Se connecterณ ห้องพิธีการของโรงพยาบาล M พรีเมียม
ความเงียบสงบพลันเกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ฉันเดินเข้าไปในห้องพิธี...บรรยากาศที่เกิดขึ้นมันทำให้ฉันอดวูบไหวในใจไม่ได้ เพราะถึงแม้ว่าการตกแต่งภายในจะเต็มไปด้วยความสวยงามสะอาดบริสุทธิ์เสมือนดั่งอยู่ในสรวงสวรรค์มากแค่ไหนก็ตาม แต่ทว่า...ในความงดงามนั้นกลับไม่มีแม้แต่สัญญาณของสิ่งมีชีวิตอื่นใดเลยนอกจากฉันกับพี่นิดเท่านั้น และด้วยความรู้สึกที่สัมผัสนั้นก็ทำให้ฉันอดสงสัยไม่ได้
“ไม่มีเพื่อนของคุณแม่หรือใครคนอื่นมาเลยหรอคะ”
ฉันถามออกไปด้วยความสงสัย เพราะในเวลานี้มีเพียงแค่ฉันกับพี่นิดสองคนเท่านั้นในงาน
“...เอ่อ...”
และด้วยอากัปกิริยาของพี่นิดที่ส่งมาก็ยิ่งทำให้ฉันสงสัยมากขึ้น...
“บ้านเราเกิดเรื่องขนาดนี้แต่กลับไม่มีใครติดต่อมาเลยงั้นหรอคะ”
คำถามที่ถูกถามออกไปอีกครั้งทำให้พี่นิดได้แต่ก้มหน้าเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้าส่งมาเป็นคำตอบ และด้วยคำตอบของพี่นิดที่ส่งมามันก็ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธที่ไม่มีใครเห็นความสำคัญของครอบครัวฉันเลยทั้งปกติแล้วทุกคนมักจะมาคอยห้อมล้อมล้อมหน้าล้อมหลังมาขอความช่วยเหลือจากครอบครัวฉันอยู่เสมอ แต่พอเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นกลับไม่มีใครเข้าหาเลยสักนิด
เพียงแต่ในชั่วขณะหนึ่งที่ฉันกำลังรู้สึกโกรธสติสัมปชัญญะส่วนหนึ่งก็เหมือนจะร้องเตือนขึ้นมาให้ได้ฉุกคิดว่า ขนาดครอบครัวหรือคนที่ควรจะมายืนอยู่ข้างฉันในยามนี้มากที่สุดกลับไม่มีแม้แต่เงามาให้เห็น...แล้วนับประสาอะไรกับคนพวกนั้นกันล่ะ...
กระทั่งเมื่อสิ้นความคิดถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นดวงหน้าสวยก็พลันซีดเผือดเศร้าสลดลงไปทันที และในขณะที่ฉันกำลังจมดิ่งลงไปในความเศร้าใจอีกครั้ง เสียงนุ่มทุ้มที่คุ้นเคยก็ได้เอ่ยขึ้นด้านข้างพอดี
“ผมขอถือวิสาสะมาเคารพคุณแม่ของคุณลูกจันได้ไหมครับ”
เสียงทุ้มอบอุ่นทำฉันสะดุ้งออกจากภวังค์ ก่อนที่ฉันจะหันไปมองยังด้านข้างที่บัดนี้ได้ปรากฏร่างของคุณหมอหนุ่มหน้าตาดีคนเดิม
“อ่ะ...สวัสดีค่ะคุณหมอ ยะ...ยินดีค่ะ เชิญคุณหมอเลยค่ะ”
ฉันกล่าวทักทายก่อนจะผายมือให้คุณหมอเดินนำไปก่อน
หลังจากที่ฉันพาคุณหมอไปเคารพคุณแม่ของฉันเรียบร้อยแล้ว เราก็พากันมานั่งตรงเก้าอี้ด้านหน้าที่ถูกจัดเอาไว้ และหลังจากที่ฉันนั่งเหม่อมองภาพความเงียบสงบอันสวยงามตรงหน้าอยู่สักพักก็ถึงเวลาที่ฉันจะได้เอ่ยขอบคุณคุณหมอหนุ่มที่ยังนั่งอยู่เป็นเพื่อนด้านข้างเสียที
“เอ่อ...ลูกจันยังไม่ได้ขอบคุณคุณหมอเลยนะคะที่ช่วยลูกจันเอาไว้ ขอบคุณนะคะคุณหมอ” ฉันที่พอจะคลายความคิดหลากหลายที่อยู่ในสมองได้ก็พอจะนึกออกถึงสิ่งที่สำคัญที่ฉันยังไม่ได้ทำ
“โฮชิครับ เรียกผมว่าโฮชิก็ได้” (^-^)
ใบหน้าขาวใสสะอาดสะอ้านระบายยิ้มอบอุ่นก่อนจะบอกชื่อที่อยากให้หญิงสาวเรียกออกมา
“คะ...คุณหมอโฮชิ ขอบคุณนะคะ” (^-^)
“ไม่เป็นไรครับ”
“ว่าแต่...คุณหมอเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นหรอคะ”
ฉันตัดสินใจถามหลังจากสังเกตเอาจากหน้าตาและชื่อของเขา
“ใช่แล้วครับ”
“ถึงว่า...”
“ถึงว่าอะไรหรอครับ...??”
“ก็หน้าของคุณหมอบอกแบบนั้นไงคะ นี่ถ้าคุณหมอไปเป็นดาราต้องดังมากแน่ ๆ เลยค่ะ” (^-^)
ฉันที่พอสบายใจก็เจื้อยแจ้วได้บ้าง
“หึหึ...คุณลูกจันเองก็เป็นดาราได้สบาย ๆ เลยนะครับ ตอนแรกที่ผมเจอผมนึกว่าดาราที่ไหนมาแอดมิตซะอีก”
ชายหนุ่มที่พูดไปตามที่ตัวเองได้เห็นตรงหน้า หญิงสาวที่จะบอกว่าโคตรน่ารักก็คงไม่ติดเลยสักนิด โดยเฉพาะใบหน้าที่สวยธรรมชาติแบบพ่อแม่ให้มาแบบคนตรงหน้านี้ยิ่งหาได้ยากนักในสมัยนี้
“ชมกลับตามมารยาทใช่ไหมคะ” (O///O)
“ทำไมครับไม่เคยมีใครบอกหรอว่าคุณลูกจันน่ารัก”
และคำพูดที่ดูจะตรงไปตรงมาเอ่ยชมโต้ง ๆ ก็ถึงกับทำให้ฉันไปไม่เป็น จากนั้นฉันที่ไม่รู้จะทำยังไงต่อก็ได้เอ่ยปากขอบคุณคนตรงหน้าอีกครั้ง
“ยังไงลูกจันก็ขอขอบคุณคุณหมอโฮชิอีกครั้งนะคะ ขอบคุณมากจริง ๆ”
“ผมบอกแล้วไงครับว่าไม่เป็นไรเลย ผมยินดีครับ”
ใบหน้าหล่อเหลายิ่งกว่าดาราในทีวีระบายยิ้มอ่อนหวาน และนั่นก็เป็นบทสนทนาเพียงไม่กี่ประโยคระหว่างฉันกับคุณหมอโฮชิที่เกิดขึ้น ก่อนที่คุณหมอโฮชิจะขอตัวไปทำงานต่อ
หลังจากที่คุณหมอโฮชิกลับไปแล้ว ฉันที่ยังคงนั่งอยู่ตรงหน้าร่างแน่นิ่งนอนสงบอยู่ท่ามกลางดอกไม้สีขาว ดวงตาหมองเศร้าที่เคยสุกสกาวเต็มไปด้วยความสดใสเหม่อมองพร้อมกับคำถามมากมายที่อยู่ในหัวแต่กลับไม่อาจเอื้อนเอ่ยถามอะไรได้อีกแล้ว
เพียงแต่ว่า...สุดท้ายแล้วคนที่จมอยู่กับความสงสัยก็ยังอดไม่ได้ที่จะถามออกไปอยู่ดี แม้จะรู้ดีว่าตัวเองจะไม่ได้คำตอบอะไรกลับมาเลยก็ตาม...
“แม่ค่ะ...มันเกิดอะไรขึ้นหรอคะ”
“ทำไมแม่ถึงเลือกทำแบบนี้ล่ะค่ะ...ทำไมแม่ถึงเลือกที่จะทิ้งหนูไป อะไรที่ทำให้คุณแม่ตัดสินใจทำแบบนั้นค่ะ...ฮึก...ฮึก...” (T^T)
“เราเคยเป็นทีมเวิร์กกันไม่ใช่หรอคะ ไหนแม่เคยบอกหนูว่ามีอะไรเราจะฟันฝ่าไปด้วยกันไงคะ...แต่ทำไม...ฮึก...ฮึก...แต่ทำไมกันค่ะ...”
สิ้นคำตัดพ้อฝ่ามือบางก็ตรงปิดหน้าแนบซุกเพื่อปกปิดความอ่อนแอให้มันอยู่ภายในอุ้มมือเท่านั้นพอ
เสียงสะอื้นโดยที่ร่างบางยังคงสั่นไหวนั่งตัวโยนอยู่ภายในห้องที่เงียบสงบ ไหล่เล็กที่ไม่รู้ว่านับจากนี้จะมีใครมาโอบกอดปลอบประโลมอีกไหมหรือจะมีเพียงแค่ตัวเองเท่านั้นที่จะโอบกอดร่างที่สั่นไหวนี้ได้
จากนั้นฉันที่ยังนั่งร้องไห้อยู่ในห้องพิธีอยู่นานพอควรก็ได้กลับไปพักยังห้องพักคนไข้ของตัวเองโดยที่มีพี่นิดคอยประคองเดินไปด้วยดวงตาที่แดงก่ำไม่ต่างกัน...
หลายวันผ่านไป ~~
วันเวลาผ่านไปจวบจนกระทั่งฉันจัดการเรื่องแม่ของตัวเองเสร็จเรียบร้อย และถึงแม้ว่าจนถึงวันนี้พ่อของฉันจะยังไม่ฟื้นขึ้นมาก็ตาม แต่มันคงถึงเวลาที่ฉันต้องไปเผชิญความจริงและเคลียร์ทุกอย่างแล้ว...
ณ บ้านดำริวงศ์ตระกูล
ฉันเลือกที่จะกลับมายังที่บ้านของตัวเองก่อนเพื่อเคลียร์ข้าวของที่กระจัดกระจายก่อนหน้านี้ อีกทั้งเพื่อตามหาความจริงของเรื่องที่เกิดขึ้นว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่และแม้ว่าใจจะยังหวั่น ๆ กับภาพล่าสุดที่เกิดในบ้านหลังนี้ก็ตามแต่ถึงยังไงฉันก็ต้องกลับมาเพื่อเคลียร์ทุกอย่างอยู่ดี
เพียงแต่...สิ่งที่ฉันเผลอลืมไปเลยนั่นก็คือ...สัญญาการจำนองบ้านที่ฉันได้อ่านก่อนหน้านี้ในนั้นได้ระบุเอาไว้ว่าพวกฉันต้องย้ายออกจากบ้านภายใน 7 วันก่อนที่จะถูกยึดตามสัญญา
และด้วยความวุ่นวายที่เกิดขึ้นอีกทั้งเรื่องราวมากมายที่ฉันต้องจัดการก่อนหน้านี้ รวมทั้งอาการเจ็บป่วยที่มีในตลอดหลายวันที่ผ่านมาของฉัน นั่นจึงทำให้ฉันไม่ทันได้นับวันเวลาเลยว่าบัดนี้มันได้เลยระยะเวลาที่กำหนดเอาไว้ในสัญญาไปเสียแล้ว...
“พี่นิดพูดกับลูกจันได้ตรง ๆ เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจกัน อีกอย่างลูกจันก็เคยบอกแล้ว ณ เวลานี้เราคือครอบครัวเดียวกันลูกจันไม่ใช่ลูกเจ้านายของพี่นิดอีกแล้วนะคะ”ฉันยื่นมือออกไปกุมมือที่ประสานอยู่ที่หน้าตักของพี่นิดแน่นอย่างต้องการให้คนตรงหน้ารับรู้ถึงความจริงใจของฉัน“ขอบคุณนะคะที่เห็นพี่เป็นคนในครอบครัว” (^-^)“ก็พี่นิดเป็นครอบครัวของลูกจันจริง ๆ นี่ค่ะ แล้วอีกอย่างความจริงแล้วต้องเป็นลูกจันต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่นิดที่ยังอยู่คอยช่วยเหลือลูกจันอยู่จนถึงทุกวันนี้” (^-^)คำพูดขอบคุณที่ถูกส่งออกมาอย่างที่ตัวเองคิดมาเสมอนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่อง แม้ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายภายในห้องเช่าทุกอย่างฉันจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด แต่พี่นิดเองหลังจากรับเงินก้อนนั้นไปจากฉันพี่นิดเองก็ไม่เคยเรียกร้องเอาเงินเดือนจากฉันอีกเลยแม้ว่าฉันจะหยิบยื่นให้ก็ตาม แถมทุกวันนี้ที่ฉันได้ออกไปหางานทำได้อย่างสบายใจก็ได้พี่นิดนี่แหละที่คอยช่วยดูแลคุณพ่อที่ยังคงนอนติดเตียงอยู่“พี่เต็มใจค่ะ คุณลูกจันไม่ต้องคิดมาเรื่องนี้เลยนะคะ” (^-^)“ถึงยังไงลูกจันก็ต้องขอบคุณค่ะ และอยากให้พี่นิดรู้ไว้นะคะว่าพี่นิดเป็นเสมือนผู้มีพระคุณของลูกจัน” (
เรื่องราวทุกอย่างที่ฉันได้รับการดูถูก หลาย ๆ อย่างที่ฉันต้องพบเจอในตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าฉันจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฉันยังคงเจ็บปวดและยังรู้สึกต่อสิ่งที่พบเจออยู่ เพียงแต่เพราะฉันยังมีสิ่งที่ยังทำให้ฉันมีพลังเดินหน้าสู้ต่อนั่นก็คือกำลังใจจากคนทั้งสองที่ยังรอความหวังอยู่ที่ห้องเช่าขนาดเล็ก และด้วยกำลังใจของพวกเขานั้นก็ทำให้ฉันตั้งใจแล้วว่าฉันจะไม่ใส่ใจกับสิ่งไร้สาระที่ได้พบเจออีกต่อไปแล้วส่วนเรื่องราวของพี่นิดนับตั้งแต่วันนั้นที่ฉันตั้งใจว่าจะมอบเงินก้อนหนึ่งให้พี่นิดเพื่อให้เป็นทุนในการตั้งตัว แม้ว่าพี่นิดจะเอ่ยปากปฏิเสธในตอนแรกด้วยเพราะเกรงใจฉัน แต่เป็นเพราะฉันเองที่พยายามยัดเยียดเงินก้อนนั้นให้กับพี่นิดด้วยเพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้ นั่นจึงทำให้พี่นิดยอมที่จะรับน้ำใจของฉันเอาไว้โดยที่พี่นิดเองก็ยังคงเลือกที่จะอยู่ช่วยดูแลคุณพ่อของฉันต่อในระหว่างที่ฉันเริ่มออกไปหางานทำ...“เป็นยังไงบ้างคะคุณลูกจัน...วันนี้พอจะมีข่าวดีไหมคะ”พี่นิดถามหลังจากที่เห็นฉันเปิดประตูเข้ามาในห้องยามเย็น หลังจากที่ฉันออกไปหางานทำตั้งแต่เช้าก่อนที่ปฏิกิริยาของฉันที่มาพร้อมกับสีหน้าสลดนั้นจะเป็นคำตอบได้ดีถึงผลลั
“ฮึก...ฮึก...พี่นิดค่ะ...ฮึก...ฮึก”เสียงสะอึกสะอื้นที่แม้จะมีคำพูดมากมายอยากจะพูดกับคนตรงหน้าแต่กลับพูดไม่ออกทำได้เพียงแค่เรียกชื่อด้วยความตื้นตันใจเท่านั้น“ไม่เป็นไรนะคะ ไม่เป็นไร พี่เชื่อว่าคุณลูกจันกับคุณท่านจะผ่านมันไปได้นะคะ”มือบางที่อบอุ่นที่สุดในยามนี้ยื่นมาลูบหลังที่สั่นไหวเบา ๆ ด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ สายตาที่มองร่างบอบบางอย่างรู้สึกเวทนาในชะตาของหญิงสาวเพียงแต่ด้วยสถานะของคนปลอบนั้นเธอเองจึงทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้“ขอบคุณนะคะ...ฮึก...ฮึก...ขอบคุณจริง ๆ บุญคุณครั้งนี้ลูกจันจะไม่มีวันลืมเลย”“ไม่เป็นไรนะคะ นิ่งซะนะยังไงคุณลูกจันยังมีคุณท่าน คุณท่านยังรอคุณลูกจันอยู่นะคะ” (^-^)พี่นิดเอ่ยปลอบอีกครั้งก่อนที่เราจะช่วยกันวางแผนชีวิตในลำดับต่อไป และหลังจากที่ออกจากห้างสรรพสินค้าแล้วพวกเราก็ได้พากันไปหาห้องเช่าเพื่อที่จะพาคุณพ่อกลับไปพักผ่อน...กระทั่งเมื่อได้ห้องพักโดยการจัดการของพี่นิดแล้ว ฉันก็ให้พี่นิดอยู่รอที่ห้องพักเลย ส่วนฉันก็เลือกที่จะกลับไปรับคุณพ่อที่โรงพยาบาลเพียงลำพัง...หลังจากที่ฉันได้เคลียร์ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็พาคุณพ่อกลับมายัง
“โธ่...คุณลูกจัน ทำไมเรื่องราวมันถึงเลยเถิดไปได้ถึงขนาดนี้กันล่ะคะ”นิดถึงกับถอนหายใจรู้สึกปลงตกกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งได้รับฟังมา และแม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างมันจะไม่เหมือนเดิม แต่ตนเองก็ไม่คิดว่ามันจะพังทลายได้ถึงขนาดนี้...ความเงียบเข้าปกคลุมหลังจากที่ฉันเล่าทุกอย่างให้พี่นิดฟัง แม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าพี่นิดจะคิดยังไง เพราะถ้าให้บอกตามตรงในเวลานี้พี่นิดก็เท่ากับว่าได้ตกงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ว่าพี่นิดจะคิดยังไงจะอยู่หรือว่าจะไปจากฉัน แต่สิ่งที่ฉันตั้งใจเอาไว้เลยก็คือหลังจากที่ฉันขายพวกเครื่องประดับพวกนี้ได้เงินมาแล้วฉันจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้พี่นิดไปตั้งตัวด้วย เพราะรู้สึกซึ้งใจที่นับตั้งแต่เกิดเรื่องกับครอบครัวฉันมาพี่นิดเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่ยังยืนหยัดอยู่กับฉันมาจนถึงวินาทีนี้ ส่วนคนงานคนอื่นกลับหนีหายไปตั้งแต่วันที่มีอันธพาลมาอาละวาดที่บ้านวันนั้นแล้วหัวใจที่เต้นระรัวด้วยกลัวว่าพี่นิดจะชิ่งหนีไปก่อนหลังได้รับฟังความจริงก็ค่อย ๆ พลันสงบลงอย่างคนที่ปลงตกและคิดได้ เพราะถ้าหากพี่นิดคิดจะจากฉันไปมันก็เป็นสิทธิ์ของเขาจากนั้นไม่นานรถโดยสารสาธารณะส่วนบุคคลก็พาเราสองคนมาถึงห้า
ณ โรงพยาบาล M พรีเมียมฉันพาร่างที่สะบักสะบอมกลับมายังห้องพักผู้ป่วยที่ยังเหลือคนที่มีสายเลือดใกล้ชิดเพียงคนเดียวในชีวิตของฉันอยู่ ภาพของพ่อที่ยังคงนอนแน่นิ่งแม้ว่าคุณหมอจะแจ้งว่าเป็นผลจากอาการช็อกและผลจากการเป็นอัมพาตก็ตาม แต่ฉันกลับรู้สึกว่าในเวลานี้บนโลกใบนี้คงเหลือแค่ฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น“ฮึก...ฮึก...พ่อค่ะ...ฮือออออ ~~”ฉันพุ่งตัวเข้าไปกอดพ่อด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นตีมวนไปหมด ความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วทั้งตัวเมื่อรวมเข้ากับความรู้สึกแหลกสลายที่อยู่ในใจแล้วมันกลับทำให้ความอ่อนแอที่ฉันตั้งใจจะกดมันเอาไว้เพื่อให้คนข้างนอกเห็นว่าฉันเข้มแข็งไม่เป็นอะไรได้พรั่งพรูออกมาเกินกว่าจะทนไหวใบหน้าที่แนบไปกับหน้าอกของผู้เป็นบิดาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลจนเสื้อผู้ป่วยชื้นแฉะกลับไม่ทำให้ความรู้สึกปวดร้าวที่เกิดขึ้นหายไปได้เลยสักนิด น้ำตาที่ยังคงหลั่งไหลออกมาไม่หยุดเหมือนต้องการให้มันไหลออกมาให้หมดเพื่อที่วันหน้าฉันจะได้ไม่ต้องเสียใจให้กับเรื่องพวกนี้อีกแล้ว...กระทั่งเมื่อเสียงสะอื้นค่อย ๆ แผ่วลงหลังจากที่ฉันร้องไห้อยู่สักพัก อีกทั้งความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่อัดแน่นก่อนหน้านี้ก็เริ่มจะคลายลง ฉันที่ค่อ
แกร๊งๆๆๆ“ใครเอาโซ่มาคล้องไว้กันนะ...??”ฉันจับไปยังโซ่เส้นโตที่คล้องประตูบ้านฉันเอาไว้ก่อนจะเขย่ามันอย่างแรงจนเกิดเป็นเสียงดังลั่น ก่อนจะตะโกนลั่นด้วยความโกรธเคือง“เปิดเดี๋ยวนี้นะฉันบอกให้เปิด...นี่มันบ้านของฉันนะ...!! มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้”และในขณะที่ฉันกำลังโวยวายอยู่นั้นในจังหวะที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างทั้งร่างก็พลันถูกผลักล้มลงกระแทกพื้นด้วยแรงอันมหาศาลทันทีตุบ...!!“อะ...โอ๊ย...!!”“มาโวยวายอะไรตรงนี้ ออกไป...!!”เสียงคำรามน่าหวาดหวั่นของคนตัวโตที่มีลักษณะของนักเลงเอ่ยตวาดหลังจากผลักฉันให้ออกไปจากรั้วประตูบ้าน“นะ...นี่มันบ้านฉันนะ นายเป็นใครถึงมาทำแบบนี้กับฉัน...!!”หลังจากที่ฉันหยัดตัวลุกขึ้นมาจากพื้นได้ฉันก็แว้ดใส่ผู้ชายหน้าโหดทันที“ฮ่าๆๆ บ้านมึงหรอนี่มันบ้านเจ้านายกูโว้ย...ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นกูอาจจะทำปืนลั่นใส่กบาลมึงเอาได้ แต่เอ...หน้าตาแบบนี้หรือจะเอาทำเมียก่อนดีแล้วค่อยฆ่าทิ้ง ฮ่าๆๆๆ”คนกักขฬะพูดจาร้ายกาจพร้อมกับเดินย่างสามขุมมาหาฉัน โดยที่คำพูดเหล่านั้นมันเริ่มทำให้ฉันกลัวจนต้องเดินถอยหนี“พูดแบบนี้ไม่กลัวติดคุกหรือไง”ฉันพูดออกไปทำเหมือนไม่เกรงกลัว แม้ว่าตัวเอง







