Masukคอนโดระริน วันต่อมา
"เมื่อไหร่เราจะได้แต่งงานกันสักทีล่ะคะธามไท นี่ก็สองปีแล้วนะคะที่เราคบกันมา" ระรินพูดกับแฟนหนุ่มร่างสูงที่นั่งอยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงเง้างอดอย่างที่เธอมักจะทำอยู่เป็นประจำเวลาที่เธอถามเรื่องแต่งงาน "คงต้องรอไปก่อนนะ เพราะคุณย่ายังไม่อนุญาตให้ผมแต่งงาน" "ถ้าคุณมัวรอให้คุณย่าของคุณอนุญาตแล้วเราสองคนไม่หัวหงอกกันก่อนเหรอคะ อายุของเราก็ไม่ใช่น้อยๆแล้วนะคะ" ระรินพูดพร้อมกับแสดงอารมณ์หงุดหงิดออกมาอย่างเห็นได้ชัด "อายุเรายังไม่ถึงสามสิบกันเลยนะริน บางคนสามสิบกว่าเพิ่งจะได้แต่งงานกันก็มี" "ถ้าคุณจะรอให้สามสิบกว่า งั้นรินไม่รอดีกว่าค่ะ" "แล้วรินจะให้ผมทำยังไง รินจะให้ผมขัดคำสั่งคุณย่าที่เลี้ยงผมมาน่ะเหรอ" เขาเอ่ยออกไปด้วยความรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย "ถ้าอย่างนั้นเราไม่ต้องจัดงานแต่งกันก็ได้ แต่เราไปจดทะเบียนกันเลยดีกว่า แล้วคุณก็ไม่ต้องไปบอกคุณย่าของคุณว่าเราจดทะเบียนกันแล้ว" "ผมทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ที่รินพูดมามันไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลยนะ" "คุณไม่ใช่เด็กแล้วนะธามไท คุณลองขัดคำสั่งคุณย่าของคุณบ้างก็ได้ ไม่ต้องเชื่อฟังไปซะทุกเรื่องหรอก" "คุณจะให้ผมไม่เชื่อฟังคนที่เลี้ยงดูผมมาตั้งแต่เกิดน่ะเหรอ ผมทำไม่ได้หรอก เพราะคำว่ากตัญญูรู้คุณมันอยู่ในหัวสมองของผมมาตลอด" "เฮ้อ...รินรู้สึกเหนื่อยกับคุณจังเลยค่ะ" ระรินทอดถอนหายใจออกมาอย่างทดท้อใจเมื่อคิดว่าถึงจะพูดยังไงเขาก็คิดแต่เรื่องความกตัญญูอย่างเดียว "งั้นวันนี้ผมกลับก่อนนะริน" พูดจบ ร่างสูงจึงลุกจากโซฟา ก่อนที่ระรินจะคว้าแขนแกร่งไว้แล้วถามออกไป "วันนี้คุณจะไม่นอนที่นี่เหรอคะ" เธอถามด้วยความรู้สึกแปลกใจ เพราะปกติถ้าเขามาหาเธอ เขาจะนอนค้างกับเธอทุกครั้ง "ไม่ละ" เขาตอบด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย เพราะเขามีความรู้สึกว่าวันนี้ระรินมีความเอาแต่ใจกว่าที่ผ่านมา แต่เขาก็ไม่ได้อะไร เพราะเขาพอจะเข้าใจความรู้สึกของเธอ ก่อนที่ระรินจะเอ่ยขึ้น "รินขอโทษนะธามไทที่วันนี้รินเอาแต่ใจไปหน่อย" "ไม่เป็นไรหรอกริน ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณ" พูดจบ ชายหนุ่มก็ออกไปจากคอนโดแล้วลงไปขึ้นรถหรูและขับกลับบ้านไป ห้าเดือนต่อมา ด้านพรรณี หลังจากที่ชบาวางหูโทรศัพท์ จากนั้นเธอก็รีบวิ่งออกมาจากห้องพักของคนใช้ที่อยู่หลังบ้านแล้วเดินปรี่เข้ามาหาพรรณีในบ้านด้วยความร้อนใจ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งพับเพียบลงบนพื้นข้างๆพรรณีและเอ่ยออกไป "คุณท่านคะเกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ" ชบาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นพลางมีท่าทีลนลาน "เรื่องอะไร" พรรณีละสายตาจากหนังสือที่อ่านอยู่แล้วหันถามยังแม่บ้านวัยห้าสิบกว่าปี ซึ่งทำงานอยู่ที่นี่มาเป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว "เมื่อวานลูกชายของดิฉันขับรถไปชนคนค่ะ" "คนที่ถูกชนเป็นยังไงบ้าง แล้วลูกชายเธอเป็นยังไงบ้าง" พรรณีถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบใจเย็นตามประสาผู้สูงวัย "อาการสาหัสค่ะ ตอนนี้นอนอยู่ในห้องไอซียูค่ะ แต่ลูกชายของดิฉันไม่ได้เป็นอะไรค่ะ" "เธออยากให้ฉันช่วยอะไรไหม" "คือ...ทางฝั่งคนเจ็บเรียกค่าเสียหายมาหนึ่งล้านบาทค่ะ ถ้าทางเราไม่จ่ายลูกของดิฉันก็ต้องติดคุกค่ะ" "เดี๋ยวฉันจะเคลียร์ให้เอง" "ดิฉันขอขอบคุณคุณท่านมากเลยค่ะ" ชบาเอ่ยพร้อมกับก้มกราบพรรณีด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ ก่อนที่พรรณีจะเอ่ยขึ้น "แล้วเธอจะคืนเงินฉันยังไง" "ดิฉันจะให้คุณท่านหักเงินเดือนของดิฉันทุกเดือนจนกว่าหนี้จะหมดค่ะ" "หนี้ก้อนนั้นฉันยกให้เธอ ฉันจะไม่เอากลับ" "คุณท่านว่าอะไรนะคะ!" ชบาถามด้วยความตกใจปนงง "เงินที่ฉันให้เธอ ฉันจะไม่เอากลับ แต่ฉันอยากจะขอให้เธอไปช่วยพูดเกลี้ยกล่อมหลานสาวเธอให้มาเป็นแม่ของลูกของธามไท แต่ไม่ใช่เมีย" "แม่ของลูก? แต่ไม่ใช่เมีย?" ชบารู้สึกงงกับคำว่าแม่ของลูกแต่ไม่ใช่เมีย แต่สุดท้ายก็เข้าใจได้เพราะความหมายมันตรงตัวอยู่แล้ว "ฉันอยากให้หลานสาวเธอมาเป็นแม่ของลูกของธามไท เพราะฉันมีความรู้สึกว่าหลานสาวของเธอเหมาะที่จะมาเป็นแม่ของลูกธามไทและเหลนของฉันที่สุด" "แต่คุณธามไทมีแฟนแล้วนะคะคุณท่าน" "ก็เป็นแค่แฟนแต่ยังไม่ได้แต่งงานกัน ดังนั้นฉันจึงมีสิทธิ์ที่จะเลือกใครมาเป็นแม่ของเหลนฉันก็ได้" "เอ่อ...คือว่า" ชบามีท่าทีลำบากใจ เพราะไม่รู้ว่าณินาจะยอมหรือเปล่า "ถ้าเธอไปพูดให้หลานสาวเธอยอมมาเป็นแม่ของลูกของธามไทได้ ฉันจะจัดการเคลียร์เรื่องคดีของลูกชายเธอให้ทันที" "ได้ค่ะคุณท่าน งั้นตอนเย็นดิฉันจะลองพูดกับณินาดูค่ะ" "อืม" "ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัวกลับห้องพักก่อนนะคะ" บอกจบ ชบาก็ลุกจากพื้นแล้วออกจากบ้านไปเข้าห้องพักที่อยู่หลังบ้านบ้านธามไท 22.35 น.รถหรูของธามไทแล่นเข้ามาจอดยังหน้าบ้านหลังใหญ่ด้วยความเร็ว ก่อนที่เรียวขายาวจะก้าวลงจากรถแล้วสาวเท้าขึ้นไปชั้นบนอย่างว่องไวพลั่ก!ร่างสูงผลักประตูเข้ามาในห้องนอนด้วยความแรงตามอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านอยากปลดปล่อยเต็มที ณินาที่นอนไถโทรศัพท์ท่องโลกโซเชียลอยู่ถึงกับสะดุ้งตกใจที่จู่ๆเขาก็ผลักประตูเข้ามาเสียงดัง เธอหันมองไปยังร่างสูงที่ตอนนี้เขามีท่าทีแปลกๆอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในระยะเวลาสองเดือนที่อยู่กับเขามา เพื่อให้หายสงสัยเธอจึงหยัดตัวลุกขึ้นนั่งแล้วถามออกไป"คุณเป็นอะไรคะคุณธามไท""ขึ้นไปนอนบนเตียง""ขึ้นไปนอนทำไมคะ" ถามด้วยสีหน้างุนงง"คืนนี้ฉันอยาก ฉันจะเอาเธอ""เอ่อ...คือ" เธออ้ำอึ้งเพราะไม่นึกว่าจะต้องมามีอะไรกับเขาตอนนี้"เร็วๆ!" เขาเปล่งคำพูดออกไปเสียงดังตามอารมณ์เดือดพล่านที่มันพุ่งสูงไปขึ้นเรื่อยๆ"ค่ะๆ" เธอรับคำด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน จากนั้นเธอจึงลุกไปนั่งบนเตียงของเขา ก่อนที่เขาจะก้าวเข้ามาหายังร่างบอบบางที่มีสีหน้าตื่นตระหนกอยู่ เขาผลักเธอให้นอนลงไปบนเตียงอย่างไม่เบามือนักเพราะเลือดในกายของเขากำลังสูบฉีดอย่างรุนแรงโดยตอนนี้ส่วนกึ่งกลางกายของเขาได้แข็งท
สองเดือนต่อมาเป็นเวลาสองเดือนแล้วที่ธามไทกับณินาอยู่ร่วมบ้านเดียวกันและห้องนอนเดียวกัน แต่ทว่าทั้งสองยังคงมีความรู้สึกเหมือนเดิมคือมีความรู้สึกไม่ได้สนิทกัน สองเดือนที่ผ่านมานี้ทั้งคู่พูดกันนับคำได้ เรื่องที่ต้องทำให้ทั้งสองพูดด้วยกันคือเรื่องทานข้าวเวลาที่ณินาทำอาหารเสร็จเธอก็จะไปบอกเขาว่าเสร็จแล้วให้ออกไปทาน หรือถ้าวันไหนที่เขาไม่กลับมาทานข้าวเย็นที่บ้านเขาจะโทรมาบอกเธอ แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกันดีวันนี้ก็เช่นกันในขณะที่ณินานั่งอยู่บนรถไฟฟ้าจู่ๆโทรศัพท์ของเธอที่อยู่ในกระเป๋าสะพายก็มีเสียงแจ้งเตือนเข้ามา เธอหยิบออกมาแล้วเปิดอ่านข้อความ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นเขานั่นแหละLineธามไท : วันนี้ไม่ต้องทำอาหารเพราะฉันมีนัดกินข้าวกับเพื่อนณินา : ค่ะจากนั้นเธอก็ปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้วใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายตามเดิมด้านธามไทกับมัทนาไนท์คลับแห่งหนึ่งหลังจากที่ทั้งสองทานข้าวกันเสร็จแล้วมัทนาก็ชวนชายหนุ่มมาดื่มกัน โดยธามไทไม่อาจปฏิเสธได้เพราะครั้งก่อนเขาเคยรับปากกับเธอ'ก่อนกลับบ้านเดี๋ยวเราแวะหาอะไรดื่มกันดีกว่าไหมธาม''เอาไว้ครั้งต่อไปดีกว่านะมัท''เอางั้นก็ได้ แต่ครั้งต่อไ
หนึ่งเดือนต่อมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนกับการที่ณินามาอยู่กับธามไท ทุกอย่างในแต่ละวันดำเนินไปเหมือนเดิมคือเมื่อทั้งสองตื่นเช้ามาก็อาบน้ำแต่งตัวและออกไปทำงาน ธามไทจะไม่ทานอาหารเช้าที่บ้านเพราะเขาจะไปทานที่บริษัทตอนเที่ยงทีเดียว เพราะตอนเช้าเขาไม่อยากกินอะไร ดังนั้นณินาจึงไม่ต้องทำอาหารให้เขาทาน ทว่าตอนเย็นเธอต้องทำอาหารเนื่องจากว่าทุกเย็นเขาจะกลับมาทานที่บ้านทุกวันเมื่อครั้งนั้นที่เธอลืมหยิบเสื้อผ้าเข้าไปใส่ในห้องน้ำ หลังจากนั้นมาเธอก็ไม่เคยลืมหยิบเสื้อผ้าเข้าไปใส่ในห้องน้ำอีกเลย เพราะกลัวว่าจะเป็นเหมือนกับวันนั้นอีกตอนเย็นเมื่อณินาออกมาจากที่ทำงานก็รีบกลับบ้านเลยเพราะเธอต้องมาจัดเตรียมอาหารเอาไว้ให้เขารับประทานเวลาเขากลับมาถึงบ้านเมื่อณินาเดินเข้ามาภายในบ้านได้ไม่นานพลันโทรศัพท์ของเธอก็มีเสียงเรียกเข้ามา เธอหยิบออกมาดูเมื่อเห็นว่าเป็นเขาจึงกดรับสายทันที'ค่ะคุณธามไท''วันนี้ฉันจะไม่ไปกินข้าวเย็นที่บ้านนะ เพราะฉันมีนัดไปกินข้าวกับเพื่อน''ค่ะ' จากนั้นเขาก็กดวางสายทันที ก่อนที่ณินาจะสาวเท้าขึ้นชั้นบนไปร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง 20.45 น.ด้านธามไทกับมัทนาวันนี้มัทนาที่เป็นเพื่อนของธามไทตั้งแ
เมื่อณินาจัดการปูผ้าที่นอนและใส่ปลอกหมอนเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเธอก็ออกจากห้องแล้วลงชั้นล่างไปทำอาหารให้เขาทาน ช่วงนี้การทำอาหารเป็นหน้าที่ของเธอเนื่องจากว่าป้าของเธอกลับบ้านที่ต่างจังหวัดตั้งแต่เมื่อวาน และยังไม่มีกำหนดว่าจะกลับมาวันไหนณินาเข้าครัวไปจัดการหุงข้าวและทำอาหาร เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอก็ยกออกมาวางบนโต๊ะอาหารหรูด้านนอก ก่อนที่เธอจะเข้าไปบอกเขาที่อยู่ในห้องหนังสือซึ่งตอนนี้ร่างสูงยืนพิงขอบหน้าต่างก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่ โดยมือข้างหนึ่งถือหนังสือ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกงณินาที่เห็นว่าเขากำลังอ่านหนังสือด้วยความตั้งใจเธอจึงมีท่าทีลังเลว่าจะเรียกเขาดีไหม ถ้าเกิดเรียกแล้วทำให้เขาเสียสมาธิล่ะแล้วเขาจะไม่ว่าเธอเหรอ เมื่อคิดได้อย่างนั้นร่างเล็กจึงหมุนตัวแล้วทำท่าจะก้าวออกไป แต่ทว่า"ทำอาหารเสร็จแล้วเหรอ" ใบหน้าหล่อละสายตาจากหนังสือแล้วเงยหน้าถามยังเจ้าของร่างเล็กที่กำลังจะเดินไป"เสร็จแล้วค่ะ" เธอหันกลับมาตอบกลับเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและก้าวออกไป ก่อนที่ชายหนุ่มจะเก็บหนังสือไว้ที่ชั้นแล้วก้าวเดินตามคนตัวเล็กออกไปข้างนอกธามไทหย่อนตัวนั่งบนเก้าอี้ ก่อนที่ณินาจะตักข้าวใ
คอนโดระรินเมื่อระรินเปิดประตูเข้ามาในคอนโดก็เห็นว่าธามไทนั่งอยู่บนโซฟาในห้องโถง ที่เขาเข้ามาได้เพราะธามไทมีคีย์การ์ดห้องเธอสายตาคมจดจ้องไปยังแฟนสาวนิ่งอย่างจับผิด จนทำเอาคนที่ทำผิดถึงกับหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นแววตาคมของแฟนหนุ่มที่จ้องมองมายังตัวเอง ก่อนที่เธอจะพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วถามออกไปด้วยน้ำเสียงสั่น"คุณมาถึงนานแล้วเหรอ" ถามพร้อมรอยยิ้มแห้ง"ไม่นานเท่าไหร่""อ๋อ อืม""คุณไปทำธุระอะไรมาเหรอ ทำไมถึงดูเหนื่อยๆจัง""เอ่อ...รินไป ทะ ธนาคารมาน่ะ" ตอบแต่ไม่กล้าสบตา"อ๋อ งั้นคุณก็มานั่งสิผมมีอะไรจะบอก" ว่าแล้ว ระรินจึงเดินมาหย่อนก้นนั่งข้างๆธามไทด้วยท่าทีเงอะงะเนื่องจากว่าตัวเองมีชนักติดหลังอยู่ ก่อนจะถามออกไป"คุณมีเรื่องอะไรที่จะบอกรินเหรอ"ใบหน้าหล่อไร้ที่ติหันไปมองแฟนสาว ดวงตาคมมองไปยังต้นคอของเธอจึงเห็นว่ามีรอยจ้ำสีแดงสามสี่จุด เขาจึงรู้ได้ทันทีเลยว่ามันคือรอยดูด ธามไทที่เห็นอย่างนั้นถึงกับชะงักไปนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเลย ก่อนจะพูดออกไปด้วยน้ำเสียงปกติ"คุณอยากแต่งงานกับผมไหมริน""อยากแต่งค่ะ อยากแต่งมากๆเลยค่ะ" เธอเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าดีใจไม่น้อยเมื่อได้ยินอย
"ดิฉันคุยกับณินาแล้วค่ะคุณท่าน ณินาบอกว่าตกลงค่ะ" เมื่อชบาเข้ามาในบ้านก็ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นแล้วบอกพรรณีที่นั่งอยู่บนโซฟาราคาแพงทันที"อืม งั้นเดี๋ยวฉันจะจัดการเคลียร์ปัญหาให้เธอพรุ่งนี้ก็แล้วกัน""ดิฉันขอบพระคุณมากค่ะคุณท่าน" ชบาเอ่ยพลางยกมือไหว้แล้วก้มหัวอย่างนอบน้อมธามไทที่เพิ่งกลับจากทำงานเดินเข้ามาในบ้านแล้วหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาหรูข้างคนเป็นย่า ชบาที่เห็นอย่างนั้นจึงเอ่ยบอกกับเจ้านายทั้งสองที่นั่งอยู่ตรงหน้า"ดิฉันขอกลับห้องพักก่อนนะคะคุณท่าน คุณธามไท" จากนั้น ชบาก็ออกจากบ้านหลังใหญ่ไป ก่อนที่พรรณีจะหันถามหลานชายที่นั่งอยู่ข้างตัวเอง"แกอยากแต่งงานใช่ไหม" ถามพร้อมรอยยิ้มอ่อนแบบมีเลศนัย"เอ่อ..." เขามีความรู้สึกประหลาดใจเมื่ออยู่ๆคุณย่าก็เอ่ยถามเรื่องแต่งงาน ทั้งที่ก่อนหน้านี้คุณย่าไม่เคยถาม"ย่าจะให้แกแต่งงานก็ได้ แต่แกต้องมีลูกกับผู้หญิงที่ย่าเลือกให้ก่อน""คุณย่าพูดแบบนี้หมายความว่ายังไงครับ ผมไม่เข้าใจ" เรียวปากหนาถาม พลางคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความงุนงง"ย่าเลือกผู้หญิงที่เหมาะจะมาเป็นแม่ของลูกของแกแล้วละ" "แม่ของลูก? ใครครับ""ณินา""ฮะ! คุณย่าพูดอะไรออกมาครับ คุณย่าจะให้ผ







