Masukตั้งแต่แม่เมษาหล่นตุ๊บเข้ามาสู่ยุครัตนโกสินทร์ตอนกลางและมาอยู่ในเรือนขุนเทวัญได้หลายวัน
คุณหญิงจันทร์วาดก็มองอยู่ห่าง ๆ ยังไม่ได้สืบสาวเล่าความอันใดให้เป็นแก่นสาร นั่นเพราะด้วยเหตุยังไม่มีเวลาว่างจะจัดการ และด้วยเพราะเมษาพูดจาไม่รู้ความเป็นภาษามนุษย์เลย และในเช้าวันนี้คุณหญิงก็อดไม่ได้อีกต่อไป
“แม่พลอย ไปตามแม่เมษามาพบฉันแต่เช้า อย่าให้ต้องรอนาน”
แม่พลอยวิ่งแจ้นไปถึงครัว เมษาที่กำลังลองทอดไข่ดาวด้วยเตาถ่านก็สะดุ้ง
“ไปเร็วเถอะเมษา คุณหญิงท่านเรียกหา แล้วก็ระวังกริยามารยาทให้ดีด้วยนะคุณหญิงท่านเป็นคนเจ้าระเบียบ”
เมษาสะบัดผ้าซิ่น พูดหน้าระรื่น “เอาน่า เดี๋ยวฉันจัดให้ คนอย่างเมษามีทักษะการเจรจาดีเริ่ด”
ที่ห้องโถงในเรือนหลังใหญ่ คุณหญิงจันทร์วาดนั่งอยู่ตรงกลางห้องบนตั่งไม้สูง สวมผ้าไหมสีกรมปักดิ้นทอง แววตาสงบนิ่ง
เมษาค่อย ๆ ย่อตัวนั่งลงตรงหน้า ยิ้มแหย ๆ “กราบสวัสดีเจ้าค่ะคุณหญิงแม่ กราบสวัสดีค่ะคุณพี่ขุนเทวัญ”
ขุนเทวัญนั่งอยู่ข้างแม่ สีหน้าเรียบนิ่งคล้ายจะสงบ แต่ในใจคงไม่สงบเพราะไม่รู้ว่าแม่เมษาจะแผลงฤทธิ์พูดจาโฉ่งฉ่างต่อหน้าผู้เป็นแม่ของเขาเมื่อใด
เมษานั่งอยู่ตรงหน้าเพื่อบทสนทนาจากอีกฝ่ายที่เรียกตัวเธอมา ยิ้มสดใสเหมือนคนไม่มีปัญหาอะไรในชีวิต คุณหญิงทอดสายตามอง แล้วเปิดบทสนทนาด้วยเสียงนุ่มแต่แน่น
“แม่เมษา ฉันอยากรู้ว่าเจ้ามีต้นกำเนิดเช่นไร เป็นลูกเต้าเหล่าใคร มาจากไหนกันแน่”
เมษายิ้มหวาน “โอ้ ต้นกำเนิดเลยเหรอ คุณหญิงแม่ขา หนูเกิดปีสองพันห้าร้อยสี่สิบสามค่ะ อยู่หมู่บ้านไพรเวทแกรนด์ เขตคลองห้า พ่อแม่ไม่มี หนูเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วก็มาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ถ่ายคลิปลงติ๊กต็อกทุกวันเลย คนติดตามนี่เป็นแสน ๆ เลยนะคะ”
ห้องทั้งห้องเงียบสนิท แม่พลอยที่ถือพัดยุงอยู่ถึงกับหยุดมือ ขุนเทวัญนิ่งงัน คุณหญิงกะพริบตาช้าถึงช้ามาก เพราะเรียบเรียงสิ่งที่ได้ยินไม่ถูก
“เอาใหม่ซิ บิวๆ อะไร”
“บิวตี้บล็อกเกอร์ค่ะ คือแบบว่า รีวิวเครื่องสำอางไรงี้ มีฟอลโลเวอร์เป็นแสนเลยนะคะคุณหญิงแม่”
คุณหญิงนิ่งไปอีกครั้ง พัดในมือค้างอยู่กลางอากาศ
“แม่เมษา เธอพูดอะไรข้าฟังไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย ฉันไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เจ้าเรียกบิวตี้บล็อกเก่อ นั่นมันคือโรงบ่อน โรงโขน หรืออะไร
“บิวตี้บล็อกเกอร์ค่ะ ไม่ใช่บล็อกเก่อ”
“เออ จะอะไรก็ช่างมัน”
ขุนเทวัญกระแอมเบา ๆ แล้วเอ่ยเสียงนิ่ง “คุณแม่ขอรับ ลูกว่าบางทีเธออาจจะความจำเลอะเลือน จากตอนที่ฟ้าผ่าก็เป็นได้ เพราะวันที่เจอเธอสลบอยู่ที่ถนนหน้าเรือน มีฟ้าคะนองพอดี”
คุณหญิงปรายตาช้า ๆ “ความจำเสื่อมหรือสติไม่สมประกอบ ยังไม่อาจตัดสินใจได้ แม่ว่าพาไปส่งให้โปลิศเถอะพ่อเทวัญ”
เมษาได้ยินดังนั้นรีบโบกมือ ยิ้มแหย “อย่าเลยค่ะคุณหญิงแม่ เดี๋ยวเขาหาว่าหนูบ้า”
คุณหญิงหรี่ตาลง “ฉันนี่สิที่จะบ้า ฟังเธอพูดมาฉันสิจะวิปลาศเอา ฟังไม่ได้ความ แล้วก็เลิกเรียกฉันว่าคุณหญิงแม่ได้แล้ว เรียกแค่คุณหญิงพอ มันจั๊กจี๊”
ขุนเทวัญหลุบตามองพื้นพยายามไม่ขำ แม่พลอยทำหน้ากลั้นขำอยู่ในใจ
คุณหญิงโบกพัดปิดบทสนทนา “เอาเถิด หากเธอยังจำความอะไรไม่ได้ ก็ให้อยู่ไปก่อนเถิด ครั้นจะส่งตัวไปให้โปลิศก็สงสาร”
“สงสารหนูหรือเจ้าคะ”
“สงสารโปลิศ” คุณหญิงตอบทันควัน
เมษาหัวเราะแห้ง ๆ ก้มหน้าลงพึมพำเบา ๆ กับแม่พลอย
“แย่แล้วแม่พลอย ฉันน่าจะถูกจัดอยู่ในหมวดตัวประหลาดไปแล้วล่ะ”
แม่พลอยมองหน้าแล้วพยักหน้าช้า ๆ “เรื่องจริงทั้งนั้น”
ช่วงบ่ายในครัวเรือนไทย เมษานั่งพับผ้าอยู่กับแม่พลอย มือยังจับปลายชายซิ่นไม่ค่อยเป็น แต่ปากไม่เคยหยุดพูด
“แม่พลอย ฉันถามจริง ๆ เถอะ บ้านนี้ไม่มีทาสเลยเหรอ”
แม่พลอยชะงักมือครู่หนึ่ง แล้วหันมามองด้วยแววตาแปลกใจ “เอ็งหมายความว่ายังไง”
“ก็ คือแบบ ฉันเคยเรียนมานะว่ายุคนี้มันยังมีทาสอยู่ไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมในบ้านขุนเทวัญไม่มีเลยล่ะ”
เมษาขมวดคิ้ว หยิบผ้าขาวม้ามาพับผิดพับถูก แม่พลอยยิ้มนิด ๆ ก่อนจะพูดเรียบ ๆ
“บ้านนี้ไม่มีทาสหรอกเพราะท่านที่เรือนนี้ไม่ชอบกดขี่ใคร ท่านว่าชีวิตคนไม่ควรจะเป็นของใคร ที่อยู่เรือนนี้ จะมีก็แค่บ่าวไพร่ ที่ท่านให้ที่อยู่ ที่กิน และให้เงินใช้ตามเหมาะสม”
เมษาชะงัก เงยหน้าขึ้นทันที
“หัวสมัยใหม่มาก มีความเสรีนิยมในยุคที่คนยังไม่ได้พูดคำว่าสิทธิมนุษยชนกันเลยนะเนี่ย”
แม่พลอยฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ยิ้มออก “แต่ว่าที่เรือนอื่นก็ยังมีทาสอยู่นะ น่าสงสารเสียจริง”
“อ๋อ ไม่ต้องห่วงหรอก อีกไม่นานก็จะมีกฎหมายเลิกทาสออกมาแล้วนะแม่พลอย”
“กฎหมายเลิกทาส เธอรู้ได้อย่างไร”
“เอาน่า ฉันรู้ก็แล้วกัน ต่อไปในอนาคต ทาสทุกคนก็จะเป็นไท ไชโย” เมษาหยิบผ้าผืนต่อไปขึ้นมา พลางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
แดดยามเย็นทอดเงาเฉียงผ่านระแนงไม้ศาลาริมสวน กลิ่นดอกพิกุลลอยมากับลมบาง ๆ ระคนเสียงนกร้องอ้อยอิ่งอยู่ปลายยอดไม้
ขุนเทวัญนั่งสงบนิ่งอยู่มุมศาลา ในชุดอยู่บ้านสีขาวปนน้ำเงิน มือเรียวยาวเปิดหน้าหนังสือไทยโบราณ ก่อนจะจรดปลายปากกาลงบนกระดาษว่างเปล่าแล้วเขียนอย่างสุขุมเงียบงัน
และแน่นอน ความสงบทั้งหลายต้องพังทลาย เมื่อเสียงหนึ่งแว่วลอยมาจากทางเดินข้างศาลา
“โอ๊ยยยยยย...” เสียงลากยาวตามด้วยผ้าซิ่นสะบัดเหมือนม้วนพรมเข้าฉาก เมษาเดินมาแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่รู้แน่ ๆ ว่าเสียงดังพอจะทำให้ขุนเทวัญละสายตาจากหน้ากระดาษ
“บ้านหลังใหญ่อย่างกับวัง เดินหลงมาทางไหนอีกล่ะ อุ๊ยตาย! ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาขัดจังหวะฉากพระเอกค่ะ”
ขุนเทวัญเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตานิ่ง เงียบ ขรึม แต่หางคิ้วกระตุกเบา ๆ
“เธอมีธุระอันใดหรือ แม่เมษา”
“ไม่มีอะไรค่ะคุณพี่ขุน” เมษายกมือไหว้เก้ ๆ กัง ๆ แต่สีหน้ากรุ้มกริ่ม “แค่ไม่มีอะไรทำ เลยเดินเล่นจนหลงเข้ามาในสวน แล้วบังเอิญพบว่าท่านขุนสุดหล่อกำลัง อะแฮ่ม อ่านนิยายกลางร่มไม้พอดี”
มือที่กำลังจรดหมึกหยุดลงชั่วครู่ ใบหน้าเรียบเฉย แต่ใบหูข้างหนึ่งแดงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
“ฉันกำลังอ่านหนังสือราชการ มิใช่นิยายดังที่เธอพร่ำเพ้อ”
“จริงเหรอคะ เพราะองค์ประกอบมันใช่มาก ทั้งเสื้อผ้าฟ้าทอง แสงแดดอ่อน ๆ และท่านขุนสุดหล่อราวพระเอกจากซีรีส์เกาหลี”
ขุนเทวัญไม่ตอบ แต่กระแอมเบา ๆ แล้วก้มลงเขียนหนังสือต่ออย่างจงใจ ราวกับว่าไม่อยากจะต่อล้อต่อความกับเมษา
เมษาไม่ยอม เดินเฉียดเข้าไปใกล้ ยื่นหน้าสอดส่องเหนือบ่าเขาอย่างไม่มีมารยาทใด ๆ ทั้งสิ้น
“โห ลายมือสวยกว่าฟอนต์ในคอมพิวเตอร์อีกแน่ะ ว่าแต่คุณพี่ขุนเขียนอะไรเหรอคะ”
“รายงานการสำรวจการเสียอากรของกองเรือฮอลันดา” ขุนเทวัญตอบเสียงเรียบ
เมษาทำตาโต “ไหนขอฉันอ่านหน่อย” เมษาทำหน้าจดจ้องอ่านตัวหนังสือในหน้ากระดาษนั้น แม้ว่าการสะกดคำจะแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ แต่ก็พอที่จะอ่านออก
“เธออ่านหนังสือออกหรือ” ขุนเทวัญเลิกคิ้ว “นั่นหมายความว่า เธอคงไม่ใช่ลูกชาวบ้านร้านตลาดที่เดินหลงเข้ามาอย่างที่อ้างแล้วกระมัง”
“อ่านออกสิคะ ฉันก็เรียนหนังสือมานะ”
ขุนเทวัญมองเธอนิ่ง ๆ ก่อนจะถอนหายใจในลำคอ “ในสยามคนอ่านหนังสือออก มีแต่พวกขุนนางหรือไม่ก็ลูกหลวงลูกพระยาเท่านั้นแหละ ที่ได้ร่ำเรียนเขียนอ่าน ฉันล่ะสงสัยจริงเชียวว่าเธอคือใคร มาจากไหน”
เมษาหัวเราะคิกก่อนจะเอื้อมมือลูบดอกพิกุลแห้งที่ตกอยู่บนขอบโต๊ะ ขุนเทวัญเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มองเธอเล็กน้อย
“หากเธออยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ฉันจะมอบหน้าที่ให้เธอคัดหนังสือให้เอาไหม”
เมษาหยุดหัวเราะทันที “แต่ภาษาสมัยนี้มันไม่คุ้นเลยนะคะ ถึงฉันจะอ่านออก แต่ให้เขียนมันคงออกมาเป็นคำสมัยใหม่ผิดรูปแบบของยุคนี้แน่นอน”
ขุนเทวัญมุมปากกระตุกน้อย ๆ แต่ยังไม่ยิ้มด้วยวางฟอร์ม “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าก่อกวนให้เสียเวลาฉัน”
“รับทราบค่า” เมษาโค้งตัวนิดหนึ่ง ทำเสียงใสใส่ลม “งั้นฉันไปหาอะไรทำกับแม่พลอยก่อนนะเจ้าคะคุณพี่ขุนเทวัญ”
ขุนเทวัญวางปากกาช้า ๆ มองไปยังแสงแดดที่เริ่มส้มจัดตรงปลายไม้ แผ่นกระดาษตรงหน้าเขียนค้างไว้ครึ่งหน้า แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของใครบางคน ที่แค่เดินผ่านและแวะมาคุย ก็เหมือนเผลอเปลี่ยนศาลาริมสวนให้กลายเป็นละครโรงใหญ่ได้ทุกวัน ถึงจะปวดกบาลแต่ก็สนุกดี
กลางดึกคืนนั้น ลมพัดผ่านหน้าต่างเรือน เสียงพื้นเรือนแกรกกรากเบา ๆ คล้ายเสียงบางอย่างที่กระซิบจากอดีต ขุนเทวัญนอนนิ่งอยู่บนฟูก ห่มผ้าผืนบาง แสงจากตะเกียงหัวเตียงไหวระริก เขาเข้าสู่นิทราอย่างเงียบงัน ก่อนจะเข้าสู่ความฝัน ที่เหมือนจริงจนรู้สึกถึงลมหายใจของอีกคนในฝันเขายืนอยู่กลางเรือนไทยไม้สักหลังหนึ่ง ท่ามกลางแสงแดดอ่อนปลายรุ่ง เสียงระฆังวัดดังแว่วจากที่ไกล กลิ่นอบเชยและน้ำอบลอยมาแตะจมูกและตรงหน้าของเขาคือหญิงสาวผู้หนึ่ง สวมสไบเฉียงสีขาวนวล ผ้านุ่งสีแดงเลือดนก จีบหน้านางละเอียด เธอยิ้มพลางใช้มือบางแตะไหล่เขาเบา ๆ แววตาคู่นั้นทั้งคุ้นเคย ทั้งเศร้าและอ่อนหวานปนกัน“ท่านมาช้าอีกแล้ว” เสียงเธอเบาดุจสายลมที่กระซิบข้างหู“แต่ข้ากลับมาแล้ว” เขาพูดเสียงแผ่วตอบกลับทั้งที่ไม่รู้ว่ากำลังพูดกับใคร แม้ว่าจะเจอเธอมาหลายคราในห้วงนิทรา หัวใจแน่นตื้อเหมือนเคยพูดประโยคนี้มานับพันครั้ง“เราจะไม่พรากจากกันอีกใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยเขาคว้ามือเธอไว้ แต่แสงอาทิตย์กลับสว่างวาบ ภาพนั้นค่อย ๆ เลือนหายไป ขุนเทวัญสะดุ้งตื่นในเช้ามืด เหงื่อซึมเล็กน้อยบนหน้าผาก แม้อากาศจะเย็นเขาลุกนั่งนิ่ง สบตากับความเงียบในห้อง เสี
เสียงฝนยังคงพรำลงไม่หยุด ใต้ชายคาศาลาเล็ก ๆ เมษายืนใกล้ขุนเทวัญจนได้กลิ่นไอของผ้าที่ชื้นด้วยฝนและกลิ่นกายของท่านขุนคลุ้งจาง ๆ ขุนเทวัญยังคงถือผ้าคาดเอวผืนยาวที่ใช้บังฝนให้เมษาไว้ในมือ ปลายผ้ายังเปียกอยู่บ้าง แต่มุมหนึ่งแห้งเมษาหันมามองเขา เห็นใบหน้าของขุนเทวัญมีหยดน้ำเกาะอยู่ตามขมับ แก้ม และปลายคาง“คุณพี่ขุนเปียกหมดเลย” เมษาพูดเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือมาหยิบปลายผ้าคาดเอวจากมือเขา ขุนเทวัญชะงักมอง ยังไม่ทันเอ่ยห้าม เมษาก็ยกผ้าผืนนั้นขึ้นอย่างเบามือ แล้วค่อย ๆ เช็ดหยดน้ำที่ข้างแก้มของเขา ขยับเลื่อนไปที่ขมับ และหน้าผากที่มีหยดน้ำเกาะพราว“อยู่เฉย ๆ สิคะจะเช็ดให้” เมษาว่าพลางยิ้มละไมขุนเทวัญยืนนิ่งเหมือนถูกมนตร์สะกด ใบหน้าเขานิ่งแต่หูเริ่มแดง แล้วแดงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตอนที่ปลายนิ้วของเมษาแตะลงเบา ๆ ตรงข้างสันกราม“คุณพี่ขุนหน้าแดงอีกแล้ว” เมษาเอียงคอถาม ยิ้มแบบคนรู้ทันขุนเทวัญเบือนหน้าหลบ “เธอนี่ ชอบพูดจาน่าเอามืออุดปากเสียจริง”“คุณพี่ขุนเนี่ยเป็นผู้ชายที่เรียบร๊อย เรียบร้อยนะคะ โดนแซวแค่นี่ถึงกับเขิน แต่ก็น่ารักนะเนี่ย” เมษายักคิ้วขุนเทวัญถึงกับไอออกมาในลำคอ “แม่เมษา พูดจาไม่งามเลย
ในเช้าของวันที่แสงแดดอ่อน เสียงนกเอี้ยงร้องแว่วจากยอดมะม่วง แม่พลอยจัดผมให้เมษาอยู่หน้าห้องเรือนในด้วยสีหน้าเคร่งครัด เพราะว่าพระยาภูบดินทร์ บิดาของขุนเทวัญกลับมาจากราชการที่หัวเมืองเหนือ และทราบว่าที่เรือนมีหญิงหลงทางมาอยู่อาศัย จึงอยากพบกับเมษา“ฟังให้ดีนะ เธออย่าเผลอพูดอะไรแปลกหูเหมือนที่ชอบพูดกับฉันต่อหน้าคุณท่านนะ”“จ้า จะเรียบร้อยแบบกุลสตรีศรีรัตนโกสินทร์เลยแม่พลอย” เมษาเบะปากใส่กระจกบนเรือนใหญ่ พระยาภูบดินทร์นั่งอยู่ที่ตั่งกลางเรือน เสื้อแพรสีเทาเงินตัดกับผ้าพับอย่างเรียบ เส้นผมขาวแซมข้างหู แต่ดวงตายังคมและนิ่ง ข้าง ๆ กันคือคุณหญิงจันทร์วาด ที่กำลังจิบชาด้วยท่าทางของหญิงชั้นสูงเมษาเดินเข้ามาด้วยอาการกึ่งประหม่า แต่พยายามทำใจดีสู้เสือ“กราบสวัสดีค่ะ คุณท่าน คุณหญิง แล้วก็คุณพี่ขุน เอ๊ย ท่านขุนเทวัญค่ะ” มือยกพนมแสนเรียบร้อย แต่เสียงสั่นปลายประโยคคุณหญิงหรี่ตามองตั้งแต่หัวจรดปลายซิ่น “ขอให้ความเรียบร้อยนั้นอย่าได้หมดอายุภายในห้านาทีเถอะ”พระยาภูบดินทร์หัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบ เสียงหัวเราะที่ไม่ได้ยินบ่อยในเรือนนี้“เธอคือแม่เมษาหรือ ดูท่าทางแปลกจากคนบ้านนี้เมืองนี้ยิ่งนัก
เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ฝรั่งดังกระหึ่มขณะแล่นไปตามถนนลูกรังในพระนคร เมษานั่งเบียดแม่พลอยอยู่เบาะหลัง ดวงตาโตเท่าไข่ห่าน มองซ้ายขวาไม่หยุดส่วนขุนเทวัญนั่งอยู่เบาะด้านหน้าโดยมีเฟื่องเป็นคนขับรถ รถยนต์สีดำสนิทเงางาม ประทุนเปิดรับลมเย็นบาง ๆ ของช่วงสายวันนั้น“เพิ่งเคยนั่งรถโบราณย้อนยุคครั้งแรก” เมษาตะโกนฝ่าลม“รถโบราณอะไรกันแม่เมษา คันนี้เพิ่งนำเข้ามาจากอังกฤษเลยนะ” ขุนเทวัญพูดโดยไม่หันกลับมามอง“จริงด้วย นี่เรามาอยู่ในยุครัตนโกสินทร์นี่” เมษาบอกกับตัวเองก่อนที่จะหันไปมองทิวทัศน์รอบข้างของพระนครยุครัตนโกสินทร์รถยนต์แล่นมาหยุดที่หน้ากรมพระคลังสินค้า ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมผสมไทย-ตะวันตก ตัวอาคารสองชั้นทาสีขาวครีม มีบานหน้าต่างโค้งประดับไม้ฉลุลายทอง เสาเรียงรายรับชายคายาว หน้ากรมมีธงชาติสยามปลิวไสว เมษานั่งอ้าปากค้างอยู่เบาะหลัง“โอ้โห นี่หรือคือกรมพระคลังสินค้าของจริง มันทั้งสวยและดูขลังมาก”ขุนเทวัญหันมามองด้วยสีหน้าขรึมแต่แววตาขำ “ดูเธอจะไม่เคยเข้ามากลางพระนครสินะ”เขาก้าวลงจากรถแล้วหันมาทางแม่เมษาและแม่พลอย“ฉันต้องเข้าไปสะสางราชการภายในไม่นานนัก พวกเธอรออยู่แถวนี้ก่อน”“เจ้าค่ะ” แม่
ในคืนนั้น สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านเรือนไม้ เสียงจั๊กจั่นยังดังเป็นจังหวะ กล่อมให้บรรยากาศยามค่ำในพระนครเงียบสงัดยิ่งขึ้นเมษานอนอยู่บนฟูกบาง ๆ ใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่ไหวระริก เสียงลมหายใจเธอสม่ำเสมอก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป และเข้าสู่ห้วงนิทราเธอฝัน แต่มันทั้งชัดเจนและพร่าเบลอในเวลาเดียวกัน ในฝันนั้นเมษายืนอยู่กลางลานกว้าง รอบตัวเป็นสวนไม้สูงเรียงรายเหมือนเขาวงกต กลิ่นกำยานหอมจาง ๆ ลอยมาแตะจมูก ผืนฟ้าเป็นสีแดงใกล้โพล้เพล้ แต่ไม่มีแดด ไม่มีเงา เหมือนเป็นโลกอีกมิติหนึ่งเธอก้มมองตัวเองพบว่าตนเองไม่ได้สวมเสื้อแขนกระบอกหรือผ้าซิ่นแบบทุกวัน แต่เป็นสไบเฉียงสีขาวนวล เนื้อผ้าบางเบา และผ้านุ่งแบบจีบหน้านางสีแดงเข้ม ลวดลายละเอียดประณีตแบบหญิงในสมัยอยุธยา ซึ่งไม่เคยมีใครในยุครัตนโกสินทร์แต่งเช่นนั้นเธอก้าวไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ เท้าเปล่าสัมผัสพื้นดินอ่อนนุ่มและเย็นจับใจ เมษารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยเดินผ่านตรงนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย เสียงที่ทุ้มนุ่ม และอบอุ่นอย่างประหลาด“เจ้ามาแล้วหรือ”เมษาหันขวับ ชายหนุ่มในชุดโจงกระเบนสีดำ สวมเสื้อห่มแพร ผ้าโพกหัวบาง ๆ ดวงตาคมคู่นั้
แดดสายสะท้อนลงบนหลังคามุงจาก กระทบผิวน้ำตลาดปากคลองจนเงาวาว แม่ค้าเขียงหมูเสียงดังแข่งกับเจ้าของร้านขนมฝอยทอง เสียงตะโกนเรียกลูกค้าเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณท่ามกลางความวุ่นวาย เมษาเดินมาในลุคสายช้อปย้อนยุค ผ้าซิ่นลายแดงสดเกือบสะท้อนแสงแดด เสื้อแขนกระบอกพับผิดเล็กน้อย ข้างหนึ่งไหล่ตก ข้างหนึ่งตั้งสง่า มือหนึ่งหิ้วขนมต้ม อีกมือถือทองหยอดมากินเล่น“ว้าว ตลาดนี่คือสวรรค์ของสายกิน นี่ถ้ามีชาไข่มุกให้กินด้วยละก็ ฟินสุด ๆ”แม่พลอยที่เดินตามแทบเอามือปิดหน้าผาก “อย่าพูดอะไรเพี้ยน ๆ ออกมาอีกเลยแม่เมษา แค่นี้คนก็มองกันทั้งตลาดแล้ว”“ก็มองคนสวยไง ไม่เห็นแปลก หรือเธอว่าฉันไม่สวยหรือไงแม่พลอย”“เออ ไอ้สวยน่ะก็สวย แต่แปลกก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน”เมษากรอกตามองบน “จะถือว่าเป็นคำชมแล้วกันนะ”ที่หัวตลาด เสียงวุ่นวายของพ่อค้าแม่ขายยังครึกครื้น แต่ทันทีที่แม่หญิงรำเพยปรากฏกายเดินนวยนาดอย่างงามสง่า ตลาดทั้งแถบก็เหมือนชะงักอารมณ์หนึ่งผ้าไหมสีชมพูทองจับจีบประณีต เสื้อห่มสไบกลิ่นน้ำอบโชยอ่อน ๆเมษาที่เพิ่งหันมาเห็น พึมพำกับแม่พลอยเบา ๆ “นั่นแม่หญิงรำเพยนี่”แม่พลอยพยักหน้า “ใช่ แม่หญิงรำเพย คู่หมายของท่านขุนเทวัญ”“คู







