ANMELDEN#สามวันต่อมา
@สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น
“อะไรนะคะ!! ที่นั่งคนละที่กันเหรอมันเป็นไปได้ยังไง ฉันจองตั๋วพร้อมกันและชำระเงินไปแล้ว ขอรบกวนทางคุณเจ้าหน้าที่ช่วยเช็กให้หน่อยได้ไหมคะ”
ของขวัญเอ่ยถามออกมาด้วยความตกใจ หลังจากที่เธอและขนมผิงมายืนเช็กอินอยู่หน้าเคาน์เตอร์แล้วพนักงานแจ้งว่าตั๋วของเธอที่จองมาอยู่คนละที่กัน
“ทางเราเช็กให้แล้วค่ะที่นั่งอยู่คนละที่จริงๆ ค่ะคุณลูกค้า”
ขนมผิงเหลือบสายตามองไปทางพี่ของขวัญแวบหนึ่งก่อนจะหันไปสอบถามพี่พนักงานสาวตรงหน้าออกมาเบาๆ
“แล้วทางสายการบิน พอจะมีตั๋วที่นั่งที่ติดกันไหมคะหรือว่าที่นั่งใกล้ๆ ก็ได้ค่ะขอรบกวนช่วยเช็กให้อีกทีได้ไหมคะ”
“วันนี้ไฟลท์บินของเราที่จะบินไปประเทศไทยเต็มหมด ทุกเที่ยวบินแล้วค่ะ จะมีไฟลท์บินอีกทีก็เป็นวันพรุ่งนี้ช่วงเวลาสิบเอ็ดนาฬิกาเป็นต้นไป”
“ตายแล้ว…. พี่จะบ้าบอกับตัวเองมากทำไมถึงได้จองที่นั่งไฟลท์บินคนละที่กับน้องตัวเองแบบนี้” ของขวัญเอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกหงุดหงิดตัวเองก่อนที่เสียงของขนมผิงจะเอ่ยดังขึ้นมาเบาๆ
“พวกเราไปไฟลท์บินนี้ก็ได้ค่ะพี่ขวัญ เราจะได้กลับถึงไทยตามแพลนเดิมของเราด้วย”
“เอาอย่างงั้นก็ได้”
เมื่อได้ยินพี่ขวัญพยักหน้ารับตอบตกลงเธอก็รีบหันไปเอ่ยกับพนักงานหน้าเคาน์เตอร์เช็กอินในทันที
“ขอโทษนะคะ พวกฉันขอเช็กอินเลยค่ะ”
หลังจากที่ขนมผิงและของขวัญเช็กอินเสร็จเรียบร้อยก็รีบเดินเข้ามาภายในเล้าน์ของสนามบิน เพื่อหาอะไรทานในระหว่างรอขึ้นเครื่อง โดยที่ของขวัญก็ยังคงเอ่ยพึมพำเรื่องตั๋วเครื่องบินที่จองผิดออกมาอย่างคนคาใจ
“พี่หงุดหงิดจังเลยยัยผิงและพี่ก็สงสัยมากจริงๆว่าพี่จองตั๋วผิดได้ยังไง”
“ผิงว่าอาจจะเป็นเพราะตัวอักษรที่น่าจะคล้ายกันและพี่ขวัญก็อาจจะตาลายตอนที่กดจองไปก็ได้”
“ถ้างั้นเดี๋ยวตอนลงจากเครื่อง ผิงมายืนรอพี่อยู่ตรงประตูทางออกนะแล้วเดี๋ยวเราค่อยเข้าไปด้านในสนามบินที่ไทยพร้อมกัน”
“ได้ค่ะ พี่ขวัญก็เลิกอารมณ์เสียได้แล้วนะคะ เดี๋ยวไม่สวยผิงไม่รู้ด้วยนะ” เด็กสาวพูดขึ้นอย่างหยอกเย้าจนเรียกรอยยิ้มกว้างของพี่สาวออกมาได้เป็นอย่างดี
“พี่เข้าใจแล้วและแกก็ต้องทานข้าวให้มันเยอะๆ ด้วยนะรู้ไหม ดูสิตัวผอมมากเกินไปแบบนี้จะมีหนุ่มๆที่ไหนจะกล้าเข้ามาจีบแกล่ะ”
“เดี๋ยวผิงจะกินให้พุงกางไปเลยแล้วพอถึงไทยก็จะหาแฟนหล่อๆ สักสี่ห้าคนเอาแบบสับรางยิ่งกว่านายท่ารถไฟไปเลยดีไหมคะ”
ขนมผิง เอ่ยขึ้นอย่างกระเซ้าเย้าแหย่ จนเรียกเสียงหัวเราะจากพี่ของขวัญออกมาแทบจะทันที ก่อนพวกเธอทั้งสองคนจะเริ่มทานอาหารและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนที่นั่งโต๊ะอยู่ใกล้ๆกันกับพวกเธอกำลังแสดงท่าทีฟึดฟัดออกมาด้วยความไม่พอใจ
“ฮึ...แก่แดดขึ้นเยอะเลยนะตัวเล็ก”
เมื่อเวลาผ่านไปเสียงประกาศแจ้งเตือนขึ้นเครื่องไฟล์ทบินกลับไทยก็ดังขึ้น ทำให้ขนมผิงและของขวัญต่างก็รีบเดินไปต่อคิวเพื่อขึ้นเครื่องก่อนที่จะแยกกันเดินไปหาที่นั่งของตัวเองที่จองไว้ในทันที หญิงสาวหอบหิ้วกระเป๋าใบเล็กเดินมาตามทางเรื่อยๆจนมาหยุดอยู่ตรงที่นั่งของตัวเอง ก่อนจะพบว่ามีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่เบาะข้างกัน แต่ในจังหวะนั้นสายตาของเธอก็ดันไปสะดุดกับผู้ชายอีกคนที่มีรอยสักเต็มแขน ใส่แว่นตา ใส่หมวกและใส่แมสปิดบังใบหน้า กำลังนั่งอยู่ด้านหลังถัดจากที่นั่งของเธอ
และด้วยท่าทางที่ดูมีออร่าบางอย่างจนทำให้ขนมผิง แอบเผลอจ้องมองเขาเพราะคิดว่าเขาน่าจะเป็นดาราหรือศิลปินที่มานั่งเครื่องหรือเปล่า ก่อนที่ชายคนนั้นจะเงยหน้าขึ้นมาสบตามองกับเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา แต่มันก็ทำให้เธอถึงกับนิ่งชะงักไปเล็กน้อย เพราะแววตาของชายคนนั้นกลับดูคุ้นเคยคล้ายกับใครบางคนจนหัวใจกระตุกวูบขึ้นมา
“เขาจะมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงกันเลิกเพ้อเจ้อได้แล้วยัยผิง”
เธอพูดพึมพำขึ้นมาเบาๆ และรีบตั้งสติไล่ความคิดบ้าๆ ของตัวเองออกไปจากหัว และเอื้อมมือเปิดช่องเก็บสัมภาระข้างบนเพื่อเก็บกระเป๋า แต่ด้วยความที่ตัวเตี้ยมากเกินไปจึงทำให้ยกกระเป๋าใส่เข้าไปในช่องอย่างทุลักทุเล ก่อนจะได้ยินเสียงของผู้ชายที่นั่งอยู่เอ่ยดังขึ้นมาเบาๆ
“เดี๋ยวผมช่วยนะครับ” วายุ หนุ่มหล่อสไตล์อุปป้าเกาหลีเอ่ยบอกพร้อมกับขยับตัวลุกขึ้นยืนแล้วเอื้อมมือมารับกระเป๋าจากมือหญิงสาวยกเก็บเข้าในช่องสัมภาระอย่างง่ายดาย
“ขอบคุณมากนะคะ” ขนมผิงส่งยิ้มหวานให้กับพี่ผู้ชายตรงหน้าอย่างนึกขอบคุณและเดินเข้าไปหย่อนตัวนั่งลงยังที่นั่งชิดริมหน้าต่างของตัวเอง ก่อนจะได้ยินเสียงทุ้มละมุนของพี่ผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างๆ พูดถามออกมาอีกครั้ง
“เป็นคนไทยเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ และก็ขอบคุณพี่อีกครั้งนะคะ ที่ช่วยเก็บกระเป๋าให้”
“ด้วยความยินดีครับ พี่ชื่อวายุนะ แล้วน้องชื่ออะไรเหรอ” วายุรีบพูดแนะนำตัวเองทันทีพลางแอบสำรวจใบหน้าหวานที่น่ารักมากจนเขาอยากจะทำความรู้จักกับเธอ
“อ๋อ...หนูชื่อขนมผิงยินดีที่ได้รู้จักนะคะ อ๊ะ....”
ปึก!!...
ขนมผิง พูดตอบกลับพร้อมกับส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับพี่วายุ แต่ทว่ากลับถูกแรงกระแทกบางอย่างจากที่นั่งจนทำให้เธอรีบหันขวับไปมองยังด้านหลังแทบจะทันที
“ซอรี่...”
น้ำเสียงเข้มดุของผู้ชายคนที่ใส่หมวกพูดดังขึ้นมาพร้อมกับก้มโค้งใบหน้าลงเล็กน้อยราวกับขอโทษ เธอจึงรีบหันหน้ากลับมายังที่นั่งของตัวเองอย่างไม่ได้ใส่ใจอะไร ก่อนที่จะได้ยินเสียงของพี่วายุเอ่ยถามดังขึ้นมาอีกครั้ง
“น้องขนมผิงมาเที่ยวที่ญี่ปุ่นเหรอครับ”
“หนูมาเรียนแลกเปลี่ยนที่นี่ แต่ตอนนี้กำลังจะย้ายกลับไปเรียนต่อที่ไทยแล้วค่ะ”
“แล้วตั้งใจจะเข้าเรียนที่ไหนล่ะ”
“หนูลงสอบ.... อ๊ะ” หญิงสาวที่ยังไม่ทันจะพูดจบประโยคก็ถูกแรงกระแทกจากทางด้านหลังเบาะที่นั่งอีกครั้งพร้อมกับเสียงเข้มดุที่เอ่ยดังออกมาเช่นกัน
…ปึก!!...
“แอมซอรี่...”
“...” เธอหันขวับไปสบตามองผู้ชายคนนั้นอย่างครุ่นคิดและแอบรู้สึกแปลกใจกับท่าทีและสายตาที่ดูคุกคามแปลกๆจากเขา แต่ก็เลือกที่จะเงียบไว้เพราะไม่อยากมีปัญหากับใครและต้องอยู่บนเครื่องนี้อีกหลายชั่วโมง
“ไม่เป็นไรค่ะ” ขนมผิงตัดสินใจพูดตอบออกไปเบาๆพร้อมกับเสียงของกัปตันบนเครื่องก็ประกาศดังขึ้นจึงทำให้เธอหันกลับมาส่งยิ้มบางๆ ให้กับพี่วายุอีกครั้ง และก้มสำรวจตรวจเช็กสภาพความเรียบร้อยของที่นั่งรวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกของตัวเองอย่างไม่พูดอะไรกับพี่วายุอีกเลย
#หลายวันต่อมา@เกาะส่วนตัว “ว้าว...ทะเลที่นี่สวยจังเลยค่ะพี่พระราม” เสียงใสของขนมผิงเอ่ยดังขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น หลังจากที่ก้าวลงจากเรือยอชต์ มายังบริเวณท่าเรือของเกาะส่วนตัวที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายและเสียงคลื่นทะเลในช่วงยามเย็นที่เล่นทำเอาเจ้าตัวอดที่จะยิ้มกว้างขึ้นมาไม่ได้ ก่อนที่จะได้ยินเสียงเข้มและวงแขนแกร่งที่โอบกอดรัดตัวของเธอจากทางด้านหลังไว้อย่างหลวมๆ “เราชอบที่นี่ไหม” “ชอบมากเลยค่ะ หนูอยากมาเที่ยวทะเลส่วนตัวแบบนี้ตั้งนานแล้วขอบคุณมากนะคะพี่พระราม ที่พาหนูมาเที่ยวพักผ่อนที่นี่” “งั้นพวกเราเดินเข้าไปด้านในกันเถอะ พี่ว่าตอนนี้น่าจะได้เวลาแล้วล่ะ” พระรามเอ่ยตอบพลางคลายอ้อมแขนก่อนจะเอื้อมไปคว้ามือเล็กขึ้นมากุมไว้แทนพร้อมกับเสียงหวานของเด็กสาวก็พูดถามดังขึ้นมาเบาๆ “ได้เวลาอะไรเหรอคะ” ขนมผิง เอียงคอเล็กน้อยและจ้องมองใบหน้าของพี่พระรามแล้วพูดถามออกมาด้วยความสงสัย “พี่มีเซอร์ไพรส์ให้เราน่ะรีบหลับตาสิ” พระรามพูดด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ โดยที่มืออีกข้างก็ล้วงหยิบผ้าบางอย่างออกมาแล้วทำท่าจะยกขึ้นมาปิดตาของเด็ก
#เวลาต่อมา “อื้อหือ...สปาเกตตีกุ้งหน้าตาน่าทานมากเลยค่ะพี่พระราม” ขนมผิงเอ่ยออกมาด้วยแววตาเป็นประกายเมื่อเห็นสีสันของอาหารที่พี่พระรามถือมาวางลงตรงหน้าของเธอ “ลองชิมดูสิว่าฝีมือของพี่อร่อยถูกปากเราหรือเปล่า” พระรามพูดตอบพลางยื่นช้อนส้อมส่งให้กับเด็กสาวด้วยรอยยิ้มและแววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู ในขณะที่หญิงสาวก็ไม่รอช้ารีบใช้ช้อนตักอาหารเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วพูดชมสามีของเธอด้วยท่าทางเต็มไปด้วยความทะเล้น “ฮั่นแน่...พี่พระรามไปแอบฝึกทำอาหารมาใช่ไหมคะถึงได้ทำอร่อยมากขนาดนี้ รีบสารภาพกับหนูมาเดี๋ยวนี้เลยนะ” “ใช่พี่ไปเรียนทำอาหารมาจริงๆ เพราะว่าพี่อยากจะทำของอร่อยๆที่เราชอบให้ทานทุกวันเลยดีหรือเปล่า” “ทำไมพี่พระรามของหนูน่ารักจังเลยแบบนี้ จะไม่ให้หนูรักหนูหลงพี่ได้ยังไงไหวกันนะ” ขนมผิงรีบละมือจากอาหารตรงหน้าพลางเอื้อมไปคว้าจับมือของพี่พระรามขึ้นมาวางทาบลงบนแก้มของเธอ ก่อนจะพูดดังขึ้นมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหยอกเย้า แต่ในจังหวะนั้นเธอกลับต้องนิ่งชะงักเมื่อได้ยินเสียงของพี่เขาเอ
#หลายปีต่อมา “เดี๋ยวหมอจะจัดยาให้แล้วคนไข้ต้องทานยาตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัดและถ้าหากกลับบ้านไปแล้ว รู้สึกว่าไข้ไม่ลดหรืออาการไม่ดีขึ้น ให้คนไข้รีบกลับมาหาหมอที่โรงพยาบาลอีกครั้งนะคะ” ขนมผิง เอ่ยบอกคนไข้ด้วยรอยยิ้มใจดี หลังจากที่เธอตรวจอาการของคนไข้เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะก้มลงเขียนใบสั่งยาและยื่นส่งให้กับพี่พยาบาลที่ยืนอยู่ด้านหลังเธออย่างรวดเร็ว “ขอบคุณมากๆนะคะ คุณหมอ” คนไข้วัยกลางคนที่มารักษาตัวพูดบอกพลางขยับตัวลุกขึ้นและก้าวเดินออกจากห้องตรวจไข้ไปในทันที “เฮ้อ.... เหนื่อยจัง” ขนมผิงเอ่ยขึ้นพลางถอนหายใจอย่างรู้สึกเหนื่อยล้า เพราะวันนี้เธอไม่ได้มีเวลาพักเลยเพราะต้องเข้าเวรตรวจคนไข้แทบจะทั้งวัน ก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ยถามพี่พยาบาลออกมาเบาๆ เมื่อหันไปเห็นพี่เขากำลังจัดเตรียมเอกสารอยู่ทางด้านหลังของเธอ “พี่กุ๊กคะ.... ตอนนี้ผิงเหลือคนไข้อีกกี่เคสคะ” “เหลืออีกหนึ่งคนค่ะคุณหมอผิง” กุ๊ก พยาบาลสาวเอ่ยตอบพร้อมกับแอบอมยิ้มออกมาเล็กน้อย “งั้นเชิญคนไข้ให้เข้ามาได้เลยค่ะ พวกเราจะได้ออกเวรกัน” ขนมผิง พูดตอบพร้อมกับก้มหน้าลงห
@ร้านคาเฟ่เอ็มเอ็ม เมื่อรถคันหรูเคลื่อนตัวมาจอดยังลานจอดรถของร้านคาเฟ่ ทั้งสองคนก็หันไปเปิดประตูก้าวลงจากรถ ก่อนที่ขนมผิงจะต้องยืนนิ่งอึ้งด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าพี่พระรามจะขับรถพาเธอมายังร้านคาเฟ่ที่เคยถูกพี่เขาบอกเลิกเมื่อสองปีก่อน “พี่พระรามคะ” ขนมผิงเอ่ยถามออกมาเสียงสั่นพลางเงยหน้าสบตามองพี่เขาด้วยความสงสัย “พวกเรารีบเข้าไปข้างในเถอะพี่เหมาร้านนี้ไว้แล้วน่ะ” “....” ขนมผิงไม่ได้พูดตอบกลับอะไร เธอทำได้เพียงพยักหน้ารับแล้วเดินตามพี่พระรามเข้าไปในร้านอย่างว่าง่ายในทันที และเมื่อประตูของร้านเปิดออก คนตัวเล็กก็ถึงกับหยุดยืนนิ่งอีกครั้ง โดยที่สายตาก็กวาดมองไปยังรอบๆร้านที่ตอนนี้ประดับประดาไปด้วยลูกโป่งหลากหลายสี รวมทั้งด้านหน้าของเธอก็มีเค้กก้อนโตพร้อมกับป้ายที่เขียนว่า “HAPPY BIRTHDAY ตัวเล็กของพี่พระราม” “วันเกิดของฉันอย่างนั้นเหรอ” ขนมผิงพูดพึมพำออกมาเบาๆ ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดที่แม้แต่ตัวของเธอเองก็หลงลืมมันไปแล้ว เพราะตั้งแต่ถูกบอกเลิกเมื่อสองปีก่อน เธอก็ไม่เคยคิดที่จะฉลองหรืออยากจดจำมันเลยสักน
#สามวันต่อมา “พี่สิงห์...พี่ว่านายกำลังงอนและอยากให้นายหญิงมาง้อหรือเปล่าผมแอบเห็นนายทำหน้าตึงแบบนี้มาสามวันแล้วนะพี่” เสือ เอ่ยกระซิบถามพี่ชายของเขาออกมาเบาๆเมื่อเห็นท่าทางและสีหน้าของผู้เป็นนายที่ดูหงุดหงิดแทบจะทุกครั้งที่จ้องมองโทรศัพท์ของตัวเองที่วางอยู่บนโต๊ะ จนเขาอดที่จะสงสัยขึ้นมาไม่ได้ “คงน่าจะทะเลาะกันแหละ แต่ว่ามึงก็ควรหยุดเสือกเรื่องของนายได้แล้ว” สิงห์พูดตอบกลับพลางส่งสายตาดุๆไปให้กับน้องชายที่กำลังจ้องมองนายด้วยสีหน้าแฝงไปด้วยความอยากรู้ “โถ่พี่สิงห์ ผมก็แค่สงสัยเฉยๆนี่ขนาดนายงอนอยู่ ก็ยังสั่งให้ผมไปต่อแถวซื้อของโปรดมาให้อีก แล้วงานที่เตรียมไว้เย็นนี้พี่ว่ามันจะไม่ล่มใช่ไหมอ่ะ โอ๊ย!!...” เสือที่ยังคงพูดพล่ามออกมาไม่หยุด จนถูกพี่สิงห์ยกมือขึ้นมาตบที่หัวของเขาอย่างแรง “มึงเงียบปากไปเลยไอ้เสือ เดี๋ยวนายได้ยินก็จะซวยเอา” “ขอโทษครับพี่สิงห์” เสือทำหน้าเจื่อนลงในทันที พลางหันไปเห็นผู้เป็นนายขยับตัวลุกขึ้นออกจากโต๊ะทำงาน ก่อนที่พี่สิงห์จะรีบเดินเข้าไปเอ่ยถามเรื่องงานที่จะต้องจัดวันนี้อย่างรวดเร็ว “เอ่อ...นายครับ ผมได้จั
#หลายเดือนต่อมา “อาจารย์ขอให้นักศึกษาทุกคนทำรายงานตามหัวข้อที่กำหนดอยู่บนหน้าจอ นักศึกษาจะต้องหาข้อมูลพวกนี้ จากรุ่นพี่ในสายรหัสโดยกำหนดส่งชิ้นงานภายในสัปดาห์หน้านะครับ” สิ้นเสียงของอาจารย์สุทิน หลังจากจบคาบเรียนในวิชาสุดท้าย ขนมผิงก็ถึงกับถอนหายใจพร้อมกับทำหน้าเซ็งออกมาจนต้นเตยที่นั่งเก็บของอยู่ข้างๆ ต้องเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัยแทบจะทันที “นังผิง...มึงเป็นอะไร ทำไมทำหน้าซังกะตายขนาดนั้นล่ะ” “ก็งานที่อาจารย์สุทินสั่งเมื่อกี้นี้ กูจะไปถามพี่รหัสจากที่ไหนล่ะ แถมพี่ๆ ในสายก็เรียนหนักกันหมดแทบทุกคนเลย ขืนถ้ากูไปขอความช่วยเหลือกลัวว่าจะรบกวนพวกพี่เขาเอาน่ะสิ” “งั้นมึงไม่ลองโทรไปหาพี่วายุดูล่ะ เมื่อกี้กูเห็นพี่เขาแวะมาหาอาจารย์ที่ภาควิชาด้วยนะ” พริกแกงที่ได้ยินก็เอ่ยแทรกดังออกมา “พี่วายุมามหาลัยเหรอ...งั้นเดี๋ยวกูขอไปตึกภาค ก่อนเดี๋ยวกูมานะ” ขนมผิงเอ่ยออกมาด้วยความดีใจ ก่อนจะรีบคว้ากระเป๋าและวิ่งก้าวออกจากห้องไปยังตึกภาควิชาในทันที “ขอบใจมากนะวายุที่ยังนึกถึงน้องๆเอาโควตาของโรงพยาบาลมาให้อาจารย์ถึงที่คณะแบบนี้ ยังไงอาจ







