ANMELDENคำขู่นั้นทำให้อวิการีบสะบัดผ้าห่มออกและวิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว เธอไม่มีเวลามานั่งสำรวจความเจ็บปวดในใจ สายน้ำเย็นฉ่ำที่ชโลมลงบนผิวกายช่วยเรียกสติให้กลับคืนมา หญิงสาวเลือกสวมชุดเดรสสีสุภาพที่ดูมิดชิดที่สุด รวบผมครึ่งศีรษะให้ดูเรียบร้อย ก่อนจะเดินออกมาพบว่าชายหนุ่มยืนรออยู่ที่หน้าประตูห้องนอนแล้ว
ตลอดการเดินทางภายในห้องโดยสารของรถยนต์หรูเต็มไปด้วยความเงียบงัน อวิกาทอดสายตามองทิวทัศน์สองข้างทางที่เคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว สมองของเธอขาวโพลน เมื่อรถยนต์มาจอดเทียบหน้าอาคารสำนักงานเขต หญิงสาวก็รับรู้ได้ทันทีว่าจุดหมายปลายทางของวันนี้คืออะไร
"ลงมาได้แล้ว หรือต้องให้อุ้ม" วัชรวิชญ์เปิดประตูฝั่งผู้โดยสาร ยืนล้วงกระเป๋ากางเกงรอด้วยท่าทีคุกคาม
ร่างบางก้าวลงจากรถ ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยเหล็ก เธอเดินตามแผ่นหลังกว้างเข้าไปด้านในอาคาร ขั้นตอนทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอคิว เจ้าหน้าที่ยื่นเอกสารแผ่นสำคัญมาตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มตามหน้าที่
"เชิญคุณผู้หญิงเซ็นตรงนี้เลยครับ"
อวิกามองตัวอักษรบนกระดาษ ปลายปากกาในมือสั่นระริก เธอเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่เคียงข้าง หวังเพียงเสี้ยววินาทีว่าเขาจะเปลี่ยนใจ ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงสายตากดดันและรอยยิ้มหยันที่มุมปาก
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก จรดปลายปากกาลงบนแผ่นกระดาษ เซ็นชื่อของตัวเองลงไปทีละตัวอักษร ทุกเส้นสายที่ขีดเขียนลงไปคือการผูกมัดอิสรภาพของเธอไว้กับผู้ชายไร้หัวใจคนนี้อย่างสมบูรณ์ น้ำตาเม็ดเล็กเอ่อคลอขึ้นมาที่หางตา แต่เธอพยายามกะพริบมันทิ้ง ไม่ยอมให้ความอ่อนแอไหลรินออกมาประจานตัวเอง
หลังจากขั้นตอนทางกฎหมายเสร็จสิ้น วัชรวิชญ์คว้าเอกสารฉบับนั้นมาถือไว้ เขาเดินนำเธอออกจากอาคารโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองว่าคนตามหลังจะเดินทันหรือไม่
เมื่อกลับมาถึงเพนต์เฮาส์ ชายหนุ่มโยนกระดาษแผ่นนั้นลงบนโต๊ะกระจกหน้าโซฟากลางห้องรับแขก
"เก็บเอาไว้ดูเล่นซะ เผื่อคุณจะลืมว่าตอนนี้สถานะของตัวเองคืออะไร" เขาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาเดี่ยว ปลดกระดุมเสื้อสูทออกด้วยท่าทีผ่อนคลาย ขัดแย้งกับอารมณ์ของคนที่ยืนสั่นสะท้านอยู่กลางห้อง
อวิกามองแผ่นกระดาษบนโต๊ะ สัญลักษณ์แห่งการผูกมัดที่เธอไม่เคยเต็มใจรับมันมา "ฉันรู้สถานะตัวเองดีค่ะ ไม่จำเป็นต้องตอกย้ำ"
"รู้ก็ดี" วัชรวิชญ์แค่นยิ้ม "ผมแค่อยากแน่ใจว่าคุณจะไม่เผลอวิ่งกลับไปซบอกไอ้ผัวสารเลวของคุณทันทีที่มันโผล่หัวมา... แต่คิดดูอีกที ตอนนี้มันคงกำลังเสวยสุข ปล่อยให้เมียตัวเองต้องมารับกรรมแทน มันคงไม่กล้าโผล่หน้ามาให้ผมกระทืบหรอก จริงไหม"
คำพูดถากถางนั้นจี้ใจดำของอวิกาอย่างจัง แม้เธอจะโกรธเกลียดการกระทำของอนล แต่การถูกผู้ชายตรงหน้าเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันมากเกินกว่าที่ศักดิ์ศรีของเธอจะทนรับไหว
"หยุดพูดถึงเขาเถอะค่ะ" เธอสวนกลับเสียงแข็ง กำมือทั้งสองข้างแน่นเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ "ฉันบอกคุณเป็นร้อยครั้งแล้วว่าฉันไม่รู้เรื่องที่เขาทำ ฉันกับเขาไม่ได้ติดต่อกันอีก และฉันก็กำลังชดใช้หนี้บ้าบอนี่ให้คุณอยู่ คุณยังต้องการอะไรอีก"
ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวยาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็เข้าประชิดตัวร่างบาง อวิกาผงะถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่แผ่นหลังชนเข้ากับขอบโต๊ะกระจก หมดหนทางหนี มือหนาเอื้อมมาบีบปลายคางมน บังคับให้ใบหน้าหวานเงยขึ้นสบตากับดวงตาดุดันที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
"คิดว่าลายเซ็นบนทะเบียนสมรสเป็นแค่เศษกระดาษหรือไง เอวา" น้ำเสียงของเขากดต่ำ เย็นเยียบจนน่ากลัว
"ฉันไม่เคยอยากได้มัน" เธอเชิดหน้าขึ้น แม้ริมฝีปากจะสั่นระริก "คุณบังคับฉัน"
"ใช่" เขาตอบกลับทันควัน แรงบีบที่ปลายคางเพิ่มมากขึ้นจนหญิงสาวนิ่วหน้า "และคุณก็ต้องชดใช้ในสิ่งที่ไอ้ออสตินมันทำไว้... ทุกบาททุกสตางค์ ทุกหยดน้ำตาของน้องสาวผม"
ประโยคสุดท้ายทำให้ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ความเจ็บปวดที่ปลายคางถูกแทนที่ด้วยความตกตะลึง "คุณหมายความว่ายังไง น้องสาวคุณเกี่ยวอะไรด้วย"
วัชรวิชญ์สะบัดมือออกจากการเกาะกุมใบหน้าเนียน เขาเบือนหน้าหนี สันกรามขบเข้าหากันแน่นจนนูนเป็นสัน ความโกรธแค้นที่ถูกปิดผนึกไว้ในส่วนลึกของจิตใจถูกกระชากออกมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริง
"มันหลอกลวงมีอา... หลอกเอางาน หลอกเอาเงิน และทิ้งเธอไปตอนที่เธอต้องการมันที่สุด" เสียงทุ้มแหบพร่าลงเล็กน้อย แววตาที่เคยวาวโรจน์แปรเปลี่ยนเป็นความรวดร้าวที่ไม่อาจปิดบัง "ตอนนั้นผมไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ ต้องทนดูน้องสาวตัวเองป่วยตายไปอย่างโดดเดี่ยว ในขณะที่ไอ้สารเลวนั่นเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทอง... และมีผู้หญิงอย่างคุณคอยหนุนหลังมัน"
อวิกานิ่งอึ้ง สมองประมวลผลคำพูดของเขาอย่างรวดเร็ว ความจริงที่เพิ่งได้รับรู้ตีแสกหน้าจนเธอชาวาบไปทั้งตัว เธอไม่เคยรู้เรื่องของมีอามาก่อน อนลไม่เคยเอ่ยถึงผู้หญิงคนไหน ไม่เคยเล่าเรื่องราวในอดีตที่เลวร้ายขนาดนี้ให้เธอฟัง
"ฉัน... ฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้"
อวิกาดึงเท้าหลบสัมผัสนั้นทันที "คุณกลัวลูกจะไม่มีพ่อ หรือกลัวว่าตัวเองจะสูญเสียของเล่นที่เอาไว้ระบายอารมณ์กันแน่คะ""ไม่ใช่นะเอวา พี่ไม่เคยคิดแบบนั้น" เขารีบปฏิเสธ แววตาสลดลงอย่างเห็นได้ชัด "พี่รักหนู... พี่รักหนูจริงๆ แต่พี่มันโง่ที่เอาความแค้นมาบังตา พี่กลัวที่จะยอมรับความรู้สึกตัวเอง กลัวว่าการรักหนูคือการทรยศมีอา... แต่ตอนนี้พี่รู้แล้ว ว่าคนที่พี่ทรยศ คือหัวใจของพี่เอง"คำบอกรักที่ออกจากปากผู้ชายปากร้ายทำให้อวิกาชะงักไป เธอหันมามองหน้าเขา ดวงตากลมโตสั่นระริก "คุณคิดว่าแค่คำว่ารักคำเดียว มันจะลบแผลทุกอย่างที่คุณทำไว้กับฉันได้เหรอคะ คุณย่ำยีศักดิ์ศรีของฉัน ดูถูกฉันสารพัด... ความรักของคุณมันน่ากลัวเกินไป ฉันรับมันไว้ไม่ได้หรอกค่ะ""พี่รู้ว่ามันยากที่จะเชื่อใจพี่อีกครั้ง" เขาก้มหน้าลง ยอมรับความจริงอันโหดร้าย "แต่พี่สัญญา พี่จะใช้เวลาทั้งชีวิตที่เหลือพิสูจน์ให้หนูเห็น ว่าพี่เปลี่ยนไปแล้ว พี่จะไม่ยอมให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลอีก พี่จะเป็นพ่อที่ดี จะเป็นสามีที่ดีให้หนู""พรุ่งนี้เช้าฝนหยุดตกแล้ว คุณก็กลับไปเถอะค่ะ" เธอตัดบท ไม่ยอมเปิดช่องว่างให้เขาเข้ามาปั่นป
"หนู..." เขาเอ่ยเรียกเสียงสั่น พยายามจะก้าวเข้ามาใกล้ แต่หญิงสาวดันประตูไว้เพื่อรักษาระยะห่าง"คุณกลับไปเถอะค่ะ" เธอเอ่ยเสียงเรียบ พยายามปั้นหน้าให้เย็นชาที่สุด "ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ""เอวา... ฟังพี่ก่อน" ชายหนุ่มยกมือขึ้นจับขอบประตู สัมผัสเย็นเฉียบจากฝ่ามือหนาทำให้เธอรู้ว่าเขาหนาวมากแค่ไหน "พี่ขอโทษ... พี่รู้ความจริงหมดแล้ว เรื่องที่ไอ้ออสตินมันข่มขู่หนู พี่เห็นข้อความในโทรศัพท์มันแล้ว... พี่มันโง่เองที่หูเบา พี่มันเลวที่ทำร้ายหนู"คำสารภาพนั้นทำให้อวิกาชะงักไปชั่วขณะ เขาไปเจอออสตินมาแล้วงั้นหรือ เขาทำอะไรผู้ชายคนนั้น"คุณไปหาเขามาเหรอคะ""พี่จัดการมันแล้ว พี่ส่งตัวมันให้ตำรวจพร้อมหลักฐานทั้งหมด ข้อหาฉ้อโกงกับแบล็กเมล มันไม่มีวันกลับมาทำร้ายหนูได้อีก" เขาอธิบายอย่างรวดเร็ว สายตายังคงจับจ้องที่ใบหน้าหวานไม่วางตา "พี่ขอโทษที่ไม่เชื่อใจหนู พี่ปล่อยให้ความหึงหวงมันบังตา... ให้อภัยผู้ชายเลวๆ คนนี้ได้ไหม เอวา"อวิกากลืนก้อนสะอื้นลงคอ คำขอโทษของเขามันอาจจะจริงใจ แต่มันไม่สามารถลบล้างความเจ็บปวดที่เขาฝังไว้ในใจเธอได้ง่ายๆ"มันสายไปแล้วค่ะ
"เตรียมรถ... ฉันจะไปหาเธอเดี๋ยวนี้""แต่นี่มันดึกมากแล้วนะครับนาย ระยะทางก็ไกลมาก ฝนทำท่าจะตกหนักด้วย ให้ผมจองตั๋วเครื่องบินเที่ยวแรกพรุ่งนี้เช้าดีไหมครับ" คินพยายามทัดทานด้วยความเป็นห่วงสวัสดิภาพของเจ้านาย"ฉันบอกให้เตรียมรถ!" วัชรวิชญ์ตวาดลั่น ไม่สนใจเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น "ฉันจะไปหาเธอเดี๋ยวนี้ ฉันรอถึงพรุ่งนี้เช้าไม่ได้แล้ว"ชายหนุ่มก้าวยาวๆ ไปที่รถยนต์คันหรูของตัวเอง กระชากประตูเปิดและขึ้นไปนั่งฝั่งคนขับ เขาสตาร์ทเครื่องยนต์ เหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไปจากท่าเรือด้วยความเร็วสูงสุด ทิ้งให้ลูกน้องต้องรีบวิ่งขึ้นรถและขับตามไปให้ทันตลอดเส้นทางที่มืดมิดและคดเคี้ยว วัชรวิชญ์เหยียบคันเร่งฝ่าสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนัก สมองของเขาเอาแต่ครุ่นคิดถึงคำพูดที่เขาจะใช้ขอโทษเธอ เขาจะอธิบายอย่างไรให้เธอเข้าใจ เขาจะทำอย่างไรให้เธอยอมรับผู้ชายโง่เขลาคนนี้กลับเข้าไปในชีวิตอีกครั้งความเย่อหยิ่งและความถือดีที่เคยมีถูกป่นปี้จนไม่เหลือชิ้นดี ตอนนี้เขาเป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังจะสูญเสียดวงใจของตัวเองไป และเขาพร้อมจะทำทุกอย่าง เพื่อแลกกับการได้ผู้หญิงคนนั้นและล
"แก... แกมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง" อนลเสียงสั่น ก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณจนแผ่นหลังชนเข้ากับเสาเหล็กของท่าเรือ"คิดจะหนีไปเสวยสุขที่ต่างประเทศงั้นหรือ ไอ้ออสติน" วัชรวิชญ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ สองมือสอดเข้ากระเป๋ากางเกงสแล็ก ก้าวเดินเข้าไปหาทีละก้าว "มึงสร้างเรื่องระยำไว้ตั้งเท่าไหร่ คิดว่ากูจะปล่อยให้มึงลอยนวลไปง่ายๆ หรือไง""ฉันไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น แกอย่ามากล่าวหากันลอยๆ นะเว้ย!" อนลพยายามทำใจดีสู้เสือ แม้ขาจะสั่นจนแทบยืนไม่อยู่"คิน" สิ้นเสียงเรียกสั้นๆ ลูกน้องคนสนิทก็โยนซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนพื้นตรงหน้าอนล รูปถ่ายและสำเนาเส้นทางการเงินกระจายออก"นี่คือหลักฐานทั้งหมดที่มึงจ้างคนไปปลอมแปลงลายเซ็นเอวาเพื่อกู้เงินห้าสิบล้าน แล้วโอนเข้าบัญชีนอมินีของมึงเอง" วัชรวิชญ์กดเสียงต่ำ ดวงตาฉายแวววาวโรจน์ "มึงหลอกใช้น้องสาวกู หลอกเอาเงินจนเธอต้องตาย แล้วมึงยังกล้าหลอกใช้ผู้หญิงของกูอีก... มึงคิดว่าชีวิตมึงมีกี่หัวให้กูตัด""กูไม่ได้ทำ! เอวาต่างหากที่สมรู้ร่วมคิดกับกู ยัยนั่นเป็นคนเซ็นเอง แกโดนผู้หญิงหน้าเงินนั่นหลอกแล้ว!" อนลตะโกนสวนกลับ พยายามโยนความผิดให้พ
"ครับนาย ผมจะเร่งจัดการให้"ชายหนุ่มกดตัดสาย โยนโทรศัพท์ลงบนโซฟาอย่างหัวเสีย เขายกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ ความรู้สึกมืดแปดด้านถาโถมเข้าใส่ เขาไม่รู้เลยว่าเธอหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน และด้วยสภาพร่างกายที่กำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ แบบนั้น เธอจะเป็นอันตรายหรือเปล่าความคิดนั้นยิ่งทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายบีบรัดจนเจ็บปวด เขาไม่ควรปล่อยให้เธอต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เลยรุ่งเช้า วัชรวิชญ์ตัดสินใจขับรถไปที่บริษัทสถาปนิกที่ริชาทำงานอยู่ เขาบุกเข้าไปถึงแผนกออกแบบโดยไม่สนใจเสียงทัดทานของพนักงานต้อนรับ"ริชาอยู่ที่ไหน" เขาตวาดถามพนักงานในแผนกที่กำลังนั่งทำงานกันอยู่ ทุกคนต่างพากันสะดุ้งตกใจกับท่าทีคุกคามของชายหนุ่มร่างใหญ่"คะ... คุณริชาลางานพักร้อนกะทันหันค่ะ เห็นบอกว่ามีธุระด่วนที่ต่างจังหวัด" พนักงานหญิงคนหนึ่งตอบเสียงสั่น"ต่างจังหวัด? จังหวัดอะไร""มะ... ไม่ทราบค่ะ คุณริชาไม่ได้บอกรายละเอียดไว้"วัชรวิชญ์สบถคำหยาบในลำคอ หมุนตัวเดินออกจากบริษัทไปอย่างรวดเร็ว เขาต้องหาทางเค้นความจริงจากเพื่อนสนิทของเอวาให้ได้ช่วงบ่าย คินโทรศัพท์มารายงานความ
อวิกาวางจดหมายทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานให้เห็นเด่นชัดที่สุด เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์หาริชา เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่เธอพึ่งพาได้ในเวลานี้"ริชา... แกช่วยมารับฉันหน่อยได้ไหม" เสียงของเธอสั่นเครือ พยายามกลั้นเสียงสะอื้น"เอวา! เกิดอะไรขึ้น แกอยู่ไหน ร้องไห้ทำไม" ปลายสายตอบกลับด้วยความตกใจ"ฉันทนไม่ไหวแล้วริชา... ฉันจะหนีไปจากเขา แกช่วยพาฉันออกไปจากที่นี่ที"







