Se connecter“เกิดอะไรขึ้นหรอครับ อันที่จริงตอนผมไปเจอคุณลูกจันเธอกำลังเดินตากฝนอยู่ตรงริมถนนน่ะครับ”
และด้วยคำถามของผมที่เอ่ยออกไปนั่นจึงทำให้คนเป็นแม่บ้านที่ดูแล้วเธอน่าจะอึดอัดใจอยากจะระบายสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เหมือนกันก็ได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาตลอดหลายวันที่มานี้ของหญิงสาวให้ผมฟังพร้อมกับอดปาดน้ำตาที่ไหลซึมออกมาไม่ได้
“ฮึก...ฮึก...เรื่องราวมันก็ประมาณนี้แหละค่ะคุณหมอ ดิฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป แต่จะให้ทิ้งคุณลูกจันไปตอนนี้ดิฉันเองก็ทำไม่ลงจริง ๆ สงสารเธอน่ะค่ะ...ตอนนี้เธอแทบจะไม่เหลือใครเลย”
“เออ...หมอขออนุญาตถามเพิ่มนะครับ แล้วคู่หมั้นของคุณลูกจันล่ะครับเขาไม่ได้ติดต่อหรือมาหาบ้างเลยหรอครับ”
ผมที่แม้จะรู้สึกเศร้าใจอยู่เหมือนกันหลังได้ยินว่าเธอมีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว แต่ทว่า...เท่าที่ฟังมาถ้าไม่มองโลกในแง่จนดีเกินไป...ผู้ชายที่เป็นคู่หมั้นของเธอคงไม่เอาเธอแล้วล่ะ... (ฮึ...ไอ้เวรเอ๊ย! แม่งเลวจริง ๆ)
“เรื่องนั้นดิฉันไม่ทราบเลยค่ะ แต่ถ้านับตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงวันนี้ดิฉันยังไม่เห็นทางคุณอาทิตย์กับทางบ้านของคุณอาทิตย์มาเยี่ยมหรือมาหาเลยนะคะ ขนาดงานของคุณผู้หญิงที่ถูกจัดที่นี่ก็ยังไม่มีใครมาเลยค่ะ”
แม่บ้านของหญิงสาวพูดด้วยดวงตาแดงก่ำ ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเห็นใจ สงสาร หดหู่ ในเวลาเดียวกันทำให้ผมเองก็รู้สึกเศร้าหมองไม่ต่างกัน
“เอ่อ...ถ้าไม่มีอะไรแล้วหมอขอตัวก่อนนะครับ แล้วก็...เอ่อ...ถ้าหากมีอะไรให้หมอช่วยเหลือสามารถแจ้งให้พยาบาลมาบอกหมอได้โดยตรงได้เลยนะครับไม่ต้องเกรงใจ”
ผมที่ในเวลานี้สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็คงเป็นสิ่งนี้เท่านั้น เพราะจะให้ไปก้าวก่ายกับคนที่มีพันธะอยู่แล้วนอกจากจะไม่ใช่วิถีของผมแล้วมันก็ดูจะไม่เหมาะสมอีกด้วย
“ดิฉันขอบคุณคุณหมออีกครั้งนะคะ ขอบคุณแทนคุณลูกจันด้วยนะคะ ขอบพระคุณมากจริง ๆ ค่ะ”
พี่แม่บ้านเอ่ยปากขอบคุณพร้อมกับโค้งตัวปลก ๆ ส่วนผมก็ได้โค้งตัวเล็กน้อยให้กับแม่บ้านที่ดูแลหญิงสาวก่อนจะเดินออกไป
หลังจากที่ผมแยกตัวออกมาจากห้องที่เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายแล้ว ผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงบางอย่างที่ยังคั่งค้างอยู่ข้างในใจ มันเป็นความสงสัยใคร่รู้ที่ยังคงไม่จางหายไปเลยสักนิดและเหมือนกับว่ามันจะไม่คลี่คลายลงถ้าหากไม่ได้รับรู้ความจริงของเรื่องราวทั้งหมด ก่อนที่สุดท้ายแล้วผมจะทำได้เพียงสะบัดหัวไปมาเพื่อไล่ให้ความคิดวุ่นวายที่มีออกไปและทำได้เพียงรอเวลาให้ทุกอย่างมันชัดเจนขึ้น และเมื่อวันนั้นมาถึงผมสัญญาว่าผมจะช่วยเหลือเธออย่างเต็มที่แน่นอน...
--- จันทร์เจ้า Talk ---
ดวงตาที่กะพริบเปิดปรือขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะที่ฉันจะกวาดสายตามองไปทั่ว จนเมื่อภาพเบื้องหน้าที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นนั่นจึงทำให้ฉันพลันรู้สึกทั้งตกใจและโล่งใจในเวลาเดียวกัน
“อู๊ยยยยย ~~ ปวดหัวจัง”
เสียงบ่นเบา ๆ หลุดออกมาก่อนที่มือบางจะส่งไปจับที่หัวทุย
“คุณลูกจันฟื้นแล้วหรอคะ ฟู่ววววว ~~ ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะคะรู้ไหม”
พี่นิดพอเห็นว่าฉันฟื้นขึ้นมาแล้วก็ตรงเข้ามาจับแขนฉันเบา ๆ ก่อนจะอดเอ่ยตำหนิไม่ได้
“ละ...แล้วนี่ลูกจันกลับมาที่นี่ได้ยังไงคะ ลูกจันจำได้ว่า...ลูกจัน”
ในขณะที่ฉันกำลังนึกทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนที่ฉันจะหมดสติไป เสียงของพี่นิดก็สวนมาพอดีอย่างไม่ต้องให้ฉันคิดนาน
“ก็โชคดีที่คุณหมอสุดหล่อเขาไปเจอเข้าให้น่ะซิคะ คุณลูกจันนะคุณลูกจันไปเดินตากฝนทำร้ายตัวเองแบบนั้นทำไมค่ะ แล้วนี่หนีไปไหนมาค่ะ พี่ก็มัวแต่ไปจัดการงานของคุณผู้หญิงท่านกับเข้าไปดูคุณท่านว่าฟื้นขึ้นมาหรือยัง และกว่าจะรู้ว่าคุณลูกจันไม่อยู่ห้องก็ตอนที่คุณลูกจันถูกเข็นกลับเข้ามาที่ห้องนี่แหละค่ะ”
พี่นิดอดตำหนิฉันไม่ได้ ก่อนที่คำพูดของพี่นิดจะทำให้ฉันรู้สึกผิดจนต้องยกมือขึ้นไหว้
“ลูกจันขอโทษนะคะพี่นิดที่ทำให้พี่นิดเดือดร้อน แล้วก็ลูกจันขอขอบคุณพี่นิดมาก ๆ เลยนะคะที่...เอ่อ...ยังอยู่ช่วยลูกจัน”
น้ำตาใสเอ่อขึ้นมาคลอดวงตาสวยที่บอบช้ำทันที
“ไม่เป็นไรค่ะพี่เต็มใจพวกคุณ ๆ ท่านก็ดีกับพี่มาโดยตลอด จะให้พี่ทิ้งพวกคุณ ๆ ไปตอนนี้พี่เองก็ทำไม่ลงจริง ๆ”
และคำตอบของพี่นิดก็ทำให้ฉันถึงกับน้ำตาร่วงทันที
“ฮือออออ ~~ พี่นิดค่ะ...ลูกจัน...ฮึก...ฮึก...ตอนนี้ลูกจันไม่รู้จะทำยังไงต่อไปดีค่ะ...ฮือออออ ~~”
ความอัดอั้นตันใจที่คับแน่นอยู่ในอกมาหลายวันกลับพรั่งพรูออกมา พร้อมกับร่างบางที่พุ่งตัวโอบกอดร่างแม่บ้านแน่นอย่างต้องการที่พึ่งพิง
เพราะสำหรับหญิงสาวอายุ 20 ปีที่กำลังอยู่ในวัยสดใส ดอกไม้ที่ควรบานสะพรั่งโชว์ความสวยงามให้เต็มที่แต่กลับต้องมาเจอเรื่องราวมากมายที่แม้แต่ความเป็นไปมายังไงเธอเองก็ไม่อาจรู้ได้เลย อีกทั้งระยะเวลาที่ผ่านมาตัวเองได้ถูกเลี้ยงดูมาดั่งไข่ในหิน เป็นดั่งเจ้าหญิงตัวน้อย ๆ ที่ห้อมล้อมไปด้วยความสะดวกสบาย ความสุข ความสดใส หญิงสาวที่ถูกเลี้ยงให้ได้เจอแค่เพียงด้านงดงามของโลกใบนี้เท่านั้น นั่นจึงทำให้เวลานี้เธอเหมือนกับถูกดึงให้จมดิ่งลงไปกับความมืดมิดที่เป็นเสมือนโคลนตมจนไม่อาจหาทางออกได้เลย
“ใจเย็น ๆ นะคะทุกอย่างย่อมมีทางแก้ไขแน่นอน เอาเป็นว่าคุณลูกจันพักผ่อนก่อนนะคะ ตื่นมาแล้วเราไปหาคุณผู้หญิงกันดีไหมคะ”
พี่นิดเอ่ยปลอบก่อนจะเอ่ยย้ำในเรื่องสำคัญที่ฉันเผลอลืมไป
“จริงด้วยค่ะคุณแม่…!! ฮึก...ฮึก...ลูกจันเป็นลูกที่แย่จริง ๆ”
ดวงตากลมใสพลันสลดลงทันทียามคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่ของตัวเอง แม่ที่แสนดีเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุดในโลกเป็นแม้กระทั่งแบบอย่างที่ตัวเองอยากจะเอาไว้เป็นเยี่ยงอย่างถ้าหากวันหนึ่งได้โอกาสเป็นแม่คนขึ้นมา
“ไม่โทษตัวเองแบบนั้นซิคะ...พี่รู้ว่าคุณลูกจันทำทุกอย่างได้ดีที่สุดแล้ว พักผ่อนก่อนนะคะเดี๋ยวตื่นมาค่อยไปหาคุณผู้หญิงกัน”
พี่นิดพูดก่อนจะประคองฉันให้นอนลง จากนั้นฤทธิ์ยาที่ถูกฉีดไปก่อนหน้านี้ก็ค่อย ๆ ออกฤทธิ์อีกครั้งจนฉันผล็อยหลับไป
และการเข้าสู่ห้วงนิทราในครั้งนี้ฉันนั้นได้ใช้เวลาในการพักผ่อนอย่างเต็มที่ และทันทีที่ฉันตื่นขึ้นมาพี่นิดก็พาฉันมายังห้องพิธีการ...
“พี่นิดพูดกับลูกจันได้ตรง ๆ เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจกัน อีกอย่างลูกจันก็เคยบอกแล้ว ณ เวลานี้เราคือครอบครัวเดียวกันลูกจันไม่ใช่ลูกเจ้านายของพี่นิดอีกแล้วนะคะ”ฉันยื่นมือออกไปกุมมือที่ประสานอยู่ที่หน้าตักของพี่นิดแน่นอย่างต้องการให้คนตรงหน้ารับรู้ถึงความจริงใจของฉัน“ขอบคุณนะคะที่เห็นพี่เป็นคนในครอบครัว” (^-^)“ก็พี่นิดเป็นครอบครัวของลูกจันจริง ๆ นี่ค่ะ แล้วอีกอย่างความจริงแล้วต้องเป็นลูกจันต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่นิดที่ยังอยู่คอยช่วยเหลือลูกจันอยู่จนถึงทุกวันนี้” (^-^)คำพูดขอบคุณที่ถูกส่งออกมาอย่างที่ตัวเองคิดมาเสมอนับตั้งแต่ที่เกิดเรื่อง แม้ว่าเรื่องค่าใช้จ่ายภายในห้องเช่าทุกอย่างฉันจะเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด แต่พี่นิดเองหลังจากรับเงินก้อนนั้นไปจากฉันพี่นิดเองก็ไม่เคยเรียกร้องเอาเงินเดือนจากฉันอีกเลยแม้ว่าฉันจะหยิบยื่นให้ก็ตาม แถมทุกวันนี้ที่ฉันได้ออกไปหางานทำได้อย่างสบายใจก็ได้พี่นิดนี่แหละที่คอยช่วยดูแลคุณพ่อที่ยังคงนอนติดเตียงอยู่“พี่เต็มใจค่ะ คุณลูกจันไม่ต้องคิดมาเรื่องนี้เลยนะคะ” (^-^)“ถึงยังไงลูกจันก็ต้องขอบคุณค่ะ และอยากให้พี่นิดรู้ไว้นะคะว่าพี่นิดเป็นเสมือนผู้มีพระคุณของลูกจัน” (
เรื่องราวทุกอย่างที่ฉันได้รับการดูถูก หลาย ๆ อย่างที่ฉันต้องพบเจอในตลอดเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าฉันจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าฉันยังคงเจ็บปวดและยังรู้สึกต่อสิ่งที่พบเจออยู่ เพียงแต่เพราะฉันยังมีสิ่งที่ยังทำให้ฉันมีพลังเดินหน้าสู้ต่อนั่นก็คือกำลังใจจากคนทั้งสองที่ยังรอความหวังอยู่ที่ห้องเช่าขนาดเล็ก และด้วยกำลังใจของพวกเขานั้นก็ทำให้ฉันตั้งใจแล้วว่าฉันจะไม่ใส่ใจกับสิ่งไร้สาระที่ได้พบเจออีกต่อไปแล้วส่วนเรื่องราวของพี่นิดนับตั้งแต่วันนั้นที่ฉันตั้งใจว่าจะมอบเงินก้อนหนึ่งให้พี่นิดเพื่อให้เป็นทุนในการตั้งตัว แม้ว่าพี่นิดจะเอ่ยปากปฏิเสธในตอนแรกด้วยเพราะเกรงใจฉัน แต่เป็นเพราะฉันเองที่พยายามยัดเยียดเงินก้อนนั้นให้กับพี่นิดด้วยเพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้ นั่นจึงทำให้พี่นิดยอมที่จะรับน้ำใจของฉันเอาไว้โดยที่พี่นิดเองก็ยังคงเลือกที่จะอยู่ช่วยดูแลคุณพ่อของฉันต่อในระหว่างที่ฉันเริ่มออกไปหางานทำ...“เป็นยังไงบ้างคะคุณลูกจัน...วันนี้พอจะมีข่าวดีไหมคะ”พี่นิดถามหลังจากที่เห็นฉันเปิดประตูเข้ามาในห้องยามเย็น หลังจากที่ฉันออกไปหางานทำตั้งแต่เช้าก่อนที่ปฏิกิริยาของฉันที่มาพร้อมกับสีหน้าสลดนั้นจะเป็นคำตอบได้ดีถึงผลลั
“ฮึก...ฮึก...พี่นิดค่ะ...ฮึก...ฮึก”เสียงสะอึกสะอื้นที่แม้จะมีคำพูดมากมายอยากจะพูดกับคนตรงหน้าแต่กลับพูดไม่ออกทำได้เพียงแค่เรียกชื่อด้วยความตื้นตันใจเท่านั้น“ไม่เป็นไรนะคะ ไม่เป็นไร พี่เชื่อว่าคุณลูกจันกับคุณท่านจะผ่านมันไปได้นะคะ”มือบางที่อบอุ่นที่สุดในยามนี้ยื่นมาลูบหลังที่สั่นไหวเบา ๆ ด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ สายตาที่มองร่างบอบบางอย่างรู้สึกเวทนาในชะตาของหญิงสาวเพียงแต่ด้วยสถานะของคนปลอบนั้นเธอเองจึงทำได้ดีที่สุดเพียงเท่านี้“ขอบคุณนะคะ...ฮึก...ฮึก...ขอบคุณจริง ๆ บุญคุณครั้งนี้ลูกจันจะไม่มีวันลืมเลย”“ไม่เป็นไรนะคะ นิ่งซะนะยังไงคุณลูกจันยังมีคุณท่าน คุณท่านยังรอคุณลูกจันอยู่นะคะ” (^-^)พี่นิดเอ่ยปลอบอีกครั้งก่อนที่เราจะช่วยกันวางแผนชีวิตในลำดับต่อไป และหลังจากที่ออกจากห้างสรรพสินค้าแล้วพวกเราก็ได้พากันไปหาห้องเช่าเพื่อที่จะพาคุณพ่อกลับไปพักผ่อน...กระทั่งเมื่อได้ห้องพักโดยการจัดการของพี่นิดแล้ว ฉันก็ให้พี่นิดอยู่รอที่ห้องพักเลย ส่วนฉันก็เลือกที่จะกลับไปรับคุณพ่อที่โรงพยาบาลเพียงลำพัง...หลังจากที่ฉันได้เคลียร์ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็พาคุณพ่อกลับมายัง
“โธ่...คุณลูกจัน ทำไมเรื่องราวมันถึงเลยเถิดไปได้ถึงขนาดนี้กันล่ะคะ”นิดถึงกับถอนหายใจรู้สึกปลงตกกับสิ่งที่ตัวเองเพิ่งได้รับฟังมา และแม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างมันจะไม่เหมือนเดิม แต่ตนเองก็ไม่คิดว่ามันจะพังทลายได้ถึงขนาดนี้...ความเงียบเข้าปกคลุมหลังจากที่ฉันเล่าทุกอย่างให้พี่นิดฟัง แม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าพี่นิดจะคิดยังไง เพราะถ้าให้บอกตามตรงในเวลานี้พี่นิดก็เท่ากับว่าได้ตกงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ว่าพี่นิดจะคิดยังไงจะอยู่หรือว่าจะไปจากฉัน แต่สิ่งที่ฉันตั้งใจเอาไว้เลยก็คือหลังจากที่ฉันขายพวกเครื่องประดับพวกนี้ได้เงินมาแล้วฉันจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้พี่นิดไปตั้งตัวด้วย เพราะรู้สึกซึ้งใจที่นับตั้งแต่เกิดเรื่องกับครอบครัวฉันมาพี่นิดเป็นคนงานเพียงคนเดียวที่ยังยืนหยัดอยู่กับฉันมาจนถึงวินาทีนี้ ส่วนคนงานคนอื่นกลับหนีหายไปตั้งแต่วันที่มีอันธพาลมาอาละวาดที่บ้านวันนั้นแล้วหัวใจที่เต้นระรัวด้วยกลัวว่าพี่นิดจะชิ่งหนีไปก่อนหลังได้รับฟังความจริงก็ค่อย ๆ พลันสงบลงอย่างคนที่ปลงตกและคิดได้ เพราะถ้าหากพี่นิดคิดจะจากฉันไปมันก็เป็นสิทธิ์ของเขาจากนั้นไม่นานรถโดยสารสาธารณะส่วนบุคคลก็พาเราสองคนมาถึงห้า
ณ โรงพยาบาล M พรีเมียมฉันพาร่างที่สะบักสะบอมกลับมายังห้องพักผู้ป่วยที่ยังเหลือคนที่มีสายเลือดใกล้ชิดเพียงคนเดียวในชีวิตของฉันอยู่ ภาพของพ่อที่ยังคงนอนแน่นิ่งแม้ว่าคุณหมอจะแจ้งว่าเป็นผลจากอาการช็อกและผลจากการเป็นอัมพาตก็ตาม แต่ฉันกลับรู้สึกว่าในเวลานี้บนโลกใบนี้คงเหลือแค่ฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น“ฮึก...ฮึก...พ่อค่ะ...ฮือออออ ~~”ฉันพุ่งตัวเข้าไปกอดพ่อด้วยความรู้สึกที่อัดแน่นตีมวนไปหมด ความเจ็บปวดที่ระบมไปทั่วทั้งตัวเมื่อรวมเข้ากับความรู้สึกแหลกสลายที่อยู่ในใจแล้วมันกลับทำให้ความอ่อนแอที่ฉันตั้งใจจะกดมันเอาไว้เพื่อให้คนข้างนอกเห็นว่าฉันเข้มแข็งไม่เป็นอะไรได้พรั่งพรูออกมาเกินกว่าจะทนไหวใบหน้าที่แนบไปกับหน้าอกของผู้เป็นบิดาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลจนเสื้อผู้ป่วยชื้นแฉะกลับไม่ทำให้ความรู้สึกปวดร้าวที่เกิดขึ้นหายไปได้เลยสักนิด น้ำตาที่ยังคงหลั่งไหลออกมาไม่หยุดเหมือนต้องการให้มันไหลออกมาให้หมดเพื่อที่วันหน้าฉันจะได้ไม่ต้องเสียใจให้กับเรื่องพวกนี้อีกแล้ว...กระทั่งเมื่อเสียงสะอื้นค่อย ๆ แผ่วลงหลังจากที่ฉันร้องไห้อยู่สักพัก อีกทั้งความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่อัดแน่นก่อนหน้านี้ก็เริ่มจะคลายลง ฉันที่ค่อ
แกร๊งๆๆๆ“ใครเอาโซ่มาคล้องไว้กันนะ...??”ฉันจับไปยังโซ่เส้นโตที่คล้องประตูบ้านฉันเอาไว้ก่อนจะเขย่ามันอย่างแรงจนเกิดเป็นเสียงดังลั่น ก่อนจะตะโกนลั่นด้วยความโกรธเคือง“เปิดเดี๋ยวนี้นะฉันบอกให้เปิด...นี่มันบ้านของฉันนะ...!! มีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้”และในขณะที่ฉันกำลังโวยวายอยู่นั้นในจังหวะที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างทั้งร่างก็พลันถูกผลักล้มลงกระแทกพื้นด้วยแรงอันมหาศาลทันทีตุบ...!!“อะ...โอ๊ย...!!”“มาโวยวายอะไรตรงนี้ ออกไป...!!”เสียงคำรามน่าหวาดหวั่นของคนตัวโตที่มีลักษณะของนักเลงเอ่ยตวาดหลังจากผลักฉันให้ออกไปจากรั้วประตูบ้าน“นะ...นี่มันบ้านฉันนะ นายเป็นใครถึงมาทำแบบนี้กับฉัน...!!”หลังจากที่ฉันหยัดตัวลุกขึ้นมาจากพื้นได้ฉันก็แว้ดใส่ผู้ชายหน้าโหดทันที“ฮ่าๆๆ บ้านมึงหรอนี่มันบ้านเจ้านายกูโว้ย...ไสหัวไปซะไม่อย่างนั้นกูอาจจะทำปืนลั่นใส่กบาลมึงเอาได้ แต่เอ...หน้าตาแบบนี้หรือจะเอาทำเมียก่อนดีแล้วค่อยฆ่าทิ้ง ฮ่าๆๆๆ”คนกักขฬะพูดจาร้ายกาจพร้อมกับเดินย่างสามขุมมาหาฉัน โดยที่คำพูดเหล่านั้นมันเริ่มทำให้ฉันกลัวจนต้องเดินถอยหนี“พูดแบบนี้ไม่กลัวติดคุกหรือไง”ฉันพูดออกไปทำเหมือนไม่เกรงกลัว แม้ว่าตัวเอง







