Share

คุณหญิงแม่ กับกฎในเรือน

last update Terakhir Diperbarui: 2025-11-12 20:51:56

ตั้งแต่แม่เมษาหล่นตุ๊บเข้ามาสู่ยุครัตนโกสินทร์ตอนกลางและมาอยู่ในเรือนขุนเทวัญได้หลายวัน

คุณหญิงจันทร์วาดก็มองอยู่ห่าง ๆ ยังไม่ได้สืบสาวเล่าความอันใดให้เป็นแก่นสาร นั่นเพราะด้วยเหตุยังไม่มีเวลาว่างจะจัดการ และด้วยเพราะเมษาพูดจาไม่รู้ความเป็นภาษามนุษย์เลย และในเช้าวันนี้คุณหญิงก็อดไม่ได้อีกต่อไป

“แม่พลอย ไปตามแม่เมษามาพบฉันแต่เช้า อย่าให้ต้องรอนาน”

แม่พลอยวิ่งแจ้นไปถึงครัว เมษาที่กำลังลองทอดไข่ดาวด้วยเตาถ่านก็สะดุ้ง

“ไปเร็วเถอะเมษา คุณหญิงท่านเรียกหา แล้วก็ระวังกริยามารยาทให้ดีด้วยนะคุณหญิงท่านเป็นคนเจ้าระเบียบ”

เมษาสะบัดผ้าซิ่น พูดหน้าระรื่น “เอาน่า เดี๋ยวฉันจัดให้ คนอย่างเมษามีทักษะการเจรจาดีเริ่ด”

ที่ห้องโถงในเรือนหลังใหญ่ คุณหญิงจันทร์วาดนั่งอยู่ตรงกลางห้องบนตั่งไม้สูง สวมผ้าไหมสีกรมปักดิ้นทอง แววตาสงบนิ่ง

เมษาค่อย ๆ ย่อตัวนั่งลงตรงหน้า ยิ้มแหย ๆ “กราบสวัสดีเจ้าค่ะคุณหญิงแม่ กราบสวัสดีค่ะคุณพี่ขุนเทวัญ”

ขุนเทวัญนั่งอยู่ข้างแม่ สีหน้าเรียบนิ่งคล้ายจะสงบ แต่ในใจคงไม่สงบเพราะไม่รู้ว่าแม่เมษาจะแผลงฤทธิ์พูดจาโฉ่งฉ่างต่อหน้าผู้เป็นแม่ของเขาเมื่อใด

เมษานั่งอยู่ตรงหน้าเพื่อบทสนทนาจากอีกฝ่ายที่เรียกตัวเธอมา ยิ้มสดใสเหมือนคนไม่มีปัญหาอะไรในชีวิต คุณหญิงทอดสายตามอง แล้วเปิดบทสนทนาด้วยเสียงนุ่มแต่แน่น

“แม่เมษา ฉันอยากรู้ว่าเจ้ามีต้นกำเนิดเช่นไร เป็นลูกเต้าเหล่าใคร มาจากไหนกันแน่”

เมษายิ้มหวาน “โอ้ ต้นกำเนิดเลยเหรอ คุณหญิงแม่ขา หนูเกิดปีสองพันห้าร้อยสี่สิบสามค่ะ อยู่หมู่บ้านไพรเวทแกรนด์ เขตคลองห้า พ่อแม่ไม่มี หนูเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วก็มาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ถ่ายคลิปลงติ๊กต็อกทุกวันเลย คนติดตามนี่เป็นแสน ๆ เลยนะคะ”

ห้องทั้งห้องเงียบสนิท แม่พลอยที่ถือพัดยุงอยู่ถึงกับหยุดมือ ขุนเทวัญนิ่งงัน คุณหญิงกะพริบตาช้าถึงช้ามาก เพราะเรียบเรียงสิ่งที่ได้ยินไม่ถูก

“เอาใหม่ซิ บิวๆ อะไร”

“บิวตี้บล็อกเกอร์ค่ะ คือแบบว่า รีวิวเครื่องสำอางไรงี้ มีฟอลโลเวอร์เป็นแสนเลยนะคะคุณหญิงแม่”

คุณหญิงนิ่งไปอีกครั้ง พัดในมือค้างอยู่กลางอากาศ

“แม่เมษา เธอพูดอะไรข้าฟังไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย ฉันไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เจ้าเรียกบิวตี้บล็อกเก่อ นั่นมันคือโรงบ่อน โรงโขน หรืออะไร

“บิวตี้บล็อกเกอร์ค่ะ ไม่ใช่บล็อกเก่อ”

“เออ จะอะไรก็ช่างมัน”

ขุนเทวัญกระแอมเบา ๆ แล้วเอ่ยเสียงนิ่ง “คุณแม่ขอรับ ลูกว่าบางทีเธออาจจะความจำเลอะเลือน จากตอนที่ฟ้าผ่าก็เป็นได้ เพราะวันที่เจอเธอสลบอยู่ที่ถนนหน้าเรือน มีฟ้าคะนองพอดี”

คุณหญิงปรายตาช้า ๆ “ความจำเสื่อมหรือสติไม่สมประกอบ ยังไม่อาจตัดสินใจได้ แม่ว่าพาไปส่งให้โปลิศเถอะพ่อเทวัญ”

เมษาได้ยินดังนั้นรีบโบกมือ ยิ้มแหย “อย่าเลยค่ะคุณหญิงแม่ เดี๋ยวเขาหาว่าหนูบ้า”

คุณหญิงหรี่ตาลง “ฉันนี่สิที่จะบ้า ฟังเธอพูดมาฉันสิจะวิปลาศเอา ฟังไม่ได้ความ แล้วก็เลิกเรียกฉันว่าคุณหญิงแม่ได้แล้ว เรียกแค่คุณหญิงพอ มันจั๊กจี๊”

ขุนเทวัญหลุบตามองพื้นพยายามไม่ขำ แม่พลอยทำหน้ากลั้นขำอยู่ในใจ

คุณหญิงโบกพัดปิดบทสนทนา “เอาเถิด หากเธอยังจำความอะไรไม่ได้ ก็ให้อยู่ไปก่อนเถิด ครั้นจะส่งตัวไปให้โปลิศก็สงสาร”

“สงสารหนูหรือเจ้าคะ”

“สงสารโปลิศ” คุณหญิงตอบทันควัน

เมษาหัวเราะแห้ง ๆ ก้มหน้าลงพึมพำเบา ๆ กับแม่พลอย

“แย่แล้วแม่พลอย ฉันน่าจะถูกจัดอยู่ในหมวดตัวประหลาดไปแล้วล่ะ”

แม่พลอยมองหน้าแล้วพยักหน้าช้า ๆ “เรื่องจริงทั้งนั้น”

ช่วงบ่ายในครัวเรือนไทย เมษานั่งพับผ้าอยู่กับแม่พลอย มือยังจับปลายชายซิ่นไม่ค่อยเป็น แต่ปากไม่เคยหยุดพูด

“แม่พลอย ฉันถามจริง ๆ เถอะ บ้านนี้ไม่มีทาสเลยเหรอ”

แม่พลอยชะงักมือครู่หนึ่ง แล้วหันมามองด้วยแววตาแปลกใจ “เอ็งหมายความว่ายังไง”

“ก็ คือแบบ ฉันเคยเรียนมานะว่ายุคนี้มันยังมีทาสอยู่ไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมในบ้านขุนเทวัญไม่มีเลยล่ะ”

เมษาขมวดคิ้ว หยิบผ้าขาวม้ามาพับผิดพับถูก แม่พลอยยิ้มนิด ๆ ก่อนจะพูดเรียบ ๆ

“บ้านนี้ไม่มีทาสหรอกเพราะท่านที่เรือนนี้ไม่ชอบกดขี่ใคร ท่านว่าชีวิตคนไม่ควรจะเป็นของใคร ที่อยู่เรือนนี้ จะมีก็แค่บ่าวไพร่ ที่ท่านให้ที่อยู่ ที่กิน และให้เงินใช้ตามเหมาะสม”

เมษาชะงัก เงยหน้าขึ้นทันที

“หัวสมัยใหม่มาก มีความเสรีนิยมในยุคที่คนยังไม่ได้พูดคำว่าสิทธิมนุษยชนกันเลยนะเนี่ย”

แม่พลอยฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ยิ้มออก “แต่ว่าที่เรือนอื่นก็ยังมีทาสอยู่นะ น่าสงสารเสียจริง”

“อ๋อ ไม่ต้องห่วงหรอก อีกไม่นานก็จะมีกฎหมายเลิกทาสออกมาแล้วนะแม่พลอย”

“กฎหมายเลิกทาส เธอรู้ได้อย่างไร”

“เอาน่า ฉันรู้ก็แล้วกัน ต่อไปในอนาคต ทาสทุกคนก็จะเป็นไท ไชโย” เมษาหยิบผ้าผืนต่อไปขึ้นมา พลางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ

แดดยามเย็นทอดเงาเฉียงผ่านระแนงไม้ศาลาริมสวน กลิ่นดอกพิกุลลอยมากับลมบาง ๆ ระคนเสียงนกร้องอ้อยอิ่งอยู่ปลายยอดไม้

ขุนเทวัญนั่งสงบนิ่งอยู่มุมศาลา ในชุดอยู่บ้านสีขาวปนน้ำเงิน มือเรียวยาวเปิดหน้าหนังสือไทยโบราณ ก่อนจะจรดปลายปากกาลงบนกระดาษว่างเปล่าแล้วเขียนอย่างสุขุมเงียบงัน

และแน่นอน ความสงบทั้งหลายต้องพังทลาย เมื่อเสียงหนึ่งแว่วลอยมาจากทางเดินข้างศาลา

“โอ๊ยยยยยย...” เสียงลากยาวตามด้วยผ้าซิ่นสะบัดเหมือนม้วนพรมเข้าฉาก เมษาเดินมาแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่รู้แน่ ๆ ว่าเสียงดังพอจะทำให้ขุนเทวัญละสายตาจากหน้ากระดาษ

“บ้านหลังใหญ่อย่างกับวัง เดินหลงมาทางไหนอีกล่ะ อุ๊ยตาย! ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาขัดจังหวะฉากพระเอกค่ะ”

ขุนเทวัญเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตานิ่ง เงียบ ขรึม แต่หางคิ้วกระตุกเบา ๆ

“เธอมีธุระอันใดหรือ แม่เมษา”

“ไม่มีอะไรค่ะคุณพี่ขุน” เมษายกมือไหว้เก้ ๆ กัง ๆ แต่สีหน้ากรุ้มกริ่ม “แค่ไม่มีอะไรทำ เลยเดินเล่นจนหลงเข้ามาในสวน แล้วบังเอิญพบว่าท่านขุนสุดหล่อกำลัง อะแฮ่ม อ่านนิยายกลางร่มไม้พอดี”

มือที่กำลังจรดหมึกหยุดลงชั่วครู่ ใบหน้าเรียบเฉย แต่ใบหูข้างหนึ่งแดงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล

“ฉันกำลังอ่านหนังสือราชการ มิใช่นิยายดังที่เธอพร่ำเพ้อ”

“จริงเหรอคะ เพราะองค์ประกอบมันใช่มาก ทั้งเสื้อผ้าฟ้าทอง แสงแดดอ่อน ๆ และท่านขุนสุดหล่อราวพระเอกจากซีรีส์เกาหลี”

ขุนเทวัญไม่ตอบ แต่กระแอมเบา ๆ แล้วก้มลงเขียนหนังสือต่ออย่างจงใจ ราวกับว่าไม่อยากจะต่อล้อต่อความกับเมษา

เมษาไม่ยอม เดินเฉียดเข้าไปใกล้ ยื่นหน้าสอดส่องเหนือบ่าเขาอย่างไม่มีมารยาทใด ๆ ทั้งสิ้น

“โห ลายมือสวยกว่าฟอนต์ในคอมพิวเตอร์อีกแน่ะ ว่าแต่คุณพี่ขุนเขียนอะไรเหรอคะ”

“รายงานการสำรวจการเสียอากรของกองเรือฮอลันดา” ขุนเทวัญตอบเสียงเรียบ

เมษาทำตาโต “ไหนขอฉันอ่านหน่อย” เมษาทำหน้าจดจ้องอ่านตัวหนังสือในหน้ากระดาษนั้น แม้ว่าการสะกดคำจะแตกต่างจากยุคสมัยใหม่ แต่ก็พอที่จะอ่านออก

“เธออ่านหนังสือออกหรือ” ขุนเทวัญเลิกคิ้ว “นั่นหมายความว่า เธอคงไม่ใช่ลูกชาวบ้านร้านตลาดที่เดินหลงเข้ามาอย่างที่อ้างแล้วกระมัง”

“อ่านออกสิคะ ฉันก็เรียนหนังสือมานะ”

ขุนเทวัญมองเธอนิ่ง ๆ ก่อนจะถอนหายใจในลำคอ “ในสยามคนอ่านหนังสือออก มีแต่พวกขุนนางหรือไม่ก็ลูกหลวงลูกพระยาเท่านั้นแหละ ที่ได้ร่ำเรียนเขียนอ่าน ฉันล่ะสงสัยจริงเชียวว่าเธอคือใคร มาจากไหน”

เมษาหัวเราะคิกก่อนจะเอื้อมมือลูบดอกพิกุลแห้งที่ตกอยู่บนขอบโต๊ะ ขุนเทวัญเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มองเธอเล็กน้อย

“หากเธออยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ฉันจะมอบหน้าที่ให้เธอคัดหนังสือให้เอาไหม”

เมษาหยุดหัวเราะทันที “แต่ภาษาสมัยนี้มันไม่คุ้นเลยนะคะ ถึงฉันจะอ่านออก แต่ให้เขียนมันคงออกมาเป็นคำสมัยใหม่ผิดรูปแบบของยุคนี้แน่นอน”

ขุนเทวัญมุมปากกระตุกน้อย ๆ แต่ยังไม่ยิ้มด้วยวางฟอร์ม “ถ้าอย่างนั้นก็อย่าก่อกวนให้เสียเวลาฉัน”

“รับทราบค่า” เมษาโค้งตัวนิดหนึ่ง ทำเสียงใสใส่ลม “งั้นฉันไปหาอะไรทำกับแม่พลอยก่อนนะเจ้าคะคุณพี่ขุนเทวัญ”

ขุนเทวัญวางปากกาช้า ๆ มองไปยังแสงแดดที่เริ่มส้มจัดตรงปลายไม้ แผ่นกระดาษตรงหน้าเขียนค้างไว้ครึ่งหน้า แต่กลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของใครบางคน ที่แค่เดินผ่านและแวะมาคุย ก็เหมือนเผลอเปลี่ยนศาลาริมสวนให้กลายเป็นละครโรงใหญ่ได้ทุกวัน ถึงจะปวดกบาลแต่ก็สนุกดี

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   เมษาเธอไปไหน คุณพี่ขุนทำไมใจจะขาด

    กลางดึกคืนนั้น ลมพัดผ่านหน้าต่างเรือน เสียงพื้นเรือนแกรกกรากเบา ๆ คล้ายเสียงบางอย่างที่กระซิบจากอดีต ขุนเทวัญนอนนิ่งอยู่บนฟูก ห่มผ้าผืนบาง แสงจากตะเกียงหัวเตียงไหวระริก เขาเข้าสู่นิทราอย่างเงียบงัน ก่อนจะเข้าสู่ความฝัน ที่เหมือนจริงจนรู้สึกถึงลมหายใจของอีกคนในฝันเขายืนอยู่กลางเรือนไทยไม้สักหลังหนึ่ง ท่ามกลางแสงแดดอ่อนปลายรุ่ง เสียงระฆังวัดดังแว่วจากที่ไกล กลิ่นอบเชยและน้ำอบลอยมาแตะจมูกและตรงหน้าของเขาคือหญิงสาวผู้หนึ่ง สวมสไบเฉียงสีขาวนวล ผ้านุ่งสีแดงเลือดนก จีบหน้านางละเอียด เธอยิ้มพลางใช้มือบางแตะไหล่เขาเบา ๆ แววตาคู่นั้นทั้งคุ้นเคย ทั้งเศร้าและอ่อนหวานปนกัน“ท่านมาช้าอีกแล้ว” เสียงเธอเบาดุจสายลมที่กระซิบข้างหู“แต่ข้ากลับมาแล้ว” เขาพูดเสียงแผ่วตอบกลับทั้งที่ไม่รู้ว่ากำลังพูดกับใคร แม้ว่าจะเจอเธอมาหลายคราในห้วงนิทรา หัวใจแน่นตื้อเหมือนเคยพูดประโยคนี้มานับพันครั้ง“เราจะไม่พรากจากกันอีกใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยเขาคว้ามือเธอไว้ แต่แสงอาทิตย์กลับสว่างวาบ ภาพนั้นค่อย ๆ เลือนหายไป ขุนเทวัญสะดุ้งตื่นในเช้ามืด เหงื่อซึมเล็กน้อยบนหน้าผาก แม้อากาศจะเย็นเขาลุกนั่งนิ่ง สบตากับความเงียบในห้อง เสี

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   ท่านขุนต้องเป็นของฉัน

    เสียงฝนยังคงพรำลงไม่หยุด ใต้ชายคาศาลาเล็ก ๆ เมษายืนใกล้ขุนเทวัญจนได้กลิ่นไอของผ้าที่ชื้นด้วยฝนและกลิ่นกายของท่านขุนคลุ้งจาง ๆ ขุนเทวัญยังคงถือผ้าคาดเอวผืนยาวที่ใช้บังฝนให้เมษาไว้ในมือ ปลายผ้ายังเปียกอยู่บ้าง แต่มุมหนึ่งแห้งเมษาหันมามองเขา เห็นใบหน้าของขุนเทวัญมีหยดน้ำเกาะอยู่ตามขมับ แก้ม และปลายคาง“คุณพี่ขุนเปียกหมดเลย” เมษาพูดเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือมาหยิบปลายผ้าคาดเอวจากมือเขา ขุนเทวัญชะงักมอง ยังไม่ทันเอ่ยห้าม เมษาก็ยกผ้าผืนนั้นขึ้นอย่างเบามือ แล้วค่อย ๆ เช็ดหยดน้ำที่ข้างแก้มของเขา ขยับเลื่อนไปที่ขมับ และหน้าผากที่มีหยดน้ำเกาะพราว“อยู่เฉย ๆ สิคะจะเช็ดให้” เมษาว่าพลางยิ้มละไมขุนเทวัญยืนนิ่งเหมือนถูกมนตร์สะกด ใบหน้าเขานิ่งแต่หูเริ่มแดง แล้วแดงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตอนที่ปลายนิ้วของเมษาแตะลงเบา ๆ ตรงข้างสันกราม“คุณพี่ขุนหน้าแดงอีกแล้ว” เมษาเอียงคอถาม ยิ้มแบบคนรู้ทันขุนเทวัญเบือนหน้าหลบ “เธอนี่ ชอบพูดจาน่าเอามืออุดปากเสียจริง”“คุณพี่ขุนเนี่ยเป็นผู้ชายที่เรียบร๊อย เรียบร้อยนะคะ โดนแซวแค่นี่ถึงกับเขิน แต่ก็น่ารักนะเนี่ย” เมษายักคิ้วขุนเทวัญถึงกับไอออกมาในลำคอ “แม่เมษา พูดจาไม่งามเลย

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   งานวัดฮีลใจ

    ในเช้าของวันที่แสงแดดอ่อน เสียงนกเอี้ยงร้องแว่วจากยอดมะม่วง แม่พลอยจัดผมให้เมษาอยู่หน้าห้องเรือนในด้วยสีหน้าเคร่งครัด เพราะว่าพระยาภูบดินทร์ บิดาของขุนเทวัญกลับมาจากราชการที่หัวเมืองเหนือ และทราบว่าที่เรือนมีหญิงหลงทางมาอยู่อาศัย จึงอยากพบกับเมษา“ฟังให้ดีนะ เธออย่าเผลอพูดอะไรแปลกหูเหมือนที่ชอบพูดกับฉันต่อหน้าคุณท่านนะ”“จ้า จะเรียบร้อยแบบกุลสตรีศรีรัตนโกสินทร์เลยแม่พลอย” เมษาเบะปากใส่กระจกบนเรือนใหญ่ พระยาภูบดินทร์นั่งอยู่ที่ตั่งกลางเรือน เสื้อแพรสีเทาเงินตัดกับผ้าพับอย่างเรียบ เส้นผมขาวแซมข้างหู แต่ดวงตายังคมและนิ่ง ข้าง ๆ กันคือคุณหญิงจันทร์วาด ที่กำลังจิบชาด้วยท่าทางของหญิงชั้นสูงเมษาเดินเข้ามาด้วยอาการกึ่งประหม่า แต่พยายามทำใจดีสู้เสือ“กราบสวัสดีค่ะ คุณท่าน คุณหญิง แล้วก็คุณพี่ขุน เอ๊ย ท่านขุนเทวัญค่ะ” มือยกพนมแสนเรียบร้อย แต่เสียงสั่นปลายประโยคคุณหญิงหรี่ตามองตั้งแต่หัวจรดปลายซิ่น “ขอให้ความเรียบร้อยนั้นอย่าได้หมดอายุภายในห้านาทีเถอะ”พระยาภูบดินทร์หัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบ เสียงหัวเราะที่ไม่ได้ยินบ่อยในเรือนนี้“เธอคือแม่เมษาหรือ ดูท่าทางแปลกจากคนบ้านนี้เมืองนี้ยิ่งนัก

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   คำอธิษฐานที่ตรงกัน

    เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ฝรั่งดังกระหึ่มขณะแล่นไปตามถนนลูกรังในพระนคร เมษานั่งเบียดแม่พลอยอยู่เบาะหลัง ดวงตาโตเท่าไข่ห่าน มองซ้ายขวาไม่หยุดส่วนขุนเทวัญนั่งอยู่เบาะด้านหน้าโดยมีเฟื่องเป็นคนขับรถ รถยนต์สีดำสนิทเงางาม ประทุนเปิดรับลมเย็นบาง ๆ ของช่วงสายวันนั้น“เพิ่งเคยนั่งรถโบราณย้อนยุคครั้งแรก” เมษาตะโกนฝ่าลม“รถโบราณอะไรกันแม่เมษา คันนี้เพิ่งนำเข้ามาจากอังกฤษเลยนะ” ขุนเทวัญพูดโดยไม่หันกลับมามอง“จริงด้วย นี่เรามาอยู่ในยุครัตนโกสินทร์นี่” เมษาบอกกับตัวเองก่อนที่จะหันไปมองทิวทัศน์รอบข้างของพระนครยุครัตนโกสินทร์รถยนต์แล่นมาหยุดที่หน้ากรมพระคลังสินค้า ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมผสมไทย-ตะวันตก ตัวอาคารสองชั้นทาสีขาวครีม มีบานหน้าต่างโค้งประดับไม้ฉลุลายทอง เสาเรียงรายรับชายคายาว หน้ากรมมีธงชาติสยามปลิวไสว เมษานั่งอ้าปากค้างอยู่เบาะหลัง“โอ้โห นี่หรือคือกรมพระคลังสินค้าของจริง มันทั้งสวยและดูขลังมาก”ขุนเทวัญหันมามองด้วยสีหน้าขรึมแต่แววตาขำ “ดูเธอจะไม่เคยเข้ามากลางพระนครสินะ”เขาก้าวลงจากรถแล้วหันมาทางแม่เมษาและแม่พลอย“ฉันต้องเข้าไปสะสางราชการภายในไม่นานนัก พวกเธอรออยู่แถวนี้ก่อน”“เจ้าค่ะ” แม่

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   ภาพในฝันที่เริ่มชัด

    ในคืนนั้น สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านเรือนไม้ เสียงจั๊กจั่นยังดังเป็นจังหวะ กล่อมให้บรรยากาศยามค่ำในพระนครเงียบสงัดยิ่งขึ้นเมษานอนอยู่บนฟูกบาง ๆ ใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่ไหวระริก เสียงลมหายใจเธอสม่ำเสมอก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป และเข้าสู่ห้วงนิทราเธอฝัน แต่มันทั้งชัดเจนและพร่าเบลอในเวลาเดียวกัน ในฝันนั้นเมษายืนอยู่กลางลานกว้าง รอบตัวเป็นสวนไม้สูงเรียงรายเหมือนเขาวงกต กลิ่นกำยานหอมจาง ๆ ลอยมาแตะจมูก ผืนฟ้าเป็นสีแดงใกล้โพล้เพล้ แต่ไม่มีแดด ไม่มีเงา เหมือนเป็นโลกอีกมิติหนึ่งเธอก้มมองตัวเองพบว่าตนเองไม่ได้สวมเสื้อแขนกระบอกหรือผ้าซิ่นแบบทุกวัน แต่เป็นสไบเฉียงสีขาวนวล เนื้อผ้าบางเบา และผ้านุ่งแบบจีบหน้านางสีแดงเข้ม ลวดลายละเอียดประณีตแบบหญิงในสมัยอยุธยา ซึ่งไม่เคยมีใครในยุครัตนโกสินทร์แต่งเช่นนั้นเธอก้าวไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ เท้าเปล่าสัมผัสพื้นดินอ่อนนุ่มและเย็นจับใจ เมษารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยเดินผ่านตรงนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย เสียงที่ทุ้มนุ่ม และอบอุ่นอย่างประหลาด“เจ้ามาแล้วหรือ”เมษาหันขวับ ชายหนุ่มในชุดโจงกระเบนสีดำ สวมเสื้อห่มแพร ผ้าโพกหัวบาง ๆ ดวงตาคมคู่นั้

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   แม่หญิงสูงศักดิ์กับแม่หญิงสายแซ่บ

    แดดสายสะท้อนลงบนหลังคามุงจาก กระทบผิวน้ำตลาดปากคลองจนเงาวาว แม่ค้าเขียงหมูเสียงดังแข่งกับเจ้าของร้านขนมฝอยทอง เสียงตะโกนเรียกลูกค้าเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณท่ามกลางความวุ่นวาย เมษาเดินมาในลุคสายช้อปย้อนยุค ผ้าซิ่นลายแดงสดเกือบสะท้อนแสงแดด เสื้อแขนกระบอกพับผิดเล็กน้อย ข้างหนึ่งไหล่ตก ข้างหนึ่งตั้งสง่า มือหนึ่งหิ้วขนมต้ม อีกมือถือทองหยอดมากินเล่น“ว้าว ตลาดนี่คือสวรรค์ของสายกิน นี่ถ้ามีชาไข่มุกให้กินด้วยละก็ ฟินสุด ๆ”แม่พลอยที่เดินตามแทบเอามือปิดหน้าผาก “อย่าพูดอะไรเพี้ยน ๆ ออกมาอีกเลยแม่เมษา แค่นี้คนก็มองกันทั้งตลาดแล้ว”“ก็มองคนสวยไง ไม่เห็นแปลก หรือเธอว่าฉันไม่สวยหรือไงแม่พลอย”“เออ ไอ้สวยน่ะก็สวย แต่แปลกก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน”เมษากรอกตามองบน “จะถือว่าเป็นคำชมแล้วกันนะ”ที่หัวตลาด เสียงวุ่นวายของพ่อค้าแม่ขายยังครึกครื้น แต่ทันทีที่แม่หญิงรำเพยปรากฏกายเดินนวยนาดอย่างงามสง่า ตลาดทั้งแถบก็เหมือนชะงักอารมณ์หนึ่งผ้าไหมสีชมพูทองจับจีบประณีต เสื้อห่มสไบกลิ่นน้ำอบโชยอ่อน ๆเมษาที่เพิ่งหันมาเห็น พึมพำกับแม่พลอยเบา ๆ “นั่นแม่หญิงรำเพยนี่”แม่พลอยพยักหน้า “ใช่ แม่หญิงรำเพย คู่หมายของท่านขุนเทวัญ”“คู

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status