LOGINยามเย็นในเรือนไทยนั้นเงียบสงบกว่าทุกเวลาที่เมษาเคยสัมผัส ไม่มีเสียงรถ ไม่มีข่าวในทีวี ไม่มีแจ้งเตือนจากมือถือ มีเพียงเสียงลมพัด เสียงนกร้อง และแสงอาทิตย์ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มทอง
เมษานั่งบนชานเรือน ใกล้ศาลาเล็กใต้ร่มไม้
ขุนเทวัญนั่งอีกฝั่งของตั่งไม้ เตรียมเอกสารบางอย่างไว้ในมือ แต่ยังไม่ลงมืออ่านเมษาหันไปมองเขา ก่อนจะถามขึ้นอย่างลังเล “คุณพี่ขุนเทวัญคะ ขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย”
ขุนเทวัญเงยหน้าขึ้น มองเธอนิ่ง ๆ ก่อนพยักหน้า “ว่ามาเถิด หากตอบได้ ก็จะตอบ”
“ตอนนี้ปีอะไรเหรอคะ”
ขุนเทวัญนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบช้า ๆ “ก็จุลศักราชหนึ่งพันสองร้อยสามสิบห้า”
“จุลศักราช” เมษากระพริบตา ขอโทษนะคะ เอาเป็นพุทธศักราชได้มั้ย”
ขุนเทวัญยิ้มบาง ๆ “พุทธศักราชสองพันสี่ร้อยสิบหก”
“แล้วตอนนี้เป็นแผ่นดินของพระมหากษัตริย์พระองค์ใด”
“พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าน่ะ ทำไมหรือ”
เมษาถึงกับนิ่งไป มือน้อย ๆ ยกขึ้นนับนิ้วเงียบ ๆ ในใจ ก่อนจะอุทานเบา ๆ
“นี่มันสมัยรัชกาลที่ห้า”
ขุนเทวัญพยักหน้าอย่างนุ่มนวล “ใช่แล้ว สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงทศพิธราชธรรมยิ่งนัก”
เมษาหันหน้าไปมองท้องฟ้าสีส้ม เสียงลมหายใจของเธอแผ่วเบา “รัชกาลที่ห้าที่มีการเลิกทาสใช่ไหมคะ”
คำพูดนั้นทำให้ขุนเทวัญชะงัก เขาหันมามองเธอทันที ดวงตานิ่งเรียบแต่ลึก
“เรื่องนั้นยังไม่มีประกาศใดออกสู่ภายนอก แต่ก็ใช่ เธอรู้ได้อย่างไร”
เมษาเม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนน่ากลัวว่าเขาจะได้ยิน เธอรีบหันหน้ากลับไปทางสวน ทำทีเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ในใจเหมือนมีลมพัดกรูเข้าใส่เต็มหน้า
“เอ่อ ฉันก็แค่ อาจจะฝันไปก็ได้มั้งคะ”
ขุนเทวัญไม่ตอบทันที เขายังคงมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างใช้ความคิด เธอไม่ใช่หญิงธรรมดาแน่นอน คนแปลกหน้าที่รู้เรื่องสำคัญ เรื่องที่รู้กันเป็นการภายในของขุนนางระดับสูง
เขาหลุบตาลงช้า ๆ แต่ไม่อาจห้ามใจไม่ให้ถามออกมาในที่สุด
“แม่เมษา เธอเป็นใครกันแน่”
เมษาหัวเราะแห้ง “ฉันก็เป็นฉันนี่แหละค่ะ แม่เมษา ที่ยังหาที่มาของตัวเองไม่เจอเหมือนกัน คนความจำเสื่อม”
ขุนเทวัญไม่ได้ถามอะไรต่อ แต่ในแววตานั้นดูเหมือนจะเริ่มจับสังเกตบางอย่าง บางอย่างที่เขายังหาคำอธิบายไม่ได้จากหญิงสาวคนนี้
บ่ายคล้อย เสียงรถยนต์คันหรูแล่นเข้ามาจอดหน้าเรือนของพระยาภูบดินทร์ แสงแดดยามบ่ายสะท้อนเงาช่อมะม่วงพาดผ่านชานเรือนอย่างนุ่มนวล
จังหวะที่แม่หญิงรำเพย บุตรสาวของพระยาพิทักษ์ราชกิจ เสนาบดีประจำกระทรวงนครบาล ก้าวเข้ามาในเขตเรือนด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งนางในนิยาย เธอสวมผ้าไหมพับจีบยาวสีฟ้าอ่อน กับเสื้อห่มสไบผืนบางปักดิ้นทอง ในมือนั้นถือถาดทองเหลืองรองผลมะม่วงน้ำดอกไม้สีเหลืองนวลวางเรียงเป็นระเบียบ
“กราบคุณป้าเจ้าค่ะ คุณพ่อให้รำเพยนำมะม่วงมาฝากคุณป้าเจ้าค่ะ บอกว่าเพิ่งได้จากสวนในวังมาใหม่”
คุณหญิงจันทร์วาดมารดาของขุนเทวัญ หันมายิ้มรับอย่างอ่อนโยน
“ขอบใจมากจ้ะหนูรำเพย”
รำเพยนั่งลงข้างคุณหญิงอย่างเรียบร้อย แต่สายตากลับปัดไปยัง หญิงสาวแปลกหน้าที่กำลังนั่งพับผ้าอยู่กับแม่พลอยอีกฟากเรือน
หญิงสาวผู้นั้นไม่ได้แต่งกายเฉกเช่นบ่าวคนอื่น ผ้าซิ่นไหมเรียบแต่สวย เสื้อแขนกระบอกพอดีตัว ผมรวบเรียบแต่ไม่มียศใดในเรือน
“คุณป้าเจ้าขา แม่หญิงแปลกหน้าผู้นั้นคือใครกันเจ้าคะ บ่าวใหม่ในเรือนหรือ แต่ดูจะแต่งตัวไม่ค่อยเหมือนบ่าวเลย”
คุณหญิงจันทร์วาดนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มกลบเกลื่อน
“หล่อนชื่อเมษา เรื่องของนางมันยาวหน่อยจ้ะ อย่าใส่ใจมากเลย ไม่สลักสำคัญใดหรอก”
รำเพยยิ้มบาง ๆ แต่อะไรในดวงตาเหมือนไม่เชื่อว่าจะไม่สำคัญ
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากหน้าชาน ขุนภัทรนิติธรรม ข้าราชการหนุ่มแห่งกรมอาลักษณ์ เดินขึ้นมาด้วยท่าทางมั่นใจ ในมือถือแฟ้มเอกสาร หันไปโค้งให้คุณหญิงจันทร์วาดอย่างสุภาพก่อนจะเดินตรงไปยังห้องทำงานของขุนเทวัญ
ภายในห้องทำงานของขุนเทวัญ บรรยากาศต่างจากชานเรือนโดยสิ้นเชิง ผนังไม้สักประดับตู้หนังสือแน่นทึบ โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง มีแผนที่สยามและดินแดนใกล้เคียงปักหมุดไว้ด้วยหมุดทองเหลือง ขุนภัทรนั่งลงตรงข้ามเพื่อนสนิท ขณะขุนเทวัญเปิดแฟ้มเอกสารราชการ
“เรื่องภาษีอากร ฉันตรวจบัญชีการเข้าออกของเรือสินค้าจากเดนมาร์กเมื่อเดือนก่อน พบว่ามีการขอลดอัตราภาษีมากกว่าที่ตกลงไว้ในสนธิสัญญา”
ขุนเทวัญพยักหน้าช้า ๆ พลางหยิบสมุดรายงานอีกเล่ม “รายงานจากกรมศุลกากร เรือจากโคเปนเฮเกน ขนสินค้ามาเต็มลำ แต่ขอเว้นภาษีโดยอ้างสิทธิพิเศษ”
ขุนภัทรขมวดคิ้ว “นั่นน่ะสิ พวกฝรั่งชอบตีความสัญญาเข้าข้างตัวเอง ยิ่งเป็นเรือจากชาติที่มีทูตประจำอยู่แล้ว ยิ่งแทรกแซงง่าย”
ขุนเทวัญหลุบตามองแผ่นรายงาน “ปัญหาคือ จะรายงานขึ้นเสนาบดีได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานว่าจงใจเลี่ยงภาษี ไม่ใช่แค่เข้าใจผิด”
ขุนภัทรพยักหน้า “นายว่าเราควรทำอย่างไรต่อ”
ขุนเทวัญลุกขึ้น เดินไปยังแผนที่ กรีดปลายนิ้วตามเส้นแม่น้ำเจ้าพระยาที่ลากไปถึงด่านปากน้ำ
“ฉันอยากให้นายช่วยเรียบเรียงรายงานฉบับใหม่ เสนอแนะแนวทางแก้ไข ทั้งในเชิงกฎหมาย และในเชิงความสัมพันธ์กับทูตเดนมาร์กเขียนให้กระชับ และเด็ดขาด”
“ไม่มีปัญหา”
ก่อนเดินออกจากห้อง ขุนภัทรหันมามองอีกครั้ง “ว่าแต่แม่หญิงที่นั่งพับผ้าอยู่บนเรือนที่ฉันเห็นเมื่อครู่ใช่บ่าวหรือ”
ขุนเทวัญชะงัก “ไม่ใช่บ่าว แต่ก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าคือใคร”
ขุนภัทรยิ้มเจ้าเล่ห์ “หรือจะเป็นว่าที่เมียของนาย เทวัญ”
ขุนเทวัญไม่ตอบ ได้แต่ปรายตามานิ่ง ๆ ก่อนจะพูดเพียงสั้น ๆ “ไปทำรายงานมาให้เสร็จเถอะไอ้ภัทร พูดอะไรไม่ได้ความ”
เสียงเปิดประตูไม้ดังกึกเบา ๆ ก่อนที่ขุนเทวัญจะก้าวออกมาจากห้องทำงาน ขุนภัทรตามออกมาติด ๆ สีหน้าไม่ได้จริงจังเหมือนก่อนหน้าแล้ว แต่แฝงรอยยิ้มจาง ๆ
“เรื่องที่นายให้ฉันดู ฉันจะเร่งเขียนให้ทันวันพรุ่งนี้”
“ดี ขอบใจนายมาก”
ทั้งสองเดินออกสู่ชานเรือน คุณหญิงจันทร์วาดนั่งอยู่มุมหนึ่งของเรือน ล้อมด้วยหมอนอิงลายคราม และกระเช้ามะม่วงที่รำเพยเพิ่งนำมาฝาก
ขุนภัทรยกมือไหว้อย่างนอบน้อม “สวัสดีขอรับคุณป้าจันทร์วาด กระผมต้องขออภัยที่เมื่อครู่ไม่ได้แวะมากราบ พอดีมีเรื่องด่วนกับพ่อเทวัญขอรับ”
คุณหญิงยิ้มเอ็นดู “ไม่เป็นไรหรอก อย่าคิดให้มากความ”
ขุนภัทรเหลือบตาไปทางรำเพยที่นั่งอยู่อีกฟาก รำเพยหันมาท่าทางสะโอดสะอง มือยังคงพัดเบา ๆ พัดกลิ่นน้ำอบลอยละมุน
“สวัสดีค่ะพี่เทวัญ” น้ำเสียงอ่อนหวานไม่ตกหล่นแม้ครึ่งพยางค์
ดวงตาใต้แพขนตางอนทอดมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววที่พยายามไม่แสดงออกว่าพึงใจ ขุนเทวัญพยักหน้ารับเบา ๆ
“อ้าว ยืนอยู่ด้วยกันตั้งสองคน เหตุใดจึงเอ่ยทักทายเพียงคนเดียว” ขุนภัทรพูดจาค่อนขอดแม่หญิงรำเพย
รำเพยยิ้มนิด ๆ อย่างนางในวัง ก่อนลุกขึ้น “ฉันจะทักคนที่อยากทักเจ้าค่ะ”
ขุนภัทรยักคิ้ว พลางยกมือไหว้อย่างประชด “โอ้ แม่หญิงผู้งามเลิศเลือกได้เฉพาะเจาะจง ควรค่าแก่การทักทายเพียงหนึ่งเดียว บุญของข้าอยู่ต่ำกว่าระดับกลิ่นน้ำอบกระมัง ถึงได้ไม่คู่ควรแม้แต่คำว่าสวัสดี”
รำเพยเชิดคางขึ้นเล็กน้อย มือขวายังพัดช้า ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน
“ท่านจะอยากได้คำสวัสดีจากฉันไปทำไมหรือขุนภัทร หรือเพราะไม่ได้ยินบ่อย ก็เลยอยากเก็บไว้ฟังเล่นก่อนนอน” น้ำเสียงนุ่ม แต่ท่าทีกวนประสาทแบบแนบเนียน
“เปล่า” ขุนภัทรตอบหน้าตาย “ฉันแค่หวังว่าคนที่ชอบเรียกตัวเองว่ากุลสตรีน่ะ จะมีมารยาทพื้นฐานหรือไม่เท่านั้นเอง”
รำเพยหลุบตาลงครู่หนึ่ง แล้วแกล้งถอนหายใจระคนหัวเราะเบา ๆ “กุลสตรีจะมีมารยาทกับทุกคนเจ้าค่ะ ยกเว้นคนที่รู้จักกันตั้งแต่ยังซน คนที่ชอบแกล้งเอาตุ๊กตาของเด็กผู้หญิงไว้วาดหนวดวาดเคราจนหมดสิ้นความน่ารัก”
ขุนภัทรหัวเราะพรืด “นั่นมันเรื่องสมัยเด็ก เหตุใดเธอยังจำ”
“ความจำของฉันมันแม่นยำและฝังใจ” รำเพยพูดพลางปิดพัดเบา ๆ “โดยเฉพาะเรื่องที่พี่ภัทรแกล้งหลอกผีจนฉันวิ่งหกล้มหน้าศาลพระภูมิของกรมเสนาบดี”
เสียงคุณหญิงจันทร์วาดที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ หลุดหัวเราะอย่างขบขัน
“เอาล่ะ พอเถอะสองคนนี้ ทะเลาะกันมาตั้งแต่เด็กจนโต”
แม่หญิงรำเพยก้มหน้าเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าทำกิริยาไม่งาม ก่อนจะหันมาหาคุณหญิงจันทร์วาดอีกครั้ง
“หลานคงต้องขอตัวแล้วเจ้าค่ะคุณป้า คุณพ่อท่านนัดทานข้าวไว้ หากช้าเกินไป คงจะถูกตำหนิเอาได้”
คุณหญิงจันทร์วาดพยักหน้าอย่างเมตตา “ขอบใจที่มาหาแม่นะลูก ฝากขอบคุณคุณพระยาด้วยนะจ๊ะ”
“เจ้าค่ะ” รำเพยยกมือไหว้ แล้วเดินก้าวจากชานเรือนลง
รถยนต์โบราณคันงามจอดอยู่ใต้ต้นพิกุลริมเรือน บ่าวชายในชุดไทยแบบเรียบเปิดประตูให้อย่างคล่องแคล่ว รำเพยก้าวขึ้นรถสไบปลิวเบา ๆ ตามลมยามเย็น
เธอเหลียวกลับไปมองเรือนอีกครั้ง เพียงครู่เดียว ก่อนจะปิดประตูลงช้า ๆ เครื่องยนต์คำรามแผ่ว รถค่อย ๆ เคลื่อนตัวหายไปจากลานบ้าน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำอบที่ยังคลุ้งอยู่ในลม และแววตาเหนื่อยใจของชายสองคนที่ยืนอยู่ตรงบันได
ขุนเทวัญหันมามองขุนภัทรแล้วถอนหายใจช้า ๆ “นายนี่มัน น่าจะเป็นคนเดียวในพระนคร ที่กล้ายั่วโมโหรำเพยได้แล้วยังรอดมาได้ทุกครั้ง”
ขุนภัทรหัวเราะพรืด “ก็มันอดไม่ได้ ฉันเห็นหน้าเธอทีไร หมั่นไส้ขึ้นมาทุกที แค่มันเคยชิน ตั้งแต่พวกเรายังวิ่งเล่นกันริมคลอง ทะเลาะกันทุกวัน แต่เอาเถอะ อย่างน้อย เธอก็ยังกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม ถึงจะเป็นเพราะฉันไปยั่วให้โมโหก็ตาม”
ที่หลังม่านไม้ใกล้ศาลาเล็กเงาเงียบ ๆ ของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ไม่ได้อยู่ในวงสนทนาแอบฟังเงียบ ๆ จนถึงคำสุดท้าย
เมษายิ้มกรุ้มกริ่ม พลางพึมพำเบา ๆ
“แรก ๆ ก็ตีกัน หลัง ๆ ก็ได้กัน ใช่มั้ยแม่พลอย”
แม่พลอยที่เดินตามหลังมาแค่ครึ่งก้าวกลั้นหัวเราะแทบไม่ทัน
“พูดจาอะไรน่าเกลียดแม่เมษา แต่ดู ๆ ไปสองคนนี่ก็เข้ากันดีอยู่นะ”
เมษาทำตาโต ประสานนิ้วเข้าหากันแกล้งทำท่าหัวใจ “แบบนี้ในยุคฉันเขาเรียกว่าคู่จิ้น จิ้นได้เลยไหมแม่พลอย ฉันจะลงโพสต์ให้นะ ถ้ามีโทรศัพท์อ่ะ”
แม่พลอยหัวเราะพรืดจนต้องเอามือปิดปาก “พูดจาอะไรพิลึกพิลั่นอีกแล้ว”
กลางดึกคืนนั้น ลมพัดผ่านหน้าต่างเรือน เสียงพื้นเรือนแกรกกรากเบา ๆ คล้ายเสียงบางอย่างที่กระซิบจากอดีต ขุนเทวัญนอนนิ่งอยู่บนฟูก ห่มผ้าผืนบาง แสงจากตะเกียงหัวเตียงไหวระริก เขาเข้าสู่นิทราอย่างเงียบงัน ก่อนจะเข้าสู่ความฝัน ที่เหมือนจริงจนรู้สึกถึงลมหายใจของอีกคนในฝันเขายืนอยู่กลางเรือนไทยไม้สักหลังหนึ่ง ท่ามกลางแสงแดดอ่อนปลายรุ่ง เสียงระฆังวัดดังแว่วจากที่ไกล กลิ่นอบเชยและน้ำอบลอยมาแตะจมูกและตรงหน้าของเขาคือหญิงสาวผู้หนึ่ง สวมสไบเฉียงสีขาวนวล ผ้านุ่งสีแดงเลือดนก จีบหน้านางละเอียด เธอยิ้มพลางใช้มือบางแตะไหล่เขาเบา ๆ แววตาคู่นั้นทั้งคุ้นเคย ทั้งเศร้าและอ่อนหวานปนกัน“ท่านมาช้าอีกแล้ว” เสียงเธอเบาดุจสายลมที่กระซิบข้างหู“แต่ข้ากลับมาแล้ว” เขาพูดเสียงแผ่วตอบกลับทั้งที่ไม่รู้ว่ากำลังพูดกับใคร แม้ว่าจะเจอเธอมาหลายคราในห้วงนิทรา หัวใจแน่นตื้อเหมือนเคยพูดประโยคนี้มานับพันครั้ง“เราจะไม่พรากจากกันอีกใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยเขาคว้ามือเธอไว้ แต่แสงอาทิตย์กลับสว่างวาบ ภาพนั้นค่อย ๆ เลือนหายไป ขุนเทวัญสะดุ้งตื่นในเช้ามืด เหงื่อซึมเล็กน้อยบนหน้าผาก แม้อากาศจะเย็นเขาลุกนั่งนิ่ง สบตากับความเงียบในห้อง เสี
เสียงฝนยังคงพรำลงไม่หยุด ใต้ชายคาศาลาเล็ก ๆ เมษายืนใกล้ขุนเทวัญจนได้กลิ่นไอของผ้าที่ชื้นด้วยฝนและกลิ่นกายของท่านขุนคลุ้งจาง ๆ ขุนเทวัญยังคงถือผ้าคาดเอวผืนยาวที่ใช้บังฝนให้เมษาไว้ในมือ ปลายผ้ายังเปียกอยู่บ้าง แต่มุมหนึ่งแห้งเมษาหันมามองเขา เห็นใบหน้าของขุนเทวัญมีหยดน้ำเกาะอยู่ตามขมับ แก้ม และปลายคาง“คุณพี่ขุนเปียกหมดเลย” เมษาพูดเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือมาหยิบปลายผ้าคาดเอวจากมือเขา ขุนเทวัญชะงักมอง ยังไม่ทันเอ่ยห้าม เมษาก็ยกผ้าผืนนั้นขึ้นอย่างเบามือ แล้วค่อย ๆ เช็ดหยดน้ำที่ข้างแก้มของเขา ขยับเลื่อนไปที่ขมับ และหน้าผากที่มีหยดน้ำเกาะพราว“อยู่เฉย ๆ สิคะจะเช็ดให้” เมษาว่าพลางยิ้มละไมขุนเทวัญยืนนิ่งเหมือนถูกมนตร์สะกด ใบหน้าเขานิ่งแต่หูเริ่มแดง แล้วแดงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตอนที่ปลายนิ้วของเมษาแตะลงเบา ๆ ตรงข้างสันกราม“คุณพี่ขุนหน้าแดงอีกแล้ว” เมษาเอียงคอถาม ยิ้มแบบคนรู้ทันขุนเทวัญเบือนหน้าหลบ “เธอนี่ ชอบพูดจาน่าเอามืออุดปากเสียจริง”“คุณพี่ขุนเนี่ยเป็นผู้ชายที่เรียบร๊อย เรียบร้อยนะคะ โดนแซวแค่นี่ถึงกับเขิน แต่ก็น่ารักนะเนี่ย” เมษายักคิ้วขุนเทวัญถึงกับไอออกมาในลำคอ “แม่เมษา พูดจาไม่งามเลย
ในเช้าของวันที่แสงแดดอ่อน เสียงนกเอี้ยงร้องแว่วจากยอดมะม่วง แม่พลอยจัดผมให้เมษาอยู่หน้าห้องเรือนในด้วยสีหน้าเคร่งครัด เพราะว่าพระยาภูบดินทร์ บิดาของขุนเทวัญกลับมาจากราชการที่หัวเมืองเหนือ และทราบว่าที่เรือนมีหญิงหลงทางมาอยู่อาศัย จึงอยากพบกับเมษา“ฟังให้ดีนะ เธออย่าเผลอพูดอะไรแปลกหูเหมือนที่ชอบพูดกับฉันต่อหน้าคุณท่านนะ”“จ้า จะเรียบร้อยแบบกุลสตรีศรีรัตนโกสินทร์เลยแม่พลอย” เมษาเบะปากใส่กระจกบนเรือนใหญ่ พระยาภูบดินทร์นั่งอยู่ที่ตั่งกลางเรือน เสื้อแพรสีเทาเงินตัดกับผ้าพับอย่างเรียบ เส้นผมขาวแซมข้างหู แต่ดวงตายังคมและนิ่ง ข้าง ๆ กันคือคุณหญิงจันทร์วาด ที่กำลังจิบชาด้วยท่าทางของหญิงชั้นสูงเมษาเดินเข้ามาด้วยอาการกึ่งประหม่า แต่พยายามทำใจดีสู้เสือ“กราบสวัสดีค่ะ คุณท่าน คุณหญิง แล้วก็คุณพี่ขุน เอ๊ย ท่านขุนเทวัญค่ะ” มือยกพนมแสนเรียบร้อย แต่เสียงสั่นปลายประโยคคุณหญิงหรี่ตามองตั้งแต่หัวจรดปลายซิ่น “ขอให้ความเรียบร้อยนั้นอย่าได้หมดอายุภายในห้านาทีเถอะ”พระยาภูบดินทร์หัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบ เสียงหัวเราะที่ไม่ได้ยินบ่อยในเรือนนี้“เธอคือแม่เมษาหรือ ดูท่าทางแปลกจากคนบ้านนี้เมืองนี้ยิ่งนัก
เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ฝรั่งดังกระหึ่มขณะแล่นไปตามถนนลูกรังในพระนคร เมษานั่งเบียดแม่พลอยอยู่เบาะหลัง ดวงตาโตเท่าไข่ห่าน มองซ้ายขวาไม่หยุดส่วนขุนเทวัญนั่งอยู่เบาะด้านหน้าโดยมีเฟื่องเป็นคนขับรถ รถยนต์สีดำสนิทเงางาม ประทุนเปิดรับลมเย็นบาง ๆ ของช่วงสายวันนั้น“เพิ่งเคยนั่งรถโบราณย้อนยุคครั้งแรก” เมษาตะโกนฝ่าลม“รถโบราณอะไรกันแม่เมษา คันนี้เพิ่งนำเข้ามาจากอังกฤษเลยนะ” ขุนเทวัญพูดโดยไม่หันกลับมามอง“จริงด้วย นี่เรามาอยู่ในยุครัตนโกสินทร์นี่” เมษาบอกกับตัวเองก่อนที่จะหันไปมองทิวทัศน์รอบข้างของพระนครยุครัตนโกสินทร์รถยนต์แล่นมาหยุดที่หน้ากรมพระคลังสินค้า ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมผสมไทย-ตะวันตก ตัวอาคารสองชั้นทาสีขาวครีม มีบานหน้าต่างโค้งประดับไม้ฉลุลายทอง เสาเรียงรายรับชายคายาว หน้ากรมมีธงชาติสยามปลิวไสว เมษานั่งอ้าปากค้างอยู่เบาะหลัง“โอ้โห นี่หรือคือกรมพระคลังสินค้าของจริง มันทั้งสวยและดูขลังมาก”ขุนเทวัญหันมามองด้วยสีหน้าขรึมแต่แววตาขำ “ดูเธอจะไม่เคยเข้ามากลางพระนครสินะ”เขาก้าวลงจากรถแล้วหันมาทางแม่เมษาและแม่พลอย“ฉันต้องเข้าไปสะสางราชการภายในไม่นานนัก พวกเธอรออยู่แถวนี้ก่อน”“เจ้าค่ะ” แม่
ในคืนนั้น สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านเรือนไม้ เสียงจั๊กจั่นยังดังเป็นจังหวะ กล่อมให้บรรยากาศยามค่ำในพระนครเงียบสงัดยิ่งขึ้นเมษานอนอยู่บนฟูกบาง ๆ ใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่ไหวระริก เสียงลมหายใจเธอสม่ำเสมอก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป และเข้าสู่ห้วงนิทราเธอฝัน แต่มันทั้งชัดเจนและพร่าเบลอในเวลาเดียวกัน ในฝันนั้นเมษายืนอยู่กลางลานกว้าง รอบตัวเป็นสวนไม้สูงเรียงรายเหมือนเขาวงกต กลิ่นกำยานหอมจาง ๆ ลอยมาแตะจมูก ผืนฟ้าเป็นสีแดงใกล้โพล้เพล้ แต่ไม่มีแดด ไม่มีเงา เหมือนเป็นโลกอีกมิติหนึ่งเธอก้มมองตัวเองพบว่าตนเองไม่ได้สวมเสื้อแขนกระบอกหรือผ้าซิ่นแบบทุกวัน แต่เป็นสไบเฉียงสีขาวนวล เนื้อผ้าบางเบา และผ้านุ่งแบบจีบหน้านางสีแดงเข้ม ลวดลายละเอียดประณีตแบบหญิงในสมัยอยุธยา ซึ่งไม่เคยมีใครในยุครัตนโกสินทร์แต่งเช่นนั้นเธอก้าวไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ เท้าเปล่าสัมผัสพื้นดินอ่อนนุ่มและเย็นจับใจ เมษารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยเดินผ่านตรงนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย เสียงที่ทุ้มนุ่ม และอบอุ่นอย่างประหลาด“เจ้ามาแล้วหรือ”เมษาหันขวับ ชายหนุ่มในชุดโจงกระเบนสีดำ สวมเสื้อห่มแพร ผ้าโพกหัวบาง ๆ ดวงตาคมคู่นั้
แดดสายสะท้อนลงบนหลังคามุงจาก กระทบผิวน้ำตลาดปากคลองจนเงาวาว แม่ค้าเขียงหมูเสียงดังแข่งกับเจ้าของร้านขนมฝอยทอง เสียงตะโกนเรียกลูกค้าเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณท่ามกลางความวุ่นวาย เมษาเดินมาในลุคสายช้อปย้อนยุค ผ้าซิ่นลายแดงสดเกือบสะท้อนแสงแดด เสื้อแขนกระบอกพับผิดเล็กน้อย ข้างหนึ่งไหล่ตก ข้างหนึ่งตั้งสง่า มือหนึ่งหิ้วขนมต้ม อีกมือถือทองหยอดมากินเล่น“ว้าว ตลาดนี่คือสวรรค์ของสายกิน นี่ถ้ามีชาไข่มุกให้กินด้วยละก็ ฟินสุด ๆ”แม่พลอยที่เดินตามแทบเอามือปิดหน้าผาก “อย่าพูดอะไรเพี้ยน ๆ ออกมาอีกเลยแม่เมษา แค่นี้คนก็มองกันทั้งตลาดแล้ว”“ก็มองคนสวยไง ไม่เห็นแปลก หรือเธอว่าฉันไม่สวยหรือไงแม่พลอย”“เออ ไอ้สวยน่ะก็สวย แต่แปลกก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน”เมษากรอกตามองบน “จะถือว่าเป็นคำชมแล้วกันนะ”ที่หัวตลาด เสียงวุ่นวายของพ่อค้าแม่ขายยังครึกครื้น แต่ทันทีที่แม่หญิงรำเพยปรากฏกายเดินนวยนาดอย่างงามสง่า ตลาดทั้งแถบก็เหมือนชะงักอารมณ์หนึ่งผ้าไหมสีชมพูทองจับจีบประณีต เสื้อห่มสไบกลิ่นน้ำอบโชยอ่อน ๆเมษาที่เพิ่งหันมาเห็น พึมพำกับแม่พลอยเบา ๆ “นั่นแม่หญิงรำเพยนี่”แม่พลอยพยักหน้า “ใช่ แม่หญิงรำเพย คู่หมายของท่านขุนเทวัญ”“คู







