LOGIN“นายจะไม่ให้ผมอยู่ด้วยจริงๆ เหรอครับ”
“ฉันบอกแกไปแล้วไง แกก็แค่อย่าไปบอกพี่สาวกับแม่ฉันก็พอว่าแกไม่ได้นอนเฝ้า”
“แต่นายครับ.....” ลู่เหวินยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อก็ต้องเงียบ เมื่อได้รับสายตานิ่งๆ จากคนเป็นนาย
นี่แค่ช่วงบ่ายลูกน้องคนสนิทก็พร่ำถามอยู่เรื่อย เนื่องจากโดนคำสั่งมาจากบ้านใหญ่ว่าต้องให้คนมานอนเป็นเพื่อนกับเฉินจื่อหลง ลู่เหวินที่สองจิตสองใจว่าจะทำตามคำสั่งใคร สุดท้ายก็ต้องตามใจนายตนเองเป็นหลักอยู่ดี
“เพื่อความสบายใจของแก แกไปยกโซฟามานอนหน้าห้องเฝ้าฉันก็แล้วกันจะได้สบายใจ”
“หมดเรื่องแล้วจะไปทำอะไรก็ไป” มือหนาโบกไล่ลูกน้องให้ออกจากห้องของตัวเอง ถ้าเขารู้ว่าการแต่งงานมันจะยุ่งยากขนาดนี้ เขาแต่งงานเงียบๆ กับว่าที่เจ้าสาวสองคนก็ยังดี ครั้นจะไม่ทำตามธรรมเนียมก็คงจะโดนแม่บังเกิดเกล้าเอ็ดเอาแน่ๆ
“เมื่อไหร่จะถึงคืนนี้เร็วๆ กันนะ”
ณ บ้านใหญ่
“ฉันกับยัยหวานนอนกับแกก็ได้นะยัยซินแกจะได้ไม่เหงาไง”
“หรือแกไม่สะดวกที่ฉันกับเจ้แคนดี้นอนด้วย”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก คือคืนนี้คุณเฉินเขาอยากโทรคุยน่ะ เพราะมันเหลืออีกตั้งสองวันกว่าจะถึงงานแต่ง ฉันเกรงใจ” เยว่ซินอธิบายให้เพื่อนตัวเองเข้าใจว่าทำไมถึงให้เพื่อนกับเจ้แคนดี้นอนด้วยไม่ได้ อีกอย่างถ้าทั้งสองคนได้นอนห้องส่วนตัวคงสบายกว่านี้
“ว่าที่สามีจะคลั่งรักอะไรขนาดนั้นอ่ะ แกไปทำเสน่ห์เขารึเปล่า”
“บ้าน่ะเจ้” เจ้แคนดี้หัวเราะเมื่อคนถูกแซวมีท่าทีเขินอายและพยายามจะอธิบายเพื่อไม่ให้ผู้มาเยือนรู้สึกไม่ดี สุดท้ายก็เป็นเพื่อนสองคนที่ต้องยกมือยอมแต่ก็ไม่วายหันมาแซวส่งท้ายก่อนเดินออกจากห้อง
เจ้าของห้องเมื่อส่งแขกเสร็จก็กลับมาเปิดวีแชท ก็เห็นข้อความจากว่าที่เจ้าบ่าวส่งมา อันที่จริงเขาแทบจะส่งมาหาเธอทั้งวันราวกลับว่าไม่มีงานสำคัญอะไรที่จะต้องทำแล้ว หลังจากตอบข้อความกลับคนรัก ก็มีข้อความแจ้งเตือนเข้ามาอีก
'ฉันขอโทษนะ'
ข้อความภาษาจีนสั้นๆทำให้เยว่ซินถอนหายใจเบาๆ เมื่อข้อความนั้นมาจากหลี่เหมย เพื่อนที่ทิ้งเธอในคืนที่เธอเจอกับเฉินจื่อหลง เยว่ซินปิดหน้าจอมือถือแต่ก็ต้องเปิดมันออกมาอีกครั้งด้วยความชั่งใจว่าจะตอบข้อความนั้นกลับดีไหม อย่างน้อยหลี่เหมยและแม่ของหล่อนก็เคยช่วยเธอและแม่เอาไว้ในคราวที่ลำบากไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร
'ฉันไม่โกรธเธอแล้วแหละ ต้องขอบคุณเธอเหมือนกันที่ยอมให้ฉันมา'
'ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องไปเป็นเมียของใครที่ไม่ใช่คุณเฉิน'
นิ้วเรียวพิมพ์ข้อความนั้นกลับไป รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่ง เมื่อไม่ต้องติดค้างความรู้สึกกับเพื่อนของตนเองที่คบกันมานาน ถึงแม่ว่าอดีตเธอจะโดนปฏิบัติไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่หลี่เหมยก็เคยช่วยเธอเอาไว้หลายอย่าง
'ฉันได้ยินข่าวว่าเธอกำลังจะแต่งงาน'
'ใช่' เยว่ซินตอบกลับสั้นๆ เธอไม่แน่ใจว่าหลี่เหมยรู้ได้อย่างไร แต่ก็มีบางสำนักข่าวไต้หวันที่ทำข่าวการแต่งงานของนักธุรกิจหนุ่มทายาทตระกูลเฉินที่มีชื่อเสียง เพียงแต่ไม่มีรูปของเธอกับคุณเฉินเท่านั้น
'ฉันดีใจด้วยนะ ดีใจด้วยจริงๆ'
เมื่อเห็นข้อความที่ฝ่ายตรงข้ามตอบกลับมา คนอ่านก็สูดหายใจเข้าเพื่อตัดสินใจบางอย่าง
'ขอบใจนะ เธอจะมารึเปล่า'
ในที่สุดคนพิมพ์ก็ตัดสินใจกดส่งไป อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่เธออยากให้เกิดขึ้นในวันสำคัญของเธอ
'ได้เหรอ'
'ได้สิ ฉันกับแม่จะไปนะ'
เยว่ซินอ่านข้อความนั้นพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะปิดหน้าจอของหลี่เหมยพร้อมกับเปิดข้อความของจื่อหลงขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความลงไป
'คุณเฉินคะ ฉันมีเรื่องจะขอ'
ไม่ต้องรอให้พิมพ์ต่อ เมื่อว่าที่เจ้าสาวส่งข้อความไปเพียงแค่ประโยค คนที่กำลังรอข้อความอยู่อย่างเฉินจื่อหลงก็โทรหาทันที
"มีอะไรหรือเปล่า" เสียงทุ้มๆดังรอดปลายสาย ถึงแม้ว่าน้ำเสียงนั้นจะถามกลับมานิ่งๆแต่ก็เจือปนไปด้วยความอ่อนนุ่ม เมื่อคุยกับคนที่รัก
"ฉันชวนหลี่เหมยกับคุณน้ามางานแต่งของเราน่ะค่ะ"
"....."
"แต่ถ้าคุณไม่พอใจ ฉันจะไปเจอพวกเขาก่อนงานแต่งก็ได้นะคะ" ว่าที่เจ้าสาวบอกออกมาอย่างเกรงใจ เพราะงานแต่งครั้งนี้ ทางบ้านของเฉินจื่อหลงเป็นคนจัดการเองทั้งหมด
"ผมยังไม่ได้ว่าอะไรเลย เอาที่คุณสบายใจเถอะ"
"ที่ผมเงียบไป ผมแค่กำลังคิดอยู่ ว่าคืนนี้เราจะทำอะไรดี.....ผ่านโทรศัพท์" ถึงแม้ว่าปลายสายจะพูดออกมานิ่งๆแต่ก็ทำให้คนฟังถึงกับหน้าร้อนผ่าว นี่แค่คุยทางโทรศัพท์ เธอไม่อยากจะนึกถึงวันเข้าหอเลยจริงๆ
"นั่งเฝ้าคุณทำงานดีไหมละคะคืนนี้" เยว่ซินหัวเราเบาๆเมื่อทำให้คนฟังเงียบไปอีกครั้ง เธออยากเห็นหน้าเขาตอนนี้เสียจริงว่าจะทำหน้าตายังไงถ้าเธอไม่ตอบรับมุขของเขา
"คุณไม่ได้คิดไว้แล้วเหรอคะว่าคืนนี้เราจะทำอะไรกันดี"
"ทำอย่างที่คุณอยากทำเถอะค่ะ" เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบา และก็รับรู้ได้ว่าปลายสายคงต้องยกยิ้มมุมปากเบาๆอย่างที่เคยทำแน่นอน
"มันไม่เท่ากับที่ผมอยากทำกับคุณหลังจากเข้าเรือนหอของเราหรอก"
"ผมจะรอคืนนี้นะที่รัก"
หลังจากทานมื้อค่ำกับครอบครัวของเฉินจื่อหลงซึ่งมีแม่และพี่สาวของเขาเป็นหลัก นอกจากนั้นก็มีญาติๆที่สนิทอีกสองสามคนที่ดูจะเป็นมิตรกับเธอมากที่สุด ส่วนคนที่ดูไม่ค่อยเป็นมิตร วาวาบอกว่าค่อยเจอจริงอีกทีวันแต่งงานเลยก็แล้วกัน เพราะไม่อย่างนั้น ว่าที่เจ้าสาวคงต้องรับมือหนักตั้งแต่ยังไม่แต่งงาน
"ฉันล่ะนั่งตัวเกร็งตลอดการกินข้าวเลยแกเอ้ยยย" เจ้แคนดี้บอกพร้อมถูเหงื่อบนมือ ปกติแล้วเจ้แคนดี้จะเป็นคนเฮฮาและพูดเยอะ แต่พอมาเจอตระกูลเฉินที่ดูวางตัวดีและมีหน้ามีตาทางสังคม อีกทั้งภาษาก็เป็นอุปสรรคในการสื่อสารของเจ้แคนดี้เหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่คนทั้งโต๊ะสื่อสารภาษาจีนกันทั้งนั้น
“วันแต่งงานเอาช่างแต่งหน้าที่ทางแม่เจ้าบ่าวจัดหาให้ใช่ไหมยัยซิน” เจ้แคนดี้หันมาถาม ในขณะที่ทั้งสามคนพากันเดินไปที่ห้องรับแขก
“น่าจะแบบนั้นแหละค่ะ ตอนแรกไม่คิดว่าเจ้จะมา ไม่อย่างนั้นคงให้เจ้กับยัยหวานแต่งให้แล้ว” เยว่ซินบอกอย่างเกรงใจ เพราะนอกจากเจ้แคนดี้จะมีหน้าที่ดูแลนางแบบ เจ้แคนดี้ยังติดท็อปช่างแต่งหน้าฝีมือดีในวงการบันเทิงอีกด้วย ดาราไทยหลายคนก็เรียกใช้บริการมาแล้วทั้งนั้น
“ไม่เป็นไรหรอกแก ฉันเองก็ไม่ได้เตรียมตัวเอาอุปกรณ์อะไรมาเลย แกให้ช่างที่นี่แต่งให้ก็ดีเหมือนกัน” เจ้แคนดี้หยุดเดินและหันมาจับไหล่เล็กของเยว่ซินเอาไว้
“เอาตามตรงนะซิน ถึงแม้ว่าเจ้จะรู้จักแกไม่กี่วัน แต่เจ้ก็รู้สึกถูกชะตาแกมากๆเหมือนน้องสาวคนนึงเลย ฉันขอให้แกมีความสุขมากๆนะ” เจ้แคนดี้บอกด้วยน้ำเสียงจริงใจ น้ำหวานเองก็ยิ้มออกมา ถึงแม้เจ้แคนดี้จะดูแลนางแบบเยอะมากๆ แต่น้ำหวานก็ไม่เคยเห็นเจ้านายตัวเองถูกชะตาใครแบบเพื่อนเธอมาก่อน
“ขอบคุณมานะคะเจ้” เยว่ซินยกมือไหวพร้อมเข้าไปสวมกอดเจ้แคนดี้เอาไว้
“เอาล่ะ แกพักผ่อนเถอะซิน พวกฉันสองคนไม่กวนแล้วล่ะ เดี๋ยวค่ำๆ ฉันกับยัยหวานจะออกไปแดนซ์กันซะหน่อย” เจ้แคนดี้บอกออกมาอย่างดี้ด้า เพราะคุยกับน้ำหวานเอาไว้ว่าคืนนี้จะไปเที่ยวกันที่ย่านถนนคนเดินพร้อมไปผับที่มีชื่อเสียงของไต้หวัน
“ถ้าไม่ติดว่าอีกสองวันเธอจะแต่งงานก็อยากพาไปด้วยอยู่หรอกนะ” น้ำหวานบอกอย่างเสียดาย แต่ก็รู้ว่าธรรมเนียมปฏิบัติของไต้หวันบางครอบครัวคือห้ามเจ้าสาวออกจากบ้านก่อนแต่งห้าวัน
“ไม่เป็นไรหรอก ขอให้สนุกกันนะ” เยว่ซินบอกสั้นๆก่อนที่ทั้งสามคนจะแยกย้ายกัน
หลังจากเข้าห้องเยว่ซินก็นั่งดูเว็บไซต์มหาลัยเพื่อยื่นเรื่องเรียนจบโดยที่น้ำหวานก็ทำเรื่องยื่นจบด้วยเหมือนกัน กว่าจะทำอะไรเสร็จก็เป็นเวลาค่ำพอดี หญิงสาวก็เข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำส่วนตัว เมื่ออาบน้ำเสร็จร่างบางก็สวมเพียงบราเซียสองชิ้นพร้อมใส่เสื้อคลุมนอนสีขาวทับ ขาเรียวก้าวไปยังเตียงนอนก่อนจะนั่งลงพร้อมเอามือถือขึ้นมาเล่น เธอไม่ได้โทรหาจื่อหลงเพราะคิดว่าเขากำลังเคลียร์งานอยู่
ครืดด
โทรศัพท์เครื่องสวยที่อยู่ในมือสั่นครืน ทำให้มือเรียวยกขึ้นมาดู ริมฝีปากอวบอิ่มธรรมชาติคลี่ยิ้มเมื่อรู้ว่าใครโทรมา
'คุณทำอะไรอยู่'
"ฉันเพิ่งจะยื่นเรื่องเรียนจบมหาลัยน่ะค่ะ" เยว่ซินบอกเสียงนุ่ม รู้สึกเขินขึ้นมาเมื่อเจอสายตาของว่าที่เจ้าบ่าวที่ส่งมาผ่านหน้าจอมือถือ
'คุณสวยจังที่รัก' แม้จะเป็นการคุยผ่านวีดีโอ แต่แววตาเป็นประกายยามที่มองเยว่ซินก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากที่เขากอดเธอเมื่อไม่นานมานี้
'โทรคุยกันในโน้ตบุ๊คดีกว่าไหม คุณถือแบบนั้นมันจะเมื่อยมือนะ' ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าที่ภรรยาเมื่อยแขนเขาจึงบอกให้เธอไปเปิดโน้ตบุ๊คเพื่อคุยกัน ซึ่งอีกคนก็ทำตามอย่างว่าง่าย
"คุณเตรียมพร้อมจะนอนแล้วเหรอคะ" เยว่ซินถามเมื่ออีกคนก็อยู่ในชุดคลุมนอนสีดำ
'อืม แต่...ผมนอนไม่หลับหรอก ถ้าไม่ได้คุยกับคุณก่อน'
"งั้นฉันนอนเป็นเพื่อนคุณดีไหมคะ" พูดจบจากที่นั่งคุยอยู่ เยว่ซินก็เปลี่ยนเป็นนอนคว่ำเท้าคางมองไปยังหน้าจอโน้ตบุ๊ค เสื้อคลุมนอนเปิดออกเผยให้เห็นเนินอกที่โผล่พ้นขอบบราเซียออกมาเล็กน้อย ทำให้คนที่อยู่ในจอเลียริมฝีปากพร้อมยกยิ้ม
'ไม่เจอกันนี่ยั่วผมเก่งจังเลยนะ' เยว่ซินยิ้มขำเมื่อว่าที่เจ้าบ่าวเอ่ยแซว
"ลู่เหวินหรือซีริวไม่ได้นอนด้วยเหรอคะ ฉันดูในอินเตอร์เน็ตมา งานแต่งที่ไต้หวันจะต้องมีคนอายุน้อยนอนด้วย"
'ลู่เหวินนอนนอกห้องน่ะ นอนเฝ้าผมอยู่ด้านหน้านั่นแหละ' จื่อหลงบอกออกมาเรียบๆ ดวงตาก็เอาแต่จ้องมองคนรักไม่ละสายตา จนเยว่ซินรู้สึกเขินกับสายตานั้นเล็กน้อย
"เหงาไหมคะ"
'เหงาสิ ทำยังไงดี' สายตาแพรวพราวเล่นเอาเยว่ซินร้อนวูบวาบ
'คุณไม่ร้อนเหรอ' เสียงทุ้มถามออกมา ในใจก็หวังว่าคนรักของเขาจะเข้าใจในสิ่งที่เขาสื่อ
"ร้อนนิดหน่อยค่ะ" เยว่ซินบอกออกมาพร้อมเอามือลูบเบาๆที่บริเวณลำคอและไล่มือลงมาเรื่อยๆ ส่งผลให้เสื้อคลุมเปิดออกให้เห็นเนินอกมากกว่าเดิม เอาจริงๆ เธอก็ไม่ได้ร้อนขนาดนั้นหรอก แต่เป็นเพราะเธอรู้ว่าความต้องการของคนรักว่าต้องการอะไร
'อย่างนั้น....ถอดมันออกดีไหม เพราะผมก็ร้อนเหมือนกัน' เสียงทุ้มพูดจบ ก็ถอดเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นแผงอกกว้าง เยว่ซินเองก็ถอดชุดคลุมออก มีแค่บราเซียสีดำกับจีสตริงตัวเล็กเท่านั้น
'ผมอยากกอดคุณจัง'
"ฉันก็เหมือนกันค่ะ" คนฟังยิ้มกว้างอย่างปิดไม่มิด เมื่อคนรักของตนบอกออกมาเสียงหวาน
'คุณโอเคไหม ถ้าผมจะขอให้คุณปลดไอเจ้านั่นออก' นิ้วหนาชี้มายังบาเซียและจีสตริง หญิงสาวเม้มปากเล็กน้อยพร้อมกับพยักหน้า
"ฉันรู้ว่าเรากำลังทำอะไร แต่ฉันยังไม่เคยทำอะไรแบบนี้"
'ไม่เป็นไรที่รัก แค่ทำตามผม จินตนาการเหมือนว่าเราอยู่ด้วยกัน' เสียงทุ้มบอกอย่างอ่อนโยน สายตาก็ยังคงจ้องมอไปยังคนรัก สุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายยอมถอดชั้นในสีดำของตัวเองออก
'ถึงตาคุณแล้วนะ' เยว่ซินชั่งใจชั่วครู่ ถึงแม้เธอจะรู้ว่าความต้องการของเธอพุ่งสูงขึ้นเวลาอยู่กับขายตรงหน้า แต่เรื่องนี้ก็แปลกใหม่สำหรับเธอมาก
หญิงสาวนั่งคุกเข่าพร้อมยืดตัวขึ้น สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจค่อยๆปลดบราเซียสีดำออก เผยให้เห็นหน้าอกอวบอิ่มทั้งสองข้าง เม็ดสีสวยทั้งสองข้างตั้งชูชันจนคนมองกลืนน้ำลาย หากเขาทะลุหน้าจอมาได้เขาคงทำไปแล้ว
'สวยมากที่รัก'
'ค่อยๆใช้มือคุณคลึงมันดูสิ' เสียงทุ้มบอกออกมา ตอนนี้เขาปวดหนึบไปทั่วกลางกาย การทำแบบนี้เป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับหญิงสาว และสำหรับเขามันทรมานมากเพราะไม่สามารถแตะต้องตัวคนรักได้
"อือ..." เสียครางแผ่วเบาดังลอดริมฝีปาก เมื่อนิ้วเรียวเกลี่ยไปโดนยอดเนินหน้าอก
'ถอดชั้นในขอคุณออกสิ' คนที่อยู่อีกฝั่งบอกเสียงกระเส่า เขาเองก็นั่งอยู่บนเตียงพร้อมใช้มือหนารูดรั้งแก่นกายที่ชูชันขึ้นลง
'ค่อยๆอ้าขาออกที่รัก'
'อือ...แบบนั้นแหละ สวยมาก' แม้จะเขินอยู่บ้างแต่เยว่ซินก็ทำตามที่คนในกล้องบอก จื่อหลงเองก็ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าชมคนรักตัวเองเป็นรอบที่เท่าไหร่
'คุณเคยช่วยตัวเองไหมที่รัก' จื่อหลงถามออกมาตรงๆ พอคนถูกถามส่ายหัวเบาๆ ก็ทำให้เขายิ้มออกมา
'อ้าออกกว้างๆให้ผมเห็นชัดกว่านี้หน่อยได้ไหม'
'แบบนั้นแหละ ผมอยากกอดคุณจังเลยที่รัก' คำชมที่พร่ำบอกทำเอาคนหน้าหวานทำตัวไม่ถูก สัญชาตญาณความต้องการบอกให้เธอใช้เรียวนิ้วของตัวเองแตะไปทางกลีบสีสวย
"อื้ออ..."
'ผมอยากเข้าไปในตัวคุณจัง ใส่นิ้วคุณเข้าไปลองดูสิ' เมื่อสังเกตุเห็นน้ำสีใส จื่อหลงก็บอกให้เยว่ซินใช้นิ้วสอดเข้าไปช่องทางรัก โดยที่เขาก็รูดแท่งร้อนขึ้นลงไม่หยุดมือ
"อ๊ะ..อือ"
'ซี๊ด...เร็วกว่านี้'
"อืออ....คุณเฉิน" เสียงหวานครางดังเมื่อนิ้วเรียวสอดเข้าออกถี่กว่าเดิม ขาทั้งสองข้างอ้ากว้างกว่าเดิม เผยให้คนที่อยู่ในหน้าจอเห็นชัด ยิ่งเห็นว่าคนรักมีอารมณ์ร่วมและอยากให้เขามีความสุข เยว่ซินจึงไม่อายอะไรแล้ว
"สะ...เสียว"
'ผมก็เสียวที่รัก ซี๊ด.....' เสียงทุ้มครางกระเส่า มือหนารูดขึ้นลงถี่รัว ยิ่งได้ยินเสียงคราง บวกกับภาพของคนรักที่ยั่วยวน ทำให้อารมณ์พุ่งสูงขึ้น
"อ๊ะ....อื้อออออ"
'คุณสุดยอดมาก' จื่อหลงแทบจะถึงจุดสูงสุดเมื่อเห็นคนรักเพิ่มเรียวนิ้วจากหนึ่งเป็นสอง มืออีกข้างก็บีบหน้าอกนุ่มเพื่อระบายความเสียวซ่าน เสียงหวานครางกระเส่าจนเขาอยากจะแหกกฏการแต่งงานแล้วไปรับว่าที่เจ้าสาวกลับมาวันนี้เลย
'เสียวมากเลยที่รัก ซี๊ดดด' จื่อหลงครางออกมาเสียงแหบ ตาคมจ้องภาพบนหน้าจอไม่วางตา
"ฉัน...อะอื้อ จะเสร็จ"
'เสร็จพร้อมกันที่รัก อ่าาา' จื่อหลงรูดรั้งแก่นกายถี่รัว ดวงตาคมก็มองภาพตรงหน้าไม่ละสายตา ไม่นานเขาก็ปลดปล่อยออกมา
'ผมขอโทษที่ทำให้คุณทำเรื่องน่าอายแบบนี้ แต่ผมมีความสุขมาก' จื่อหลงบอกพร้อมมองไปที่คนรักด้วยความรักใคร่ ส่วนอีกคนพอปลดปล่อยเสร็จความอายก็เริ่มมาเยือน
'ผมรักคุณนะที่รักของผม'
"ฉันก็รักคุณค่ะ"
“นายจะไม่ให้ผมอยู่ด้วยจริงๆ เหรอครับ”“ฉันบอกแกไปแล้วไง แกก็แค่อย่าไปบอกพี่สาวกับแม่ฉันก็พอว่าแกไม่ได้นอนเฝ้า”“แต่นายครับ.....” ลู่เหวินยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อก็ต้องเงียบ เมื่อได้รับสายตานิ่งๆ จากคนเป็นนายนี่แค่ช่วงบ่ายลูกน้องคนสนิทก็พร่ำถามอยู่เรื่อย เนื่องจากโดนคำสั่งมาจากบ้านใหญ่ว่าต้องให้คนมานอนเป็นเพื่อนกับเฉินจื่อหลง ลู่เหวินที่สองจิตสองใจว่าจะทำตามคำสั่งใคร สุดท้ายก็ต้องตามใจนายตนเองเป็นหลักอยู่ดี“เพื่อความสบายใจของแก แกไปยกโซฟามานอนหน้าห้องเฝ้าฉันก็แล้วกันจะได้สบายใจ”“หมดเรื่องแล้วจะไปทำอะไรก็ไป” มือหนาโบกไล่ลูกน้องให้ออกจากห้องของตัวเอง ถ้าเขารู้ว่าการแต่งงานมันจะยุ่งยากขนาดนี้ เขาแต่งงานเงียบๆ กับว่าที่เจ้าสาวสองคนก็ยังดี ครั้นจะไม่ทำตามธรรมเนียมก็คงจะโดนแม่บังเกิดเกล้าเอ็ดเอาแน่ๆ“เมื่อไหร่จะถึงคืนนี้เร็วๆ กันนะ”ณ บ้านใหญ่“ฉันกับยัยหวานนอนกับแกก็ได้นะยัยซินแกจะได้ไม่เหงาไง”“หรือแกไม่สะดวกที่ฉันกับเจ้แคนดี้นอนด้วย”“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก คือคืนนี้คุณเฉินเขาอยากโทรคุยน่ะ เพราะมันเหลืออีกตั้งสองวันกว่าจะถึงงานแต่ง ฉันเกรงใจ” เยว่ซินอธิบายให้เพื่อนตัวเองเข้าใจว่าทำไมถึงให้เพื
“นายครับเกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ” ลู่เหวินที่เดินเข้ามาในห้องทำงานด้วยท่าทีร้อนรนหลังจากออกไปคุยธุระด้านนอกทำให้คนเป็นนายที่ง่วนอยู่กับกองเอกสารมาเงยหน้าขึ้นมามองช้าๆ พร้อมขมวดคิ้ว ดูท่าจะเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ นั่นแหละลูกน้องคนนี้ถึงได้ลืมเคาะประตูก่อนจะเปิดเข้ามา“ทนายเก่าแก่ของตระกูลจีรวรกุลเสียชีวิตแล้วครับนาย”“เมื่อไหร่” เสียงหนาถามออกมาอย่างประหลาดใจ เพราะเขาไม่ได้ให้ลูกน้องตามสืบตั้งแต่แรก อันที่จริงมันไม่ใช่เรื่องของเขาเลยหากไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับว่าที่ภรรยาเขาก็คงไม่เข้าไปยุ่ง“ประมาณสองเดือนที่แล้วครับ มีสายรายงานว่าคุณเจียงประกาศทนายคนใหม่ของตระกูลเพราะทนายคนเก่าที่ชื่อเกรียงไกรเสียชีวิตครับ” ลู่เหวินรายงานข่าวตามที่เขาไปสืบหามาได้ เมื่อได้ยินที่ลูกน้องรายงานก็ยิ่งทำให้คิ้วหนาของจื่อหลงขมวดเป็นปมหนักขึ้นไปอีก“ผู้หญิงคนนี้อีกแล้วเหรอ” ลู่เหวินก้มหัวเป็นการตอบรับ“ทั้งๆ ที่ฉันอยากจัดการให้เสร็จเรียบร้อยก่อนงานแต่ง แต่สงสัยว่ามันจะไม่ง่ายอย่างที่คิด เอาเป็นว่าหลังจากแต่งงานแล้วฉันค่อยคิดอีกทีก็แล้วกัน”“แล้วนี่ซีริวออกไปรับเพื่อนเยว่ซินที่สนามบินแล้วใช่ไหม” พอจื่อหลงรับรู้ว่าเพื่อ
ช่วงเช้าก่อนงานแต่งหนึ่งวัน เยว่ซินต้องเตรียมพร้อมอะไรหลายๆ อย่าง แต่เธอแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะวาวาและว่าที่แม่สามีเตรียมพร้อมให้เธอทุกอย่าง จนเธออดที่จะแปลกใจไม่ได้ว่าครอบครัวนี้ก็ดีกับเธอเหลือเกิน วาวายกมือถือขึ้นมาดูก็เห็น ‘Miscall’ จากจื่อหลงรวมถึงข้อความในวีแชทหลายข้อความ เธอส่งวีแชทกลับไปว่าจะขอโทรหาน้ำหวานและเจ้แคนดี้ที่อยู่ประเทศไทยก่อน และที่เธอไม่ได้รับสายเพราะเมื่อเช้าวาวาให้เธอลงไปทำเล็บด้านล่าง โดยมีช่างทำเล็บจากร้านดังมาทำให้‘ทำไมเร็วแบบนี้ล่ะ’ เสียงเล็กๆ ของน้ำหวานดังลอดออกมาจากปลายสาย ทำให้เยว่ซินยิ้มออกมาเบาๆ เพราะปฏิกิริยาของเพื่อนเป็นอย่างที่เธอคิดไว้ไม่มีผิด ว่าที่เจ้าสาวโทรบอกข่าวดีกับเพื่อนที่อยู่ทางไกล เมื่อน้ำหวานรู้ก็บ่นออกมาชุดใหญ่เนื่องจากว่าเพื่อนสนิทคนสวยไม่ได้บอกข่าวคราวล่วงหน้า‘แบบนี้แกก็ไม่สะดวกมาเดินแบบให้ฉันแล้วสินะ’ เสียงใหญ่ที่ถูกดัดให้เล็กจนติดแหบเล็กน้อยดังแทรกเข้ามา วาวาที่เพิ่งจะเดินขึ้นมาจากห้องโถงชั้นล่างเพราะเพิ่งไปคุยเรื่องพีธีงานแต่งงานช่วงเช้ากับแม่ของเธอ เปิดประตูห้องนอนเข้ามาพร้อมเดินเข้ามาหาคนที่คุยโทรศัพท์อยู่“อีกสักพักมาลองชุดนะ
“โอ๊ยยยย เมื่อไหร่จะถึงพรุ่งนี้สักที” เสียงตะโกนดังกึกก้องไปทั่วบริเวณบ้าน ลูกน้องหลายคนแม้กระทั่งคนสนิทอย่างซีริวและลู่เหวินก็ไม่กล้าเข้าใกล้ เขากลับมาถึงบ้านในช่วงเย็น เมื่อแม่และพี่สาวเห็นว่าเขาคงไม่ยอมห่างจากเยว่ซินง่ายๆ พี่และแม่จึงใช้วิธี 'ไล่' ให้เขากลับมาบ้านของตัวเอง“มองอะไรกัน ไปทำงานกันสิโว้ยยยย!!!!” จื่อหลงตะโกนไล่ลูกน้องที่เดินผ่านห้องโถง เพียงแค่ลูกน้องปรายตามองคนเป็นเจ้านายก็รู้สึกขัดหูขัดตาไปหมด“นายคงรักคุณเยว่มากๆ”“เรียกได้ว่า ถ้าคุณเยว่สั่งให้พวกเราไปถ่วงน้ำ นายก็พร้อมจับเราสองคนถ่วงน้ำทันที” ซีริวกับลู่เหวินคุยกันเบาๆ ไม่ให้เจ้านายตัวเองได้ยิน ก่อนที่ทั้งสองจะค่อยๆ เดินออกจากห้องโถงไปอยู่หน้าบ้าน“พวกแกสองคนจะไปไหน!!! อยู่นี่แหละ” ลูกน้องคนสนิทสองคนหยุดเท้าตัวเองแทบไม่ทันเมื่อเจ้านายตวาดถาม ทั้งสองจึงทำได้เพียงยืนอยู่ที่เดิม“ใจเย็นๆ สิคะคุณหนู พรุ่งนี้ก็จะไปรับตัวคุณเยว่มาแล้ว อดทนรอหน่อยนะคะ” ป้าหลิวเดินออกมาพร้อมน้ำเย็นก่อนจะยื่นให้จื่อหลง เขารับมาก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ“ผมไม่เคยกินน้ำอันนี้มาก่อน มันคืออะไรครับป้า” จื่อหลงมองแก้วน้ำในมือ น้ำที่อยู่ในแก้
เยว่ซินเดินตัวเกร็งลงจากรถเบื้องหน้าของเธอคือคฤหาสน์ใหญ่อย่างกับพระราชวังที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าของเธอ แต่นั่นก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เธอประหม่าเพราะสิ่งที่ทำให้เธอตื่นเต้นและกังวลคือชายฉกรรจ์เกือบห้าสิบคนที่ยืนเรียงรายเป็นแถวตอนอยู่ทั้งสองฝั่งประหนึ่งซุ้มประตูเงินประตูทอง“ลูกน้องของคุณแม่คุณทำตัวเวอร์แบบนี้ตลอดเลยเหรอคะ”“หึ ไม่หรอกนี่คือปกติ ถ้าเวอร์ก็น่าจะประมาณสามร้อยคนขึ้นไปนี่แหละ เดี๋ยววันแต่งงานคุณก็จะได้เห็น” จื่อหลงหัวเราในลำคอกับคำถามของหญิงสาวพร้อมกับอธิบายให้ฟัง เมื่อเยว่ซินได้ฟังก็ถึงกับอ้าปากค้างเพราะเธอไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน“เข้าไปข้างในกันเถอะ” จื่อหลงบอกพร้อมจับมือเรียวมากุมเอาไว้เพราะรู้ว่าหญิงสาวคงจะเป็นกังวลอยู่มาก“นายไม่คิดจะรอฉันก่อนรึไงจื่อหลง” วาวาที่วิ่งตามมาจากรถอีกคันร้องบอก แต่จื่อหลงก็ไม่ได้สนใจพร้อมรีบดึงเยว่ซินมาใกล้ตัวก่อนจะโอบรอบเอวเอาไว้เมื่อวาวาเดินเข้ามาใกล้“ฉันไม่ทำอะไรแม่นี่หรอกหน่า” วาวาบอกจื่อหลงอย่างหมดความอดทนเมื่อจื่อหลงทำท่าหวงหญิงสาวข้างกายมากเกินไป“ทำตัวให้เป็นคุณเลยนะ ไม่ต้องกลัว” จื่อหลงก้มลงมากระซิบที่ข้างหูเล็ก ทำให้ร่างเล็ก
“แหม่ ไม่ต้องประคับประคองขนาดนั้นก็ได้มั้ง” เสียงใสเอ่ยทักขึ้นเมื่อเฉินจื่อหลงเดินเข้ามาภายในบ้าน พร้อมประคองร่างบางเข้ามาด้วย จื่อหลงกรอกตาอย่างเบื่อหน่ายที่พี่สาวของเขายังอยู่ในบ้านอีก“ไม่ต้องทำหน้าต้อนรับฉันมากขนาดนั้นก็ได้มั้ง” เฉินวาวาพี่สาวเพียงคนเดียวของเฉินจื่อหลงบอกออกมาอย่างขำๆ เมื่อเห็นท่าทีของน้องชาย นี่เขาลงทุนเอาเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวไปรับเธอมาเลยเหรอ“เขาไม่ให้เอาฮอส่วนตัวบินข้ามประเทศไม่ใช่รึไง”“มีสมองก็คิดบ้างสิเจ้ กลับไปได้แล้วไป” เขาบอกเสียงเรียบทำให้วาวาหน้าตึงขึ้นมาทันที หล่อนชอบกวนน้องชายตัวเอง แต่เจ้าบ้านี่ก็ชอบทำให้เธอประสาทเสียเหมือนกัน หน้าตาก็ว่าหยิ่งแล้วนิสัยของน้องชายเธอก็ยังไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่เด็กยันโต“ช่างนายเถอะ ฉันจะคุยกับหล่อน” หญิงสาวบอกออกมาอย่างไม่แยแสน้องชายตัวเองพร้อมมองไปยังเจ้าของร่างเล็กที่เคยเจอกันเมื่อไม่นานมานี้“ไม่ เจ้จะพูดกล่อมอะไรเธออีก” จื่อหลงเอื้อมมือมากั้นคนข้างกายจากพี่สาวของตัวเอง พร้อมไล่ทุกคนออกจากห้องโถง เหลือไว้แค่เขา เยว่ซิน และวาวา“เฮ้อ! นายนี่มันน่ารำคาญจริงๆ นะจื่อหลง ฉันได้ยินมาว่านายจะขอหล่อนแต่งงาน” คำพูดเรียบเฉยของวา
ร่างเล็กขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาอย่างช้าๆ ตาเรียวมองคนที่นอนกอดเธอเอาไว้ มือเล็กไล้ลูบไปที่โครงหน้าใหญ่พร้อมนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ภาพที่เธอกับเขาอยู่บนเตียงเมื่อคืนชัดเจนทุกอย่าง เยว่ซินหันไปหยิบนาฬิกาเรือนหรูของจื่อหลงที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงเพื่อดูเวลา“อืมมม คุณตื่นเช้าเกินไปหรือเปล่า”
“อะ…อ๊า คุณเฉินอย่าเลียตรงนั้น ซี๊ดดด” เยว่ซินครางกระเส่า เมื่อลิ้นร้อนของจื่อหลงไล่ชิมไปที่ส่วนอ่อนไหว ขาเล็กหุบเข้าอัตโนมัติเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมไล่เลียพร้อมสอดลิ้นเข้าไปตรงส่วนบอบบางจนทำให้หญิงสาวบิดเร่าด้วยความเสียวซ่าน จื่อหลงลากลิ้นชิมน้ำที่ปริ่มออกมาอย่างไม่นึกรังเกียจ ตาคมช้อนมองร่างเล็กที่นอน
“เดี๋ยวสิคุณเฉิน!!” เยว่ซินร้องเสียงหลงเมื่อจู่ๆ เขาก็ช้อนตัวของเธอไปอุ้มเอาไว้ เธอรีบเอาแขนโอบรอบคอเขาเอาไว้เพราะกลัวจะหล่นลงมา เขาได้แต่ยิ้มกริ่มพร้อมสาวเท้าเข้าไปในห้องน้ำกว้าง หญิงสาวได้แต่ดิ้นในอ้อมแขน แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลดีกับเธอเท่าไหร่ เพราะยิ่งเธอดิ้นเขายิ่งกระชับแขนแกร่งให้กอดเธอแน่นขึ้
“พี่รู้ไหมว่ากว่าผมจะเจอเธอมันยากแค่ไหน!” เสียงพูดเป็นภาษาอิตาลีดังไปทั่วทั้งบ้าน เมื่อเจ้าของบ้านกลับบ้านมาช่วงค่ำแล้วพบว่าคนสำคัญที่พามาด้วยเมื่อคืนหายไป ก่อนจะพบว่าพี่สาวเพียงคนเดียวของเขาพาเธอหนีไป แถมตอนนี้คนก่อเรื่องทั้งหมดก็นั่งกระดิกเท้าอยู่บนโซฟาหรูอย่างไม่ใส่ใจอะไร ภายในบ้านเต็มไปด้วยบรรย







