LOGIN“แล้วยังไงวะ ได้คุยกันยัง กูเห็นมึงวิ่งตามไปนี่”
“ยังหว่ะ เค้าไม่ยอมคุยก
หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็ได้ยินเสียงหายใจที่เริ่มสม่ำเสมอ นิต้าคงจะหลับไปแล้ว อาจจะด้วยเพราะฤทธิ์ยาแก้ปวดแก้อักเสบที่คุณหมอสั่งให้เธอกินไปเมื่อตอนค่ำด้วย เลยหลับได้ไวขนาดนี้ฉันพลิกตัวไปมาอีกหลายนาที ก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้ เลยลุกขึ้นจากที่นอนและเดินไปเปิดไฟให้ระเบียงด้านนอกมีแสงสว่าง ไฟกระพริบอยู่ครู่หนึ่งจนติดนิ่งดีแล้ว ฉันจึงเดินออกมาอากาศเริ่มเย็น ฉันวางมือเกาะที่ราวระเบียง แหงนหน้ามองบนฟ้า มองดวงดาวที่เห็นได้อย่างชัดเจน แล้วค่อยๆ สูดลมหายใจลึกๆ ให้อากาศเย็นๆ เข้าปอด ‘สดชื่นจัง’หวังว่าอากาศเย็นๆ นี้ จะช่วยดับความร้อนในใจลงได้ ฉันยืนดูดาว สูดอากาศเย็นๆ คิดถึงเรื่องที่คุยกับนิต้า เมื่อก่อนนอน ก็ทำให้นึกถึง คุณหมอคุณหมอที่นึกถึง คือ คุณหมอที่ดูแลอาการของฉันผ่านแอปฯ หมอออนไลน์ นี่ก็เกือบสัปดาห์แล้วสินะ ที่ฉันไม่สามารถเข้าแอปฯ เพื่อติดต่อคุณหมอได้ ฉันอยากอัปเดตอาการให้คุณหมอรู้จังเลย ว่าอาการฉันดีขึ้นมากๆ น่าจะ 80% แล้วแหละ ‘คุณหมอเก่งจริงๆ เลยค่ะ’ฉันคิดวางแผนเอาไว้ ว่าวันที่ได้กลับบ้าน คงจะต้องซื้อของติดไม้ติดมือ เอาไ
คืนนี้ผมนอนไม่ค่อยหลับ ยังคงนึกถึงแต่ภาพของอัยย์ ที่ได้เจอกันวันนี้ ถึงแม้หน้าเธอจะยังมีร่องรอยแดงจางๆ อยู่บ้าง แต่อาการบวมหายไปหมดแล้ว‘ดีใจจัง’ ผมดีใจที่การดูแลอาการของเธอ ด้วยวิธีของผม มันได้ผล เพียงเวลาไม่ถึงเดือน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอบอกว่า เคยเป็นและพยายามรักษาให้มันหายใช้เวลาหลายเดือนนี่ถ้ากลับไปกรุงเทพฯ คราวนี้ ก็น่าจะครบเดือนพอดี เธอน่าจะหายดีแล้ว แล้วเราจะได้คุยกันในแอปฯ อีกเหรอ ผมเริ่มคิดหนัก ถ้าเธอหาย หน้าที่หมอออนไลน์ของผมก็จะจบลงใช่มั้ย‘ผมควรทำยังไงต่อล่ะทีนี้’ เมื่อยังคิดไม่ตก ก็เริ่มถอนหายใจออกมาเสียงดัง จนคนที่นอนอยู่เตียงข้างๆ คงเริ่มจะรำคาญ“เป็นอะไรของมึงวะ ไอ้ภีม ถอนหายใจจนกูเหนื่อยแทนละ”“เฮ้ออ คิดไม่ออกหว่ะ”“คิดอะไรของมึงตอนนี้ นี่มันกี่โมงแล้ว ไม่เหนื่อยหรือไงวะ ตรวจคนไข้ทั้งวันแล้ว กูขอล่ะเพื่อน กูอยากนอน”“เฮ้ออออ”“ไอ้นี่ โอ้ยยยย”ผมถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่ จนไอ้วัตมันคงจะเริ่มโมโห จึงโวยวายออกมาแบบคนหงุดหง
“แล้วยังไงวะ ได้คุยกันยัง กูเห็นมึงวิ่งตามไปนี่”“ยังหว่ะ เค้าไม่ยอมคุยกับกู เหมือนเค้ายังโกรธกูอยู่เลยหว่ะ”“อ่าว แบบนี้ก็งานยากแล้วดิเพื่อน”“ก็แบบนี้ไงวะ กูเลยอยากให้มึงช่วยกูหน่อย”“ช่วย!!! กูจะช่วยอะไรมึงได้วะ”“ก็คนไข้ของมึงไง คุณนิต้าอะ ช่วงนี้เค้าต้องมาล้างแผลกับมึงทุกวันไม่ใช่เหรอวะ”“เออ แล้วทำไม มึงอย่าบอกนะ ว่าจะเข้าทางยัยนิต้านั่นอะ ไม่ง่ายหรอกนะเห็นอย่างนั้น แสบชิบ”“อะ อะ อะไรมึงเนี่ย ไปรู้จักสนิทสนมกับเค้าตอนไหนวะ แค่ทำแผล ล้างแผล แป๊บๆ รู้จักเค้าซะขนาดนั้น”“เออๆ เรื่องของกูน่า เอาเรื่องมึงก่อนเถอะ มึงจะให้กูช่วยยังไงแน่”“ไม่มีไรมาก เวลานิต้ามาทำแผลกับมึง มึงก็เรียกกูไปด้วยก็แค่นั้น”“แค่เนี้ย..”“เออ แค่นั้นแหละ ยังไงอัยย์เค้าก็ต้องเป็นคนพาเพื่อนเค้ามาทำแผลอยู่แล้วใช่ป่ะล่ะ กูก็จะได้เจอเค้าไง”“แหม มั่นใจเชียวนะมึง แล้วทำไมวันนี้ มึงถ
“อ้าว ไอ้ภีมกลับมาแล้วเหรอ เป็นไงบ้างวะ”พอผมกลับมาถึงค่าย ก็เจอไอ้วัตยืนรออยู่แล้ว มันเอ่ยถามผมทันที“ครรภ์เป็นพิษหว่ะ ติดต่อทางโรงพยาบาลให้ส่งคนกับรถมารับแล้ว ต้องส่งตัวไปที่โรงพยาบาลข้างล่าง”“โชคดีนะเนี่ย ที่แพทย์อาสาอยู่กัน ไม่งั้นทำกันเองคงแย่”“เออ แล้วผู้หญิงคนนั้นมาทำแผลยังวะ”“ทำเสร็จแล้ว เมื่อกี้เลย นั่นไงเดินกลับไปละนั่นอ่าวเฮ้ย รีบไปไหนวะ”ผมไม่รอฟังมันพูดจบ รีบหันหลังกลับไปมองตามทางที่ไอ้วัตชี้มือไปทันที พอเห็นไกลๆ ว่าผู้หญิงที่ขาเจ็บเดินโดยมีเด็กหนุ่ม 2 คนช่วยพยุงแขนทั้งสองข้าง ส่วนด้านหลัง มีผู้หญิงอีกคนเดินตามไปติดๆ ต้องเป็นอัยย์แน่ๆ ผมเชื่อว่าแบบนั้น ผมรีบวิ่งไปอย่างไม่รีรอ และไม่รอตอบคำถามไอ้วัต ที่ตะโกนถามไล่หลังมาด้วย“คุณครับ คุณ…” เมื่อคิดว่าถ้าไม่ทำอะไรซักอย่าง ผมอาจจะคลาดกับเธออีก จึงตัดสินใจ ตะโกนเรียกเธอไว้ก่อน ในตอนที่ผมเพิ่งวิ่งมาได้ครึ่งทาง“คุณครับ คุณ…”ฉันได้ยินเสียงใครคนหนึ่งตะโกนเรียกมาจากด
วันนี้ ผมยุ่งกับคนไข้ตั้งแต่เช้าเหมือนกับวันที่ผ่านๆ มา แต่ผมแทบจะไม่มีสมาธิกับคนไข้ตรงหน้าเลย โชคดีที่วันนี้ไม่ค่อยมีเคสหนักๆ แล้ว ตลอดทั้งช่วงเช้า ผมคอยชะเง้อมองหา คนที่จะมาล้างแผล แต่ก็ยังไม่มีวี่แวว จนกระทั่งตกบ่าย ก็มีเสียงโวยวายดังมา“หมอครับ หมอ ช่วยหน่อยครับ เมียผมมันเป็นผื่นเต็มไปหมดเลยครับ ไม่รู้ไปโดนอะไรมา”“ไหนครับคนไข้อยู่ที่ไหนครับ พามาเลย”“ผมพามาไม่ไหวครับ หมอช่วยทีได้มั้ยครับ มันท้องแก่แล้ว เดินมาก็ลำบากแล้วครับ จะอุ้มมาผมก็ไม่ไหวครับ”“อ่าว งั้นคุณพยาบาลขอกระเป๋าให้ผมที แล้วไปกับผมด้วยคนหนึ่ง ไปครับคุณนำผมไปเลย”เมื่อรับกระเป๋าเครื่องมือแพทย์จากพยาบาลมาสะพายแล้ว ก็รีบตามญาติคนไข้ไปทันที“ยัยอัยย์ เธอจะไปจริงๆ เหรอ แน่ใจนะ”นิต้า ถามย้ำฉันเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วไม่รู้ ฉันรู้หรอกว่าเพื่อนเป็นห่วง กลัวอาการของฉันจะกำเริบขึ้นมาอีก ทั้งๆ ที่มันเริ่มดีขึ้นมากจนเกือบจะไม่มีรอยแดงที่หน้าแล้วแต่ฉันก็ห่วงเพื่อนคนเดียวของฉันเหมือนกันนี่ เพื่อนเจ็บขนาดนี้ จะให้ฉันทำใจนั่งอยู่เฉยๆ รอเพื่อนไปล้างแผลเองไม่ได้หรอก ถึงแม้ว่าจะมีเด็กหนุ่มที่กองถ่ายมาช่วยพาไปก็เถอะ“ไม่เป็นไรน่า เราไปไ
วันนี้เป็นอีกวัน ที่ฉันได้แต่นั่งๆ นอนๆ อ่านหนังสือนิยายเรื่องใหม่ที่เอาติดมือมาจากบ้านด้วย ตลอดช่วงบ่ายนี้ ฉันไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่ เพราะเสียงเอฟเฟ็กต์ที่ดังมาเป็นระยะๆ ดีนะที่นิต้าบอกเอาไว้ก่อน ไม่งั้นฉันคงตกใจมากกว่านี้แต่ถึงอย่างนั้น เสียงที่ดังมาเป็นระยะนั้น ก็ทำให้ฉันไม่มีสมาธิอยู่ดี ไม่ว่าจะแก้บทที่เหลือ หรือจะแต่งนิยายที่ยังแต่งค้างอยู่ก็ตาม หลังจากกินข้าวกลางวันด้วยกันเสร็จ นิต้าก็หายไปเลย ปกติช่วงบ่ายแก่ๆ จะแวะเอาของว่างมาให้บ้าง ‘สงสัยวันนี้งานจะยุ่งหรือไงนะ’ฉันที่ได้แต่นั่งๆ นอนๆ อ่านนิยาย ก็ชักจะเริ่มเบื่อแล้ว เพราะไม่มีคนมาคอยคุยด้วยเหมือนทุกที จะให้ออกไปหาก็ยังไม่วางใจกับอาการที่เป็นอยู่ถึงการมาอยู่ที่นี่ 2-3 วันนี้ อาการของฉันเริ่มดีขึ้นมาอีกเรื่อยๆ แล้ว คงเพราะอากาศดี และบรรยากาศดีๆ ที่ทำให้ฉันสบายใจ แต่ก็แอบจะนึกถึงคุณหมอไม่ได้ฉันเห็นอาการที่ดีขึ้นเมื่อเช้า ก็อยากจะทักไปอวดคุณหมอซะหน่อย แต่กลับไม่มีสัญญาณทั้งมือถือและอินเทอร์เน็ตน่ะสิ จะทำยังไงดี แค่คิดก็ยิ่งรู้สึกเหงาๆ ขึ้นมา ทำไมนะ“อัยย์ หิวหรือยังลูก แม่เอามื้อเย็นมาให้ค่ะ” แม่เคาะประตูเรียกก่อนที่จะเปิดประต







