เข้าสู่ระบบ“ที่คุณพูดมาไม่ผิดเลย ” ไซรัสคลี่ยิ้มกว้างขึ้น เขาแสร้งกวาดสายตาไปรอบๆ ก่อนเอ่ย “ว่าแต่คุณเถอะ ดูเหมือนท่านหญิงหลายคนจะอยากให้คุณชวนเต้นรำ”
“ผมเห็นพวกเธอบางคนเหลียวมองคุณกับญาติผู้พี่ของผมด้วยเหมือนกัน” คาร์ลหยิบเครื่องดื่มจากถาดที่คนรับใช้ชายถือผ่านมาให้ท่านเจ้ากรมการคลัง ไซรัส และตนเอง “งานสังคมก็เป็นเช่นนี้ล่ะ มันเป็นสถานทีที่สตรีชั้นสูงจะได้ออกมาอวดโฉมเพื่อหว่านเสน่ห์ให้ผู้คนหลงใหล ถัดจากงานนี้ก็คงมีคุณหนูกับคุณชายจากตระกูลไหนสักตระกูลประกาศการหมั้นหมาย”
“แต่เห็นจะไม่ใช่ตระกูลแกรนเทรนท์” จู่ๆ ภรรยาเจ้ากรมการคลัง ก็ก้าวเข้ามาร่วมวงสนทนา ตอนนี้ร่างกายเธอกรุ่นกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ บอกให้รู้ได้โดยไม่ต้องเดา ว่าแก้วเหล้าหมักผลไม้ในมือเธอ คงไม่ใช่เหล้าแก้วแรกที่ดื่มกิน
ยังดีที่เจ้าหล่อนมีสติพอจะยกพัดป้องปาก ก่อนออกความเห็นต่อไป
“ฉันเห็นคุณหนูแกรนเทรนท์คนโตกับคนรองมองมาทางพวกคุณบ่อยๆ พวกคุณเพิ่งมาจากต่างถิ่น อย่าหลงกลเชียวนะคะ เห็นงามๆ อย่างนั้นน่ะ ไม่มีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่คนไหนในอาณาจักรนี้อยากเฉียดใกล้หรอกค่ะ” นางบอกคาร์ลและไซรัสอย่างไม่สงวนถ้อยคำ ไม่สนใจสายตาห้ามปรามจากสามีแม้แต่น้อย
แล้วคาร์ลก็เล่นด้วยเสียอย่างนั้น
“ทำไมล่ะครับ” ขุนนางหนุ่มถาม
“ไม่ทราบหรือคะ แม่ลูกสาวคนโตพริสซิลล่าที่ผมสีทองยาวหยักศกหน้าสวยคนนั้นน่ะ ขึ้นชื่อลือชาเรื่องเอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์ งานอดิเรกที่เหมาะสมไม่มี งานหลักดีๆ ไม่ปรากฏ วันๆ ทำอยู่อย่างเดียว คือหาเรื่องทำร้ายคนรับใช้กับน้องสาวต่างแม่”
“นั่นใช่เรื่องควรพูดรึ” คนเป็นสามีพยายามหยุดการนินทาอย่างน่าเกลียด แต่ท่านผู้หญิงวิลส์ตันกลับไม่ใส่ใจเลยสักนิด
“ท่านหญิงแอนนาเบลน้องสาวคนรองก็ไม่ไหวพอกัน” ภริยาเจ้าบ้านยังคงเอ่ยต่อไป “รายนี้ไม่ร้ายกาจจนน่าปวดหัวเท่าคนพี่ แต่ดูจะคิดอะไรไม่เป็นนัก วันๆ ได้แต่เดินตามพี่สาวเหมือนเงาตามตัว พี่สาวพูดอะไรก็คอยทำตัวเป็นลูกคู่ แต่พออยู่คนเดียวเท่านั้นล่ะ กลายเป็นเบื้อเป็นใบ้ คิดอะไรเองไม่เป็นสักอย่าง”
“ไซรัส” เจ้ากรมการคลัง เอ่ยแทรกอย่างสุดทน “ผมมีคนที่อยากแนะนำให้คุณรู้จัก” เจ้าภาพเหลียวมองคาร์ลด้วยสีหน้าไม่พอใจนัก “ฝากดูแลท่านผู้หญิงสักครู่ อย่าให้เธอดื่มมากนัก ดูท่าตอนนี้คงดื่มเข้าไปมากแล้ว”
นับตั้งแต่ก้าวขาเข้างานเลี้ยงมา อัยน์นาก็ต้องเดินตามท่านผู้หญิงเจ้ากรมการเมืองเพียงเพื่อที่จะกลายเป็นส่วนเกินในทุกๆ บทสนทนา
ดูเหมือนว่าท่านผู้หญิงเจ้ากรมการเมืองกับลูกสาวทั้งสองจะจงใจแก้เผ็ดท่านเจ้ากรมการเมืองด้วยการพาเธอตามติดไปทุกที่ตามคำสั่งขุนนางสูงวัย แต่ในขณะเดียวกันก็คอยพูดถึงเรื่องความน่าขันระคนน่าหงุดหงิดของพวกทาสและชนชั้นล่าง แล้วแกล้งถามแกล้งขอความเห็นจากเธออยู่เนืองๆ
เพราะรู้ว่าทั้งสามจงใจหักหน้า อัยน์นาจึงยอมทนอยู่ตรงนั้นด้วยรอยยิ้มเศร้าสร้อยเหมือนต้องคอยกลั้นน้ำตาเอาไว้
“อัยน์นาจ๊ะ หน้าซีดๆ นะ ดื่มน้ำหน่อยไหม?” จู่ๆ พริสซิลล่าก็เกิดใจดีขึ้นมา
นั่นทำให้อัยน์ประหลาดใจที่สุด
“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันสบายดี ท่านหญิงดื่มเถอะค่ะ”
“ได้ยังไงกัน” แอนนาเบลยัดเยียดน้ำแก้วนั้นใส่มือเธอ “ดื่มซะ เกิดเป็นลมเป็นแล้งขึ้นมา คุณพ่อจะว่าเอาได้ ว่าฉัน คุณพี่ แล้วก็คุณแม่ ดูแลเธอไม่ดี”
“แอนนาเบล อย่าเสียงดัง” ท่านผู้หญิงเจ้ากรมการเมืองตวัดพัดสักหลาดประดับลูกไม้ในมือตีลูกสาวคนรอง ก่อนหันมาสั่งอัยน์นา “ดื่มซะ” เจ้าหล่อนคลี่พักป้องปาก กระซิบกระซาบให้ได้ยินกันแค่สองคน “หน้าหล่อนซีดอย่างกับศพ เกิดมาเป็นลมเป็นแล้งตรงนี้ ฉันจะเสียหน้า”
แม้จะไม่อยากดื่ม แต่เมื่อถูกกดดันมากเข้า อัยน์นาก็จำต้องดื่มน้ำแก้วนั้นเข้าไป
วูบหนึ่ง หญิงสาวแน่ใจว่าเห็นพริสซิลล่าเหยียดยิ้ม
“ริชาร์ดหายไปไหนของเขานะ” ท่านผู้หญิงเจ้ากรมการเมืองบ่นอุบ “นี่ อัยน์นาจ๊ะ ไปตามคุณพ่อมาทีสิ” นางโปรยยิ้มให้ทุกคนในวงสนทนาเมื่อเอ่ยจบ เหมือนตั้งใจจะอวดว่าตนญาติดีกับลูกนอกสมรสของสามีแค่ไหน
“จะเหมาะหรือคะ คุณท่านอาจคุยธุระติดพัน...”
“เหมาะสมจ้ะ” เธลม่ายืนยัน “นี่ก็ใกล้เที่ยงคืนแล้ว ไปบอกท่านทีเถอะ ว่าเธอกับฉันเริ่มเหนื่อยแล้ว พวกเราจะได้กลับคฤหาสน์กันเสียที...เดินหาให้ทั่วๆ หน่อยนะ”
อัยน์นาเหลียวมองพริสซิลล่าและแอนนาเบล และทั้งคู่ก็พยักหน้าสนับสนุนว่าเหนื่อยจริง
“ค่ะ รอสักครู่นะคะ” คนโดนไว้วานรับคำอย่างว่าง่ายเพราะเริ่มรู้สึกร้อนวูบแปลกๆ ขึ้นมา
เธอประคองสติถอนสายบัวแสดงความเคารพทุกคนในวงสนทนาอย่างนอบน้อม แล้วรีบปลีกตัวออกมาเพราะแน่ใจว่าน้ำแก้วนั้นคงมีอะไรสักอย่างเจือปน
ไม่ว่าในน้ำแก้วนั้นจะมีอะไร อัยน์นาแน่ใจว่ามันจะไม่ส่งผลดีต่อเธออย่างแน่นอน
ให้พวกคนงานกับบรรดาผู้ติดตามคนสนิทรู้ว่าแถบนี้มีปีศาจปีกดำในเรื่องเล่าวนเวียนไม่ห่างรังแต่จะสร้างความหวาดกลัว ยิ่งถ้าเปิดเผยความจริงเรื่องที่นายจ้างประวัติไม่แน่ชัดร่วมมือกับสิ่งที่ชาวเมืองเรียกขานว่า ‘ปีศาจ’ ออกไป ก็ยากจะเดาว่าทุกคนจะมีปฏิกิริยาแบบไหนพวกเขาจะยอมรับและเชื่อใจไซรัสต่อไป หรือหวาดหวั่นเกลียดชังจนเอาใจออกห่าง ก็ยากจะคาดเดา“คุณไม่ได้โกหกคุณพ่อเลยสักนิด...” อย่างน้อยๆ ก็เรื่องที่มาอัญมณีกับพื้นเพ...ถึงเขาจะบอกไม่หมดก็เถอะ แต่ก็ยังอยู่ในฐานที่ยอมรับได้“เชื่อใจแล้วหรือ”“ไม่เชื่อได้เหรอคะ พามาดูตั้งขนาดนี้”“นึกว่าต้องขอให้ ‘คนมีปีก’ ของคุณ มายืนยันใกล้ๆ ซะแล้ว”อัยน์นาเหลียวมองคนงาน กลัวจะมีใครได้ยินบทสนทนาล่อแหลมนี้ เธอดูจนแน่ใจว่าทุกคนจดจ่ออยู่กับอัญมณีล้ำค่าไม่ได้ใส่ใจจะมองมาทางนี้แม้แต่น้อย ถึงค่อยขยับริมฝีปากพูดตอบโต้“แค่นี้ก็รู้แล้วล่ะค่ะ ว่าเป็นมิตร” ถ้าไม่เป็นมิตร คงเข้าจู่โจมขับไล่คณะเดินทางคณะนี้นานแล้ว... “แล้วปีกที่เห็นก็ใช้บินได้จริงๆ ไม่ใช่ปีกของปลอมที่ปั้นแต่งขึ้นจากฝีมือศิลปินชั้นครู”เจ้าของใบหน้าคมคายเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ก่อนหน้านี้คงไม่ได้คิดว่ามีใคร
เธอพอเดาออก ว่าเขาจับมือเธอมาวางตรงนี้ ก็เพราะอยากแสดงออกว่าจริงใจในตำรา ‘ภาษากาย’ ที่เขียนขึ้นโดยคณะปราชญ์เวเนเซีย บอกไว้ว่า ในยามปกติ หัวใจคนเราจะเต้นอย่างสม่ำเสมอ และจะเต้นเร็วขึ้นได้เมื่อเหน็ดเหนื่อย เครียดจัด เป็นไข้ตัวร้อน หรือตื่นเต้น ตกใจเมื่อใครสักคนโกหก คนคนนั้นย่อมเกิดความเครียด ใจจะคอยลุ้นระทึก และต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ตัวเองเผลอเผยพิรุธ ทำให้เกิดความกดดันในใจจนเลือดลมวิ่งพล่าน เมื่อจิตใจและร่างกายปั่นป่วน หัวใจก็จะพานเต้นเร็วขึ้นดังนั้น ถ้าไซรัสไม่ได้โกหก ก้อนเนื้อในช่องอกเขาก็ควรเต้นอย่างสม่ำเสมอ...แล้วตอนนี้หัวใจไซรัสก็เต้นเป็นจังหวะมั่นคงสม่ำเสมอจริงๆหรือไซรัสจะไม่ได้โกหก...หรือความลับทั้งหมดที่เขาปิดบังไว้มีแค่นี้...มีเท่าที่เขาเฉลยให้ฟัง ความใคร่รู้ทำให้อัยน์นาเผลอจ้องลึกลงในตาเขาฉับพลัน หัวใจดวงที่เคยเต้นเป็นจังหวะมั่นคงก็ค่อยๆ เต้นเร็วขึ้นและแรงขึ้นนอกจากมันจะทำให้คนพยายามวิเคราะห์งุนงงแล้ว ยังดึงให้หัวใจเธอเต้นแรงและเร็วตามไปด้วยอย่างไม่น่าจะเป็นตอนนี้เธอรู้สึกถึงหัวใจในช่องอกแกร่งชัดเจนเหมือนไซรัสถอดหัวใจมาวางไว้ในมือเธอหัวใจ...ครืน!!! เสี
เมื่อพิจารณาข้อที่ไซรัสเคยพาคนสนิทใช้เส้นทางนี้ลักลอบขุดขนอัญมณีมาแล้ว เธอคิดว่าน่าจะไม่ใช่อย่างหลังถ้าที่นี่มีอันตรายยิ่งใหญ่อยู่เหนือการควบคุมจริง ราจีฟที่เก็บสีหน้าไม่เป็นก็ต้องดูกังวลดูหวาดกลัวกว่านี้แต่นี่ไม่เลย...นอกจากไซรัสแล้ว กลุ่มผู้ติดตามคนสนิทที่น่าจะเคยมาที่นี่อย่าง ทอม จอห์น ราจีฟ ทุกคนดูเป็นปกติดี ถึงจะดูขยาดงูตามเถาไม้กันอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ดูสีหน้าเรียบเฉย กระทั่งเห็บดูดเลือดตัวกว่าครึ่งข้อนิ้วก้อยร่วงลงมาเกาะลำคอก็ยังไม่ได้มีความตื่นเต้นตกใจ ไม่สะดุ้งสะเทือนเลยสักนิดจู่ๆ คนที่เธอจับจ้องก็มองกลับ แววตาเขาตอนสบตาเธอฉายแววกังวล...แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นไซรัสคลี่ยิ้มให้เธอแบบเดียวกับที่ยิ้มให้มาหลายต่อหลายหน แล้วพยักหน้าคล้ายเชื้อเชิญให้เดินออกไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆเธอจับทางเขาได้แล้ว...ยิ้มน้อยๆ ดูสุขุม สงบ อบอุ่นจริงใจแบบนี้ เป็นรอยยิ้มเสแสร้งแกล้งกลบเกลื่อนชัดๆอัยน์นารอให้ ‘สามี’ สั่งการเสร็จสิ้น ถึงค่อยขยับเข้าเลียบเคียงถาม“สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบคล้ายพึมพำ “อากาศเย็นเกินไป”อากาศเย็น...แล้วยังไงล่ะ?“ไม่มีอ
เห็นนายท่านออกคำสั่ง นายหญิงพยักหน้าสำทับ ผู้ติดตามหญิงทั้งสองก็ไม่กล้าชักช้าทั้งคู่รีบเก็บข้าวของ ออกเดินทาง โดยมีพวกผู้ติดตามชายช่วยกันขนท่อนไม้หนักๆ สามสี่ท่อนขึ้นวางในรถม้า นัยว่าจะให้รถหนักจนเกิดร่องรอยคล้ายรถที่บรรทุกคนจำนวนมากเมื่อรถม้าเคลื่อนห่างออกไป อัยน์นาก็สังเกตเห็นว่าทุกคนกำลังช่วยกันแยกชิ้นส่วนรถม้าอีกคัน แล้วนำแต่ละชิ้นกระจายวางตามจุดต่างๆ เอาดินกลบบ้าง เอาฟาง เอาเศษใบไม้ เอาเถาวัลย์กลบบ้างรอจนทุกคนกลบร่องรอยเรียบร้อยแล้ว ทอมก็แจกจ่ายถุงขนสัตว์หนานุ่มคนละสองถุง คนที่รูปร่างสูงใหญ่หุ่นหนาหน่อยอย่างราจีฟจะได้แจกมากถึงสี่ถุง อัยน์นากำลังจะถามคนข้างตัวว่าเอาสิ่งนี้มาทำไม ก็เห็นคนงานพากันสวมถุงที่ว่าทับรองเท้าแล้วเอาเชือกหนังรัดไว้แน่นหนาเมื่อลองสวมตามแล้วก้าวขาดู อัยน์นาถึงได้รู้ว่ายังมีวิธีการกลบร่องรอยที่ได้ผลชะงัดอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือ การป้องกันไม่ให้เกิดร่องรอยเสียตั้งแต่แรกเธอเหลียวมองตา ‘สามี’ อีกหน คราวนี้เขามองกลับด้วยดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์อย่างไม่ปิดบัง ดูก็รู้ ว่าสาเหตุหลักที่ผู้ชายคนนี้ส่งมาธากับโรสแยกไปอีกทางแทนการใช้งานคนของตัวเองไม่ใช่เหตุผลเรื่องการพรางร
‘...สงสัยอะไรค่อยคุยกันวันหลังเถอะ...’ แค่ได้ยิน คนฟังก็แน่ใจ ว่าอย่างน้อยๆ ไซรัสน่าจะได้ยินสองประโยคหลังเข้าเต็มๆทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น เขากลับวางสีหน้าเรียบเฉย สั่งการผู้ติดตามเฉียบขาด คล่องแคล่ว ทำราวกับเรื่องพูดคุยลับหลังระหว่างเธอกับราจีฟไม่ได้สลักสำคัญอะไรแม้แต่น้อย ทำเอาราจีฟที่ตอนเห็นหน้าไซรัสยังเผลอสะดุ้งพลอยดูคล้ายจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ดูจากสีหน้าท่าทาง...เผลอๆ ผู้ติดตามรายนี้จะลืมประโยคที่เธอจงใจพูดเพื่อให้หลงมาช่วยเธอค้นหาความจริงอีกแรงไปแล้วด้วยซ้ำหลังพูดคุยแบ่งหน้าที่กันเสร็จสรรพ ทุกคนก็รีบกินมื้อเย็นแล้วเก็บกวาด กลบกลิ่น จากนั้นก็ใช้ฝุ่นดินลบรอยเท้าไล่มาตั้งแต่รอบบริเวณบ้านเข้ามาจนถึงด้านใน ทั้งยังเอาข้าวของบางส่วนในโถงชั้นล่างที่โรสกับมาธาช่วยกันเก็บกวาดมาแล้วหนหนึ่งออกไปจัดวางให้ดูระเกะระกะ แล้วเป่าฝุ่นดินเข้าใส่ ลบร่องรอยการหยิบจับออกไปอย่างน่าพิศวงเห็นสภาพคล้ายรกร้างที่คนเหล่านี้จงใจทำแล้ว อัยน์นาก็ได้แต่บีบมือปลอบโรสกับมาธาที่สู้อุตส่าห์ช่วยเธอทำความสะอาดพื้นที่บางส่วนที่จำเป็นต้องใช้ อาทิ โถงรับประทานอาหาร ห้องครัว ทางเดิน บันได และห้องนอนบนชั้นสองและสาม“เท่า
“ฉันเจอไซรัสครั้งแรกที่ย่านร้านค้า...วันนั้น ฉันโดนใช้ให้ออกไปซื้อทับทิมจากร้านผักผลไม้ที่อยู่คนละฟากกับตึกสี่ชั้น เราสบตากันครั้งแรกก็ตอนนั้น...” อัยน์นาทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ใหญ่ที่โก่งลำสูงขึ้นราวเข่า ปากก็เล่าเรื่องราว ‘การพบกันแสนน่าประทับใจ’ ด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้ม “ตอนนั้นเขาโดดเด่นกว่าใคร เขาดูสงบนิ่งภูมิฐานเหมือนขุนนางใหญ่แต่กลับเที่ยวเดินลอยชายในเมืองในสภาพปล่อยผมสีดำยาวเป็นอิสระ มองจากผมยาวเงางามกับผิวพรรณที่ดูสะอาดสะอี่...เขาเหมือนกวีราชสำนัก แต่กลับแต่งตัวคล้ายพวกนักเผชิญโชค ดูสมบุกสมบันขัดลักษณะท่าที ไซรัส...สามีฉัน มีส่วนผสมที่แปลกประหลาด แต่ในความประหลาด ในความแตกต่าง เขากลับดูดีกว่าใคร มองยังไงก็โดดเด่นจนละสายตาไม่ได้” คนตั้งใจมาสืบความวกเข้าเรื่องที่ต้องการถาม น้ำเสียงคล้ายชวนคุย “ตอนพบกันครั้งแรกไซรัสดูเป็นยังไงบ้างคะ เขาดูต่างจากที่ฉันเจอมาบ้างหรือเปล่า? ”“เขาน่ะรึ? ” ราจีฟทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ฝั่งตรงข้าม ท่าทางผ่อนคลายมากขึ้น “ไซรัสตอนนั้นน่ะ น่ากลัวสิ้นดี” พูดแล้วนักสู้ผิวเข้มก็สะบัดหัวสะบัดตัวเหมือนขนลุกเมื่อนึกถึง“ยังไงคะ”“นิ่ง เงียบ ทรงอำนาจ ในมือไม่มีมีดไม่มีด
คงเพราะมัวคิดเรื่องพี่สาวต่างมารดามากเกินไป รู้ตัวอีกที แผ่นหลังเธอก็สัมผัสที่นอนหนานุ่มซึ่งบุ๋มลึกเมื่อไซรัสทิ้งตัวตามลงมาพร้อมๆ กับที่บรรดาผู้มาส่งตัวบ่าวสาวช่วยปิดประตูห้องหอให้“เหม่ออะไร?”ในช่วงที่เธอยังไม่ทันตั้งตัว หลังถามคำถามนั้นพ่อค้าเจ้าเล่ห์ก็กดริมฝีปากลงครอบครองริมฝีปากเธออย่างอุกอาจ
ในใจเธอเรียกหาหญิงสาวผู้ล่วงลับนางนั้น แต่เมื่อเรียกแล้ว หัวสมองก็กลับนิ่งงัน ด้วยไม่รู้ว่าจะบอกอะไรมารดาในวันแบบนี้ ในเมื่อการแต่งงานครั้งนี้ไม่ได้มีพื้นฐานสำคัญเป็นความรักหรือความเหมาะสมใดๆ ทั้งสิ้นเธอคิดอยู่นาน...นานจนนักบุญผู้ทำพิธีว่าจบ จึงหยุดนึกหาคำพูดที่ดีพอจะบอกแม่ที่เธอไม่เคยเห็นหน้าเวล
ไซรัสพบแววตานักรบคู่เดิมอีกครั้งที่คฤหาสน์เจ้ากรมการเมืองในวันถัดมาท่ามกลางสตรีมากหน้าหลายตาในชุดกระโปรงสีสดใสกวาดตามองแล้วชวนให้นึกถึงทุ่งดอกไม้หลากสี วันนี้อัยน์นาสวมชุดแต่งงานผ้าไหมสีขาววาววับแขนยาว ชายกระโปรงยาวจรดตาตุ่ม ดูรัดกุม เรียบง่าย แต่กลับยิ่งขับให้ความงามแห่งอิสตรีเด่นชัดเธอยังคงปล่อ
นับตั้งแต่บิดาประกาศการหมั้นหมาย ระหว่าง เธอ กับ ไซรัส ก็มีผู้คนแวะเวียนมาแสดงความยินดีที่คฤหาสน์แกรนเทรนท์ชนิดหัวกระไดไม่แห้ง อัยน์นาไม่แปลกใจนักที่เป็นเช่นนี้ เพราะตระหนักดี ว่าในสังคมเวเนเซียยุคนี้ แม้เทือกเขาเหล่ากอจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผู้คนล้วนดำรงชีพได้ด้วยสมบัติพัสถานต่อให




![I'll follow Apollo [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


