Mag-log inช่วงเช้าก่อนงานแต่งหนึ่งวัน เยว่ซินต้องเตรียมพร้อมอะไรหลายๆ อย่าง แต่เธอแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะวาวาและว่าที่แม่สามีเตรียมพร้อมให้เธอทุกอย่าง จนเธออดที่จะแปลกใจไม่ได้ว่าครอบครัวนี้ก็ดีกับเธอเหลือเกิน วาวายกมือถือขึ้นมาดูก็เห็น ‘Miscall’ จากจื่อหลงรวมถึงข้อความในวีแชทหลายข้อความ เธอส่งวีแชทกลับไปว่าจะขอโทรหาน้ำหวานและเจ้แคนดี้ที่อยู่ประเทศไทยก่อน และที่เธอไม่ได้รับสายเพราะเมื่อเช้าวาวาให้เธอลงไปทำเล็บด้านล่าง โดยมีช่างทำเล็บจากร้านดังมาทำให้
‘ทำไมเร็วแบบนี้ล่ะ’ เสียงเล็กๆ ของน้ำหวานดังลอดออกมาจากปลายสาย ทำให้เยว่ซินยิ้มออกมาเบาๆ เพราะปฏิกิริยาของเพื่อนเป็นอย่างที่เธอคิดไว้ไม่มีผิด ว่าที่เจ้าสาวโทรบอกข่าวดีกับเพื่อนที่อยู่ทางไกล เมื่อน้ำหวานรู้ก็บ่นออกมาชุดใหญ่เนื่องจากว่าเพื่อนสนิทคนสวยไม่ได้บอกข่าวคราวล่วงหน้า
‘แบบนี้แกก็ไม่สะดวกมาเดินแบบให้ฉันแล้วสินะ’ เสียงใหญ่ที่ถูกดัดให้เล็กจนติดแหบเล็กน้อยดังแทรกเข้ามา วาวาที่เพิ่งจะเดินขึ้นมาจากห้องโถงชั้นล่างเพราะเพิ่งไปคุยเรื่องพีธีงานแต่งงานช่วงเช้ากับแม่ของเธอ เปิดประตูห้องนอนเข้ามาพร้อมเดินเข้ามาหาคนที่คุยโทรศัพท์อยู่
“อีกสักพักมาลองชุดนะเย่วซิน” วาวาบอกว่าที่น้องสะใภ้พร้อมส่งยิ้มให้ สาวลูกครึ่งมองเพื่อพิจารณาใบหน้าของหญิงสาวที่พยักหน้ารับตนเอง คนตรงหน้ามีใบหน้าสวย รูปร่างดี ถ้าไม่รู้ว่าเยว่ซินมีเบื้องหลังหลังยังไงกับน้องชายตนเองเธอก็คงจะคิดว่าหล่อนคงทำไสยสาสตร์ใส่เขาแน่ๆ เพราะผู้หญิงสวยมากมายเข้าหาเฉินจื่อหลงแต่เขาเพียงคบเล่นๆ ไม่เคยจริงจังกับใครเลยสักคนแต่กับเยว่ซินเขาทั้งรักทั้งหลงเธอหัวปักหัวปำ ใจจริงวาวาก็แอบสงสารหญิงสาวคนนี้อยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากที่จะต้องสูญเสียแม่ โดนญาติฝ่ายพ่อตามไล่ล่าเอาชีวิตก็มีเรื่องสนามแข่งรถอีกถ้าจื่อหลงไม่เข้าไปช่วยหญิงสาวชาวไทยคนนี้คงโดนทำไม่ดีไม่ร้ายแน่นอน ทั้งหมดนี้ถ้าเธอไม่ถามน้องชายเธอคงไม่มีวันรู้เรื่องราวเหล่านี้
“คุยเสร็จแล้วเหรอ”
“ค่ะ” เยว่ซินตอบพร้อมยิ้มรับ เธอค่อนข้างแปลกใจตัวเองเหมือนกันที่ปรับตัวเข้ากับทางบ้านของจื่อหลงได้อย่างง่ายดาย เธอเหมือนคนใจง่ายที่ยอมเดินตามเขามาในวันนั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่เธอเลือกตอนนี้คงดีกว่าโดนส่งไปใช้หนี้พนันที่สนามแข่งแน่นอน
“เธอไม่ต้องห่วงเรื่องการเรียนของเธอเทอมสุดท้ายนะ ฉันให้คนจัดการให้เรียบร้อย เธอไปเรียนได้ตามปกติเลย”
“ส่วนเรื่องของเพื่อนแม่เธอ ทางนั้นเขาอยากจะขอโทษเธอเป็นการส่วนตัวแต่ฉันคิดว่าเธอคงไม่อยากจะติดต่ออะไรมากมายใช่ไหม” วาวาถามทำให้เยว่ซินนึกได้ว่าตั้งแต่เกิดเรื่องเธอไม่ได้ติดต่อน้าเจียงแม่ของหลี่เหมยไปเลย อันที่จริงเธอก็คิดว่าน้าเจียงคงจะไม่ได้สนใจเธอเท่าไหร่ ไม่ว่าเธอจะทำอะไร
“ขอบคุณนะคะ สำหรับหลายๆ อย่าง ถึงฉันเพิ่งจะรู้จักคุณแต่คุณก็ช่วยอะไรฉันหลายอย่างเลย” เยว่ซินบอกพร้อมขยับตัวลุกจากโซฟาในห้องเพื่อนำโทรศัพท์ไปวางไว้บนโต๊ะที่อยู่ข้างเตียง
“น้องชายฉันไม่โทรมาบ้างเหรอ”
“โทรมาหลายสายแล้วค่ะแต่ฉันติดสายกับเพื่อนที่ประเทศไทยอยู่ ฉันส่งวีแชทไปหาคุณเฉินแล้วล่ะค่ะว่าอยากจะพักผ่อน” เยว่ซินบอกขำๆ เมื่อหน้าจอยังคงค้างข้อความ ‘Miscall’ อยู่ เมื่อคุยกันสักพักก็มีแม่บ้านหลายคนเข้ามาในห้องเพื่อนำชุดแต่งงานมาให้ลอง ชุดแต่งงานสามสี่ชุดถูกนำเข้ามาในห้อง มีทั้งชุดเกาะอกเดรสยาวและชุดแต่งงานสไตล์จีน เยว่ซินใจเต้นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงงานแต่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ถึงมันจะกะทันหันมากแต่เธอก็ยินยอมด้วยความเต็มใจ
“นี่ยังน้อยนะ พิธีพรุ่งนี้เธอคงต้องเหนื่อยหน่อยล่ะคุณแม่เชิญแขกและญาติมาไม่เยอะเพราะห่วงความปลอดภัยของเธอและจื่อหลง” คำพูดของวาวาทำให้เยว่ซินขมวดคิ้ว แค่เกริ่นมาก็ทำให้เธอไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่แล้ว เธอก็พอจะเดาได้นั่นแหละ ว่าที่สามีของเธอทำธุรกิจหลายอย่างคงจะมีศัตรูอยู่ไม่น้อยตามที่จื่อหลงเคยบอกเธอเอาไว้
“เดี๋ยวคุณเยว่ไปที่ห้องน้ำใหญ่ด้านล่างนะคะ จะขัดตัวและทำสปาให้ค่ะ” เยว่ซินพยักหน้ารับสาวใช้พร้อมเดินตามสาวใช้ไป
ในขณะที่บ้านว่าที่เจ้าสาวกำลังวุ่นกับการจัดงานแต่งและการเตรียมพิธีฝ่ายว่าที่เจ้าบ่าวก็กำลังนั่งจ้องโทรศัพท์ไม่วางตาจนลูกน้องคนสนิทอย่างลู่เหวินต้องอมยิ้มเล็กน้อยเพราะไม่เคยเห็นนายตนเองเป็นแบบนี้
“แกไม่ต้องอมยิ้มหรอกลู่เหวินถ้าแกมีเมียแกก็จะไม่ต่างจากฉันหรอก” จื่อหลงบอกทำให้ลูกน้องที่โดนเอ็ดหุบยิ้มแทบไม่ทัน
“จริงๆ แกไม่ต้องมานอนกับฉันก็ได้นะ ไม่ต้องทำตามพี่สาวฉันมากนักหรอก”
“ไม่ได้ครับนาย ต่อให้คุณหนูไม่บอกผมก็ต้องมานอนกับนายอยู่ดีครับ” ลู่เหวินบอกพร้อมก้มหน้าลง ถึงแม้จะรู้ว่าเจ้านายตัวเองจะไม่พอใจ แต่เพื่อประเพณีของชาวไต้หวันเขาก็ต้องทำ
ประเพณีงานแต่งของไต้หวันปัจจุบันแม้จะไม่ได้มีพิธีรีตรองแบบประเพณีโบราณ แต่หลายบ้านและครอบครัวส่วนใหญ่ยังมีการทำประเพณีแบบนี้อยู่ เพราะเป็นความเชื่อว่าจะทำให้การแต่งงานและชีวิตคู่เป็นไปอย่างราบรื่น และที่ลู่เหวินมานอนกับจื่อหลงก็เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งของประเพณี คือจะต้องให้ผู้ชายอายุน้อยมานอนกับเจ้าบ่าวเพื่อเป็นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย
“ฉันพอจะเข้าใจนะว่างานแต่งจะเริ่มอีกสองวัน แต่ฉันก็อยากคุยกับเมียฉันนี่”
“ทนเอาหน่อยนะครับนาย หากคุณเยว่เตรียมตัวตามขั้นตอนของการเป็นเจ้าสาวแล้วเธอคงจะโทรกลับหานายครับ” ลู่เหวินพยายามอธิบายให้นายตัวเองเข้าใจ ปกติเฉินจื่อหลงจะใจเย็นและสุขุมมากกว่านี้ แต่ตอนนี้เขาไม่ต่างจากเด็กน้อยที่เอาแต่ใจมากเท่าไหร่
“แกไปบอกซีริวให้ต่อสายเพื่อนของเยว่ซินจากเมืองไทยให้ฉันหน่อย” จื่อหลงเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ก็สั่งลูกน้องคนสนิททันที ลู่เหวินโค้งรับก่อนจะหันหลังเดินออกจากประตูห้องนอนใหญ่ไป ไม่นานซีริวก็เข้ามาในห้องพร้อมโทรศัพท์ที่ค้างสายจากทางไกลไว้อยู่
“สวัสดีครับคุณหวาน” เสียงทุ้มเอ่ยทักทายคนที่อยู่ปลายสาย ถึงแม้ว่าสำเนียงของชื่อภาษาไทยจะแปลกๆ ไปบ้างแต่ปลายสายก็ไม่ได้ว่าอะไร
‘เรียกฉันว่าวีวี่ก็ได้ค่ะคุณเฉิน’ น้ำหวานบอกชื่อเล่นที่เรียกง่ายสำหรับคนต่างชาติให้จื่อหลง สำเนียงภาษาจีนของน้ำหวานดีมากจนจื่อหลงยังนึกแปลกใจ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหญิงสาวเรียนมหาลัยที่เดียวกับเยว่ซินเขาก็พอจะเข้าใจได้
“คุณจะมางานแต่งเราสองคนไหมครับ”
‘ฉันกับคุณแคนดี้กำลังคุยกันอยู่ค่ะ เพราะเที่ยวบินเมืองที่พวกคุณอยู่ยังหาตั๋วไม่ได้เลยค่ะ’ น้ำหวานบอกตามความเป็นจริง ถึงแม้ว่าตั๋วจะมีแต่ราคาก็ค่อนข้างสูงเพราะเป็นการเดินทางในวันหยุด
“แต่ถ้าผมหาเที่ยวบินให้ได้ คุณก็จะมาใช่ไหมครับ”
“แหม่ ฉันก็หวังจะให้คุณพูดแบบนั้นแหละค่ะ” คนปลายสายหัวเราะออกจนเสียงลอดออกมาให้คนรอบข้างได้ยินเบาๆ เจ้าของโทรศัพท์อมยิ้มเบาๆ จนเจ้านายต้องหันมามองทำให้หนุ่มลูกครึ่งหุบยิ้มแทบไม่ทัน
“อย่านั้นผมจะให้ซีริวแจ้งคุณกลับไปอีกทีนครับ ผมอยากให้เยว่ซินมีเพื่อนอยู่ด้วย เธอจะได้อุ่นใจ แต่อย่าพึ่งโทรบอกเธอนะครับ ถ้าคุณสองคนมาถึงผมจะให้ซีริวไปหาเธอเลย เดี๋ยวผมจะให้พี่สาวผมเตรีมห้องให้” จื่อหลงบอกพร้อมคุยกับน้ำหวานสองสามประโยคแล้วส่งโทรศัพท์คืนให้กับซีริว
“จัดการหาตั๋วเครื่องบินให้คุณน้ำหวานกับคุณแคนดี้ เอาเที่ยวบินที่เร็วที่สุด ถ้าไม่มีจริงๆ ก็เอาเครื่องบินส่วนตัวไปรับ”
“ส่วนแกลู่เหวิน โทรหาคุณหนูของแกบอกว่าเพื่อนของเยว่ซินจะไปค้างที่นั่นสักสองคืน ให้คนเตรียมห้องสำรองไว้ด้วย” จื่อหลงสั่งงานลูกน้อง ทั้งสองคนเมื่อได้รับคำสั่งก็ไปทำหน้าที่ของตนเองทันที ปล่อยให้จื่อหลงอยู่ในห้องนอนคนเดียว เขาไม่รู้จะทำอะไรเลยเดินออกไปที่ห้องทำงานของตนเองเพื่อนั่งดูแฟ้มเอกสารต่างๆ ไม่นานก็มีสายตรงจากออฟฟิศบริษัทขายเครื่องประดับของเขาโทรมา
“ว่าไง”
‘มีสายตรงจากประเทศไทยเป็นบริษัทนำเข้าและผลิตจิวเวอรี่รายใหญ่ในไทยติดต่อมา แจ้งว่าสนใจทำธุรกิจร่วมกับเราค่ะ’ ปลายสายที่เปรียบเสมือนเลขาติดต่อมา จื่อหลงขมวดคิ้วเพราะเขาจำไม่ได้ว่าติดต่อธุรกิจกับคนในประเทศไทย อันที่จริงเขามีติดต่อธุรกิจในเรื่องอื่น ส่วนเรื่องของจิวเวอรี่เขาไม่เคยแจ้งใครเรื่องนี้ น้อยคนที่จะรู้ว่าเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับจิวเวอรี่ ถึงแม้ว่าบริษัทของเขาจะมีชื่อเสียงติดหนึ่งในห้าของประเทศก็ตาม
“บริษัทอะไร”
‘ไดมอนด์ เดอ เจียงค่ะ’ จื่อหลงขวมดคิ้วเมื่อชื่อที่เลขาเอ่ยมาเป็นชื่อที่เขารู้สึกคุ้นเป็นอย่างมาก นิ้วเรียวหยิบปากกาขึ้นมาจดบางอย่างก่อนจะบอกให้เลขาไปจัดการขอเอกสารและรายละเอียดบริษัทมา คุยรายละเอียดไม่นานเขาก็วางสายไปพอดีกับลูกน้องทั้งสองคนเดินเข้ามาในห้องทำงานพอดี
“เรียบร้อยดีนะ”
“ครับนาย” ลูกน้องสองคนตอบแทบจะพร้อมกัน เสียงเคาะห้องของประตูดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กของป้าหลิวเดินเข้ามาในห้องพร้อมแก้วน้ำ
“น้ำใบเตยค่ะคุณหนูจะได้สดชื่น” ป้าหลิววางแก้วลงบนโต๊ะทำงานทำให้เจ้าของห้องคลี่ยิ้มออกมา
“ขอบคุณครับ ป้าหลิวออกไปก่อนเถอะครับผมมีเรื่องจะคุยกับสองคนนี้”
“ค่ะ” ป้าหลิวตอบรับพร้อมหันหลังเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้ชายสามคนคุยงานกัน จื่อหลงยื่นกระดาษให้ลู่เหวินเจ้าของผมสีดำก็รับมาพร้อมอ่านข้อความในกระดาษ
“แกคุ้นชื่อนี้รึเปล่า”
“ครับนาย” ลู่เหวินตอบรับ ส่วนใหญ่เรื่องงานเอกสารและการหาข้อมูลต่างๆ ลู่เหวินจะเป็นคนดูแล เปรียบเสมือนเลขาส่วนตัวส่วนซีริวจะถนัดเรื่องการต่อสู้เป็นส่วนใหญ่
“บริษัทนี้คุณนายเจียงถือหุ้นใหญ่ครับ เป็นบริษัทของตระกูล จีรวรกุล สามีของคุณนายเจียงครับ แต่ตอนนี้เธอมีสิทธิ์ทุกอย่างในตระกูลครับ”
“ซึ่งที่จริงมรดกส่วนใหญ่มันควรเป็นของเยว่ซินใช่ไหม” ลู่เหวินพยักหน้ารับ
“ติดต่อทนายของตระกูลนั้น ขอเป็นทนายที่ไว้ใจได้นะ”
“ฉันจะรีบจัดการเรื่องบางส่วนให้เสร็จก่อนวันพรุ่งนี้”
“นายจะไม่ให้ผมอยู่ด้วยจริงๆ เหรอครับ”“ฉันบอกแกไปแล้วไง แกก็แค่อย่าไปบอกพี่สาวกับแม่ฉันก็พอว่าแกไม่ได้นอนเฝ้า”“แต่นายครับ.....” ลู่เหวินยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อก็ต้องเงียบ เมื่อได้รับสายตานิ่งๆ จากคนเป็นนายนี่แค่ช่วงบ่ายลูกน้องคนสนิทก็พร่ำถามอยู่เรื่อย เนื่องจากโดนคำสั่งมาจากบ้านใหญ่ว่าต้องให้คนมานอนเป็นเพื่อนกับเฉินจื่อหลง ลู่เหวินที่สองจิตสองใจว่าจะทำตามคำสั่งใคร สุดท้ายก็ต้องตามใจนายตนเองเป็นหลักอยู่ดี“เพื่อความสบายใจของแก แกไปยกโซฟามานอนหน้าห้องเฝ้าฉันก็แล้วกันจะได้สบายใจ”“หมดเรื่องแล้วจะไปทำอะไรก็ไป” มือหนาโบกไล่ลูกน้องให้ออกจากห้องของตัวเอง ถ้าเขารู้ว่าการแต่งงานมันจะยุ่งยากขนาดนี้ เขาแต่งงานเงียบๆ กับว่าที่เจ้าสาวสองคนก็ยังดี ครั้นจะไม่ทำตามธรรมเนียมก็คงจะโดนแม่บังเกิดเกล้าเอ็ดเอาแน่ๆ“เมื่อไหร่จะถึงคืนนี้เร็วๆ กันนะ”ณ บ้านใหญ่“ฉันกับยัยหวานนอนกับแกก็ได้นะยัยซินแกจะได้ไม่เหงาไง”“หรือแกไม่สะดวกที่ฉันกับเจ้แคนดี้นอนด้วย”“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก คือคืนนี้คุณเฉินเขาอยากโทรคุยน่ะ เพราะมันเหลืออีกตั้งสองวันกว่าจะถึงงานแต่ง ฉันเกรงใจ” เยว่ซินอธิบายให้เพื่อนตัวเองเข้าใจว่าทำไมถึงให้เพื
“นายครับเกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ” ลู่เหวินที่เดินเข้ามาในห้องทำงานด้วยท่าทีร้อนรนหลังจากออกไปคุยธุระด้านนอกทำให้คนเป็นนายที่ง่วนอยู่กับกองเอกสารมาเงยหน้าขึ้นมามองช้าๆ พร้อมขมวดคิ้ว ดูท่าจะเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ นั่นแหละลูกน้องคนนี้ถึงได้ลืมเคาะประตูก่อนจะเปิดเข้ามา“ทนายเก่าแก่ของตระกูลจีรวรกุลเสียชีวิตแล้วครับนาย”“เมื่อไหร่” เสียงหนาถามออกมาอย่างประหลาดใจ เพราะเขาไม่ได้ให้ลูกน้องตามสืบตั้งแต่แรก อันที่จริงมันไม่ใช่เรื่องของเขาเลยหากไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับว่าที่ภรรยาเขาก็คงไม่เข้าไปยุ่ง“ประมาณสองเดือนที่แล้วครับ มีสายรายงานว่าคุณเจียงประกาศทนายคนใหม่ของตระกูลเพราะทนายคนเก่าที่ชื่อเกรียงไกรเสียชีวิตครับ” ลู่เหวินรายงานข่าวตามที่เขาไปสืบหามาได้ เมื่อได้ยินที่ลูกน้องรายงานก็ยิ่งทำให้คิ้วหนาของจื่อหลงขมวดเป็นปมหนักขึ้นไปอีก“ผู้หญิงคนนี้อีกแล้วเหรอ” ลู่เหวินก้มหัวเป็นการตอบรับ“ทั้งๆ ที่ฉันอยากจัดการให้เสร็จเรียบร้อยก่อนงานแต่ง แต่สงสัยว่ามันจะไม่ง่ายอย่างที่คิด เอาเป็นว่าหลังจากแต่งงานแล้วฉันค่อยคิดอีกทีก็แล้วกัน”“แล้วนี่ซีริวออกไปรับเพื่อนเยว่ซินที่สนามบินแล้วใช่ไหม” พอจื่อหลงรับรู้ว่าเพื่อ
ช่วงเช้าก่อนงานแต่งหนึ่งวัน เยว่ซินต้องเตรียมพร้อมอะไรหลายๆ อย่าง แต่เธอแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะวาวาและว่าที่แม่สามีเตรียมพร้อมให้เธอทุกอย่าง จนเธออดที่จะแปลกใจไม่ได้ว่าครอบครัวนี้ก็ดีกับเธอเหลือเกิน วาวายกมือถือขึ้นมาดูก็เห็น ‘Miscall’ จากจื่อหลงรวมถึงข้อความในวีแชทหลายข้อความ เธอส่งวีแชทกลับไปว่าจะขอโทรหาน้ำหวานและเจ้แคนดี้ที่อยู่ประเทศไทยก่อน และที่เธอไม่ได้รับสายเพราะเมื่อเช้าวาวาให้เธอลงไปทำเล็บด้านล่าง โดยมีช่างทำเล็บจากร้านดังมาทำให้‘ทำไมเร็วแบบนี้ล่ะ’ เสียงเล็กๆ ของน้ำหวานดังลอดออกมาจากปลายสาย ทำให้เยว่ซินยิ้มออกมาเบาๆ เพราะปฏิกิริยาของเพื่อนเป็นอย่างที่เธอคิดไว้ไม่มีผิด ว่าที่เจ้าสาวโทรบอกข่าวดีกับเพื่อนที่อยู่ทางไกล เมื่อน้ำหวานรู้ก็บ่นออกมาชุดใหญ่เนื่องจากว่าเพื่อนสนิทคนสวยไม่ได้บอกข่าวคราวล่วงหน้า‘แบบนี้แกก็ไม่สะดวกมาเดินแบบให้ฉันแล้วสินะ’ เสียงใหญ่ที่ถูกดัดให้เล็กจนติดแหบเล็กน้อยดังแทรกเข้ามา วาวาที่เพิ่งจะเดินขึ้นมาจากห้องโถงชั้นล่างเพราะเพิ่งไปคุยเรื่องพีธีงานแต่งงานช่วงเช้ากับแม่ของเธอ เปิดประตูห้องนอนเข้ามาพร้อมเดินเข้ามาหาคนที่คุยโทรศัพท์อยู่“อีกสักพักมาลองชุดนะ
“โอ๊ยยยย เมื่อไหร่จะถึงพรุ่งนี้สักที” เสียงตะโกนดังกึกก้องไปทั่วบริเวณบ้าน ลูกน้องหลายคนแม้กระทั่งคนสนิทอย่างซีริวและลู่เหวินก็ไม่กล้าเข้าใกล้ เขากลับมาถึงบ้านในช่วงเย็น เมื่อแม่และพี่สาวเห็นว่าเขาคงไม่ยอมห่างจากเยว่ซินง่ายๆ พี่และแม่จึงใช้วิธี 'ไล่' ให้เขากลับมาบ้านของตัวเอง“มองอะไรกัน ไปทำงานกันสิโว้ยยยย!!!!” จื่อหลงตะโกนไล่ลูกน้องที่เดินผ่านห้องโถง เพียงแค่ลูกน้องปรายตามองคนเป็นเจ้านายก็รู้สึกขัดหูขัดตาไปหมด“นายคงรักคุณเยว่มากๆ”“เรียกได้ว่า ถ้าคุณเยว่สั่งให้พวกเราไปถ่วงน้ำ นายก็พร้อมจับเราสองคนถ่วงน้ำทันที” ซีริวกับลู่เหวินคุยกันเบาๆ ไม่ให้เจ้านายตัวเองได้ยิน ก่อนที่ทั้งสองจะค่อยๆ เดินออกจากห้องโถงไปอยู่หน้าบ้าน“พวกแกสองคนจะไปไหน!!! อยู่นี่แหละ” ลูกน้องคนสนิทสองคนหยุดเท้าตัวเองแทบไม่ทันเมื่อเจ้านายตวาดถาม ทั้งสองจึงทำได้เพียงยืนอยู่ที่เดิม“ใจเย็นๆ สิคะคุณหนู พรุ่งนี้ก็จะไปรับตัวคุณเยว่มาแล้ว อดทนรอหน่อยนะคะ” ป้าหลิวเดินออกมาพร้อมน้ำเย็นก่อนจะยื่นให้จื่อหลง เขารับมาก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ“ผมไม่เคยกินน้ำอันนี้มาก่อน มันคืออะไรครับป้า” จื่อหลงมองแก้วน้ำในมือ น้ำที่อยู่ในแก้
เยว่ซินเดินตัวเกร็งลงจากรถเบื้องหน้าของเธอคือคฤหาสน์ใหญ่อย่างกับพระราชวังที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของเธอ แต่นั่นก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เธอประหม่าเพราะสิ่งที่ทำให้เธอตื่นเต้นและกังวลคือชายฉกรรจ์เกือบห้าสิบคนที่ยืนเรียงรายเป็นแถวตอนอยู่ทั้งสองฝั่งประหนึ่งซุ้มประตูเงินประตูทอง“ลูกน้องของคุณแม่คุณทำตัวเวอร์แบบนี้ตลอดเลยเหรอคะ”“หึ ไม่หรอกนี่คือปกติ ถ้าเวอร์ก็น่าจะประมาณสามร้อยคนขึ้นไปนี่แหละ เดี๋ยววันแต่งงานคุณก็จะได้เห็น” จื่อหลงหัวเราในลำคอกับคำถามของหญิงสาวพร้อมกับอธิบายให้ฟัง เมื่อเยว่ซินได้ฟังก็ถึงกับอ้าปากค้างเพราะเธอไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน“เข้าไปข้างในกันเถอะ” จื่อหลงบอกพร้อมจับมือเรียวมากุมเอาไว้เพราะรู้ว่าหญิงสาวคงจะเป็นกังวลอยู่มาก“นายไม่คิดจะรอฉันก่อนรึไงจื่อหลง” วาวาที่วิ่งตามมาจากรถอีกคันร้องบอก แต่จื่อหลงก็ไม่ได้สนใจพร้อมรีบดึงเยว่ซินมาใกล้ตัวก่อนจะโอบรอบเอวเอาไว้เมื่อวาวาเดินเข้ามาใกล้“ฉันไม่ทำอะไรแม่นี่หรอกหน่า” วาวาบอกจื่อหลงอย่างหมดความอดทนเมื่อจื่อหลงทำท่าหวงหญิงสาวข้างกายมากเกินไป“ทำตัวให้เป็นคุณเลยนะ ไม่ต้องกลัว” จื่อหลงก้มลงมากระซิบที่ข้างหูเล็ก ทำให้ร่างเล็ก
“แหม่ ไม่ต้องประคับประคองขนาดนั้นก็ได้มั้ง” เสียงใสเอ่ยทักขึ้นเมื่อเฉินจื่อหลงเดินเข้ามาภายในบ้าน พร้อมประคองร่างบางเข้ามาด้วย จื่อหลงกรอกตาอย่างเบื่อหน่ายที่พี่สาวของเขายังอยู่ในบ้านอีก“ไม่ต้องทำหน้าต้อนรับฉันมากขนาดนั้นก็ได้มั้ง” เฉินวาวาพี่สาวเพียงคนเดียวของเฉินจื่อหลงบอกออกมาอย่างขำๆ เมื่อเห็นท่าทีของน้องชาย นี่เขาลงทุนเอาเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวไปรับเธอมาเลยเหรอ“เขาไม่ให้เอาฮอส่วนตัวบินข้ามประเทศไม่ใช่รึไง”“มีสมองก็คิดบ้างสิเจ้ กลับไปได้แล้วไป” เขาบอกเสียงเรียบทำให้วาวาหน้าตึงขึ้นมาทันที หล่อนชอบกวนน้องชายตัวเอง แต่เจ้าบ้านี่ก็ชอบทำให้เธอประสาทเสียเหมือนกัน หน้าตาก็ว่าหยิ่งแล้วนิสัยของน้องชายเธอก็ยังไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่เด็กยันโต“ช่างนายเถอะ ฉันจะคุยกับหล่อน” หญิงสาวบอกออกมาอย่างไม่แยแสน้องชายตัวเองพร้อมมองไปยังเจ้าของร่างเล็กที่เคยเจอกันเมื่อไม่นานมานี้“ไม่ เจ้จะพูดกล่อมอะไรเธออีก” จื่อหลงเอื้อมมือมากั้นคนข้างกายจากพี่สาวของตัวเอง พร้อมไล่ทุกคนออกจากห้องโถง เหลือไว้แค่เขา เยว่ซิน และวาวา“เฮ้อ! นายนี่มันน่ารำคาญจริงๆ นะจื่อหลง ฉันได้ยินมาว่านายจะขอหล่อนแต่งงาน” คำพูดเรียบเฉยของวา







