ANMELDENอีกฟากหนึ่งของสมรภูมิเหล่าปีศาจที่ได้รับพิษบุปผาแห่งแดนปรโลกต่างคลุ้มคลั่งจนเสียสติ ต่างไม่สามารถแยกแยะพรรคพวกได้อีกต่อไป ในดวงตาของพวกมัน ทุกสิ่งกลับกลายเป็นภาพมายาอันบิดเบี้ยวเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังระงม เหล่าสตรีที่เคยเป็นนางรำและนางบำเรอต่างพากันวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ปีศาจหลายตนไล่ตามพวกนางราวกับสัตว์ร้ายที่หลุดจากกรงขังทันใดนั้นตูม! แสงกระบี่สีเงินสายหนึ่งผ่าลงมาจากฟากฟ้า ปีศาจตนหนึ่งถูกซัดกระเด็นไปกระแทกเสาหินจนแตกละเอียด ชายหนุ่มในอาภรณ์สีครามยืนอยู่กลางอากาศ ชายเสื้อพลิ้วไหวท่ามกลางพายุปราณ นัยน์ตาเย็นสงบดุจสายน้ำจินฝาน "พวกเจ้าหนีไปทางตะวันออก"เสียงของชายหนุ่มราบเรียบ ทว่าแฝงพลังกดดันจนสตรีนับร้อยไม่กล้าขัดขืน"ตรงนั้นมีค่ายกลคุ้มกัน""แล้วท่านล่ะเจ้าคะ?" สตรีคนหนึ่งถามทั้งน้ำตาจินฝานเหลือบมองกองทัพปีศาจเบื้องหน้า"ข้าจะซื้อเวลาให้"อีกด้านหนึ่ง เสียงหัวเราะดังขึ้น"เหอะ! ดูเหมือนคืนนี้จะได้ออกแรงเสียที!"เปลวเพลิงสีทองพวยพุ่งขึ้นจากพื้น สือถงทะยานขึ้นเหนือผืนดิน แซ่เหล็กใ
เสียงกรีดร้องของเฟิ่งม่านจู ฉีกกระชากความเงียบของพิธีวิวาห์จนขาดสะบั้น“เฟิ่งเทียน! เจ้ายังไม่ตาย!”เสียงคำรามนั้นไม่ใช่เสียงของราชินีแห่งมรรคามารผู้สง่างามอีกต่อไป หากเป็นเสียงของสตรีผู้ถูกอดีตตามหลอกหลอนจนสติแตกสลาย นางพุ่งเข้าใส่หลินเซียวราวกับสัตว์ร้ายคลุ้มคลั่งปลายเล็บสีดำวาววับกางออก หมายจะฉีกกระชากลำคอของชายตรงหน้าให้ขาดสะบั้น ทว่าในวินาทีที่กรงเล็บกำลังจะสัมผัสกายครืน!เสียงระเบิดของพลังปราณพลันดังสนั่น ร่างของหลินเซียวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ก่อนกระแสปราณสีทองเข้มสายหนึ่งจะระเบิดออกจากร่าง คลื่นพลังแผ่กวาดไปทั่วแท่นพิธีจนโต๊ะหยกและเครื่องบูชาปลิวกระจัดกระจายเฟิ่งม่านจูถูกซัดถอยหลังไปหลายก้าว“เป็นไปไม่ได้!”นางเบิกตากว้าง หลินเซียวค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น นัยน์ตาที่เคยว่างเปล่าดุจคนตาย บัดนี้กลับมีประกายคมกล้าปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรกเขาหอบหายใจหนัก“ม่าน... ม่านจู...”เพียงสองคำ แต่เสียงนั้นกลับทำให้หญิงที่กำลังคลุ้มคลั่งชะงักงัน“เจ้า... จ
เบื้องล่างแท่นพิธี เหล่านางบำเรอนับร้อยต่างยืนเรียงราย ทอดสายตามองคู่บ่าวสาวด้วยความริษยาและอาฆาต โดยเฉพาะ ร่านร่านนางกำชายเสื้อแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเคียดแค้นเมื่อเห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังจะได้รับการยกย่องขึ้นเป็น พระชายาเอกของไท่จื่อเฟิ่งอวี้ ตำแหน่งที่สตรีนับร้อยนับพันใฝ่ฝัน กลับกำลังตกเป็นของสตรีเพียงคนเดียวเสียงดนตรีดังขึ้นอีกครั้งเฟิ่งอวี้ปรากฏกายในชุดวิวาห์สีชาดปักลวดลายมังกรดำ อาภรณ์ตัดเย็บอย่างประณีตขับให้เรือนร่างสูงสง่าดูน่าเกรงขาม เขาเดินเคียงข้างกับหลินโม่ ซึ่งอยู่ในอาภรณ์หงส์แดงลายกัลปพฤกษ์เบื้องหน้าแท่นประธาน เฟิ่งม่านจูนั่งเอนกายในอาภรณ์ราชินีปีศาจสีแดงเพลิง ความสง่างามและอำนาจแผ่กำจายออกจากร่างโดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยวาจาแม้สักคำข้างกายนางคือ หลินเซียว เขาสวมอาภรณ์ภูมิฐานสมกับฐานะบิดาของเจ้าสาว ทว่าร่างกายกลับตึงเกร็ง ราวกับหุ่นไม้ที่ถูกชักเชิดด้วยเส้นด้ายนัยน์ตาคู่คมลึกโหล ว่างเปล่า ไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ แต่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าภายใต้ความนิ่งงันนั้นกระแสปราณในกายของเขากำลังเปลี่ยนแปลงทีละน้อยเสียงปร
เฟิ่งอวี้วางจอกสุราลงบนโต๊ะ ก่อนยันกายลุกจากตั่งเขาเยื้องกายเข้าหานางจากด้านหลัง น้ำเสียงเจือแววหยอกเย้าทว่าความโอหังยังคงเต็มเปี่ยม“เป็นอย่างไร... ในที่สุดสตรีสกุลหลินผู้สูงส่ง ก็ยอมออกจากห้องหอมาเปิดหูเปิดตา ชื่นชมความยิ่งใหญ่ในวิมานของข้าแล้วหรือ?”หลินโม่ช้อนสายตาขึ้นมองเขา นัยน์ตากลมโตฉายแววเหยียดหยามเพียงเล็กน้อย ก่อนปรายไปยังเหล่านางบำเรอซึ่งกำลังร่ายรำอยู่เบื้องหน้า“ความยิ่งใหญ่อันใดกัน?” น้ำเสียงของนางเรียบเย็น หากแฝงความจองหองอย่างเป็นธรรมชาติ“ข้าเห็นเพียงวิมานลวงที่เต็มไปด้วยสตรีมากหน้าหลายตาเท่านั้น”นางหยุดเล็กน้อย ก่อนหันกลับมาสบตาเขาโดยตรง“หากท่านเอ่ยว่าจริงใจต่อข้า แต่กลับวางข้าไว้ในระดับเดียวกับสตรีเหล่านี้... ไม่คิดว่ามันน่าขบขันไปหน่อยหรือ?”คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้เฟิ่งอวี้ขุ่นเคือง แต่ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งปลุกความปรารถนาที่จะเอาชนะขึ้นในใจเขายิ่งนางถือดี ยิ่งนางดูแคลนสตรีเหล่านั้น ก็ยิ่งทำให้เขาเชื่อว่านางแตกต่าง และยิ่งแตกต่าง เขาก็ยิ่งต้องการครอบคร
"เรื่องสวมบทบาทล่อลวงคน... ลูกหรือจะกล้าทัดเทียมท่านแม่? ท่านกักขังวีรบุรุษฝ่ายธรรมะอย่างหลินเซียวไว้ ล่ามปลอกคอปรนนิบัติสวาทวันแล้ววันเล่า ป้อนน้ำแม่น้ำลืมเลือนให้เขากินเพื่อหลอกตัวเองว่าเขาหลงรักท่าน... ช่างเป็นความรักอันสูงส่งและยิ่งใหญ่ ที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก""เจ้า!"นัยน์ตาคู่สวยของเฟิ่งม่านจูพลันทอประกายเพลิงมารวูบหนึ่ง ปมบาดแผลในอดีตเรื่องถูกทรยศและไร้คนรักจริงถูกทิ่มแทงเข้ากลางใจดำ นางยันกายลุกขึ้นยืน อาภรณ์สีแดงเพลิงพลิ้วไหว รังสีความเหี้ยมเกรียมแห่งราชินีปีศาจแผ่พุ่งออกมากดทับทั่วทั้งห้อง"ข้าเลี้ยงเจ้ามาด้วยเลือด เพื่อให้เจ้ามาสั่งสอนข้ารือ?!""ลูกมิกล้าสั่งสอนท่านแม่..."เฟิ่งอวี้ประสานมือแสร้งทำเป็นเคารพ ทว่านัยน์ตากลับสะใจที่เห็นมารดาครองสติไม่อยู่"ลูกเพียงแต่สมเพช... ที่ท่านแม่ต้องใช้พันธนาการกับน้ำลบความทรงจำ ถึงจะกุมหัวใจบุรุษไว้ได้”สองแม่ลูกเปิดศึกประชดประชันและจ้องตาเชือดเฉือนกันอย่างคลั่งแค้น ต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในกิเลสแห่งความอยากเอาชนะจนหลงลืมและละเลย สองพ่อลูกตระกูลหลินไปโดยสิ้นเชิงท่ามกลางสงครามน้
ขณะที่หลินโม่คุกเข่าบนพื้นหินเย็นเยียบตรงหน้าหลินเซียว นางหยิบผ้าเช็ดหน้าปักลายออกมา มือสั่นเทาประคองแก้มของบิดาอย่างทะนุถนอม ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสผิวกายอันคุ้นเคย ความรู้สึกที่พยายามสะกดเอาไว้ทั้งหมดก็เกือบทะลักออกมานี่คือบิดาของนาง คนที่เคยอุ้มนางไว้ในอ้อมแขน คนที่เคยยืนอยู่เบื้องหน้านางราวขุนเขาและบัดนี้ กลับถูกทำให้กลายเป็นเพียงเปลือกว่างเปล่าของมนุษย์คนหนึ่งหลินโม่สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนบังคับให้มือของตนสงบนิ่ง นางค่อย ๆ เช็ดคราบเหงื่อและฝุ่นละอองตามขมับของบิดาอย่างเชื่องช้าหนึ่งครั้ง...สองครั้ง...ทว่าในทุกจังหวะที่ผ้าเคลื่อนผ่านผิวหนัง ปลายนิ้วเรียวของหลินโม่กลับ มิได้เคลื่อนไหวอย่างไร้ความหมาย ใต้เงาผ้าเช็ดหน้า นางใช้เล็บจิกลงบนเนื้อโคนนิ้วโป้งของตนเองเบา ๆ หยาดโลหิตสีแดงเข้มซึมออกมาเพียงเล็กน้อยจังหวะที่นางประคองสันคอและขมับของบิดา ปราณหยินบริสุทธิ์ ซึ่งหลอมรวมอยู่กับสายเลือดตระกูลหลินและพลังจากการบำเพ็ญคู่ร่วมกับทายาทแห่งซานซิง แทรกซึมลงบนจุดสำคัญอย่างแม่นยำจุดเซินถิง ประตูแห่งจิต และจุดเฟิ่งฉือ จุดรวมปราณบริเวณท้ายทอย
สือถงคลี่ยิ้มกว้างอย่างมีเสน่ห์ ดวงตาคมกล้าของเจ้าเมืองผู้ปกครองสองแคว้นเยือกเย็นทอประกายลึกล้ำ"คำพูดของฮูหยินเปรียบดั่งอาญาสิทธิ์ ทว่าหากจะให้ข้าลงมือกับยอดดวงใจ ข้าก็จำต้องขอให้เจ้าทำตามกฎเดียวกับที่บังคับพวกข้า... ห้ามใช้อาวุธวิเศษ ห้ามใช้อาคมใดๆ ให้คงไว้เพียงฝีมือและกำลังกายที่ติดตัวมาแต่กำเนิ
ท่ามกลางสายลมราตรีที่พัดพาละอองปราณให้พริ้วไหวราวกับเกสรดอกไม้ต้องแสงจันทร์ หลินโม่นั่งทอดกายอยู่บนแท่นหินหยกที่เย็นเยียบ ทว่าความสูงส่งของนางกลับแผ่ซ่านไอความร้อนแรงออกมาโดยไม่รู้ตัวชายหนุ่มทั้งสามที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของนาง ช่างเป็นภาพที่เย้ายวนจนน่ากักขังไว้ในกรงทองเสียจริงหลินโม่ลอบกลืนน้ำลาย
หลินโม่นั่งตัวเกร็ง แผ่นหลังตั้งตรง มือทั้งสองกำชายแขนเสื้อไว้แน่น ความหยิ่งผยองของบุรุษทั้งสามทำให้นางสะอิดสะเอียน ทว่านางก็รู้ดีว่า หากนางไม่จัดการกับความโอหังของพวกเขาเสียแต่เนิ่น ๆ ชีวิตหลังจากนี้ของนางคงไม่ต่างอะไรกับตกนรกทั้งเป็น"หากพวกท่านอยากได้พลังปราณจากข้า"หลินโม่เอ่ยขึ้น เสียงของนางกั
ภายในถ้ำศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่อบอวบไปด้วยมนต์ขลังแห่งราคะ ละอองปราณสีม่วงอ่อนลอยฟุ้งดุจม่านหมอกเย้ายวน แสงเรืองรองจากหินปราณส่องกระทบผนังถ้ำที่ประดับด้วยลวดลายเถาวัลย์แกะสลักรูปอสุรีนับร้อยกำลังเริงรัก ขับเน้นให้บรรยากาศดูอาถรรพ์และดิบเถื่อนในคราเดียวกันบนแท่นหินหยกที่สั่นไหวไปตามจังหวะเร้าอารมณ์ ร่า







