تسجيل الدخولหลังหว่านเมล็ดพันธุ์เส้นสายไปทั่วงานเลี้ยง ไซรัสก็ปลีกตัวออกมาหลบมุมสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ระเบียงเล็กๆ ข้างประตูทางออกฝั่งสวนหย่อมรกครึ้ม
ทีแรก เขาไม่เข้าใจนัก ว่าทำไมก่อนหน้านี้ลูคัสที่ดูจะคุ้นชินเรื่องวิถีชนชั้นสูงที่สุดในกลุ่มพี่ๆ น้องๆ ต่างสายเลือด ถึงได้พยายามเคี่ยวเข็ญให้เขาเต้นรำอย่างถูกวิธีทั้งๆ ที่เขาก็ยืนยันว่าไม่ต้องการเต้นรำกับใคร แต่หลังจากโดนเจ้ากรมการคลังหิ้วไปนั่นมานี่ จนโดนขุนนางและพ่อค้าใหญ่หลายรายยัดเยียดลูกหรือหลานสาวให้เขาเชิญไปเต้นรำ ผู้มั่งคั่งหน้าใหม่ของอาณาจักรก็เข้าใจทันที
น่ารำคาญนัก ไซรัสเอนหลังพิงผนัง แหงนหน้ามองพระจันทร์ อดคิดไม่ได้ว่าต้องใช้เวลาอยู่ในอาจักรนี้อีกนานแค่ไหน ภารกิจแสนสำคัญจึงจะลุล่วงเสียที
ท่ามกลางความเงียบงัน สตรีชุดขาวผ่องเดินผ่านประตูระเบียงออกมาอย่างเชื่องช้า คล้ายพยายามกลั้นความเจ็บปวดบางอย่าง
ทันทีที่ก้าวขาพ้นกรอบประตู หญิงสาวอ่อนเยาว์รายนั้นก็รีบประคองร่างเข้าหาสวนกว้าง ดูราวกับสัตว์ป่าหาที่หลบภัยยามเจ็บไข้
ลูกสาวนอกสมรสเจ้ากรมการเมือง...อัยน์นา...?
เขาบอกตัวเองว่าไม่ควรใส่ใจ แต่ท่าทีซวนเซ และเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายบนใบหน้าขาวนวล กลับทำให้เขากังวลจนทนนิ่งเฉยไม่ไหว
“คุณผู้หญิง” เขาเรียก แต่เธอทำเหมือนไม่ได้ยิน
ร่างอ้อนแอ้นในชุดราตรีกรุยกรายตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่คล้ายต้องการเรียกสติ จากนั้นก็เหลียวซ้ายแลขวาเหมือนต้องการจะแน่ใจว่าไม่มีใครพบเห็น ก่อนจะเคลื่อนที่ต่อไป ทำราวกับกลัวว่าถ้าหยุดเดินเมื่อไหร่ โลกทั้งใบจะล่มสลายลงเมื่อนั้น
ในชั่วเสี้ยววินาทีที่พ่อค้าหนุ่มคิดจะเบือนหน้าหนี นัยน์ตาสีเทาก็สังเกตเห็นหยดน้ำสีใสไหลลงอาบแก้มเธออย่างน่าตกใจ รบกวนความรู้สึกให้เขาไม่อาจแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
“...บ้าจริง” ไซรัสปราดเข้าคว้าตัวเธอไว้
ไม่นึกว่าเพียงเท่านั้น ร่างเล็กๆ นั่น จะอ่อนยวบเข้าหาอ้อมกอดเขาเหมือนคนไร้เรี่ยวแรง
“คุณ...ไปซะ” เธอบอกน้ำเสียงขาดห้วง นอกจากรอยฝ่ามือแดงๆ บนหน้าแล้ว พวงแก้มสองข้างยังขึ้นสีแดงระเรื่อเหมือนคนมีไข้
“ตัวร้อน” พ่อค้าหนุ่มพึมพำ
เขาไม่คิดว่าเธอเจ็บป่วย เพราะจากที่เห็น ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเฉียบพลันเกินไป
ดูจากอาการแล้ว ไซรัสคิดว่าเธออาจโดนวางยาแปลกๆ บางอย่าง อย่าง ‘ยาปลุกกำหนัด’ ที่อารีเคยพูดถึง
จริงอยู่ว่าเขาไม่เคยเห็นใครโดนยาชนิดนี้ และยิ่งไม่เคยเรียนรู้มาก่อนว่าคนโดนวางยาชนิดที่ว่าจะมีอาการอย่างไร แต่เขาเชื่อ ว่ายาชนิดนั้นคงออกฤทธิ์คล้ายสุราบางชนิดของเผ่าพันธุ์โบราณในดินแดนเร้นลับ...สุราที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์คล้ายๆ กัน
“ผมจะพาคุณไปพบหมอ”
“ไม่” เธอปฏิเสธทันควัน “อย่า...อย่าให้ใครรู้”
คิ้วคมเข้มบนใบหน้านิ่งเฉยดั่งรูปสลักขมวดเข้าหากันเมื่อได้ยิน
“ห่วงชื่อเสียงรึ แทนที่จะห่วงเรื่องภาพลักษณ์ ห่วงสุขภาพความปลอดภัยไม่ดีกว่ารึ อาการอย่างนี้ เห็นทีจะโดนวางยา ยานั่นจะมีผลข้างเคียงแบบไหนบ้างก็ไม่รู้”
“น้ำ...” เสียงเบาหวิวที่หลุดลอดจากริมฝีปากรูปกระจับฟังดูเย้ายวนอย่างน่าประหลาด “ฉันรู้...พาฉันไป” ฝ่ามือนุ่มนิ่มบีบแขนเขาไว้แน่น เหมือนกลัวว่าถ้าไม่ทำแบบนั้น ร่างทั้งร่างจะทรุดลงไปกองบนพื้นหญ้า “กลางสวนมีสระ...ฉันเห็น...” เธอบอกเสียงหอบ นิ้วเรียวงามเริ่มจิกเล็บลงบนต้นแขนแข็งแกร่ง เหมือนไม่พอใจที่เขามัวชักช้า
เคราะห์ดีที่วันนี้เสื้อคลุมแขนยาวที่ไซรัสสวมเนื้อผ้าหนาพอ ไม่อย่างนั้น ตอนนี้ ‘ท่านหญิงกุหลาบทะเลทราย’ คงฝากรอยอารมณ์ให้เขาเก็บไว้ดูต่างหน้าได้มากกว่าสิบแผล
“เร็วหน่อย” เธอเร่งเร้า น้ำเสียงแหบพร่า สองมือเริ่มเลื่อนไล้ไล่จิกแขนจิกคอเขาแน่นขึ้นเหมือนจงใจระบายความอัดอั้น
น่าหงุดหงิดนัก น่าหงุดหงิดที่ผู้หญิงในอ้อมแขนเขาดูจะห่วงเรื่องเกียรติยศและภาพพจน์มากกว่าชีวิต
และน่าหงุดหงิด ที่ทั้งๆ ที่ปลายนิ้วเล็กๆ นั่นทำให้เขาเจ็บแสบอย่างที่ไม่เคยมีใครกล้าทำ มันกลับทำให้บริเวณที่ต้องสัมผัสเกิดอาการร้อนวูบวาบอย่างน่าพิศวง
“อยู่นิ่งๆ” เขาดุพลางช้อนอุ้มร่างเธอขึ้นแนบอก แล้วพาร่างอ้อนแอ้นในอ้อมแขนเดินผ่านกลุ่มไม้พุ่มเตี้ย มุ่งหน้าเข้าหาสวนวงกตแสนลึกลับ ภายในใจได้แต่หวัง ว่าสวนวงกตตรงหน้า จะไม่สลับซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะหาสระน้ำอะไรนั่นเจอ “ทางไหน” คนไม่รู้ทางรีบถาม แต่ดูเหมือนตอนนี้ สติเธอจะลางเลือนเกินกว่าจะตอบไหว
“อึดอัด...” เธอพึมพำ สองมือเริ่มออกฤทธิ์ออกเดชมากขึ้น
วูบหนึ่ง ไซรัสคิดว่าเขาควรขัดใจเจ้าของร่างบอบบางในอ้อมแขนด้วยการอุ้มเธอไปพบหมอ แต่พอเห็นเธอกระชากผ้าคลุมไหล่ทิ้งเผยให้เห็นเนินอกอิ่มแถมยังจ้องมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนาและอารมณ์เท่านั้น คนที่แน่ใจว่าหมอรักษาโรคน่าจะเป็นชายก็สลัดความคิดนั้นออกจากหัวทันที
เสี่ยงเกินไป...
ไม่ใช่แค่เสี่ยง บางทีคนโดนวางยาอาจจะรู้ ว่าถึงรีบไปหาตอนนี้ หมอก็คงช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี
สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากพบหมอ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม สุดท้าย ‘ท่านหญิงกุหลาบทะเลทราย’ ก็จะถูกทิ้งให้ทนทุกข์อยู่กับความอับอายตลอดกาล
“อดทนไว้” คนหน้าใหม่ของอาณาจักรบอกทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจว่าเจ้าของลมหายใจร้อนๆ ที่ต้นคอจะรับรู้
เขาพยายามสงบจิตสงบใจรวบรวมสมาธิแล้วเงี่ยหูฟังเสียงธรรมชาติ ไม่นานนักเจ้าของร่างสมส่วนในชุดสีดำสนิทก็ได้ยินเสียงบางอย่างร่วงลงน้ำ บอกให้รู้ว่าของที่มองหาอยู่ทางทิศไหน
“ขอให้ได้ผลทีเถอะ” พ่อค้าหนุ่มบ่นพึมพำ จากนั้นก็รีบอุ้มหญิงสาวอ่อนเยาว์สาวเท้าเดินไปตามสัญชาตญาณทันที
ให้พวกคนงานกับบรรดาผู้ติดตามคนสนิทรู้ว่าแถบนี้มีปีศาจปีกดำในเรื่องเล่าวนเวียนไม่ห่างรังแต่จะสร้างความหวาดกลัว ยิ่งถ้าเปิดเผยความจริงเรื่องที่นายจ้างประวัติไม่แน่ชัดร่วมมือกับสิ่งที่ชาวเมืองเรียกขานว่า ‘ปีศาจ’ ออกไป ก็ยากจะเดาว่าทุกคนจะมีปฏิกิริยาแบบไหนพวกเขาจะยอมรับและเชื่อใจไซรัสต่อไป หรือหวาดหวั่นเกลียดชังจนเอาใจออกห่าง ก็ยากจะคาดเดา“คุณไม่ได้โกหกคุณพ่อเลยสักนิด...” อย่างน้อยๆ ก็เรื่องที่มาอัญมณีกับพื้นเพ...ถึงเขาจะบอกไม่หมดก็เถอะ แต่ก็ยังอยู่ในฐานที่ยอมรับได้“เชื่อใจแล้วหรือ”“ไม่เชื่อได้เหรอคะ พามาดูตั้งขนาดนี้”“นึกว่าต้องขอให้ ‘คนมีปีก’ ของคุณ มายืนยันใกล้ๆ ซะแล้ว”อัยน์นาเหลียวมองคนงาน กลัวจะมีใครได้ยินบทสนทนาล่อแหลมนี้ เธอดูจนแน่ใจว่าทุกคนจดจ่ออยู่กับอัญมณีล้ำค่าไม่ได้ใส่ใจจะมองมาทางนี้แม้แต่น้อย ถึงค่อยขยับริมฝีปากพูดตอบโต้“แค่นี้ก็รู้แล้วล่ะค่ะ ว่าเป็นมิตร” ถ้าไม่เป็นมิตร คงเข้าจู่โจมขับไล่คณะเดินทางคณะนี้นานแล้ว... “แล้วปีกที่เห็นก็ใช้บินได้จริงๆ ไม่ใช่ปีกของปลอมที่ปั้นแต่งขึ้นจากฝีมือศิลปินชั้นครู”เจ้าของใบหน้าคมคายเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “ก่อนหน้านี้คงไม่ได้คิดว่ามีใคร
เธอพอเดาออก ว่าเขาจับมือเธอมาวางตรงนี้ ก็เพราะอยากแสดงออกว่าจริงใจในตำรา ‘ภาษากาย’ ที่เขียนขึ้นโดยคณะปราชญ์เวเนเซีย บอกไว้ว่า ในยามปกติ หัวใจคนเราจะเต้นอย่างสม่ำเสมอ และจะเต้นเร็วขึ้นได้เมื่อเหน็ดเหนื่อย เครียดจัด เป็นไข้ตัวร้อน หรือตื่นเต้น ตกใจเมื่อใครสักคนโกหก คนคนนั้นย่อมเกิดความเครียด ใจจะคอยลุ้นระทึก และต้องคอยระมัดระวังไม่ให้ตัวเองเผลอเผยพิรุธ ทำให้เกิดความกดดันในใจจนเลือดลมวิ่งพล่าน เมื่อจิตใจและร่างกายปั่นป่วน หัวใจก็จะพานเต้นเร็วขึ้นดังนั้น ถ้าไซรัสไม่ได้โกหก ก้อนเนื้อในช่องอกเขาก็ควรเต้นอย่างสม่ำเสมอ...แล้วตอนนี้หัวใจไซรัสก็เต้นเป็นจังหวะมั่นคงสม่ำเสมอจริงๆหรือไซรัสจะไม่ได้โกหก...หรือความลับทั้งหมดที่เขาปิดบังไว้มีแค่นี้...มีเท่าที่เขาเฉลยให้ฟัง ความใคร่รู้ทำให้อัยน์นาเผลอจ้องลึกลงในตาเขาฉับพลัน หัวใจดวงที่เคยเต้นเป็นจังหวะมั่นคงก็ค่อยๆ เต้นเร็วขึ้นและแรงขึ้นนอกจากมันจะทำให้คนพยายามวิเคราะห์งุนงงแล้ว ยังดึงให้หัวใจเธอเต้นแรงและเร็วตามไปด้วยอย่างไม่น่าจะเป็นตอนนี้เธอรู้สึกถึงหัวใจในช่องอกแกร่งชัดเจนเหมือนไซรัสถอดหัวใจมาวางไว้ในมือเธอหัวใจ...ครืน!!! เสี
เมื่อพิจารณาข้อที่ไซรัสเคยพาคนสนิทใช้เส้นทางนี้ลักลอบขุดขนอัญมณีมาแล้ว เธอคิดว่าน่าจะไม่ใช่อย่างหลังถ้าที่นี่มีอันตรายยิ่งใหญ่อยู่เหนือการควบคุมจริง ราจีฟที่เก็บสีหน้าไม่เป็นก็ต้องดูกังวลดูหวาดกลัวกว่านี้แต่นี่ไม่เลย...นอกจากไซรัสแล้ว กลุ่มผู้ติดตามคนสนิทที่น่าจะเคยมาที่นี่อย่าง ทอม จอห์น ราจีฟ ทุกคนดูเป็นปกติดี ถึงจะดูขยาดงูตามเถาไม้กันอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็ดูสีหน้าเรียบเฉย กระทั่งเห็บดูดเลือดตัวกว่าครึ่งข้อนิ้วก้อยร่วงลงมาเกาะลำคอก็ยังไม่ได้มีความตื่นเต้นตกใจ ไม่สะดุ้งสะเทือนเลยสักนิดจู่ๆ คนที่เธอจับจ้องก็มองกลับ แววตาเขาตอนสบตาเธอฉายแววกังวล...แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นไซรัสคลี่ยิ้มให้เธอแบบเดียวกับที่ยิ้มให้มาหลายต่อหลายหน แล้วพยักหน้าคล้ายเชื้อเชิญให้เดินออกไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆเธอจับทางเขาได้แล้ว...ยิ้มน้อยๆ ดูสุขุม สงบ อบอุ่นจริงใจแบบนี้ เป็นรอยยิ้มเสแสร้งแกล้งกลบเกลื่อนชัดๆอัยน์นารอให้ ‘สามี’ สั่งการเสร็จสิ้น ถึงค่อยขยับเข้าเลียบเคียงถาม“สีหน้าคุณดูไม่ดีเลย มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”เขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบคล้ายพึมพำ “อากาศเย็นเกินไป”อากาศเย็น...แล้วยังไงล่ะ?“ไม่มีอ
เห็นนายท่านออกคำสั่ง นายหญิงพยักหน้าสำทับ ผู้ติดตามหญิงทั้งสองก็ไม่กล้าชักช้าทั้งคู่รีบเก็บข้าวของ ออกเดินทาง โดยมีพวกผู้ติดตามชายช่วยกันขนท่อนไม้หนักๆ สามสี่ท่อนขึ้นวางในรถม้า นัยว่าจะให้รถหนักจนเกิดร่องรอยคล้ายรถที่บรรทุกคนจำนวนมากเมื่อรถม้าเคลื่อนห่างออกไป อัยน์นาก็สังเกตเห็นว่าทุกคนกำลังช่วยกันแยกชิ้นส่วนรถม้าอีกคัน แล้วนำแต่ละชิ้นกระจายวางตามจุดต่างๆ เอาดินกลบบ้าง เอาฟาง เอาเศษใบไม้ เอาเถาวัลย์กลบบ้างรอจนทุกคนกลบร่องรอยเรียบร้อยแล้ว ทอมก็แจกจ่ายถุงขนสัตว์หนานุ่มคนละสองถุง คนที่รูปร่างสูงใหญ่หุ่นหนาหน่อยอย่างราจีฟจะได้แจกมากถึงสี่ถุง อัยน์นากำลังจะถามคนข้างตัวว่าเอาสิ่งนี้มาทำไม ก็เห็นคนงานพากันสวมถุงที่ว่าทับรองเท้าแล้วเอาเชือกหนังรัดไว้แน่นหนาเมื่อลองสวมตามแล้วก้าวขาดู อัยน์นาถึงได้รู้ว่ายังมีวิธีการกลบร่องรอยที่ได้ผลชะงัดอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือ การป้องกันไม่ให้เกิดร่องรอยเสียตั้งแต่แรกเธอเหลียวมองตา ‘สามี’ อีกหน คราวนี้เขามองกลับด้วยดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์อย่างไม่ปิดบัง ดูก็รู้ ว่าสาเหตุหลักที่ผู้ชายคนนี้ส่งมาธากับโรสแยกไปอีกทางแทนการใช้งานคนของตัวเองไม่ใช่เหตุผลเรื่องการพรางร
‘...สงสัยอะไรค่อยคุยกันวันหลังเถอะ...’ แค่ได้ยิน คนฟังก็แน่ใจ ว่าอย่างน้อยๆ ไซรัสน่าจะได้ยินสองประโยคหลังเข้าเต็มๆทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้น เขากลับวางสีหน้าเรียบเฉย สั่งการผู้ติดตามเฉียบขาด คล่องแคล่ว ทำราวกับเรื่องพูดคุยลับหลังระหว่างเธอกับราจีฟไม่ได้สลักสำคัญอะไรแม้แต่น้อย ทำเอาราจีฟที่ตอนเห็นหน้าไซรัสยังเผลอสะดุ้งพลอยดูคล้ายจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้น ดูจากสีหน้าท่าทาง...เผลอๆ ผู้ติดตามรายนี้จะลืมประโยคที่เธอจงใจพูดเพื่อให้หลงมาช่วยเธอค้นหาความจริงอีกแรงไปแล้วด้วยซ้ำหลังพูดคุยแบ่งหน้าที่กันเสร็จสรรพ ทุกคนก็รีบกินมื้อเย็นแล้วเก็บกวาด กลบกลิ่น จากนั้นก็ใช้ฝุ่นดินลบรอยเท้าไล่มาตั้งแต่รอบบริเวณบ้านเข้ามาจนถึงด้านใน ทั้งยังเอาข้าวของบางส่วนในโถงชั้นล่างที่โรสกับมาธาช่วยกันเก็บกวาดมาแล้วหนหนึ่งออกไปจัดวางให้ดูระเกะระกะ แล้วเป่าฝุ่นดินเข้าใส่ ลบร่องรอยการหยิบจับออกไปอย่างน่าพิศวงเห็นสภาพคล้ายรกร้างที่คนเหล่านี้จงใจทำแล้ว อัยน์นาก็ได้แต่บีบมือปลอบโรสกับมาธาที่สู้อุตส่าห์ช่วยเธอทำความสะอาดพื้นที่บางส่วนที่จำเป็นต้องใช้ อาทิ โถงรับประทานอาหาร ห้องครัว ทางเดิน บันได และห้องนอนบนชั้นสองและสาม“เท่า
“ฉันเจอไซรัสครั้งแรกที่ย่านร้านค้า...วันนั้น ฉันโดนใช้ให้ออกไปซื้อทับทิมจากร้านผักผลไม้ที่อยู่คนละฟากกับตึกสี่ชั้น เราสบตากันครั้งแรกก็ตอนนั้น...” อัยน์นาทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ใหญ่ที่โก่งลำสูงขึ้นราวเข่า ปากก็เล่าเรื่องราว ‘การพบกันแสนน่าประทับใจ’ ด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้ม “ตอนนั้นเขาโดดเด่นกว่าใคร เขาดูสงบนิ่งภูมิฐานเหมือนขุนนางใหญ่แต่กลับเที่ยวเดินลอยชายในเมืองในสภาพปล่อยผมสีดำยาวเป็นอิสระ มองจากผมยาวเงางามกับผิวพรรณที่ดูสะอาดสะอี่...เขาเหมือนกวีราชสำนัก แต่กลับแต่งตัวคล้ายพวกนักเผชิญโชค ดูสมบุกสมบันขัดลักษณะท่าที ไซรัส...สามีฉัน มีส่วนผสมที่แปลกประหลาด แต่ในความประหลาด ในความแตกต่าง เขากลับดูดีกว่าใคร มองยังไงก็โดดเด่นจนละสายตาไม่ได้” คนตั้งใจมาสืบความวกเข้าเรื่องที่ต้องการถาม น้ำเสียงคล้ายชวนคุย “ตอนพบกันครั้งแรกไซรัสดูเป็นยังไงบ้างคะ เขาดูต่างจากที่ฉันเจอมาบ้างหรือเปล่า? ”“เขาน่ะรึ? ” ราจีฟทิ้งตัวลงนั่งบนรากไม้ฝั่งตรงข้าม ท่าทางผ่อนคลายมากขึ้น “ไซรัสตอนนั้นน่ะ น่ากลัวสิ้นดี” พูดแล้วนักสู้ผิวเข้มก็สะบัดหัวสะบัดตัวเหมือนขนลุกเมื่อนึกถึง“ยังไงคะ”“นิ่ง เงียบ ทรงอำนาจ ในมือไม่มีมีดไม่มีด
ยามเมื่อรถม้าขัดเงาประดับตราขุนเขาแฝดสามลูกเคลื่อนผ่าน ชาวเมืองต่างพร้อมใจหลีกทางให้ ทำราวกับรถม้าคันนี้เป็นราชรถที่ไม่ควรกรายใกล้ ทุกคนต่างรู้ว่าตราสัญลักษณ์นั้น คือตราประจำตระกูลวิลส์ตันความเคารพยำเกรงอันน่าอัศจรรย์นี้ไม่ได้ทำให้ไซรัสแปลกใจเท่าไหร่นัก ตรงก
“คุณพ่อ...แน่ใจแล้วเหรอคะ” เธอถามน้ำเสียงจริงจัง มั่นใจว่าท่านเจ้ากรมจะรู้ความนัย แล้วสายตาที่ท่านเจ้ากรมการเมืองสูงวัยส่งกลับมา ก็บอกให้อัยน์นารู้ ว่าท่านเจ้ากรมการเมืองข้างกายเข้าใจความ
บางทีเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องที่เล่าสู่กันฟังไม่ได้ คนที่อึดอัด อยากระบาย เลยต้องเลือกใช้วิธีเล่าแบบอ้อมๆ อย่างนี้“ไซรัสเป็นพ่อค้าค่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับของที่เขาค้าขายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง...บางทีอาจเป็นของมีราคาอย่างอัญมณี” เธอเหลียวมองบิดา เมื่อเห็นว่า
“คุณพ่อกินอิ่มนอนหลับเป็นปกติดีไหมคะ” แม้จะไม่เชื่อถือเรื่องที่มาธาบอก คุณหนูคนเล็กของคฤหาสน์ก็ยังอดถามไม่ได้“เห็นว่าคุณท่านนอกดึกมากขึ้น ตื่นเร็วกว่าที่ผ่านๆ มา แล้วก็รับประทานอาหารได้น้อยลงค่ะ” มาธาถอนหายใจเมื่อเอ่ยเรื่องนี้“น่าสงสารคุณพ่อนัก” อัยน์นาออกความเห็นสั้นๆ ความสงสารและความสงสัยอัดแน่







