พวกนกสองหัว ตลอดจนพวกมีใจเป็นกลางอย่างแท้จริง ออกจากกันได้ชัดเจน
หลังตรวจสอบมาอย่างดี เขาก็แน่ใจ ว่าจนถึงตอนนี้ แม้ฝ่ายสนับสนุนสงครามจะมีมากกว่าฝ่ายต่อต้านถึงครึ่งต่อครึ่ง แต่หากเอาจำนวนผู้มีใจเป็นกลางกับพวกนกสองหัวมารวมกับกลุ่มผู้ต่อต้านสงครามแล้ว พลังเสียงข้างหลังกลับมากกว่าเป็นเท่าตัว
ถ้าต้องการยุติสงครามที่ไม่ก่อประโยชน์หนนี้ ก็มีแต่จะต้องดึงเสียงส่วนใหญ่ให้เอนเอียงมาทาง ‘ต่อต้านการก่อสงคราม’ แต่การจะทำเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพวกนกสองหัวล้วนเชื่อไม่ได้ ในขณะที่พวกวางตัวเป็นกลางก็จะไม่มีวันลุกขึ้นมาต่อต้านสงครามหากผู้คนยังเห็นว่าสิ่งมีชีวิตในดินแดนเร้นลับทางตอนเหนือของอาณาจักรเป็นภัยคุกคาม
เขายังต้องการเวลามากกว่านี้...ถึงจะมั่นใจได้ว่าจะทำตามแผนการที่วางไว้สำเร็จ
...เห็นทีคงต้องออกแรงสู้รบปรบมือกับ ‘ภรรยา’ เสียหน่อย
“ไซรัส” เสียงเรียกจากอารี ดึงให้พ่อค้าหนุ่มต้องละสายตาจากบัญชีรายชื่อลับ ที่มีเพียงเขาเท่านั้น ที่รู้ว่าสิ่งนี้เป็นบัญชีรายชื่อสำหรับอะไร
ไม่ต้องรอให้ถาม เพียงเขาเงยหน้าขึ้นมองเท่านั้น ผู้ติดตามผิวสีก็รีบรายงานอย่างรู้หน้าที่
“ราจีฟส่งข่าวมาว่าเจอตัวบริกรที่ว่าแล้ว”
“ใช้เวลาตั้งหกวันกว่าจะหาตัวเจอ...ซ่อนตัวเก่งเสียจริง”
“ตอนนี้เจ้านั่นหลบออกไปอยู่ที่เมืองเล็กๆ แถบชายแดนตอนเหนือ” อารียังคงให้ข้อมูลต่อไป “ท่านอยากให้พาตัวมาที่นี่เลยหรือเปล่า”
ไซรัสนิ่งคิด ก่อนตอบ
“ไม่ต้อง...หลังพิธีแต่งงาน ออกไปสูดอากาศที่ชานเมืองเสียบ้างก็ดี สั่งราจีฟให้เฝ้าไว้ ไม่ต้องลงมืออะไรทั้งนั้น”
“ท่านจะออกไปที่ชายแดนตอนบนรึ? แล้วกิจการทางนี้...ไม่สิ เรื่องนั้นถ้าเป็นเรื่องไม่สำคัญพวกข้าอาจพอช่วยดูแลจัดการให้ได้ เรื่องที่ท่านควรคิดคือเรื่องคุณหนูอัยน์นาต่างหาก ทิ้งเจ้าสาวหมาดๆ เอาไว้แล้วออกนอกเมืองหลวง ข้าว่านั่นออกจะ...”
“ข้าบอกหรือ ว่าจะทิ้งลูกสาวท่านเจ้ากรมไว้ที่นี่”
อารีขมวดคิ้วแน่นเหมือนทุกครั้งที่เห็นว่าเขาพูดเรื่องไม่สมเหตุสมผลทันที
“อยู่ที่นี่เราไม่เรียกต้นห้อง ไม่เรียกสาวใช้ ไม่เรียกคนรับใช้ ทุกคนอยู่ในฐานะพนักงานค่ะ” อัยน์นาอธิบาย “แต่ละคนจะมีหน้าที่รับผิดชอบคนละอย่าง ไม่ก้าวก่ายภาระการงานกันและกัน ไม่มีการใช้งานเกินหน้าที่”“ฟังดูเป็นระบบแบบพ่อค้าพ่อขายเต็มที่เลยนะคะ” คนฟังออกความเห็นอย่างอดไม่ได้อัยน์นาหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงฟังดูสบายๆ ดูสดใสจากใจจริง“ก็ฉันเป็นภรรยาพ่อค้านี่คะ”“แต่เป็นพ่อค้าที่มีความสามารถ แล้วก็สง่างามเสียยิ่งกว่าขุนนางคนไหน” มาธากล่าวแก้พออีกฝ่ายพูดถึงไซรัสขึ้นมาแบบนี้ อัยน์นาก็เหมือนไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีแตกต่างจากมาธา ที่ดูเหมือนจะมีเรื่องอยากพูดเต็มไปหมด“หลังจากคุณหนูขึ้นรถม้าออกจากบ้านมา ท่านผู้หญิงก็เรียกดิฉันเข้าไปพบ” มาธาเริ่มเล่า น้ำเสียงอัดอั้น “ท่านพูดไม่ทันจะจบ ดิฉันก็เดาได้ ว่าอยากกดดันให้ออกจากบ้าน ดิฉันก็เลยชิงลาออกมา”“ตายจริง” อัยน์นาไม่ได้ตกใจ เธอรู้สึกแย่แทนมาธาต่างหาก มาธาทำงานอยู่ที่นั่นตั้งแต่ยังเล็ก อยู่มาตั้งแต่ก่อนที่เธอจะเกิดเสียอีก เรียกได้ว่าเป็นคนเก่าคนแก่คนหนึ่ง ต่อให้มาธาเคยเป็นต้นห้องให้เธอตามคำสั่งเจ้ากรมการเมืองแล้วอย่างไร นั่นใช่เหตุผลที่ท่านผู้หญิงควรแล้
เมื่ออัยน์นาคล้อยหลัง ไซรัสก็ออกจากห้องนอน เดินลงบันได มุ่งหน้าเข้าหาห้องทำงานช่วงที่เดินผ่านห้องรับรองห้องใหญ่ซึ่งเวลานี้ปิดประตูแน่นสนิท เขาอดคิดไม่ได้ ว่านายหญิงคนใหม่ของอาคารหลังนี้คงไม่อยากให้เขาหรือใครเข้าไปรบกวน เพราะต้องการใช้บ่ายวันนี้เฟ้นหาคนงานหญิงคนใหม่ที่ตัวเองจะไว้ใจได้...ฟังจากที่เธอพูดวันนี้ เขาก็เดาออกทุกอย่างอัยน์นารู้แล้วว่าที่นี่วางระบบการทำงานไว้ลงตัวดีอยู่แล้ว จึงตระหนักว่าไม่ควรก้าวก่ายให้วุ่นวาย ทั้งอย่างนั้นก็เต็มใจจะรับคนงานหญิงเข้ามาตามที่เขาเสนออีกสองรายมองเผินๆ เหมือนจะทำเพื่อรักษาน้ำใจคนที่มาสมัครงาน และเป็นการถนอมน้ำใจ รับความปรารถนาดีจากเขาด้วยการยอมรับคนเข้ามาช่วยดูแลตัวเธอเองในเรื่องจุกจิก อาทิ การเตรียมน้ำให้อาบ การเตรียมเสื้อผ้า การช่วยแต่งตัวแต่งหน้า การคอยเป็นตัวกลางติดต่อระหว่างเธอกับใครต่อใครแต่เขาแน่ใจว่าไม่ใช่แบบนั้นด้วยลักษณะนิสัยอย่าง ‘คุณหนูอัยน์นา’ เอาเข้าจริงแล้ว สาวน้อยแรกแย้มนางนี้ ก็แค่อยากให้ที่นี่มีคนที่เรียกได้ว่าเป็นคนของตัวเองจริงๆ เสียบ้างพ่อค้าหนุ่มเดินเข้าห้องทำงาน ทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ตัวเดิมที่นั่งมาร่วมสองเดือนครึ่ง จ้อ
ดูไซรัสจะแปลกใจไม่น้อยเพราะสิ่งที่เธอพูดเขาประคองร่างเธอให้หันหน้าเข้าหา จ้องลึกลงในตา“คนงานหญิง?”“ค่ะ” อัยน์นาตอบด้วยรอยยิ้มเหมือนเคย ทั้งที่ตอนนี้ นอกจากจะสงสัยว่าเขาจะถามทำไมแล้ว ในใจยังนึกหวั่นว่าเขาจะคิดอะไรพิเรนทร์ๆ ขึ้นมาจริงๆ “ทำไมเหรอคะ”“ทำไมถึงเรียกว่าคนงานหญิง”เพราะแววตาเขาดูสนใจใคร่รู้มากกว่าจะคิดอย่างอื่น อัยน์นาถึงค่อยผ่อนคลายลง“ก็ที่นี่ไม่มีคนรับใช้ชายไม่ใช่เหรอคะ” เธอคิดอย่างนี้จริงๆ “ในเมื่อที่นี่ไม่มีคนรับใช้ จะให้เรียกคนงานที่รับเข้ามาใหม่ว่าสาวใช้ได้ยังไงกัน ทั้งดูแปลกๆ ทั้งดูไม่ยุติธรรมยังไงก็ไม่รู้”“แต่ถ้าดูตามหน้าที่ ก็ควรเรียกสาวใช้ไม่ใช่รึ”“ถ้าดูจากสถานการณ์ของคุณ ฉันว่าไม่ควร คุณคงไม่อยากให้ทุกคนที่ทำงานที่นี่อยู่ก่อนแล้วกับคนที่จะรับเข้ามาใหม่เกิดสับสน วางตัวลำบาก หรือแบ่งแยกชนชั้นกันใช่ไหมคะ” บอกแล้ว เจ้าของร่างอ้อนแอ้นก็รีบเลื่อนมือขึ้นกุมมือแข็งแกร่ง แล้วกลับหลังหันตั้งใจจะพาตัวเองกับชายคนนี้ออกจากสถานการณ์ล่อแหลม แต่กลับโดนอีกฝ่ายดึงเข้าสวมกอดจากด้านหลัง “ภรรยารอบคอบอย่างนี้ เห็นทีต่อไปคงต้องรบกวนให้ช่วยดูแลเรื่องคนงานแทนซะแล้ว” ลมร้อนๆ ที่ราดร
หลังร่วมโต๊ะอาหารกลางวันในห้องไม่ใหญ่ไม่เล็กบนชั้นสอง ไซรัสก็พาเธอเดินสำรวจอาณาจักรที่เขาครอบครองด้วยตัวเอง นัยว่าถ้าติดใจสงสัยเรื่องไหนให้ถามเขาได้เต็มที่ และอัยน์นาก็ยินดีใช้สิทธิ์นี้แม้จะรู้ดีว่าทุกสิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นเพียงสิ่งที่เขาอยากให้เธอได้ยิน อยากรู้...ว่าเขาจะอธิบายข้อสงสัยยิบย่อยในใจเธออย่างไรบ้างเขาพาเธอเดินดูทุกอย่างไล่จากตึกแถวสามชั้นสองหลังที่เพิ่งซื้อ...ตึกแถวทั้งสองหลังที่ว่านี้ตั้งโอบรับตึกหลักซึ่งปลูกเป็นอาคารสี่ชั้นที่ใหญ่โตโอ่โถงกว่าอาคารจำนวนชั้นเท่ากันหลังอื่นๆ ถึงหนึ่งในสามเท่า มองภาพรวมจากลานน้ำพุแล้ว ตึกแถวสามชั้นทั้งสองหลังชวนให้นึกถึงภูเขาสองลูกย่อมที่หนุนอยู่หลังเขาลูกใหญ่ คำอธิบายที่หลุดลอดจากริมฝีปากไซรัสไม่มีอะไรน่าสนใจ พวกมันฟังดูเหมือนสิ่งที่พ่อครัวกับโทมัสและคนงานรายอื่นๆ เคยพูดไม่มีผิด ชวนให้เดาได้ว่าเขาน่าจะเคยอบรมผู้ติดตามและคนงานเกี่ยวกับการตอบคำถามเรื่องเหล่านี้ถัดจากด้านนอกตัวอาคารคือโถงกว้างที่ดัดแปลงเป็นร้านค้า อัยน์นาพบว่าไซรัสแบ่งพื้นที่ส่วนนี้เป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ไม่ขาดไม่เกินแม้แต่น้อย ส่วนหนึ่งค้าขายแพรพรรณ มีโต๊ะให้คำปรึกษาเรื่องบริ
อันที่จริง ก่อนที่จะแต่งงาน ท่านเจ้ากรมเรียกเธอเข้าไปคุยทุกเรื่องเกี่ยวกับ ‘ว่าที่ลูกเขย’ มาแล้ว และเธอก็ยืนยันไปแล้ว ว่าไม่ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เธอก็จะเลือกอาณาจักรนี้และพ่อบังเกิดเกล้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาบอกว่าเป็นชนชั้นล่างในหมู่ชนชั้นล่างของอาณาจักรนี้ เรื่องที่บอกว่าเอาอัญมณีมาจากที่ไหน เรื่องที่บอกว่ารู้จักกับใครที่ไหนอย่างไรบ้าง ต้องการอะไร มีแผนการมีความคิดความอ่านแบบไหน กระทั่งข้อมูลทุกอย่างที่สืบค้นได้ด้วยตัวเอง ท่านเจ้ากรมก็บอกเธอหมดแล้วทุกเรื่อง“ท่านได้เล่าให้ฟังไหม ว่าอัญมณีในร้านนี้ มาจากไหน”“เรื่องนี้คุณพ่อไม่ได้พูดถึงหรอกค่ะ”ไซรัสค้นลึกลงในตาเธออัยน์นาคลี่ยิ้มอ่อนหวานให้คนตรงหน้า แน่ใจว่าเขาจะไม่พบร่องรอยอะไร “ทำไมจู่ๆ ถึงถามเรื่องพวกนี้ล่ะคะ”“เพราะฉันอยากรู้ ว่าต้องเริ่มเล่าอะไรต่อมิอะไรให้เธอฟังตั้งแต่ตรงไหน” บอกแล้ว คนพูดเหมือนจะไขทุกข้อข้องใจให้เธอวันนี้ ก็โอบเอว พาเธอเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวที่ตั้งอยู่ใกล้ที่สุด “อัญมณีทุกชิ้นที่เรามี มาจากแหล่งอัญมณีนอกอาณาจักร” เขาขยับริมฝีปากเล่า น้ำเสียงจริงจัง “พวกมันมาจากโพรงดินหลังแนวเขาทางตอนเหนือของอาณาจักรนี้...พ
“นายท่านมีเรื่องอยากปรึกษานายหญิง...” ผู้จัดการร้านหนุ่มขยับริมฝีปากพูด หลังนิ่งงันไปชั่วครู่“พอจะรู้ไหมจ๊ะ ว่าเรื่องอะไร” เธอเจตนาถามลองเชิงไม่แปลกใจนักที่อีกฝ่ายเลือกคลี่ยิ้มน้อยๆ แล้วผายมือคล้ายเชื้อเชิญให้เธอเดินนำออกจากห้องครัว พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “เชิญนายหญิงที่ห้องทำงานนายท่านดีกว่า นายท่านน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีกว่ามากนัก”คนคนนี้มีส่วนคล้ายคนน่าโมโหนั่นจริงๆ นั่นแหละอัยน์นาพยักหน้าน้อยๆ ให้อีกฝ่ายแทนการรับรู้ ก่อนก้าวขาเดินนำอย่างไม่รีบร้อน สองขาก้าวไป ในใจก็อดคิดไม่ได้ ว่าหลักการ ‘ดูนายให้ดูบ่าว’ ที่มีมาแต่โบราณช่างน่าอัศจรรย์นายบ่าวมักเรียนรู้จากกันและกัน...คนเราจะสนิทสนมรู้ใจกันได้ ต้องมีบางสิ่งคล้ายคลึงกัน...ทั้งๆ ที่เรื่องเหล่านี้เป็นเพียงหลักการง่ายๆ แต่กลับใช้ดูคนได้แม่นนักอัยน์นาก้าวขาเดินตามการชี้นำจากคนเดินตาม มุ่งหน้าเข้าหาสถานที่ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามีใครรออยู่ ไม่นานนักก็มาถึงห้องห้องหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่สุดทางเดินกรุพื้นและผนังสีดำสนิทแค่ดูจากข้างนอก เธอก็พอจะเดาออก ว่าห้องที่อยู่ด้านหลังประตูบานคู่สลักลายขนปีกสวยแปลกตาห้องนี้ กว้างขว







