Beranda / รักโบราณ / แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน / นี่เธอหลงมาไกลแค่ไหนกัน แม่เมษา

Share

นี่เธอหลงมาไกลแค่ไหนกัน แม่เมษา

last update Tanggal publikasi: 2025-11-11 23:52:24

ยามเย็นในเรือนไทยนั้นเงียบสงบกว่าทุกเวลาที่เมษาเคยสัมผัส ไม่มีเสียงรถ ไม่มีข่าวในทีวี ไม่มีแจ้งเตือนจากมือถือ มีเพียงเสียงลมพัด เสียงนกร้อง และแสงอาทิตย์ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มทอง

เมษานั่งบนชานเรือน ใกล้ศาลาเล็กใต้ร่มไม้ 

ขุนเทวัญนั่งอีกฝั่งของตั่งไม้ เตรียมเอกสารบางอย่างไว้ในมือ แต่ยังไม่ลงมืออ่าน

เมษาหันไปมองเขา ก่อนจะถามขึ้นอย่างลังเล “คุณพี่ขุนเทวัญคะ ขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย”

ขุนเทวัญเงยหน้าขึ้น มองเธอนิ่ง ๆ ก่อนพยักหน้า “ว่ามาเถิด หากตอบได้ ก็จะตอบ”

“ตอนนี้ปีอะไรเหรอคะ”

ขุนเทวัญนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบช้า ๆ “ก็จุลศักราชหนึ่งพันสองร้อยสามสิบห้า”

“จุลศักราช” เมษากระพริบตา ขอโทษนะคะ เอาเป็นพุทธศักราชได้มั้ย”

ขุนเทวัญยิ้มบาง ๆ “พุทธศักราชสองพันสี่ร้อยสิบหก”

“แล้วตอนนี้เป็นแผ่นดินของพระมหากษัตริย์พระองค์ใด”

“พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าน่ะ ทำไมหรือ”

เมษาถึงกับนิ่งไป มือน้อย ๆ ยกขึ้นนับนิ้วเงียบ ๆ ในใจ ก่อนจะอุทานเบา ๆ

“นี่มันสมัยรัชกาลที่ห้า”

ขุนเทวัญพยักหน้าอย่างนุ่มนวล “ใช่แล้ว สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงทศพิธราชธรรมยิ่งนัก”

เมษาหันหน้าไปมองท้องฟ้าสีส้ม เสียงลมหายใจของเธอแผ่วเบา “รัชกาลที่ห้าที่มีการเลิกทาสใช่ไหมคะ”

คำพูดนั้นทำให้ขุนเทวัญชะงัก เขาหันมามองเธอทันที ดวงตานิ่งเรียบแต่ลึก

“เรื่องนั้นยังไม่มีประกาศใดออกสู่ภายนอก แต่ก็ใช่ เธอรู้ได้อย่างไร”

เมษาเม้มปากแน่น หัวใจเต้นแรงจนน่ากลัวว่าเขาจะได้ยิน เธอรีบหันหน้ากลับไปทางสวน ทำทีเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ในใจเหมือนมีลมพัดกรูเข้าใส่เต็มหน้า

“เอ่อ ฉันก็แค่ อาจจะฝันไปก็ได้มั้งคะ”

ขุนเทวัญไม่ตอบทันที เขายังคงมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างใช้ความคิด เธอไม่ใช่หญิงธรรมดาแน่นอน คนแปลกหน้าที่รู้เรื่องสำคัญ เรื่องที่รู้กันเป็นการภายในของขุนนางระดับสูง

เขาหลุบตาลงช้า ๆ แต่ไม่อาจห้ามใจไม่ให้ถามออกมาในที่สุด

“แม่เมษา เธอเป็นใครกันแน่”

เมษาหัวเราะแห้ง “ฉันก็เป็นฉันนี่แหละค่ะ แม่เมษา ที่ยังหาที่มาของตัวเองไม่เจอเหมือนกัน คนความจำเสื่อม”

ขุนเทวัญไม่ได้ถามอะไรต่อ แต่ในแววตานั้นดูเหมือนจะเริ่มจับสังเกตบางอย่าง บางอย่างที่เขายังหาคำอธิบายไม่ได้จากหญิงสาวคนนี้

บ่ายคล้อย เสียงรถยนต์คันหรูแล่นเข้ามาจอดหน้าเรือนของพระยาภูบดินทร์ แสงแดดยามบ่ายสะท้อนเงาช่อมะม่วงพาดผ่านชานเรือนอย่างนุ่มนวล

จังหวะที่แม่หญิงรำเพย บุตรสาวของพระยาพิทักษ์ราชกิจ เสนาบดีประจำกระทรวงนครบาล ก้าวเข้ามาในเขตเรือนด้วยท่วงท่าสง่างามดั่งนางในนิยาย เธอสวมผ้าไหมพับจีบยาวสีฟ้าอ่อน กับเสื้อห่มสไบผืนบางปักดิ้นทอง ในมือนั้นถือถาดทองเหลืองรองผลมะม่วงน้ำดอกไม้สีเหลืองนวลวางเรียงเป็นระเบียบ

“กราบคุณป้าเจ้าค่ะ คุณพ่อให้รำเพยนำมะม่วงมาฝากคุณป้าเจ้าค่ะ บอกว่าเพิ่งได้จากสวนในวังมาใหม่”

คุณหญิงจันทร์วาดมารดาของขุนเทวัญ หันมายิ้มรับอย่างอ่อนโยน

“ขอบใจมากจ้ะหนูรำเพย”

รำเพยนั่งลงข้างคุณหญิงอย่างเรียบร้อย แต่สายตากลับปัดไปยัง หญิงสาวแปลกหน้าที่กำลังนั่งพับผ้าอยู่กับแม่พลอยอีกฟากเรือน

หญิงสาวผู้นั้นไม่ได้แต่งกายเฉกเช่นบ่าวคนอื่น ผ้าซิ่นไหมเรียบแต่สวย เสื้อแขนกระบอกพอดีตัว ผมรวบเรียบแต่ไม่มียศใดในเรือน

“คุณป้าเจ้าขา แม่หญิงแปลกหน้าผู้นั้นคือใครกันเจ้าคะ บ่าวใหม่ในเรือนหรือ แต่ดูจะแต่งตัวไม่ค่อยเหมือนบ่าวเลย”

คุณหญิงจันทร์วาดนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเบา ๆ พร้อมรอยยิ้มกลบเกลื่อน

“หล่อนชื่อเมษา เรื่องของนางมันยาวหน่อยจ้ะ อย่าใส่ใจมากเลย ไม่สลักสำคัญใดหรอก”

รำเพยยิ้มบาง ๆ แต่อะไรในดวงตาเหมือนไม่เชื่อว่าจะไม่สำคัญ

เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากหน้าชาน ขุนภัทรนิติธรรม ข้าราชการหนุ่มแห่งกรมอาลักษณ์ เดินขึ้นมาด้วยท่าทางมั่นใจ ในมือถือแฟ้มเอกสาร หันไปโค้งให้คุณหญิงจันทร์วาดอย่างสุภาพก่อนจะเดินตรงไปยังห้องทำงานของขุนเทวัญ

ภายในห้องทำงานของขุนเทวัญ บรรยากาศต่างจากชานเรือนโดยสิ้นเชิง ผนังไม้สักประดับตู้หนังสือแน่นทึบ โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง มีแผนที่สยามและดินแดนใกล้เคียงปักหมุดไว้ด้วยหมุดทองเหลือง ขุนภัทรนั่งลงตรงข้ามเพื่อนสนิท ขณะขุนเทวัญเปิดแฟ้มเอกสารราชการ

“เรื่องภาษีอากร ฉันตรวจบัญชีการเข้าออกของเรือสินค้าจากเดนมาร์กเมื่อเดือนก่อน พบว่ามีการขอลดอัตราภาษีมากกว่าที่ตกลงไว้ในสนธิสัญญา”

ขุนเทวัญพยักหน้าช้า ๆ พลางหยิบสมุดรายงานอีกเล่ม “รายงานจากกรมศุลกากร เรือจากโคเปนเฮเกน ขนสินค้ามาเต็มลำ แต่ขอเว้นภาษีโดยอ้างสิทธิพิเศษ”

ขุนภัทรขมวดคิ้ว “นั่นน่ะสิ พวกฝรั่งชอบตีความสัญญาเข้าข้างตัวเอง ยิ่งเป็นเรือจากชาติที่มีทูตประจำอยู่แล้ว ยิ่งแทรกแซงง่าย”

ขุนเทวัญหลุบตามองแผ่นรายงาน “ปัญหาคือ จะรายงานขึ้นเสนาบดีได้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานว่าจงใจเลี่ยงภาษี ไม่ใช่แค่เข้าใจผิด”

ขุนภัทรพยักหน้า “นายว่าเราควรทำอย่างไรต่อ”

ขุนเทวัญลุกขึ้น เดินไปยังแผนที่ กรีดปลายนิ้วตามเส้นแม่น้ำเจ้าพระยาที่ลากไปถึงด่านปากน้ำ

“ฉันอยากให้นายช่วยเรียบเรียงรายงานฉบับใหม่ เสนอแนะแนวทางแก้ไข ทั้งในเชิงกฎหมาย และในเชิงความสัมพันธ์กับทูตเดนมาร์กเขียนให้กระชับ และเด็ดขาด”

“ไม่มีปัญหา”

ก่อนเดินออกจากห้อง ขุนภัทรหันมามองอีกครั้ง “ว่าแต่แม่หญิงที่นั่งพับผ้าอยู่บนเรือนที่ฉันเห็นเมื่อครู่ใช่บ่าวหรือ”

ขุนเทวัญชะงัก “ไม่ใช่บ่าว แต่ก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าคือใคร”

ขุนภัทรยิ้มเจ้าเล่ห์ “หรือจะเป็นว่าที่เมียของนาย เทวัญ”

ขุนเทวัญไม่ตอบ ได้แต่ปรายตามานิ่ง ๆ ก่อนจะพูดเพียงสั้น ๆ “ไปทำรายงานมาให้เสร็จเถอะไอ้ภัทร พูดอะไรไม่ได้ความ”

เสียงเปิดประตูไม้ดังกึกเบา ๆ ก่อนที่ขุนเทวัญจะก้าวออกมาจากห้องทำงาน ขุนภัทรตามออกมาติด ๆ สีหน้าไม่ได้จริงจังเหมือนก่อนหน้าแล้ว แต่แฝงรอยยิ้มจาง ๆ

“เรื่องที่นายให้ฉันดู ฉันจะเร่งเขียนให้ทันวันพรุ่งนี้”

“ดี ขอบใจนายมาก”

ทั้งสองเดินออกสู่ชานเรือน คุณหญิงจันทร์วาดนั่งอยู่มุมหนึ่งของเรือน ล้อมด้วยหมอนอิงลายคราม และกระเช้ามะม่วงที่รำเพยเพิ่งนำมาฝาก

ขุนภัทรยกมือไหว้อย่างนอบน้อม “สวัสดีขอรับคุณป้าจันทร์วาด กระผมต้องขออภัยที่เมื่อครู่ไม่ได้แวะมากราบ พอดีมีเรื่องด่วนกับพ่อเทวัญขอรับ”

คุณหญิงยิ้มเอ็นดู “ไม่เป็นไรหรอก อย่าคิดให้มากความ”

ขุนภัทรเหลือบตาไปทางรำเพยที่นั่งอยู่อีกฟาก รำเพยหันมาท่าทางสะโอดสะอง มือยังคงพัดเบา ๆ พัดกลิ่นน้ำอบลอยละมุน

“สวัสดีค่ะพี่เทวัญ” น้ำเสียงอ่อนหวานไม่ตกหล่นแม้ครึ่งพยางค์

ดวงตาใต้แพขนตางอนทอดมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววที่พยายามไม่แสดงออกว่าพึงใจ ขุนเทวัญพยักหน้ารับเบา ๆ

“อ้าว ยืนอยู่ด้วยกันตั้งสองคน เหตุใดจึงเอ่ยทักทายเพียงคนเดียว” ขุนภัทรพูดจาค่อนขอดแม่หญิงรำเพย

รำเพยยิ้มนิด ๆ อย่างนางในวัง ก่อนลุกขึ้น “ฉันจะทักคนที่อยากทักเจ้าค่ะ”

ขุนภัทรยักคิ้ว พลางยกมือไหว้อย่างประชด “โอ้ แม่หญิงผู้งามเลิศเลือกได้เฉพาะเจาะจง ควรค่าแก่การทักทายเพียงหนึ่งเดียว บุญของข้าอยู่ต่ำกว่าระดับกลิ่นน้ำอบกระมัง ถึงได้ไม่คู่ควรแม้แต่คำว่าสวัสดี”

รำเพยเชิดคางขึ้นเล็กน้อย มือขวายังพัดช้า ๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน

“ท่านจะอยากได้คำสวัสดีจากฉันไปทำไมหรือขุนภัทร หรือเพราะไม่ได้ยินบ่อย ก็เลยอยากเก็บไว้ฟังเล่นก่อนนอน” น้ำเสียงนุ่ม แต่ท่าทีกวนประสาทแบบแนบเนียน

“เปล่า” ขุนภัทรตอบหน้าตาย “ฉันแค่หวังว่าคนที่ชอบเรียกตัวเองว่ากุลสตรีน่ะ จะมีมารยาทพื้นฐานหรือไม่เท่านั้นเอง”

รำเพยหลุบตาลงครู่หนึ่ง แล้วแกล้งถอนหายใจระคนหัวเราะเบา ๆ “กุลสตรีจะมีมารยาทกับทุกคนเจ้าค่ะ ยกเว้นคนที่รู้จักกันตั้งแต่ยังซน คนที่ชอบแกล้งเอาตุ๊กตาของเด็กผู้หญิงไว้วาดหนวดวาดเคราจนหมดสิ้นความน่ารัก”

ขุนภัทรหัวเราะพรืด “นั่นมันเรื่องสมัยเด็ก เหตุใดเธอยังจำ”

“ความจำของฉันมันแม่นยำและฝังใจ” รำเพยพูดพลางปิดพัดเบา ๆ “โดยเฉพาะเรื่องที่พี่ภัทรแกล้งหลอกผีจนฉันวิ่งหกล้มหน้าศาลพระภูมิของกรมเสนาบดี”

เสียงคุณหญิงจันทร์วาดที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ หลุดหัวเราะอย่างขบขัน

“เอาล่ะ พอเถอะสองคนนี้ ทะเลาะกันมาตั้งแต่เด็กจนโต”

แม่หญิงรำเพยก้มหน้าเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าทำกิริยาไม่งาม ก่อนจะหันมาหาคุณหญิงจันทร์วาดอีกครั้ง

“หลานคงต้องขอตัวแล้วเจ้าค่ะคุณป้า คุณพ่อท่านนัดทานข้าวไว้ หากช้าเกินไป คงจะถูกตำหนิเอาได้”

คุณหญิงจันทร์วาดพยักหน้าอย่างเมตตา “ขอบใจที่มาหาแม่นะลูก ฝากขอบคุณคุณพระยาด้วยนะจ๊ะ”

“เจ้าค่ะ” รำเพยยกมือไหว้ แล้วเดินก้าวจากชานเรือนลง

รถยนต์โบราณคันงามจอดอยู่ใต้ต้นพิกุลริมเรือน บ่าวชายในชุดไทยแบบเรียบเปิดประตูให้อย่างคล่องแคล่ว รำเพยก้าวขึ้นรถสไบปลิวเบา ๆ ตามลมยามเย็น

เธอเหลียวกลับไปมองเรือนอีกครั้ง เพียงครู่เดียว ก่อนจะปิดประตูลงช้า ๆ เครื่องยนต์คำรามแผ่ว รถค่อย ๆ เคลื่อนตัวหายไปจากลานบ้าน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำอบที่ยังคลุ้งอยู่ในลม และแววตาเหนื่อยใจของชายสองคนที่ยืนอยู่ตรงบันได

ขุนเทวัญหันมามองขุนภัทรแล้วถอนหายใจช้า ๆ “นายนี่มัน น่าจะเป็นคนเดียวในพระนคร ที่กล้ายั่วโมโหรำเพยได้แล้วยังรอดมาได้ทุกครั้ง”

ขุนภัทรหัวเราะพรืด “ก็มันอดไม่ได้ ฉันเห็นหน้าเธอทีไร หมั่นไส้ขึ้นมาทุกที แค่มันเคยชิน ตั้งแต่พวกเรายังวิ่งเล่นกันริมคลอง ทะเลาะกันทุกวัน แต่เอาเถอะ อย่างน้อย เธอก็ยังกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม ถึงจะเป็นเพราะฉันไปยั่วให้โมโหก็ตาม”

ที่หลังม่านไม้ใกล้ศาลาเล็กเงาเงียบ ๆ ของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ไม่ได้อยู่ในวงสนทนาแอบฟังเงียบ ๆ จนถึงคำสุดท้าย

เมษายิ้มกรุ้มกริ่ม พลางพึมพำเบา ๆ

“แรก ๆ ก็ตีกัน หลัง ๆ ก็ได้กัน ใช่มั้ยแม่พลอย”

แม่พลอยที่เดินตามหลังมาแค่ครึ่งก้าวกลั้นหัวเราะแทบไม่ทัน

“พูดจาอะไรน่าเกลียดแม่เมษา แต่ดู ๆ ไปสองคนนี่ก็เข้ากันดีอยู่นะ”

เมษาทำตาโต ประสานนิ้วเข้าหากันแกล้งทำท่าหัวใจ “แบบนี้ในยุคฉันเขาเรียกว่าคู่จิ้น จิ้นได้เลยไหมแม่พลอย ฉันจะลงโพสต์ให้นะ ถ้ามีโทรศัพท์อ่ะ”

แม่พลอยหัวเราะพรืดจนต้องเอามือปิดปาก “พูดจาอะไรพิลึกพิลั่นอีกแล้ว”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   เมษาเธอไปไหน คุณพี่ขุนทำไมใจจะขาด

    กลางดึกคืนนั้น ลมพัดผ่านหน้าต่างเรือน เสียงพื้นเรือนแกรกกรากเบา ๆ คล้ายเสียงบางอย่างที่กระซิบจากอดีต ขุนเทวัญนอนนิ่งอยู่บนฟูก ห่มผ้าผืนบาง แสงจากตะเกียงหัวเตียงไหวระริก เขาเข้าสู่นิทราอย่างเงียบงัน ก่อนจะเข้าสู่ความฝัน ที่เหมือนจริงจนรู้สึกถึงลมหายใจของอีกคนในฝันเขายืนอยู่กลางเรือนไทยไม้สักหลังหนึ่ง ท่ามกลางแสงแดดอ่อนปลายรุ่ง เสียงระฆังวัดดังแว่วจากที่ไกล กลิ่นอบเชยและน้ำอบลอยมาแตะจมูกและตรงหน้าของเขาคือหญิงสาวผู้หนึ่ง สวมสไบเฉียงสีขาวนวล ผ้านุ่งสีแดงเลือดนก จีบหน้านางละเอียด เธอยิ้มพลางใช้มือบางแตะไหล่เขาเบา ๆ แววตาคู่นั้นทั้งคุ้นเคย ทั้งเศร้าและอ่อนหวานปนกัน“ท่านมาช้าอีกแล้ว” เสียงเธอเบาดุจสายลมที่กระซิบข้างหู“แต่ข้ากลับมาแล้ว” เขาพูดเสียงแผ่วตอบกลับทั้งที่ไม่รู้ว่ากำลังพูดกับใคร แม้ว่าจะเจอเธอมาหลายคราในห้วงนิทรา หัวใจแน่นตื้อเหมือนเคยพูดประโยคนี้มานับพันครั้ง“เราจะไม่พรากจากกันอีกใช่ไหม” หญิงสาวเอ่ยเขาคว้ามือเธอไว้ แต่แสงอาทิตย์กลับสว่างวาบ ภาพนั้นค่อย ๆ เลือนหายไป ขุนเทวัญสะดุ้งตื่นในเช้ามืด เหงื่อซึมเล็กน้อยบนหน้าผาก แม้อากาศจะเย็นเขาลุกนั่งนิ่ง สบตากับความเงียบในห้อง เสี

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   ท่านขุนต้องเป็นของฉัน

    เสียงฝนยังคงพรำลงไม่หยุด ใต้ชายคาศาลาเล็ก ๆ เมษายืนใกล้ขุนเทวัญจนได้กลิ่นไอของผ้าที่ชื้นด้วยฝนและกลิ่นกายของท่านขุนคลุ้งจาง ๆ ขุนเทวัญยังคงถือผ้าคาดเอวผืนยาวที่ใช้บังฝนให้เมษาไว้ในมือ ปลายผ้ายังเปียกอยู่บ้าง แต่มุมหนึ่งแห้งเมษาหันมามองเขา เห็นใบหน้าของขุนเทวัญมีหยดน้ำเกาะอยู่ตามขมับ แก้ม และปลายคาง“คุณพี่ขุนเปียกหมดเลย” เมษาพูดเบา ๆ ก่อนจะยื่นมือมาหยิบปลายผ้าคาดเอวจากมือเขา ขุนเทวัญชะงักมอง ยังไม่ทันเอ่ยห้าม เมษาก็ยกผ้าผืนนั้นขึ้นอย่างเบามือ แล้วค่อย ๆ เช็ดหยดน้ำที่ข้างแก้มของเขา ขยับเลื่อนไปที่ขมับ และหน้าผากที่มีหยดน้ำเกาะพราว“อยู่เฉย ๆ สิคะจะเช็ดให้” เมษาว่าพลางยิ้มละไมขุนเทวัญยืนนิ่งเหมือนถูกมนตร์สะกด ใบหน้าเขานิ่งแต่หูเริ่มแดง แล้วแดงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตอนที่ปลายนิ้วของเมษาแตะลงเบา ๆ ตรงข้างสันกราม“คุณพี่ขุนหน้าแดงอีกแล้ว” เมษาเอียงคอถาม ยิ้มแบบคนรู้ทันขุนเทวัญเบือนหน้าหลบ “เธอนี่ ชอบพูดจาน่าเอามืออุดปากเสียจริง”“คุณพี่ขุนเนี่ยเป็นผู้ชายที่เรียบร๊อย เรียบร้อยนะคะ โดนแซวแค่นี่ถึงกับเขิน แต่ก็น่ารักนะเนี่ย” เมษายักคิ้วขุนเทวัญถึงกับไอออกมาในลำคอ “แม่เมษา พูดจาไม่งามเลย

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   งานวัดฮีลใจ

    ในเช้าของวันที่แสงแดดอ่อน เสียงนกเอี้ยงร้องแว่วจากยอดมะม่วง แม่พลอยจัดผมให้เมษาอยู่หน้าห้องเรือนในด้วยสีหน้าเคร่งครัด เพราะว่าพระยาภูบดินทร์ บิดาของขุนเทวัญกลับมาจากราชการที่หัวเมืองเหนือ และทราบว่าที่เรือนมีหญิงหลงทางมาอยู่อาศัย จึงอยากพบกับเมษา“ฟังให้ดีนะ เธออย่าเผลอพูดอะไรแปลกหูเหมือนที่ชอบพูดกับฉันต่อหน้าคุณท่านนะ”“จ้า จะเรียบร้อยแบบกุลสตรีศรีรัตนโกสินทร์เลยแม่พลอย” เมษาเบะปากใส่กระจกบนเรือนใหญ่ พระยาภูบดินทร์นั่งอยู่ที่ตั่งกลางเรือน เสื้อแพรสีเทาเงินตัดกับผ้าพับอย่างเรียบ เส้นผมขาวแซมข้างหู แต่ดวงตายังคมและนิ่ง ข้าง ๆ กันคือคุณหญิงจันทร์วาด ที่กำลังจิบชาด้วยท่าทางของหญิงชั้นสูงเมษาเดินเข้ามาด้วยอาการกึ่งประหม่า แต่พยายามทำใจดีสู้เสือ“กราบสวัสดีค่ะ คุณท่าน คุณหญิง แล้วก็คุณพี่ขุน เอ๊ย ท่านขุนเทวัญค่ะ” มือยกพนมแสนเรียบร้อย แต่เสียงสั่นปลายประโยคคุณหญิงหรี่ตามองตั้งแต่หัวจรดปลายซิ่น “ขอให้ความเรียบร้อยนั้นอย่าได้หมดอายุภายในห้านาทีเถอะ”พระยาภูบดินทร์หัวเราะเบา ๆ ท่ามกลางความเงียบ เสียงหัวเราะที่ไม่ได้ยินบ่อยในเรือนนี้“เธอคือแม่เมษาหรือ ดูท่าทางแปลกจากคนบ้านนี้เมืองนี้ยิ่งนัก

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   คำอธิษฐานที่ตรงกัน

    เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ฝรั่งดังกระหึ่มขณะแล่นไปตามถนนลูกรังในพระนคร เมษานั่งเบียดแม่พลอยอยู่เบาะหลัง ดวงตาโตเท่าไข่ห่าน มองซ้ายขวาไม่หยุดส่วนขุนเทวัญนั่งอยู่เบาะด้านหน้าโดยมีเฟื่องเป็นคนขับรถ รถยนต์สีดำสนิทเงางาม ประทุนเปิดรับลมเย็นบาง ๆ ของช่วงสายวันนั้น“เพิ่งเคยนั่งรถโบราณย้อนยุคครั้งแรก” เมษาตะโกนฝ่าลม“รถโบราณอะไรกันแม่เมษา คันนี้เพิ่งนำเข้ามาจากอังกฤษเลยนะ” ขุนเทวัญพูดโดยไม่หันกลับมามอง“จริงด้วย นี่เรามาอยู่ในยุครัตนโกสินทร์นี่” เมษาบอกกับตัวเองก่อนที่จะหันไปมองทิวทัศน์รอบข้างของพระนครยุครัตนโกสินทร์รถยนต์แล่นมาหยุดที่หน้ากรมพระคลังสินค้า ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมผสมไทย-ตะวันตก ตัวอาคารสองชั้นทาสีขาวครีม มีบานหน้าต่างโค้งประดับไม้ฉลุลายทอง เสาเรียงรายรับชายคายาว หน้ากรมมีธงชาติสยามปลิวไสว เมษานั่งอ้าปากค้างอยู่เบาะหลัง“โอ้โห นี่หรือคือกรมพระคลังสินค้าของจริง มันทั้งสวยและดูขลังมาก”ขุนเทวัญหันมามองด้วยสีหน้าขรึมแต่แววตาขำ “ดูเธอจะไม่เคยเข้ามากลางพระนครสินะ”เขาก้าวลงจากรถแล้วหันมาทางแม่เมษาและแม่พลอย“ฉันต้องเข้าไปสะสางราชการภายในไม่นานนัก พวกเธอรออยู่แถวนี้ก่อน”“เจ้าค่ะ” แม่

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   ภาพในฝันที่เริ่มชัด

    ในคืนนั้น สายลมอ่อน ๆ พัดผ่านเรือนไม้ เสียงจั๊กจั่นยังดังเป็นจังหวะ กล่อมให้บรรยากาศยามค่ำในพระนครเงียบสงัดยิ่งขึ้นเมษานอนอยู่บนฟูกบาง ๆ ใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่ไหวระริก เสียงลมหายใจเธอสม่ำเสมอก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป และเข้าสู่ห้วงนิทราเธอฝัน แต่มันทั้งชัดเจนและพร่าเบลอในเวลาเดียวกัน ในฝันนั้นเมษายืนอยู่กลางลานกว้าง รอบตัวเป็นสวนไม้สูงเรียงรายเหมือนเขาวงกต กลิ่นกำยานหอมจาง ๆ ลอยมาแตะจมูก ผืนฟ้าเป็นสีแดงใกล้โพล้เพล้ แต่ไม่มีแดด ไม่มีเงา เหมือนเป็นโลกอีกมิติหนึ่งเธอก้มมองตัวเองพบว่าตนเองไม่ได้สวมเสื้อแขนกระบอกหรือผ้าซิ่นแบบทุกวัน แต่เป็นสไบเฉียงสีขาวนวล เนื้อผ้าบางเบา และผ้านุ่งแบบจีบหน้านางสีแดงเข้ม ลวดลายละเอียดประณีตแบบหญิงในสมัยอยุธยา ซึ่งไม่เคยมีใครในยุครัตนโกสินทร์แต่งเช่นนั้นเธอก้าวไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ เท้าเปล่าสัมผัสพื้นดินอ่อนนุ่มและเย็นจับใจ เมษารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยเดินผ่านตรงนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย เสียงที่ทุ้มนุ่ม และอบอุ่นอย่างประหลาด“เจ้ามาแล้วหรือ”เมษาหันขวับ ชายหนุ่มในชุดโจงกระเบนสีดำ สวมเสื้อห่มแพร ผ้าโพกหัวบาง ๆ ดวงตาคมคู่นั้

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   แม่หญิงสูงศักดิ์กับแม่หญิงสายแซ่บ

    แดดสายสะท้อนลงบนหลังคามุงจาก กระทบผิวน้ำตลาดปากคลองจนเงาวาว แม่ค้าเขียงหมูเสียงดังแข่งกับเจ้าของร้านขนมฝอยทอง เสียงตะโกนเรียกลูกค้าเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณท่ามกลางความวุ่นวาย เมษาเดินมาในลุคสายช้อปย้อนยุค ผ้าซิ่นลายแดงสดเกือบสะท้อนแสงแดด เสื้อแขนกระบอกพับผิดเล็กน้อย ข้างหนึ่งไหล่ตก ข้างหนึ่งตั้งสง่า มือหนึ่งหิ้วขนมต้ม อีกมือถือทองหยอดมากินเล่น“ว้าว ตลาดนี่คือสวรรค์ของสายกิน นี่ถ้ามีชาไข่มุกให้กินด้วยละก็ ฟินสุด ๆ”แม่พลอยที่เดินตามแทบเอามือปิดหน้าผาก “อย่าพูดอะไรเพี้ยน ๆ ออกมาอีกเลยแม่เมษา แค่นี้คนก็มองกันทั้งตลาดแล้ว”“ก็มองคนสวยไง ไม่เห็นแปลก หรือเธอว่าฉันไม่สวยหรือไงแม่พลอย”“เออ ไอ้สวยน่ะก็สวย แต่แปลกก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน”เมษากรอกตามองบน “จะถือว่าเป็นคำชมแล้วกันนะ”ที่หัวตลาด เสียงวุ่นวายของพ่อค้าแม่ขายยังครึกครื้น แต่ทันทีที่แม่หญิงรำเพยปรากฏกายเดินนวยนาดอย่างงามสง่า ตลาดทั้งแถบก็เหมือนชะงักอารมณ์หนึ่งผ้าไหมสีชมพูทองจับจีบประณีต เสื้อห่มสไบกลิ่นน้ำอบโชยอ่อน ๆเมษาที่เพิ่งหันมาเห็น พึมพำกับแม่พลอยเบา ๆ “นั่นแม่หญิงรำเพยนี่”แม่พลอยพยักหน้า “ใช่ แม่หญิงรำเพย คู่หมายของท่านขุนเทวัญ”“คู

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   คุณหญิงแม่ กับกฎในเรือน

    ตั้งแต่แม่เมษาหล่นตุ๊บเข้ามาสู่ยุครัตนโกสินทร์ตอนกลางและมาอยู่ในเรือนขุนเทวัญได้หลายวันคุณหญิงจันทร์วาดก็มองอยู่ห่าง ๆ ยังไม่ได้สืบสาวเล่าความอันใดให้เป็นแก่นสาร นั่นเพราะด้วยเหตุยังไม่มีเวลาว่างจะจัดการ และด้วยเพราะเมษาพูดจาไม่รู้ความเป็นภาษามนุษย์เลย และในเช้าวันนี้คุณหญิงก็อดไม่ได้อีกต่อไป“แม่

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   อย่าหวั่นไหวสิคะท่านขุน

    บ่ายวันต่อมาในเรือนใหญ่ ขุนเทวัญนั่งพินิจเอกสารอยู่ในศาลาเล็กหน้าบ้าน แสงแดดลอดผ่านต้นพิกุลเป็นลายเงาบนโต๊ะไม้ เสียงฝีเท้าของแม่พลอยกับเสียงบ่นของใครบางคนก็ดังมาพร้อมกัน“แม่พลอย นี่เธอแน่ใจเหรอว่าผ้าถุงมันต้องรัดแน่นขนาดนี้อะ ฉันว่าฉันกำลังจะขาดอากาศหายใจตายไปซะก่อน”แม่พลอยหัวเราะคิก “อดทนหน่อยน่

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   เรื่องเล็กยุคนี้ แต่ใหญ่สำหรับแม่หญิงเมษา

    เช้าวันถัดมา แสงแดดอุ่นยามสายลอดผ่านบานหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนบ่าว กลิ่นน้ำอบอ่อน ๆ ลอยเคล้ากับกลิ่นขนมไทยที่แม่พลอยทำไว้แต่เช้าเมษานั่งกอดหมอนใบเล็กอยู่บนฟูก สวมผ้าถุงที่เกือบหลุด ข้างตัวมีสมุดกับดินสอที่แม่พลอยเตรียมไว้ให้ตามที่เธอขอ แต่สิ่งที่เธอจดไม่ใช่สูตรกับข้าวหรือบทกลอน“สิ่งที่ควรรู้เพื่

  • แม่หญิงย้อนเวลา มารักกับท่านขุน   เมษาสายแซ่บ ปะทะคุณหลวงสายเก๊ก

    “โอ๊ย เดินจากเรือนนู้นมานี่ทุกวันคือไม่ต้องเข้ายิมแล้วมั้งเนี่ย” เมษาบ่นเสียงดังพลางย่อตัวลงนั่งพักตรงชานเรือนด้านล่าง ผ้าถุงที่แม่พลอยจัดให้ยังพับไม่เป็นระเบียบ เดินไม่คล่อง นั่งก็ไม่สบาย“ไหนไวไฟ อยู่ตรงไหนคะ ใครมีพาสเวิร์ดบ้าง แล้วมือถือฉันไปไหนเนี่ย” เสียงของเธอดังลั่นเรือนแม่พลอยที่เดินถือถาด

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status