Share

คนในอดีต 1.2

last update Tanggal publikasi: 2025-01-02 03:33:13

หมอหลวงและผู้ช่วยยังไม่ตายอย่างนั้นหรอกรึ!” รับสั่งด้วยความแปลกพระทัยเป็นยิ่งนัก ก่อนจะทอดพระเนตรองครักษ์คนสนิทที่ยังคงนั่งมองพระองค์ตาไม่กะพริบด้วยความแปลกใจมิรู้วาย

 “จริงสิ! แม้แต่ตัวเจ้าเองก็ยังไม่ตาย กลับยังมีชีวิตอยู่ปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้าข้าในขณะนี้ ทั้งๆ ที่ควรจะตายทันทีที่ได้เห็นใบหน้าของข้า”

 และถ้อยรับสั่งของพระองค์ทำให้องครักษ์คนดังกล่าวถึงกับเงยหน้ามององค์ชายของตนทันใดครั้นได้ยินเช่นนั้น

“เหตุใดจึงทรงรับสั่งเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เข้าใจ” เสียงนั้นกราบทูลถามกลับไปด้วยความสงสัยอย่างยิ่งยวด

พระโอษฐ์แสยะยิ้มเหยียดก่อนจะเค้นเสียงพระสรวลออกมาเบาๆ เมื่อนึกถึงชะตากรรมที่ทรงได้รับนับตั้งแต่แรกประสูติออกจากพระครรภ์มารดา

“เมื่อแรกประสูติ ทุกคนที่อยู่ในห้องพระประสูติกาลจบชีวิตลงอย่างมิรู้สาเหตุ ทันทีที่เห็นหน้าข้า ส่วนคนที่มิได้เห็นล้วนแล้วแต่รอดชีวิต ดังนั้นทุกคนจึงมิให้เสด็จพ่อและเสด็จแม่ได้พานพบข้าเลยสักครา ด้วยเกรงว่าทั้งสองพระองค์จะทรงมีอันเป็นไป แต่ถึงกระนั้นเสด็จแม่ของข้าก็ไม่ทรงเชื่อคำเล่าลือเช่นนั้น” รับสั่งพร้อมเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรองครักษ์คนสนิทอีกครา

“พระองค์หมายความว่าอดีตฮองเฮาสิ้นพระชนม์เพราะองค์ชายอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”

แทนถ้อยรับสั่งพระพักตร์พยักขึ้นลงติดๆ กันเป็นการตอบรับ

“แต่อย่างน้อยข้าก็ยังสามารถได้พบกับเสด็จแม่เป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อตอนอายุห้าขวบ เสด็จแม่ของข้าไม่กลัวแม้กระทั่งความตายเพียงเพื่อต้องการพบหน้าข้าสักครั้งและนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าได้เห็น เพราะในที่สุดเสด็จแม่ก็พบจุดจบเหมือนกับทุกคน และนี่คือสาเหตุว่าเพราะอะไรข้าจึงถูกส่งตัวมาอยู่ที่ชายแดนตลอดกาล” รับสั่งพร้อมหันกลับไปทอดพระเนตรหน้ากากสีเงินของพระองค์ที่ทรงสวมติดพระพักตร์มาโดยตลอด

 “นี่คือชะตากรรมของข้าที่สวรรค์กำหนด เพื่อปกป้องแคว้นฉินข้ายินดีที่จะอยู่ที่นี่ มิกลับเมืองหลวงตามพระบัญชาของเสด็จพ่อจวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะข้าคือโอรสที่สวรรค์สาปให้มีใบหน้าพิฆาตผู้คนจนล้มตายดั่งเช่นใบไม้ปลิดปลิว!” รับสั่งพร้อมทอดพระเนตรองครักษ์ส่วนพระองค์เขม็ง

“และเจ้าเองก็ไม่รอดเช่นกัน!” รับสั่งสุรเสียงเย็นยะเยียบ

“หา! อะ… องค์ชาย! ทรงมีรับสั่งเช่นนี้หมายความว่ากระหม่อมจะต้องตายอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ แต่นี่นับตั้งแต่ครั้งแรกที่กระหม่อมถอดหน้ากากองค์ชายออกจนถึงเวลานี้ ก็ผ่านไปห้าวันแล้ว ยังมิมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับกระหม่อมเลยแม้แต่น้อย” องครักษ์หนุ่มพยายามกราบทูลอธิบาย

“ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสิ่งที่สวรรค์สาปได้แม้แต่น้อย เหตุที่เจ้าอยู่ได้นานถึงตอนนี้ก็เพราะว่าข้าไม่ได้สติ แต่ในเวลานี้สติข้าหวนกลับคืนมาแล้ว เจ้าเองก็จะอยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน” รับสั่งตอบกลับไป

และถ้อยรับสั่งของพระองค์ทำให้องค์รักษ์คนสนิทชะงักงันขึ้นมาทันที

“บะ… บางทีอาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็ได้พ่ะย่ะค่ะ พระองค์มิเคยทอดพระเนตรพระพักตร์ว่าเป็นเยี่ยงไร ไม่ว่าจะในกระจกหรือภาพสะท้อนจากเงาน้ำ ทรงทราบหรือไม่ว่าพระพักตร์ขององค์ชายหาได้อัปลักษณ์ผิดรูปเป็นที่น่าเกลียดน่ากลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามทรงมากด้วยพระสิริโฉมยิ่งนัก ทรงทอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ” กราบทูลพลางรีบคว้าอ่างน้ำที่มีน้ำอยู่กว่าครึ่งเพื่อให้องค์ชายของตนทอดพระเนตร

“ไม่ต้อง!” สุรเสียงรับสั่งตวาดห้ามกลับไปทันที

พระหัตถ์อันสั่นเทาเอื้อมไปหยิบหน้ากากสีเงินของพระองค์ขึ้นมาสวมปิดบังพระพักตร์อย่างรวดเร็ว พร้อมสุรเสียงมีรับสั่งตอบกลับไป

“ผู้อื่นเห็นใบหน้าข้ายังต้องล้มตายดั่งเช่นใบไม้ปลิดปลิว นับประสาอะไรกับตัวข้าเอง ก็เป็นแบบนั้นเช่นกันไม่แตกต่างแม้แต่น้อย ต้องตายทันทีที่ได้ยลโฉมของตนเอง และนี่คือเหตุผลที่ข้าต้องสวมหน้ากากเอาไว้ตลอดเวลา ไม่มีกระจกและไม่เพ่งพิศเงาในสายน้ำหลากแม้แต่ครั้งเดียว” 

เอื๊อก! องครักษ์หน้ามนกลืนน้ำลายลงคอทันทีเมื่อได้ยินและเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง

ฉับพลันเสียงทหารรายงานข่าวดังขึ้นอยู่นอกกระโจม

“รายงาน!!!” เสียงดังก้องอยู่หน้าประตูทางเข้า

“เข้ามา!” องค์ชายหนุ่มรับสั่งอนุญาต 

ทันทีที่มีพระบัญชา ทหารรายงานข่าวรีบรุดเข้ามาภายในกระโจมที่ประทับทันที ร่างสันทัดทรุดกายลงนั่งคุกเข่า

“กราบทูลองค์ชาย หมอหลวงพร้อมผู้ช่วยทั้งหมดบัดนี้ได้สูญสิ้นลมหายใจอย่างมิรู้สาเหตุเสียแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บยังมีอีกเป็นจำนวนมากแต่ไร้สิ้นหมอทำการรักษา เช่นนี้แล้วจะทำเช่นไรดีต่อไปพ่ะย่ะค่ะ”

สิ้นคำกราบทูลของทหารคนดังกล่าว พระพักตร์ที่ถูกปกปิดด้วยหน้ากากส่ายไปมาติดๆ กัน พระองค์หันกลับไปทอดพระเนตรองครักษ์ที่นั่งอยู่กับพื้นข้างแท่นพระบรรทม

“ฝังศพให้เรียบร้อย แล้วนำกองทหารไปตามหมอในแถบนี้มารักษาอาการบาดเจ็บของทหาร ส่งสาสน์ไปที่เมืองผิงหยางให้นำส่งหมอหลวงมาช่วยรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ข้าจะยังไม่เคลื่อนทัพกลับจนกว่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บจะได้รับการดูแลรักษา”

“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” ทหารรายงานข่าวรับพระบัญชาอย่างแข็งขัน ก่อนจะสังเกตเห็นพระโลหิตไหลซึมออกมาจากผ้าพันแผลจนแดงฉานชุ่มโชกไปหมด

“กระหม่อมได้ส่งสาสน์กลับไปทางเมืองหลวงเพื่อให้ฝ่าบาทจัดส่งหมอหลวงของราชสำนักมารักษาพระอาการขององค์ชายแล้วพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าคงไม่เกินห้าวันก็น่าจะถึงแล้ว”

ครั้นองค์ชายอิ๋งหยางได้ยินเช่นนั้น พระพักตร์หันกลับไปทอดพระ เนตรทหารรายงานข่าวเขม็ง

“ไม่ได้รับคำสั่งจากข้า! เหตุใดจึงฝ่าฝืนส่งสาสน์ไปที่เมืองหลวงเช่นนั้น ต่อให้ข้าตายเสด็จพ่อก็ไม่ส่งหมอหลวงมารักษาข้าแม้แต่น้อย เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์!” รับสั่งตวาดก่อนจะหายใจหอบโยนด้วยทรงเจ็บปวดบาดแผลอย่างรุนแรง ท่ามกลางสายตาของทหารผู้ใกล้ชิด

“พระองค์ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นยิ่งนัก หมอหลวงที่ทำการรักษาก็เป็นผู้บอกเองว่าไม่สามารถทำให้ทุเลาลงได้ ต้องขอให้ทางราชสำนักส่งหมอหลวงฝีมือดีมารักษาพระอาการ ทรงเป็นถึงองค์ชายใหญ่เหตุใดฝ่าบาทจะทรงไม่เหลียวแล ทุกวันนี้แคว้นฉินแผ่ขยายอำนาจอย่างยิ่งใหญ่ไพศาลเช่นนี้ได้ ล้วนมาจากพระองค์ทรงเป็นผู้นำทัพทั้งสิ้น” องครักษ์คนสนิทอดไม่ได้ที่จะกราบทูลกลับไป

หึหึหึหึ!!! เสียงพระสรวลเค้นออกมาเบาๆ ครั้นทรงได้ยินเช่นนั้น

“องค์ชายใหญ่แล้วอย่างไรเล่า! ก็แค่ฐานันดรติดตัว ความเป็นจริงก็คือข้าคือโอรสที่ถูกเนรเทศให้มาอยู่ชายแดนตลอดกาล ไม่มีวันได้หวนคืนกลับสู่เมืองหลวงแต่อย่างใด” รับสั่งพร้อมยกพระหัตถ์สะบัดไปมาเพื่อไล่เหล่าทหารออกไปจากกระโจมที่ประทับ เมื่อทรงรู้สึกว่าอาการปวดแปลบบาดแผลเริ่มทวีรุนแรงมากยิ่งไปกว่าเดิม

“พวกเจ้าออกไป! ข้าอยากพักแล้ว” รับสั่งพร้อมค่อยๆ เอนพระวรกายลงประทับบรรทม โดยมีองครักษ์คนสนิทรีบตรงปรี่เข้ามาประคองพระวรกายให้บรรทมลงบนฟูก ก่อนจะทรงมีรับสั่งถามกลับไป

“เจ้ากลับไปพักผ่อนเสียเถิด อย่าอยู่ใกล้ข้า มิเห็นหรือไรว่าจุดจบของบรรดาหมอหลวงเป็นเช่นไร แทนที่จะมีชีวิตอยู่ได้ต่ออีกหลายวันกว่านี้”

องครักษ์คนดังกล่าวทำได้แต่เพียงแค่ยิ้มออกมาบางๆ เมื่อได้ยินรับสั่งถามกลับมาเช่นนั้น

“จะตายช้าหรือเร็วก็ต้องตายเช่นกัน กระหม่อมจะขอถวายการรับใช้องค์ชายอยู่ใกล้ๆ พ่ะย่ะค่ะ หากแม้นต้องตายก็ไม่เสียดายชีวิต เพราะก่อนตายมีโอกาสคอยดูแลพระองค์จนถึงวาระสุดท้ายของกระหม่อม” องครักษ์คนสนิทกราบทูลกลับไปตามความรู้สึกของตน

องค์ชายอิ๋งหยางทอดพระเนตรองครักษ์คู่พระทัย ผ่านหน้ากากสีเงินที่ปิดบังพระพักตร์ ครั้นทรงได้ยินคำตอบกลับมาเช่นนั้น มิมีผู้ใดได้เห็นสีพระพักตร์ของพระองค์ในเวลานี้เลยว่าทรงเป็นเช่นไร ทั้งสีพระพักตร์และสายพระเนตรแฝงเร้นความเศร้าหมอง ด้วยพระองค์ทำให้ผู้คนรอบข้างต้องพบจุดจบก่อนวัยอันควร คนที่สมควรตายกลับไม่ตายแต่คนที่ไม่ควรตายกลับจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับคืน เหตุใดสวรรค์จึงลิขิตให้ต้องได้รับความทรมานเช่นนี้หนอ

นับตั้งแต่จำความได้ พระองค์เจริญชันษาท่ามกลางความโดดเดี่ยว อ้างว้าง คนใกล้ตัวล้วนจากไปเพราะพานพบพระพักตร์ ไออุ่นจากพระบิดาและพระมารดามิเคยทรงได้รับ ซ้ำร้ายยังทรงเป็นที่น่ารังเกียจของราชวงศ์ ราชสำนักต่างกล่าวขานว่าพระองค์คือองค์ชายปีศาจของราชวงศ์ฉินที่จะนำหายนะมาสู่แว่นแคว้น หากขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นตามกฎมณเฑียรบาลที่สืบทอดต่อๆ กันมา แคว้นฉินจะต้องถึงคราวล่มสลายหากเจ้าผู้ครองแคว้นคือพระองค์

“ชีวิตของข้าในชาตินี้ถูกกำหนดให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ไร้รัก สิ้นเสน่หาและวาสนากับผู้ใด เพราะคนใกล้ตัวล้วนล้มตายไปจนหมดสิ้น หากแม้นเจ้าตั้งใจเช่นนั้นและไม่อาลัยชีวิตข้าก็มิขัด” รับสั่งกับองครักษ์คนสนิท

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ผู้ซื่อสัตย์กราบทูลกลับไป ก่อนจะได้ยินองค์ชายของตนมีรับสั่งขึ้นมาอีกครา

“ช่วงที่ข้าหมดสติได้ฝันแปลกประหลาดยิ่งนัก เป็นความฝันที่มิเคยปรากฏขึ้นมาก่อน ราวกับว่าข้าได้ไปสถานที่ดังกล่าวนั้นจริงๆ ผู้คนมากมายอีกทั้งบ้านเมืองในแคว้นนั้นข้ามิเคยพานพบจากที่ใดในทั่วหล้านับตั้งแต่ยกทัพยึดดินแดนในผืนแผ่นดินนี้” รับสั่งด้วยความคลางแคลงพระทัยมิรู้วาย

ถ้อยรับสั่งขององค์ชายหนุ่มทำให้องครักษ์คนสนิทที่กำลังนั่งฟังอยู่เงียบๆ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมา

“อาจเป็นเพราะทรงมีไข้สูงจึงทำให้เกิดนิมิตแปลกประหลาดก็เป็นไปได้นะพ่ะย่ะค่ะ ดูเอาเถิดแม้ในยามนี้ไข้ของพระองค์เหตุใดจึงมิบรรเทาเบาบางลงไปแต่อย่างใด” องครักษ์คนสนิทบ่นพึมพำ

ในขณะที่องค์ชายอิ๋งหยางหาได้อาลัยแก่พระชนม์ชีพของพระองค์แต่อย่างใด ทรงปล่อยวางได้หากแม้นต้องเผชิญกับความตายที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

“วาระสุดท้ายของข้าคงใกล้มาถึงแล้วกระมัง เช่นนั้นก็ดีจะได้ไม่ต้องทนทรมานอีกต่อไป ข้าอยากทำอะไรบางอย่างเจ้าให้ทหารไปตามช่างทำเครื่องประดับฝีมือดีมาพบข้า”

องครักษ์หนุ่มขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันทันทีครั้นได้ยินเช่นนั้น

“องค์ชายประสงค์จะทำเครื่องประดับให้กับผู้ใดอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” มิวายทูลถามกลับไปด้วยความสงสัย

“ทำให้ข้า!” รับสั่งตอบกลับไปสั้นๆ ก่อนจะหยุดไปชั่วขณะเมื่อบาดแผลจากลูกกระสุนในยุคอนาคตทำให้พระองค์เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเป็นยิ่งนัก

“ข้าต้องการปิ่นหยก! ในฝันนั้นบอกว่าข้าคือเจ้าของปิ่นหยกที่อยู่ในความครอบครองของนาง” รับสั่งพึมพำสุรเสียงแผ่วเบาแทบจะไม่ได้ยิน

ในขณะที่องครักษ์คนสนิทพยายามจะฟังว่าองค์ชายของตนทรงมีรับสั่งเช่นไรแต่จนแล้วจนรอดก็ได้ยินไม่ชัดเจน

“จะ... เจ้าจงฟังข้าให้ดี หากข้าหลับไปและมิตื่นขึ้นมาอีกเลย จงให้ช่างเครื่องประดับทำปิ่นหยกและฝังไปพร้อมกับร่างอันไร้วิญญาณของข้าเข้าใจที่บอกหรือไม่” รับสั่งกำชับพร้อมทอดพระเนตรองครักษ์ของพระองค์เขม็ง

“กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มขานรับพระบัญชาอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่เข้าใจในถ้อยรับสั่งก็ตามแต่ก็มิอาจขัดพระประสงค์ของพระองค์ได้

พระหัตถ์ค่อยๆ ยกขึ้นสัมผัสพระอุระที่ถูกปิดทับด้วยผ้าพันแผล แต่ถึงกระนั้นก็ยังสามารถรับรู้ถึงไอร้อนผ่าวจากพิษของบาดแผลที่กำลังระบมอย่างเห็นได้ชัด

“แผลนี้ช่างทรมานข้าเสียนี่กระไร ใยจึงสร้างความเจ็บปวดถึงเพียงนี้นักเล่า เป็นอาวุธเช่นไรหนอจึงทำให้ทนทุกข์อย่างแสนสาหัสถึงเพียงนี้” รับสั่งพึมพำแผ่วเบา

องครักษ์หนุ่มรีบนำผ้าที่อยู่ในอ่างน้ำบิดหมาดๆ พลางนำมาเช็ดพระวรกายเพื่อบรรเทาความร้อนจากพิษไข้ให้ทุเลาลงไปไม่มากก็น้อย

“บาดแผลของพระองค์อักเสบรุนแรงยิ่งนัก หมอหลวงก็มิอาจตอบได้ว่าองค์ชายทรงถูกอาวุธชนิดใดทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้พ่ะย่ะค่ะ ภายในบริเวณนั้นหามีทหารต้าเหลียงหลงเหลืออยู่แม้แต่เพียงผู้เดียว มีเพียงพระองค์เท่านั้นอยู่เพียงลำพัง แต่เหตุใดจึงมีบาดแผลเช่นนี้บังเกิดขึ้นมาได้ช่างน่าแปลกประหลาดเป็นยิ่งนัก”

ครั้นองค์ชายอิ๋งหยางทรงได้ยินเช่นนั้น ภาพของสตรีสาวร่างระหง กำลังวิ่งตรงมาหาพระองค์ด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด พร้อมเสียงดังกึกก้องไล่หลังตามมาติดๆ ปรากฏขึ้นในความทรงจำของพระองค์ขึ้นมาทันที

“แผลนี้เกิดจากนาง... เกิดจากนางแน่นอน! สิ่งที่เกิดขึ้นกับข้าเป็นเพียงแค่ความฝันหรือเรื่องจริง!” สุรเสียงพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์ก่อนจะหมดพระสติประทับบรรทมนิ่ง ท่ามกลางเสียงร้องเรียกขององครักษ์คนสนิท

“องค์ชาย! องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!!!”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   ดวงพิฆาต รักนิรันดร์ (ตอนอวสาน)

    ยุคอดีตตำหนักจินไท่ทั่วบริเวณในเวลานี้เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกเหมยฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แจกันดินเผาขนาดใหญ่วาดลวดลายเป็นลายเมฆและนกยูงสลับไปมา เพิ่มความสวยงามได้อย่างลงตัวและแจกันดังกล่าวเต็มไปด้วยกิ่งดอกเหมยปักลงบนแจกันวางตั้งไว้บนโต๊ะข้างแท่นพระบรรทมเพื่อให้คนงามได้สูดกลิ่นหอมดังกล่าวร่างอรชรของจางเพ่ยอันบัดนี้นอนสงบนิ่งอยู่บนแท่นพระบรรทม และเธอหลับใหลอยู่เช่นนี้มานานนับเดือนแล้ว โดยมีสายตาของพระสวามีผู้หล่อเหลาจับจ้องอยู่กับดวงหน้างามของพระชายาอยู่ตลอดเวลา พระองค์จะเพียรเข้าคอยมาดูแลพระชายาเพียงหนึ่งเดียวทันทีที่เสร็จภารกิจจากการออกว่าราชการในท้องพระโรงเหตุการณ์ในวันที่รัชทายาทหลี่จิ้งบุกโจมตีพระราชวังหลวงของต้าฉินอย่างอุกอาจ และจบลงคือเซ่นสังเวยพระชนม์ชีพของพระองค์ให้กับแม่ทัพปีศาจพร้อมชีวิตทหารต้าหลู่ไปอีกนับไม่ถ้วน ต่างพากันสิ้นชีพวิบัติโรยรากลายเป็นหินไปชั่วพริบตาเหตุการณ์ในวันนั้นเล่าลือไปอย่างกว้างขวางจนล่วงรู้ไปทั่วทุกแคว้นแดนดิน และต่างพากันขยาดแม่ทัพปีศาจกันอย่างถ้วนหน้า จนมีคำกล่าวติดปากออกมา

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   โหยหามิคลาดครา 1.1

    ในขณะเดียวกันบริเวณลานกว้างหน้าท้องพระโรงกองทหารของแคว้นต้าหลู่และกองทหารจากต้าฉิน ต่างวิ่งเข้าโจมตีปะทะกันอย่างดุเดือด ทั่วทั้งพระราชวังหลวงเต็มไปด้วยเปลวเพลิงและกลุ่มควันขาวพร้อมเสียงกรีดร้องของเหล่านางกำนัลและเชื้อพระวงศ์ บรรดาขุนนางที่อยู่ในท้องพระโรงต่างแตกฮือแยกย้ายกันหนีตายจนจ้าละหวั่น เมื่อทหารต้าหลู่บุกเข้ามาถึงในท้องพระโรงและปะทะกับจางฟงอัครเสนาบดีที่เคยเป็นขุนศึกในวัยหนุ่มแม้จะมีอายุมากถึงหกสิบปีแล้วก็ตาม แต่จางฟงมีวิทยายุทธ์ในระดับสูงจึงเป็นฝ่ายใช้อาวุธออกปกป้องเหล่าขุนนางเอาไว้ ก่อนจะวิ่งตามไปสมทบกับกองทหารของตนและกองทหารขององค์ชายปีศาจที่ยกตามมาช่วยอย่างทันท่วงที ทั่ววังหลวงเต็มไปด้วยซากศพมากมายมิรู้ใครเป็นใครท่ามกลางความวุ่นวายองค์ชายปีศาจอิ๋งหยางและองค์ชายหลี่จิ้ง รัชทายาทจากต้าหลู่กำลังปะทะฝีมือกันอย่างดุเดือด ทั้งสองยืนจ้องหน้ากันในขณะที่องค์ชายหลี่จิ้งถือทวนยาวและองค์ชายอิ๋งหยางใช้ดาบง้าวอาวุธประจำพระวรกายไล่ฟาดฟันองค์ชายผู้นี้อย่างบ้าคลั่ง“เจ้าเอาอันอันของข้าไปไว้ไหน! เอาคนของข้าคืนมา!!

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   โหยหามิคลาดครา 1.2

    ทันทีที่พระพักตร์หล่อเหลาขององค์ชายปีศาจเงยขึ้นทอดพระเนตร ทหารของต้าหลู่ที่กำลังมองมาที่พระองค์เป็นจุดเดียวค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปทันที เมื่อร่างค่อยๆ กลายเป็นหินลามเลียตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าและแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างเพียงชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ ติดตามด้วยเสียงของเหล่าทหารดังแทรกขึ้นมา“แม่ทัพปีศาจ!!!” เสียงเรียกขานดังออกมาได้เพียงแค่นั้นก็ต้องเงียบงันลงไปโดยพลันเมื่อทุกอย่างกลับหยุดการเคลื่อนไหวทั้งสิ้น ลมหายใจของเหล่าทหารต้าหลู่หลุดลอยไปทันใดนับหนึ่งพันนายที่แออัดอยู่ภายในท้องพระโรงท่ามกลางสายพระเนตรขององค์ชายหลี่จิ้ง ครั้นได้ทอดพระเนตรเหตุการณ์ที่มีผู้คนกล่าวขานเลื่องลือมานานแสนนาน และตอนนี้กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงพระพักตร์ในขณะนี้“เป็นความจริงหรือนี่! คนผู้นี้คือแม่ทัพปีศาจอิ๋งหยางอย่างนั้นหรอกรึ!” องค์ชายหลี่จิ้งรับสั่งได้เพียงเท่านั้นองค์ชายปีศาจหันกลับไปทอดพระเนตรรัชทายาทผู้นั้นทันที โดยที่อีกฝ่ายมิทันได้ตั้งตัวเพียงแค่เห็นใบหน้าก็สิ้นชีพไปโดยมิรู้ตัว พระเศียรค่อยๆ กลายเป็นหินลามเลียไปทั่วพระวรกายก่อนจะกลืนกินจนกระทั่งยืนแข็ง

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   พระสนมชายของข้า! 1.2

    ทันทีที่พระหัตถ์ของรัชทายาทรูปงามสัมผัสกับแก้มนวลเนียนของหญิงสาว ภาพเหตุการณ์ในอนาคตบังเกิดขึ้นมาให้เธอได้เห็นทันทีท่ามกลางกองทหารของทั้งสองฝ่ายกำลังสู้รบกันอย่างดุเดือด ร่างของจางฟงท่านพ่อและจางฮั่นพี่ชายคนโตกำลังใช้ดาบสู้รบกับทหารของต้าหลู่ ในขณะที่พระสวามีปีศาจของเธอกำลังบุกเข้าโจมตีไล่ฟาดฟันองค์ชายหลี่จิ้งจนถอยไม่เป็นท่า“อันอันของข้าอยู่ไหน! ไอ้คนถ่อย! ลักพาตัวชายาของข้าไปไว้ที่ใด!!!” รับสั่งพร้อมบุกไล่ฆ่ากองทหารมากมายที่เข้ามาปกป้ององค์ชายของตน จนล้มตายกองสุมมิรู้กี่ร้อยชีวิตองค์ชายหลี่จิ้งวิ่งหนีการไล่ล่าอย่างบ้าคลั่งของแม่ทัพปีศาจจนวิ่งเข้าไปอยู่ในท้องพระโรง “คนผู้นี้มันบ้าไปแล้ว! ช่างบ้าคลั่งราวปีศาจร้ายยิ่งนัก” รับสั่งพร้อมพยายามหาอาวุธที่สามารถทุ่นแรงของพระองค์ได้ดีกว่าดาบ ก่อนจะไปสะดุดกับคันธนูและลูกธนูรวมไปถึงอาวุธอื่นๆ ที่มีเกลื่อนกลาดท่ามกลางร่างไร้วิญญาณของทหารทั้งสองฝ่ายและขุนนางบางคนที่หนีตายไม่ทันคันธนูถูกหยิบขึ้นจากพื้นพร้อมลูกธนูสามดอก พระหัตถ์ล้วงเข้าไปในอกเสื้อฉลองพระองค์ก่อนจะดึงขวดยาใบน้อยออกมาพร้อมรีบดึงจุกออกเทผงสีขาวลงบนลูกธนูทั้งสามดอกพรึบ! ภาพเหตุการ

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   พระสนมชายของข้า! 1.1

    บริเวณคุกใต้ดิน ดวงเนตรสีนิลดำใหญ่ทอดสายตามองร่างไร้วิญญาณขององค์ชายอิ๋งเฟิ่ง เจ้าของพระตำหนักหรดีในสภาพศพลิ้นจุกปาก ดวงตาถลนแทบจะทะลักออกมานอกเบ้า รอบลำคอถูกรัดอย่างรุนแรงจนเห็นเป็นรอยโซ่ และสิ่งที่ใช้สังหารองค์ชายโฉดผู้นี้ก็ตกอยู่ใกล้ๆ พระศพนั่นเอง พระพักตร์หล่อเหลาขององค์ชายหลี่จิ้ง ค่อยๆ เงยขึ้นจากพระศพขององค์ชายโฉดพร้อมสำรวจไปทั่วบริเวณคุกใต้ดินไปโดยรอบก่อนจะพบว่า กองทหารของพระองค์ที่คอยรักษาเวรยามตั้งแต่ปากทางเข้าแม่น้ำทางชายป่ารกร้าง จนถึงคุกใต้ดิน มีเพียงทหารยามที่คอยดูแลบริเวณคุกเท่านั้นจบชีวิตทั้งหมด สภาพศพร่างแหลกเหลวและมีรอยโซ่ทิ้งร่องรอยเอาไว้บนศพเหล่านั้น “พวกเจ้าที่เหลือรอดชีวิตล่วงรู้หรือไม่ว่าผู้ใดเข้ามาสังหารผู้คนภายในนี้รวมไปถึงเจ้าของตำหนักนี้ด้วย!” รับสั่งถามกองทหารที่รอดชีวิต “กระหม่อมได้ยินว่าคนผู้นั้นเป็นพี่ชายของเด็กหนุ่มหน้าหวาน ซึ่งถูกจับตัวมาจากตำหนักบูรพาพร้อมกันพ่ะย่ะค่ะ แต่องค์ชายอิ๋งเฟิ่งทรงแยกขังเจ้าคนพี่ไว้ที่คุกใต้ดิน ส่วนคนน้องนำไปขังในตำหนักหรดีเพื่อนำไปมอบให้พระองค์ที่จวนสกุลไป๋ต่อไปพ่ะย่ะค่ะ” ทหารที่รอดชีวิตกราบทูลรายงานอย่างละเอียดเท่าที่ล่ว

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   เป็นหรือตาย 1.3

    พระตำหนักหรดีภายในคุกใต้ดินพระตำหนักหรดีขององค์ชายอิ๋งเฟิ่ง ตั้งอยู่ห่างไกลจากพระตำหนักอื่นๆ อยู่ช่วงท้ายๆ ของพระราชวังมีพื้นที่ติดกับชายป่ารกร้างซึ่งองค์ชายโฉดใช้เป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธและกองทหาร ทางเข้าออกต้องดำน้ำลงไป แม่น้ำซึ่งอยู่ติดกับชายป่าและมีทางเข้าเชื่อมต่อขุดไปถึงกับสระบัวในอุทยานส่วนพระองค์ ใช้เป็นเส้นทางเพื่อสะสมฐานกำลังเตรียมพร้อมช่วงชิงบัลลังก์เพื่อขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นภายในพระตำหนักลึกลงไปใต้ดิน ถูกสร้างเป็นห้องพักมากมายเพื่อใช้สะสมเงินทองและอาวุธรวมไปถึงเสบียงและคุกใต้ดิน เพื่อใช้ลักพาตัวผู้คนที่บังเอิญมาระแคะระคายการกระทำคิดคดทรยศขององค์ชายผู้นี้ และนี่คือสาเหตุว่าทำไมองค์ชายสามจึงไม่อนุญาตให้บุรุษเข้ามาในพระตำหนัก สืบเนื่องมาจากสาเหตุดังกล่าวด้วยส่วนหนึ่งและอีกเหตุผลนั่นก็คือ เกรงกลัวการถูกลอบปลงพระชนม์จากการจ้างวานฆ่าของผู้อื่นนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตหรือพันธมิตรที่เคยร่วมมือและรีบหันหลังให้แก่กันทันใดที่หมดประโยชน์ร่วมกันพระวรกายสูงใหญ่ขององค์ชายปีศาจ ถูกล่ามไว้ที่ข้อพระหัตถ์และข้อพระบาทก่อนจะนำไปโยงกับคานที่แขวนไว้ เตรียมเครื่องทรมานเพื่อเ

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   องครักษ์หน้าสวย ขันทีหน้าหวาน 1.6

    พระราชวังหลวงภายในพระตำหนักบูรพา “พัง! พังหมด! วอดวายย่อยยิบมิมีชิ้นดี! หอเฟิ่งอี้ที่ข้ากับเสด็จแม่อุตส่าห์สร้างขึ้นมา ถูกอิ๋งหยางสั่งปิดอย่างถาวร เช่นนี้เงินมหาศาลที่เคยได้รับสูญสลายหายไปเพียงชั่วพริบตา!” สุรเสียงขององค์ชายอิ๋งเฟิ่งดังกึกก้องภาย

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   องครักษ์หน้าสวย ขันทีหน้าหวาน 1.5

    จวนสกุลไป๋ จวนขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กของพ่อค้าขายข้าวสาร ทว่า ใหญ่ที่สุดในแคว้นฉิน ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเฟิ่งที่ไหลทอดยาวไปสมทบกับแม่น้ำฮวงโหว พื้นที่ภายในมีขนาดเล็กกว่าจวนสกุลฮัวไม่มากนัก แต่ถ้าหากนับพื้นที่ซึ่งติดกับริมแม่น้ำแล้วไซร้กว้างใหญ่กว่าจวนสกุลฮัวหลายเท่าเลยทีเด

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   องครักษ์หน้าสวย ขันทีหน้าหวาน 1.4

    ในเวลาเดียวกันในขณะที่จางเพ่ยอันกำลังยืนครุ่นคิดถึงอัครเสนาบดีใหญ่จางฟง ผู้เป็นบิดาของตนในภพชาตินี้ โดยมิทันสังเกตพี่หยางหยางของเธอ กำลังเดินตรงมาหาก่อนจะหยุดยืนลงตรงหน้าพร้อมยกมือจับศีรษะน้องน้อยพลางโยกไปมาเบาๆ“คิดอะไรอยู่เจ้าตัวเล็ก!” รับสั่งถามกลับไปด้วยความอยา

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   องค์รักษ์หน้าสวย ขันทีหน้าหวาน 1.3

    “หา!... ให้ข้าเป็นขันที!” เสียงน้องชายหน้าสวยโวยวายขึ้นมาโดยพลัน ครั้นได้ยินพี่หยางหยางกล่าวออกมาเช่นนั้น พระเนตรคู่สวยขององค์ชายปีศาจเหลือบไปทอดพระเนตรน้องชายหน้าสวยอยู่เพียงครู่ ครั้นทรงได้ยินเสียงโวยวายของคนเป็นน้องดังแทรกขึ้นมา “เจ้าอยู่เฉยอันอัน!” รับสั่งเพียงสั้นๆ กลับไป พลางหันกลับไปทอดพระ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status