Masuk6.มีธุระอะไร
วัดใจเอาล้วน ๆ เขาก็คงจะบอกว่าไม่รู้จักเธอ มาริษาเดาว่าธีร์ทาวัตคงพูดมาแบบนั้น เพราะเธอกับเขาเพิ่งเจอกันแค่ครั้งเดียว แถมเจอกันในระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งเขาก็คงจะลืมหน้าเธอไปแล้วก็เป็นได้
แต่เมื่อกระดาษเล็ก ๆ ถูกยื่นมาตรงหน้า รับกระดาษมาแล้วก้มอ่านมันคือที่อยู่ของธีร์ทาวัตเธอดีใจจนยิ้มออกมา รีบกล่าวขอบคุณแล้วเดินออกจากบริษัททันที
มาริษาเรียกรถรับจ้างให้ไปส่งตามที่อยู่ บ้านของเขาใหญ่โตเหมือนคฤหาสน์ สวนหย่อมกว้างขวางจนต้องนั่งรถเข้าไปกว่าจะถึงตัวบ้าน เพราะถ้าเดินไปก็คงใช้เวลานาน
พอมาถึงหน้าประตูแม่บ้านอายุราวสี่สิบปลายยืนรอรับ มาริษาถูกสั่งให้เดินตามเข้าไปในห้องห้องหนึ่งแล้วนั่งรอที่โซฟาอย่างเงียบ ๆ
ผ่านไปราวสิบนาทีประตูก็ถูกเปิดออก ตามมาด้วยร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำกางเกงสแล็กรีดจนเนี้ยบไร้รอยยับ
เสียงฝีก้าวของธีร์ทาวัตทำให้มาริษาหัวใจเต้นตุบ ๆ เขาเดินมานั่งตรงข้ามในท่าไขว่ห้างปรายตามองเธอ
"มีคนบอกว่าคุณอยากพบผม"
"ค่ะ"
"มีธุระอะไร"
"หนูมีเรื่องรบกวนเสี่ย อยากให้เสี่ยช่วยบางอย่างค่ะ"
"เสี่ย ?"
หัวเราะในลำคอเพราะถูกเรียกด้วยสรรพนามที่ไม่ชอบใจนัก และในทุกครั้งที่เธอเรียกแบบนี้จะรู้สึกเหมือนอายุเพิ่มขึ้นมาอีกสิบปี มองเห็นภาพตัวเองนั่งพุงยื่นใส่เสื้อลายสีฉูดฉาดคล้องทองคำเส้นเท่านิ้วก้อย ซึ่งมันดูต่างจากรูปลักษณ์ของเขาโดยสิ้นเชิง
ไม่รู้ล่ะ มาริษาเจอเขาที่ไนต์คลับในนามของลูกค้า ถ้าเป็นใครก็เรียกเสี่ยไว้ก่อน ไม่คิดว่าเขาจะไม่ชอบใจคำนี้
"เสี่ยคะ เมื่อวานนี้น้องชายของหนู"
"ถ้าเรียกเสี่ยอีกคำเดียวก็ออกไปครับ"
ยังพูดไม่ทันจบเขาก็พูดขัดเสียก่อน เธอก้มหน้าลงจนคางชิดอกถอนหายใจเบา ๆ เพื่อรวบรวมความกล้าแล้วพูดใหม่
"คุณธีร์ หนูเรียกว่าคุณธีร์ได้ใช่มั้ยคะ" เธอเหลือบตามองเห็นว่าธีร์ทาวัตไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ จึงรีบเข้าเรื่อง
"เมื่อวานนี้น้องชายของหนูถูกคนของเสี่ยเสรีทำร้าย เป็นเพราะคืนนั้นหนูไม่ยอม"
"แล้วเกี่ยวอะไรกับผม"
อึ้งเพราะไม่คาดคิดว่าเขาจะเย็นชาได้ขนาดนี้ ธีร์ทาวัตพูดปัดไปเหมือนว่าไม่อยากฟังที่เธอเล่าแล้ว
"ไม่เกี่ยวค่ะ แต่หนูกับน้องกำลังเดือดร้อนพวกเราไม่มีที่พึ่ง น้องชายของหนูยังต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่ออีกสักปีสองปีเพื่อเรียนให้จบ"
"ย้ายที่เรียนก็ได้นี่"
"เพื่อให้ได้สอบเข้ามหา’ลัยนี้น้องชายของหนูตั้งใจมาก หนูไม่อยากเป็นต้นเหตุทำลายความฝันของเตวิช วันนั้นหนูเห็นว่าเสี่ยเสรีเหมือนจะเกรงใจคุณธีร์ ถ้าคุณช่วยพูดกับเสี่ยเสรีให้บางที..."
"ถ้าผมเข้าไปยุ่งแน่นอนว่าผมจะมีศัตรูเพิ่มมันคุ้มกันเหรอ ผมจะได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทน"
"ตอนนี้หนูยังไม่มีอะไรตอบแทนค่ะ แต่ถ้าหนูได้ทำงานแล้วหนูจะมีค่าตอบแทนเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้"
ธีร์ทาวัตแทบขำลั่นแต่ก็เก็บอาการเอาไว้ได้อย่างแยบยล เขาเป็นผู้มีอิทธิพลระดับยอดพีระมิดแต่ผู้หญิงคนนี้เห็นเขาเป็นพวกจิ๊กโก๋คุมซอยหรือยังไง ถึงจะเอาเงินแค่ไม่กี่บาทมาแลกเปลี่ยนเป็นค่าคุ้มครอง พูดจาแบบนี้จะดูถูกเขาเกินไปไหม
"ผมไม่สนใจเศษเงินแค่นั้นหรอก แต่ถ้าคุณหาให้ได้ถึงสิบล้านก็ค่อยมาว่ากัน"
"สิบล้าน !"
แน่นอนว่ามาริษาไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น ถึงแม้ในอนาคตจะมีงานทำแต่เงินสิบล้านไม่แน่ว่าเธออาจต้องอดออมจนแก่หงำเหงือก บางทีเขาก็ดูเหมือนกำลังกลั่นแกล้งเธออยู่ แต่บางครั้งเขาก็ดูเหมือนไม่อยากช่วยเหลือเลยบอกปัดไปให้สิ้นเรื่อง
"หนูไม่มีมากขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่ถ้าคุณรอได้ถึงยี่สิบปีบางทีหนูอาจจะหามาให้ได้ บางทีนะคะ ไม่ได้กำหนดตายตัวว่าพอถึงเวลานั้นแล้วจะมีให้จริง ๆ"
เกิดมาก็เห็นพ่อกับแม่ทำงานงก ๆ แต่ไม่เคยเห็นว่ามีเก็บถึงสิบล้านสักที มาริษาไม่กล้ากำหนดเวลาที่ชัดเจนให้เขาหรอก
หรือจะให้เตวิชย้ายที่เรียน ถ้าเป็นแบบนั้นน้องคงจะเสียใจมาก ด้วยความเป็นห่วงพี่สาวเขาจะยอมอย่างไม่มีเงื่อนไข มาริษาไม่อยากให้น้องต้องเสียสละอนาคตเพื่อเธอ
"ถ้าจะให้ช่วยจริง ๆ ก็พอมีทางอยู่บ้าง"
"ยังไงคะ"
"เป็นเด็กผมใครจะกล้ายุ่ง"
"อะ...อะไรนะคะ"
เธอถามกลับเสียงสั่น สองมือที่กุมอยู่หน้าตักบีบกันแน่น ดวงตาของมาริษาสั่นระริก รู้สึกว่าตัวเองกำลังหนีเสือปะจรเข้ เป็นเด็กเลี้ยงกับนางบำเรอมันต่างกันตรงไหน แค่ยุคสมัยที่แตกต่างก็เลยใช้คำที่ต่างกัน
"ผมไม่มีรสนิยมทางเพศรุนแรง เป็นเด็กผมคุณจะมีทุกอย่างที่อยากได้"
"คนอย่างคุณธีร์จะชี้เอาใครก็ได้ทำไมต้องเป็นหนู"
"ไม่รู้สิ ไม่เคยรู้สึกว่าอยากได้ผู้หญิงคนไหนรุนแรงเท่านี้มาก่อน"
ไหนบอกว่าไม่มีรสนิยมทางเพศซาดิสต์ไง เท่านี้มาริษาก็กลัวจนตัวสั่น เธอมองเขาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ พอเจอกับรอยยิ้มมุมปากก็ก้มหน้าหลบตาทันที
"ขอคิดดูก่อนค่ะ"
"คิดเร็วหน่อยก็แล้วกัน ผมว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่คุณเป็นคนกำหนด เผื่อผมเปลี่ยนใจก็ไม่รับประกันนะว่าคุณกับน้องจะปลอดภัย"
"งั้น หนู...เอ่อ ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม"
"อืม"
"คุณเลี้ยงเด็กไว้กี่คน ในอนาคตหนูจะโดนเด็กของคุณตามมาตบตีแย่งคุณหรือเปล่า แต่งงานหรือยัง มีแฟนที่เป็นตัวจริงอยู่แล้วไหม"
ธีร์ทาวัตยิ้มมุมปาก รู้สึกว่าคำถามของเธอน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน
"ไม่มี"
"ไม่มี ! สักคนก็ไม่มีเหรอคะ" มาริษาถามกลับพร้อมทั้งเบิกตาโต
"สักคนก็ไม่มี"
"แล้วหนูต้องอยู่กับคุณนานเท่าไร"
"จนกว่าจะเบื่อ"
จนกว่าเขาจะเบื่อ ทำไมคำคำนี้ถึงรู้สึกว่ามันลดทอนศักดิ์ศรีแปลก ๆ สีหน้าของมาริษาเริ่มไม่ค่อยดี
"หนูต้องการเวลาคิดก่อน"
"ไม่บังคับ"
เธอลุกขึ้นยืนยกมือไหว้ก่อนจะเดินออกห้องไป แต่แล้วก็เดินกลับมาใหม่พร้อมกับยื่นมือถือมาให้เขา
"ขอเบอร์โทร.คุณธีร์ไว้ได้มั้ยคะ"
เขารับโทรศัพท์ราคาถูกนั้นมาแล้วกดเบอร์โทร.บันทึกให้ก่อนส่งคืน พอบันทึกเบอร์มือถือปุ๊บข้อมูลที่เชื่อมต่อช่องทางแชทก็เด้งขึ้นมาให้เพิ่มเพื่อนทันที มาริษารับมือถือมากุมไว้แนบอกก้มศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการขอบคุณแล้วหมุนตัวจากไป
เสถียรได้รับอนุญาตให้กลับบ้านในอีกสองวันต่อมา ยังเป็นธีร์ทาวัตที่รับกลับจากโรงพยาบาล ในตอนหัวค่ำยุพินได้ทำกับข้าวมื้อใหญ่เพื่อเป็นการเลี้ยงขอบคุณ บรรยากาศในบ้านเป็นไปด้วยความอบอุ่น หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้วทั้งคู่ก็เดินออกมาหย่อยที่สวนหลังบ้าน "ขอบคุณนะคะ""ไม่เป็นไร วันนั้นจำได้ไหมว่ามีอีกเรื่องที่ผมยังไม่ได้คำตอบ""เรื่องอะไรคะ""คุณทำยังไงให้ผมเลิกละเมอ""อยากรู้เหรอคะ"รอยยิ้มหวานล้ำประดับบนใบหน้า มาริษาก้าวเข้ามาใกล้เขาหนึ่งก้าว"ถ้าอยากรู้จะบอกให้ก็ได้ แต่คุณต้องหลับตาก่อน"ชายหนุ่มปิดเปลือกตาลงช้าๆ ชั่วครู่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอด ฝ่ามือเล็กตบที่แผ่นหลังของเขาเบาๆ หลังจากหยุดมือมาริษเขย่งปลายเท้าจุมพิตที่หน้าผากแผ่วเบา"ลืมตาค่ะ""ทำแบบนี้เหรอ""แค่ทำแบบนี้เองคุณก็เลิกละเมอแล้วหลับต่อตลอดทั้งคืนเลย เก่งใช่มั้ยคะ""เก่ง""คงต้องจดลิขสิทธิ์แล้วค่ะ คิดค่าบริการครั้งละล้านไปเลยจะได้รวยไวๆ"มาริษาส่งเ
น้ำฝนหนึ่งในพนักงานของแผนกเอ่ยขึ้น มาริษายิ้มเจื่อนๆ ก่อนหย่อนก้นลงที่เก้าของตนเอง เธอกับเขาไม่เกี่ยวข้องกันสักหน่อย คิดแล้วปวดหัวตุบๆ ทีนี้จะแก้ต่างอย่างไรดีหลังเลิกงานเขาไม่ได้ตื้อจะไปส่งเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว เพราะรู้ว่าถึงจะเสนอไปมาริษาก็คงไม่เต็มใจจะนั่งรถเขาอยู่ดี ดังนั้นธีร์ทาวัตจึงตรงไปหาเสถียรและยุพินที่บ้าน แต่ก็ไม่ได้ไปทุกวันเพราะยังมีความเกรงใจผู้ใหญ่ทั้งสองอยู่ อาจจะเว้นสองวันหรือสามวันไปที วันนี้ก็เช่นกัน มาริษากลับถึงบ้านเห็นรถหรูจอดอยู่ เธอกอดอกยืนมองพร้อมกับบ่นพึมพำ"มาอีกแล้วเหรอ ข้าวบ้านตัวเองไม่มีกินรึไง"ยังไม่ทันจะได้เปิดประตูเข้าบ้าน ธีร์ทาวัตก็แบกเสถียรขึ้นหลังวิ่งพรวดออกมา มาริษายืนมองภาพนั้นด้วยความตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ยุพินร้องไห้โหตามหลังมาติดๆ พอเห็นหน้าลูกสาวก็หยุดเขย่าไหล่ทั้งสองข้างพูดไม่ได้ศัพท์"มิ้งค์พ่อเป็นอะไรไม่รู้ รีบไปล็อกประตูบ้านเร็ว คุณธีร์กำลังจะพาพ่อไปโรงพยาบาล"ไม่มีเวลาให้คิดนาน มาริษ
ผู้เป็นพ่อเดินมาดู เห็นหนุ่มสาวกอดกันอยู่ก็หยุดมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอยออกไปเงียบๆ โดยที่ไม่ทักท้วง นั่นเป็นเพราะสังเกตุอยู่นานแล้วว่าลูกสาวของตนกับชายหนุ่มจะต้องมีอะไรแน่ๆ ถึงจะอยากรู้แต่ไม่อยากคาดคั้น เสถียรเป็นพ่อที่ให้อิสระลูกพอสมควร บางครั้งดุบ้างอบรมบ้างแต่ทุกอย่างยังคงอยู่ในขอบเขตของความเป็นห่วงเป็นใย"พี่เถียรลูกอยู่ในสวนรึเปล่า"ยุพินที่เห็นว่าลูกสาวหายไปนานจึงอยากเดินมาตาม ยังไม่ทันถึงสวนก็ถูกสามีดึงให้ถอยออกไปก่อน"พี่จะลากฉันออกมาทำไม ตกลงลูกอยู่ในสวนไหม""อืม อย่าไปยุ่งกับลูกเลย""เอ้า!"มาริษาขืนตัวออก เขายอมปล่อยเธอออกจากอ้อมกอดโดยง่าย "อย่าทำแบบนี้อีกนะคะ เราไม่ได้เป็นอะไรกัน รักษาระยะห่างไว้ในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างดีกว่า""เข้าใจแล้ว แต่...กอดในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างไม่ได้เหรอ"มีนายจ้างกับลูกจ้างที่ไหนเขากอดกัน มาริษาสะบัดหน้าเดินหนีเข้าบ้านไม่อยากต่อปากต่อคำกับเขาอีก เขาเดินตามเธอเข้ามาข้างใน เสถียรกับยุพินก
เขาดึงเอกสารที่เธอกำลังกรอกข้อมูลอยู่มาแล้วบอกให้เธอไปนั่งกินข้าวที่โต๊ะข้างๆ หลังจากนั้นธีร์ทาวัตก็ทำการคีย์ข้อมูลเข้าในระบบ มาริษามองด้วยแววตาประหลาดใจ เขาพิมพ์ข้อมูลได้รวดเร็วมากไม่ถึงยี่สิบนาทีก็เกือบเสร็จ"กินข้าว"เขาหันมาสั่งอีกครั้ง เธอจึงเปิดข้าวกล่องออกดู อาหารข้างในเป็นข้าวหมูทอดกระเทียมง่ายๆ กลิ่นหอมโชยเข้าจมูกจนต้องปิดฝากล่องไว้ตามเดิม"สั่งของที่มีกลิ่นแรงขนาดนี้มาให้ถ้าเพื่อนร่วมงานกลับมาแล้วได้กลิ่นต้องถูกมองแรงแน่ๆ""งั้นเอาไปกินในห้องผมมั้ยละ""ไม่เอาค่ะ หนูรู้กาลเทศะ"พลั้งปากแทนตัวเองว่าหนูอีกจนได้ มาริษาเม้มปากกลอกตาไปมา เขาไม่ได้พูดอะไรแค่อมยิ้มน้อยๆ"จะเอาไปกินในห้องพักเบรกพนักงานค่ะ คุณก็เลิกทำงานแทนเถอะเดี๋ยวคนอื่นกลับมาแล้วจะเห็นเข้า""ไปเถอะจะเสร็จละ ไม่มีใครเห็นหรอก"มาริษาพยักหน้าเบาๆ แล้วลุกขึ้นยืน ก่อนไปเธอยังไม่เลิกมองเขา ที่มองนานๆ เพราะไม่เคยเห็นเขาในมุมนี้มาก่อน ภาพที่เห็นจนชินตาเมื่อก่อนคือเขานั่งไขว่ห้างวางมาดสูบบุหรี่จิบบรั่นดี ทำหน้าหยิ่งๆ เชิดๆ จนใครเห็นต้อง
"ไม่ได้มาส่งค่ะแค่จะมาปิดประตูรั้ว" เขายังไม่ทันได้เอ่ยถามมาริษาก็รีบบอกอย่างร้อนตัว"อ๋อ งั้นผมกลับแล้ว""เดี๋ยวค่ะ ฉันได้ยินคุณพูดกับพ่อของฉัน เหตุการณ์ครั้งนั้นสำหรับเด็กเจ็ดแปดขวบคงจะน่ากลัวมาก เอ่อ...บางคืนคุณชอบฝันร้ายแล้วละเมอบ่อยๆ ที่แท้คงเป็นเพราะเรื่องนี้สินะคะ""ผมละเมอเหรอ" เขาขมวดคิ้วแน่น"ค่ะ ชอบละเมอพูดว่าช่วยด้วย ช่วยด้วย แต่พักหลังมาอาการนั้นก็หายไปแล้วเพราะว่าหนู เอ่อ..."เผลอใช้สรรพนามเดิมที่เคยแทนตัวเอง ดีที่ยั้งปากทัน"คุณทำยังไงผมถึงเลิกฝันร้าย"มาริษาก้มหน้าเอาไว้ ไม่อยากให้เขาเห็นพวงแก้วที่กำลังแดงก่ำ ถ้าพูดออกไปก็เหมือนเป็นการทบทวนเรื่องเก่าคราวหลัง"ไม่บอกค่ะ คุณกลับไปได้แล้ว""เดี๋ยววันหลังผมถามใหม่ ถามจนกว่าคุณจะตอบ รู้ไหมตอนที่ผมบอกพ่อของคุณว่าไม่กลัวที่จริงผมกลัวมากนะ ในชีวิตของผมมีเรื่องให้กลัวอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกผมกลัวพ่อผมจะหายไป เรื่องที่สองผมกลัวคุณจะหายไปเหมือนพ่อของผม ดีจริงๆ ที่คุณยังอยู่ตรงนี้ ดีใจที่ได้พบกันอีก ผมไม่ได้อยากบีบให้คุ
อีกไม่กี่นาทีจะเลิกงานแล้ว หลังห้าโมงเย็นมาริษารีบไปแตะบัตรเลิกงาน เดินออกมาหน้าบริษัทหันกลับไปมองว่ามีคนตามมาหรือไม่ กลัวว่าธีร์ทาวัตจะขับรถตามก่อกวนอีก แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาจึงถอนหายใจอย่างโล่งๆพอเมื่อกลับถึงบ้านวินาทีแรกที่ก้าวขาเข้าไปเสียงหัวเราะของเสถียรดังลั่น คล้ายว่าผู้เป็นพ่อกำลังพูดคุยอยู่กับใครบางคน และดูเหมือนจะพูดคุยกันถูกคอทีเดียว เธอคิดไปว่าบางทีเพื่อนพ่ออาจจะมาที่บ้าน จึงเข้าไปเพื่อทักทายสวัสดีแต่ทว่าเมื่อเห็นหน้าแขกผู้มาเยือนชัดๆ มาริษาถึงกับอ้าปากค้าง"คุณธีร์! คุณมาอยู่นี่ได้ไง"เขายิ้มตาหยีแล้วหันไปหัวเราะขำขันเรื่องที่คุยค้างไว้กับเสถียรต่อ ซึ่งนั่นก็หนีไม่พ้นเรื่องของมาริษา พ่อเล่าเป็นฉากๆ ตั้งแต่เด็กยันโตอย่างภาคภูมิใจ เล่าตั้งแต่ตอนเป็นเด็กหกล้มตะครุบขี้วัวไปจนถึงตอนเรียนจบรับปริญญา ซึ่งบางเรื่องไม่ต้องเล่าก็ได้ แค่นี้มาริษาก็อายจะแย่อยู่แล้ว"นี่ไงลูกสาวผมที่เล่าให้ฟัง เรียนจบแล้วกลับมาทำงานที่บ้าน เหมือนจะทำงานที่บริษัทของคุณด้วย
"ครับ""อิงเรียกธีร์นานแล้วนะคะ ไม่ได้ยินเหรอ""เรียกเหรอ มีอะไรครับ""ก็เรียกน่ะสิคะ คุณพ่อให้เอาเอกสารมาให้เซ็น"อิงฟ้าเป็นลูกสาวของสาโรชหนึ่งในคณะผู้บริหารที่ถือหุ้นบริษัทสูงถึงสามสิบเปอร์เซ็น ซึ่งน้อยกว่าธีร์ทาวัตไม่เท่าไร ส่วนหุ้นส่วนคนอื่นถือหุ้นเป็นจำนวนหยิบย่อย
ในเช้าวันรุ่งขึ้นก็เหมือนกับทุกวัน ในช่วงเวลาอาหารเช้ามาริษานั่งทานเงียบ ๆ ส่วนธีร์ทาวัตลงมาชั้นล่างก็นั่งจิบกาแฟด้วยกันครู่หนึ่ง เห็นว่าเธอสวมใส่ชุดยูนิฟอร์มของร้านจิวเวลรีก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายเพราะคิดว่าคงไม่กล้าไปไหนแน่ ๆ รอให้เคลียร์ทุกอย่างเสร็จทั้งเธอและเขาใจเย็นกว่านี้เมื่อถึงตอนนั้นค่อยค
หลังออกจากห้องน้ำเดินมาได้ยินจอมขวัญโทร.ไปเม้ามอยเรื่องของเธอกับเพื่อนที่ร้านกันอย่างสนุกปาก เมื่อมองเห็นมาริษาจอมขวัญจึงรีบวางสายแล้วเสแสร้งยิ้มให้"ออกมาแล้วเหรอ งั้นกลับกันเถอะเอาของแพงออกมานอกสถานที่ก็รู้สึกเสียว ๆ เหมือนกันนะ อ๊ะ ตายจริง ! ทำไมตาแดงอะไรเข้าตาเหรอ""พี่จอมขวัญคะ
"ไม่เจ็บจะตีเหรอ มองเข้าไปในบ้านสิเอาลูกเขามาอยู่ด้วยจะพาลูกเค้ากัดก้อนเกลือกินรึไง ก็ยังเด็กกันทั้งคู่ป้ะ ทำเป็นไม่อยากได้เดี๋ยวเหอะ""อืม ก็ใช่แหละ" เตวิชหน้าจ๋อยแต่ก็รู้สึกภูมิใจที่พี่สาวเป็นห่วงตนมากขนาดนี้ "พี่มิ้งค์ขอบคุณนะ"“อืม”หลังจากเคลียร์งานเส







