เข้าสู่ระบบเมื่อธเนศเห็นว่าพี่ชายของตนอาการดีขึ้นและกลับมาทำงานได้แล้ว เขาจึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา
“ชีวิตไม่แน่ไม่นอน อย่างน้อยวันหน้าถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาอีก ฉันก็จะได้เข้ามาดูแลบริษัทแบบที่ไม่ต้องเงอะๆ งะๆ ฉันรู้แล้วว่างานแกวุ่นวายแค่ไหน”
ธเนศเข้ามาช่วยงานบริษัทอยู่หลายเดือน เขาจึงได้เห็นว่าบิดาและพี่ชายต้องบริหารกิจการด้วยความเสียสละ ในขณะที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในยุโรปอย่างมีความสุขบนกองเงินกองทอง
ธนายกมือขึ้นตบบ่าน้องชาย “ดีๆ แกคิดได้แบบนี้ก็ดี เรื่องที่แกจะวาดรูปหรือท่องเที่ยว เอาไว้ช่วงว่างๆ ค่อยไป”
“ฉันคิดเอาไว้แล้ว กลับมาบริหารช่วยแกให้บริษัทร่ำรวยแล้วค่อยขายหุ้นเอาเงินไปไว้ใช้น่าจะดี”
“ธเนศ!”
“ล้อเล่นน่า ฉันเองก็เที่ยวเล่นมาหลายปีแล้ว ทำงานบ้างก็ดี อีกอย่างคราวนี้ไปเรียนอเมริกาก็น่าตื่นเต้น ยุโรปอยู่จนเบื่อแล้ว”
คุณภัสรากับคุณธนากรบิดามารดาของสองหนุ่มฝาแฝด หย่าร้างกันด้วยความยินยอมพร้อมใจ คุณภัสราไปทำงานที่ประเทศอังกฤษจึงได้พบรักกับปีเตอร์นักธุรกิจโสดที่อายุเท่าๆ กัน ธเนศกับธนาไปเรียนต่ออังกฤษหลังจบมัธยมปลายภายใต้การดูแลที่ดีเยี่ยมของพ่อเลี้ยงชาวอังกฤษ พอจบปริญญาตรีก็เรียนต่อปริญญาโท ส่วนธเนศที่จบด้านจิตรกรรมกลายเป็นศิลปินอิสระ เดินทางไปทั่วยุโรปเพื่อวาดภาพ
ธเนศจับมือพี่ชายออกจากบ่า “เออ อย่าลืมคืนเงินค่าคอนโดคุณแม่ด้วยก็แล้วกัน ฉันบอกคุณแม่ว่าขอยืมไปให้แกก่อน พอแกหายป่วยก็จะเอาเงินไปคืน”
“คืนเงินคุณแม่ วะ ฉันเห็นแกทำตัวเสี่ยก็นึกว่าแอบทำงานจนร่ำรวย ที่ไหนได้ยืมเงินคุณแม่นี่เอง” ธนายิ้มเยาะ
“อย่างฉันนี่นะ จะมีเงินหลายสิบล้านไปซื้อคอนโดหรูหราตั้งสองห้อง ฉันไม่ใช่ท่านประธานบริษัทแบบแกนะ หนูนา”
ธนายกนิ้วขึ้นชี้หน้าน้องชาย “อีกล่ะๆ วอนถูกเตะแล้วไหมแก?”
“ได้ๆ ไม่พูดแล้วๆ คืนเงินคุณแม่แล้วก็แบ่งให้ฉันใช้ด้วยก็แล้วกัน ตอนนี้ค่าครองชีพมันสูงนะ”
“แต่ฉันได้ยินมาว่าคุณพ่อดีใจที่แกจะไปเรียนบริหารถึงกับโอนเงินให้แกหลายล้านเลยนี่?”
ธเนศยิ้มร้าย “นั่นมันค่าเทอมต่างหาก ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ คุณพ่อว่าให้ขอแก”
“เนศ คนอย่างแก ฉันรู้ ขอทั้งแม่ ทั้งปีเตอร์ ทั้งคุณพ่อ นี่ยังคิดจะขอฉันอีก เมื่อไหร่แกจะโตซะที?”
“เอาไว้ฉันกลับมาดูแลบริษัทค่อยโตก็แล้วกัน ตอนนี้ขอเกาะทุกคนกินไปก่อน แต่ฉันรับรองว่าฉันจะตั้งใจเรียนให้จบเร็วที่สุด คุ้มค่ากับเงินทุกบาทอย่างแน่นอน”
ธนายังคงเดินหน้าโปรเจคที่จะทำบริษัทผลิตกาแฟสำเร็จรูปและร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยม เขาหมกมุ่นกับการอ่านข้อมูลและศึกษาเรื่องกาแฟอย่างจริงจัง บางครั้งเขายังคงมีอาการปวดหัวมารบกวนอยู่บ้างทำให้เขากลายเป็นคนขี้หงุดหงิดโมโหง่าย
ทีแรกเนตรดาวเลขานุการสาวเคยคิดชอบธนาและอยากจะกลายเป็นคนรักของบอสตน แต่พอต้องรองรับอารมณ์ในช่วงหลังป่วยของเขาก็เลยต้องล่าถอย ส่วนน้ำฟ้าที่พยายามแวะเวียนมาเกาะแกะเจอพิษอารมณ์ของธนาที่ตวาดใส่เข้าไปสองครั้งถึงกับเผ่นแน่บไม่กล้ามาวุ่นวายอีก
“พี่ธนาเปลี่ยนไปเยอะเลยค่ะอาเพชร แต่ก่อน ถึงเขาจะไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้ออกปากไล่เกรี้ยวกราดแบบนี้ วันก่อนฟ้าอุตส่าห์ไปหา รู้ไหมคะ? เขาทำให้ฟ้าขายหน้าคนทั้งออฟฟิศเขาเลย คุยไปคุยมา จู่ๆ เขาก็ปวดหัวแล้วก็ไล่ฟ้าเสียงดัง ฟ้าไม่เอาแล้วล่ะค่ะ จะหล่อจะรวยแค่ไหน ถ้าบ้าแบบนี้ก็คงไม่ไหว”
น้ำเพชรถอนหายใจ “อาก็เสียดายเนาะ คนดีๆ มาประสบอุบัติเหตุร้ายขนาดนี้ เอาชีวิตกลับคืนมาได้ก็ดีแล้ว ที่ขาของเขาก็ยังไม่ได้ผ่าเอาเหล็กออกเลยนะ ไม่พิการก็ดีแล้ว”
“ช่างเถอะค่ะ ฟ้าไปเล็งคนอื่นก่อนก็แล้วกัน”
“ฟ้า อย่าว่าอาวุ่นวายเลยนะ เพื่อนๆ ของหนูน่ะ เลือกคบหน่อยได้ไหม? แต่ละคนมีแต่ข่าวฉาวโฉ่ทั้งนั้น” น้ำเพชรสีหน้ายุ่งยากใจ
หลานสาวของเธอเองก็เป็นหนึ่งในผู้หญิงกลุ่มนั้น เธอเคยได้ยินเรื่องซุบซิบนินทาเกี่ยวกับหลานสาวของตัวเองมาพอสมควร ลึกๆ ก็นึกดีใจที่น้ำฟ้าเลิกสนใจลูกเลี้ยงของตนเสียที ที่ผ่านมาเธอคิดว่าน้ำฟ้าที่จบการศึกษาในสถาบันการศึกษาชั้นนำจะเป็นผู้หญิงวางตัวได้ดีจึงได้จับคู่ให้กับลูกเลี้ยงหนุ่มหล่ออนาคตไกล แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าน้ำฟ้ามีเพียงเปลือกนอกที่ดูดี แต่ความคิดอ่านกลับชวนให้ส่ายหัว
“นั่นเพื่อนของฟ้านะคะ ครอบครัวพวกเขาก็ร่ำรวยมีหน้ามีตาทั้งนั้น”
“จริงอยู่ครอบครัวของเพื่อนฟ้าร่ำรวยและเป็นที่ยอมรับในวงสังคม แต่พฤติกรรมเละเทะ แม้ต่อหน้าคนอื่นจะแสดงความชื่นชมแต่ลับหลังคนอื่นก็นินทาเสียๆ หายๆ นะ”
“ช่างเขาสิคะ ฟ้าไม่ได้สนใจคำนินทาพวกนั้นซะหน่อย”
น้ำเพชรได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา เธอนึกดีใจแทนสามีที่ไม่ต้องรับสะใภ้นิสัยเสียแบบนี้เข้ามาในครอบครัว หากน้ำฟ้าแต่งงานกับธนาจริง คงจะมีปัญหามาให้แก้ไขไม่หยุดหย่อน
“ตามใจ ฟ้าไม่ฟังคำเตือนของอาก็แล้วแต่เถอะ”
สามปีผ่านไป...
ผักกาดทำงานอยู่ในบริษัทสกายกิฟต์มาได้สองปีกว่า บริษัทนี้จำหน่ายเมล็ดกาแฟและเครื่องชงกาแฟซึ่งเป็นที่นิยมให้หมู่คนรุ่นใหม่ แม้จะเป็นบริษัทเล็กๆ แต่ยอดขายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
ครอบครัวพิมพ์ประทานเป็นผู้ก่อตั้งและดำเนินกิจการ วรภัทรลูกชายคนโตที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากสถาบันชั้นนำในประเทศ ได้ไปศึกษาเรื่องเกี่ยวกับกาแฟทั้งในประเทศและต่างประเทศจนเชี่ยวชาญช่ำชอง เขากลับมาช่วยบิดามารดาบริหารกิจการ
“คุณพ่อครับ ถ้าเรากลายเป็นบริษัทในเครือของวินเนอร์ บริษัทก้าวกระโดดแน่นอน เขาพร้อมทั้งเงินทุนและบุคลากร จะช่วยให้เราเติบโตได้อีกมาก
อีกอย่างเรากับเขาถือหุ้นคนละครึ่ง ผมว่าคราวนี้เราทำเงินได้อีกหลายสิบล้านแน่”
“พ่อก็อ่านเงื่อนไขของเขาแล้ว ถือว่าเป็นโอกาสของเรา”
“ครับ สำหรับเขาก็ถือว่าเป็นการขยายฐานผู้บริโภคและทำให้คนเชื่อถือในแบรนด์เหมือนกัน ร้านกาแฟต้นแบบของเขาชื่อเสียงและรสชาติยังสู้ของเราไม่ได้ ผู้บริหารวินเนอร์วิสัยทัศน์ดีจริงๆ เข้าหุ้นกับเราแล้วใช้แบรนด์เราไปต่อยอด นับว่าเป็นเรื่องที่ฉลาดมาก”
“เขาจะใช้ชื่อสกายกิฟต์ไปทำกาแฟสำเร็จรูปด้วยเหรอ?”
“ครับ เห็นว่าตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงก่อสร้างโรงงาน หลังจากที่ขยายสาขาสกายกิฟต์ได้มากกว่าห้าสิบสาขาแล้วก็จะผลิตกาแฟสำเร็จรูปออกมาจำหน่าย”
“อืม เพราะอย่างนี้นี่เองถึงได้ไม่ก้าวก่ายการบริหารงานของสกายกิฟต์ เขาคิดจะนำชื่อแบรนด์ไปสร้างเงินมหาศาล ส่วนนี้จึงมอบให้เราดูแล”
“เขาเป็นบริษัทใหญ่ขนาดนั้น ยินดีร่วมงานกับเรา เป็นโอกาสที่หาได้ยากครับคุณพ่อ ถ้าเราไม่คว้าเอาไว้ ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่จะมีโชคแบบนี้ยื่นมาถึงมือเราอีก” วรภัทรพยายามหว่านล้อมบิดา
เมื่อคนในครอบครัวเห็นดีเห็นงาม พนักงานในสกายกิฟต์จึงได้รับข่าวดี
ในวันต่อมาเมื่อข่าวการควบรวมกิจการที่บริษัทวินเนอร์เบฟเวอเรจจะเข้าบริหารสกายกิฟต์พนักงานทุกคนต่างยินดี มีเพียงทักษพรเท่านั้นที่หน้าซีดจนเพื่อนร่วมงานหันไปมองด้วยความประหลาดใจ
หลังประชุมเสร็จ เป็นเวลาพักกลางวัน ทักษพรไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวกับเพื่อนร่วมงานด้วยอาการใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“ผัก เป็นอะไร? พี่เห็นเธอหน้าตาไม่ดีตั้งแต่ประชุมแล้ว ไม่ดีใจเหรอที่บริษัทเรากำลังจะกลายเป็นบริษัทใหญ่” พราวพรายซึ่งเป็นพนักงานรุ่นบุกเบิกของสกายกิฟต์ทักขึ้น
“ค่ะ ก็ดีค่ะ” ทักษพรยิ้มเนือยๆ
“ดีอะไร? หน้าตาเธอมันดูเศร้าแปลกๆ”
ปรินดาหรือปุ้ย สาวน้อยที่เพิ่งเข้ามาทำงานในบริษัทได้ไม่นานยื่นหน้ามาหา “พี่พราว ได้ยินว่าประธานบริษัทวินเนอร์เป็นหนุ่มหล่อแถมยังโสดซะด้วย เราจะได้เห็นเขาไหมพี่?”
“ยายปุ้ย ไปเอามาจากไหนอีกล่ะ? ข่าวผู้ชายนี่เร็วนักเชียว”
“ก็นี่ไงพี่? พอคุณภัทรพูดเรื่องร่วมหุ้นกับบริษัทวินเนอร์ ปุ้ยก็เปิดดูในเน็ตทันที ดูสิคะ ท่านประธานหล่อมากๆ ยังกับพระเอกซีรีย์จีน” ปรินดายื่นโทรศัพท์มือถือที่เปิดภาพของธนาให้พราวพรายดู
“อืม หล่อจริงๆ แฮะ แต่หล่อแล้วก็รวยระดับนี้ เขาไม่สนใจพนักงานกระจอกๆ อย่างพวกเราหรอก อีกอย่าง บริษัทเราก็แค่บริษัทในเครือ เขาจะเหยียบเข้ามาหรือเปล่าก็ไม่รู้?”
“จริงด้วย เขามีบริษัทในเครือตั้งเยอะนี่เนาะ คงไม่มาที่ออฟฟิศเราหรอก”
****************
คุณทิวาอมยิ้ม เธอรู้ว่าเพื่อนบ้านก็แค่หวังดี คนละแวกนี้ล้วนช่วยเหลือกันและกันมาแต่ไหนแต่ไร เห็นทักษพรได้แต่งงานกับคนที่มีฐานะร่ำรวยก็ไม่อยากจะให้ตนสองสามีภรรยาถูกเอารัดเอาเปรียบ“สืบเก่งอีกแล้ว พี่รู้ว่าพวกเธอกลัวพี่จะใจดีไม่กล้าเรียกร้องสินสอด บอกความจริงให้ก็ได้ ที่ไม่ขอสินสอดทองหมั้นน่ะเป็นเพราะธนาเขาให้มาเยอะแล้วน่ะ เงินใช้หนี้พวกนั้นก็เงินเขาทั้งนั้น พี่ยังจะกล้าเอาเงินเขาอีกเหรอ?” เพื่อนบ้านทำตาโต “ดีใจด้วยนะคะ พี่ทิวา การไม่มีหนี้ถือว่าเป็นความสุขสุดยอดแล้วล่ะค่ะ” ทิวาหัวเราะกับเพื่อนบ้านอย่างเบิกบาน ในสังคมเล็กๆ อย่างต่างจังหวัดยากจะปกปิดความลับในครอบครัวเอาไว้ได้ บางครั้งที่คนรอบข้างอยากรู้ก็ไม่ใช่เพราะอยากเอาไปนินทาว่าร้ายแต่พวกเรามีความห่วงใยให้ ก่อนหน้านี้เธอรู้ว่ามีคนสงสัยเรื่องของลูกสาวเธอไม่น้อย เธอไม่กลัวคนอื่นดูถูกแต่ห่วงความรู้สึกของลูกสาว แต่ตอนนี้ทักษพรก็นับว่าได้ทำทุกอย่างชัดเจนและเปิดเผย เธอและสามีก็รู้สึกสบายใจแล้ว การแต่งงานครั้งนี้จัดขึ้นง่ายๆ ที่บ้าน ตอนเช้าเป็นการทำบุญตักบาตรและตอนสายเป็นการจัดเลี้ยงอาหารโดยการ
ณัฐวุฒินำทางเจ้านายของตนไปยังห้องพักแพทย์ ธนาสีหน้าเป็นกังวล เขาคิดวนเวียนถึงอาการของภรรยา เธอไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าเป็นโรคร้ายแรงใด? ยิ่งคิดก็ยิ่งกระวนกระวาย เขาเดินตามหลังเลขานุการหนุ่มเข้าไปด้วยท่าทางเหม่อลอย “ธนา” ใบหน้าของเจ้าของห้องดูแช่มชื่น “ตุ๊กติ๊ก แกเองเหรอ?” ธนาเลิกคิ้วมองนายแพทย์ตรงหน้า “ไอ้นา บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกแบบนี้ เรียกแค่ติ๊กก็พอ” นายแพทย์ สุดหล่อทำหน้าไม่พอใจ “มาๆ นั่งก่อนๆ ไม่คิดเลยว่าแกจะมีเมียมีลูกแบบไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้” “เออ ฉันก็ไม่คิดเหมือนกัน” คนถูกทักยิ้มน้อยๆ “นั่งก่อนๆ ที่ฉันสั่งคนเอาไว้ก็เพราะอยากเจอตัวแกนี่ล่ะ” ณัฐวุฒิถอยออกไปรอข้างนอก ธนาสีหน้ากลับไปเคร่งเครียดเช่นเดิม “เมียฉันป่วยอะไร? ทำไมแกต้องให้ฉันมาพบส่วนตัว?” “เมียแก เมียแกก็แค่เพลีย คงจะนอนน้อย แต่ที่สำคัญมีข่าวดีด้วย” “เอ๊ะ!” “ยังจะตะลึงอะไรอีก? กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้องแท้ๆ” ธนาเห็นรอยยิ้มของเพื่อนเก่าก็คิดออก “เมียฉันท้องเห
กรินทร์ถูกจับในขณะที่กำลังเก็บกระเป๋าขึ้นรถยนต์กำลังจะออกจากบ้าน ตำรวจพบหลักฐานชัดเจนว่าเขาติดต่อสายน้ำจริงและคนทั้งสองร่วมกันว่าจ้างมือปืนเพื่อให้ลอบสังหารธนา ศราวุฒิกุล ประธานบริษัทกาแฟสกายกิฟต์ และผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทวินเนอร์เบฟเวอเรจ ข่าวของเกวลินในฐานะลูกสาวของกรินทร์ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้ง ครั้งนี้เธอทนความอับอายไม่ไหวจนต้องหลบหนีไปต่างประเทศ “หลักฐาน พยานฝ่ายเราเป็นไง?” “ดีที่คุณซื้อโรงงานซอสนั้นเอาไว้ก่อน แม้จะมีการไล่ยิงกันในโรงงานก็ยังพอใช้อ้างได้ว่าคนพวกนั้นบุกรุก” ทนายพิพัฒน์อมยิ้ม เขารู้ว่าธนาเป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจ ย่อมต้องวางแผนอย่างดีก่อนที่จะนำชีวิตตนเองไปเสี่ยง “ส่วนบอดี้การ์ดที่คุณจ้างมา พวกเขาครอบครองปืนโดยถูกกฎหมาย ไม่มีปัญหา ที่เหลือเป็นเรื่องของกระบวนการบนชั้นศาล เพราะมีคนบาดเจ็บและตายในที่เกิดเหตุ” “ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่คุณแนะนำผมนั่นล่ะ” ธนายิ้มน้อยๆ “เรื่องนี้ก็ฝากคุณด้วยก็แล้วกัน ณัฐบอกว่าหาหลักฐานเพิ่มเติมเรื่องอุบัติเหตุได้แล้วนี่?” “ครับ คดีนั้นจะถูกรื้อออกมาอีกครั้ง รวมทั้งคดีสองศพในรถที่ต
“ก็ตั้งแต่พี่นามาถึงที่นี่ได้สิบกว่านาทีค่ะ ผักให้ลิลี่ช่วย ติดเครื่องติดตามในรถของพี่นา” ธนาอึ้ง เขารู้แล้วว่าเธอสะกดรอยตามเพราะเป็นห่วง ชายหนุ่มได้แต่กลืนน้ำลายเบาๆ ครั้งนี้เขาทำให้ภรรยาเป็นห่วงจนร้องไห้ ชายหนุ่มรู้สึกผิด อย่างมาก “ผัก พี่ขอโทษ” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ยกมือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บขึ้น เช็ดน้ำตาของภรรยา “คราวหน้าพี่ไม่กล้าอีกแล้ว” “พี่นา เสียงปืนพวกนั้น ทำเอาผักใจหาย กว่าเราจะหากันเจอก็ตั้งสี่ปี กว่าน้องพืชจะมีพ่อก็ใช้เวลาตั้งสามปีกว่า ถ้าเกิดว่าพี่เป็นอันตราย เจ็บหรือตายไป ผักกับลูกจะอยู่กันยังไงคะ?” กระพริบตาสองสามครั้ง น้ำตาก็ไหลเป็นทาง “อย่าร้องไห้เลยผักกาด พี่สัญญา ต่อไปจะไม่เสี่ยงอันตรายแบบนี้อีก” ชายหนุ่มตกใจกับอาการสะอึกสะอื้นของภรรยา เขายกสองมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้เธอด้วยความร้อนรน “พี่นาสัญญาแล้วนะคะ” “ได้ๆ พี่สัญญา” พยาบาลที่นั่งอยู่ด้านขาอยู่สองสามีภรรยาต้องเบือนหน้าไปยิ้มอีกทาง ผู้บาดเจ็บหน้าตาหล่อเหลากับภรรยาที่สวยน่ารักกำลังแสดงบทรักลึกซึ้งต่อหน้า เธอเห็นแล้ว
“ตีซ้ำอีกพี่แบงก์” ลิลี่วิ่งมาถึงพร้อมไม้เบสบอลในมือจักรพงษ์หันขวับไปมองคนที่ลงมือกับตัวเองก็ถูกตีครั้งที่สอง กำลังของแบงก์ที่ฝึกมวยมาก่อนแรงจะจักรพงษ์แทบกระอัก “พอแล้วๆ อย่าตีผมเลย”ผู้หญิงสี่คนเดินมาล้อมคนทั้งสองเอาไว้ แบงก์กับลิลี่ถือไม้เบสบอลติดมือมาด้วยทำให้ประพันธ์ที่ถูกช็อตจนอ่อนเปลี้ยหันไปมองจักรพงษ์ที่ถูกตีจนทรุดอยู่ข้างๆ“คุณประพันธ์ เป็นฝีมือคุณนี่เอง” ทักษพรชักสีหน้าน้ำฟ้าเองก็มีเครื่องช็อตไฟฟ้าในมือ เธอควักมันออกมาแล้วยืนทำหน้าข่มขู่อยู่ข้างๆ ทักษพร“คราวนี้จะบอกเราได้หรือยังว่าข้างในคุณเตรียมคนมาเท่าไหร่?” ทักษพรทำหน้าถมึงทึงจ้องประพันธ์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แขนขาของประพันธ์อ่อนแรง เขาเงยหน้าขึ้นมองสามสาวโดยเฉพาะ น้ำฟ้า “คุณฟ้า คุณมาได้ไง?” “ทำไม? ทำไมฉันถึงจะมาไม่ได้? คุณกับคุณจักรมาด้วยกันแบบนี้ก็แสดงว่าลุงของฉันกับคุณกรินทร์ร่วมมือกันสินะ” “พวกคุณ..คิดจะ....ทำอะไรผม?” ทักษพรทนไม่ไหวใช้มือขยุ้มคอเสื้อแล้วเขย่า “พวกคุณวางแผนจะฆ่า คุณธนาใช่ไหม?” ประพันธ์เม้มปากส่ายหน้า เขาไม่มีทางทรยศเจ้านายของตน แบงก์
ทักษพรเห็นท่าทีผิดปกติของธนาตั้งแต่หลายวันก่อน เธอจึงแอบฟังในตอนที่เขาคุยโทรศัพท์และใช้แอพพลิเคชั่นติดตามความเคลื่อนไหวซ่อนไว้ในโทรศัพท์ของสามี แผนล่อเสือออกจากถ้ำของเขา เธอรู้สึกหวั่นใจจึงได้ปรึกษาแบงก์กับลิลี่ “เราสามคนต้องออกปฏิบัติอีกครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้อันตรายมาก เราต้องเตรียมอาวุธไปด้วย” แบงก์สีหน้าจริงจัง “อาวุธ มีดหรือปืน?” “จะบ้าเหรอผัก? เราสามคนจะไปหาปืนได้ที่ไหน? ฉันยิงปืนเป็นก็จริงแต่ถ้าจะซื้อตอนนี้ก็คงไม่ทัน อีกอย่างไปยิงคนก็จะกลายเป็นคดีเปล่าๆ หนังสะติ๊กก็อาจจะพอหาได้” “ก็ดีนะ อย่างน้อยมันก็ยิงได้อ่ะพี่แบงก์” ลิลี่ยิ้มพยักหน้าหงึกหงัก “เออ ก็ดีนะ” ทักษพรเห็นด้วย “พวกสเปรย์พริกไทยกับเครื่องช็อตไฟฟ้าล่ะ หาซื้อมาพกได้ไหม?” “ของพวกนั้นถ้าพกไปตามที่สาธารณะก็ถือว่าเป็นอาวุธนะ ผิดกฎหมาย ลี่เคยคิดจะซื้อเหมือนกันแต่พอรู้ว่าจะมีปัญหาเลยไม่ได้ซื้อ” “ถ้างั้น เราก็เอาหนังสะติ๊กกับไม้เบสบอลไปด้วยก็แล้วกัน” แบงก์พยักหน้าหงึกหงัก “ไม่ได้ๆ ถ้าพวกเขามีปืนเราก็ตายเปล่ากันพอดี ฉันจะแ







