تسجيل الدخولคำพูดลอย ๆ นั้น ทำให้เฟิ่งอวี้หรี่ตาลงมองนางอย่างไม่สบอารมณ์ ทว่าหลินโม่กลับไม่สะทกสะท้าน นางมั่น
เฟิ่งอวี้วางจอกสุราลงบนโต๊ะ ก่อนยันกายลุกจากตั่งเขาเยื้องกายเข้าหานางจากด้านหลัง น้ำเสียงเจือแววหยอกเย้าทว่าความโอหังยังคงเต็มเปี่ยม“เป็นอย่างไร... ในที่สุดสตรีสกุลหลินผู้สูงส่ง ก็ยอมออกจากห้องหอมาเปิดหูเปิดตา ชื่นชมความยิ่งใหญ่ในวิมานของข้าแล้วหรือ?”หลินโม่ช้อนสายตาขึ้นมองเขา นัยน์ตากลมโตฉายแววเหยียดหยามเพียงเล็กน้อย ก่อนปรายไปยังเหล่านางบำเรอซึ่งกำลังร่ายรำอยู่เบื้องหน้า“ความยิ่งใหญ่อันใดกัน?” น้ำเสียงของนางเรียบเย็น หากแฝงความจองหองอย่างเป็นธรรมชาติ“ข้าเห็นเพียงวิมานลวงที่เต็มไปด้วยสตรีมากหน้าหลายตาเท่านั้น”นางหยุดเล็กน้อย ก่อนหันกลับมาสบตาเขาโดยตรง“หากท่านเอ่ยว่าจริงใจต่อข้า แต่กลับวางข้าไว้ในระดับเดียวกับสตรีเหล่านี้... ไม่คิดว่ามันน่าขบขันไปหน่อยหรือ?”คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้เฟิ่งอวี้ขุ่นเคือง แต่ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งปลุกความปรารถนาที่จะเอาชนะขึ้นในใจเขายิ่งนางถือดี ยิ่งนางดูแคลนสตรีเหล่านั้น ก็ยิ่งทำให้เขาเชื่อว่านางแตกต่าง และยิ่งแตกต่าง เขาก็ยิ่งต้องการครอบคร
"เรื่องสวมบทบาทล่อลวงคน... ลูกหรือจะกล้าทัดเทียมท่านแม่? ท่านกักขังวีรบุรุษฝ่ายธรรมะอย่างหลินเซียวไว้ ล่ามปลอกคอปรนนิบัติสวาทวันแล้ววันเล่า ป้อนน้ำแม่น้ำลืมเลือนให้เขากินเพื่อหลอกตัวเองว่าเขาหลงรักท่าน... ช่างเป็นความรักอันสูงส่งและยิ่งใหญ่ ที่น่าเลื่อมใสยิ่งนัก""เจ้า!"นัยน์ตาคู่สวยของเฟิ่งม่านจูพลันทอประกายเพลิงมารวูบหนึ่ง ปมบาดแผลในอดีตเรื่องถูกทรยศและไร้คนรักจริงถูกทิ่มแทงเข้ากลางใจดำ นางยันกายลุกขึ้นยืน อาภรณ์สีแดงเพลิงพลิ้วไหว รังสีความเหี้ยมเกรียมแห่งราชินีปีศาจแผ่พุ่งออกมากดทับทั่วทั้งห้อง"ข้าเลี้ยงเจ้ามาด้วยเลือด เพื่อให้เจ้ามาสั่งสอนข้ารือ?!""ลูกมิกล้าสั่งสอนท่านแม่..."เฟิ่งอวี้ประสานมือแสร้งทำเป็นเคารพ ทว่านัยน์ตากลับสะใจที่เห็นมารดาครองสติไม่อยู่"ลูกเพียงแต่สมเพช... ที่ท่านแม่ต้องใช้พันธนาการกับน้ำลบความทรงจำ ถึงจะกุมหัวใจบุรุษไว้ได้”สองแม่ลูกเปิดศึกประชดประชันและจ้องตาเชือดเฉือนกันอย่างคลั่งแค้น ต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในกิเลสแห่งความอยากเอาชนะจนหลงลืมและละเลย สองพ่อลูกตระกูลหลินไปโดยสิ้นเชิงท่ามกลางสงครามน้
ขณะที่หลินโม่คุกเข่าบนพื้นหินเย็นเยียบตรงหน้าหลินเซียว นางหยิบผ้าเช็ดหน้าปักลายออกมา มือสั่นเทาประคองแก้มของบิดาอย่างทะนุถนอม ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสผิวกายอันคุ้นเคย ความรู้สึกที่พยายามสะกดเอาไว้ทั้งหมดก็เกือบทะลักออกมานี่คือบิดาของนาง คนที่เคยอุ้มนางไว้ในอ้อมแขน คนที่เคยยืนอยู่เบื้องหน้านางราวขุนเขาและบัดนี้ กลับถูกทำให้กลายเป็นเพียงเปลือกว่างเปล่าของมนุษย์คนหนึ่งหลินโม่สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนบังคับให้มือของตนสงบนิ่ง นางค่อย ๆ เช็ดคราบเหงื่อและฝุ่นละอองตามขมับของบิดาอย่างเชื่องช้าหนึ่งครั้ง...สองครั้ง...ทว่าในทุกจังหวะที่ผ้าเคลื่อนผ่านผิวหนัง ปลายนิ้วเรียวของหลินโม่กลับ มิได้เคลื่อนไหวอย่างไร้ความหมาย ใต้เงาผ้าเช็ดหน้า นางใช้เล็บจิกลงบนเนื้อโคนนิ้วโป้งของตนเองเบา ๆ หยาดโลหิตสีแดงเข้มซึมออกมาเพียงเล็กน้อยจังหวะที่นางประคองสันคอและขมับของบิดา ปราณหยินบริสุทธิ์ ซึ่งหลอมรวมอยู่กับสายเลือดตระกูลหลินและพลังจากการบำเพ็ญคู่ร่วมกับทายาทแห่งซานซิง แทรกซึมลงบนจุดสำคัญอย่างแม่นยำจุดเซินถิง ประตูแห่งจิต และจุดเฟิ่งฉือ จุดรวมปราณบริเวณท้ายทอย
บนผาหินที่ยื่นล้ำเหนือแม่น้ำลืมเลือน มีตำหนักแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่เดียวดายเรือนปี้อ้าน ตำหนักหยกนิลแกะสลักลวดลายบุปผาโบราณอย่างวิจิตร งดงามหรูหราและทรงอำนาจ ทว่าภายใต้ความงามนั้นกลับแฝงบรรยากาศบิดเบี้ยวชวนสะพรึง ราวกับทุกซอกมุมของสถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้ผู้ที่ก้าวเข้ามาหลงลืมแม้กระทั่งศักดิ์ศรีของตนเองที่นี่มิใช่เพียงเรือนพำนักของนางมารผู้ยิ่งใหญ่หากยังเป็นดั่งสุสานที่ฝังกลบเกียรติยศของยอดวีรบุรุษ ผู้เคยยืนหยัดเหนือผู้คนนับหมื่นนับพัน ให้เหลือเพียงเงาร่างไร้วิญญาณใต้เงาบารมีของจอมนางภายในห้องโถง แสงจากโคมกระดาษปักดิ้นทองส่องสะท้อนพื้นศิลาเป็นประกายสลัวเฟิ่งม่านจู ในอาภรณ์สีแดงเพลิงทอดกายเอนอยู่บนตั่งหยก ท่วงท่าของนางสูงส่งสง่างาม ดุจดั่งราชินีผู้ครองมรรคามารทั้งปวงนางมิใช่ราชินีปีศาจหยาบกระด้างที่อาศัยเพียงกำลังข่มเหงผู้อื่น ตรงกันข้าม ความน่าสะพรึงของเฟิ่งม่านจูกลับอยู่ที่ความงดงามอันเยือกเย็น ทุกการเคลื่อนไหวของนางล้วนประณีต ทุกถ้อยคำล้วนมีความหมาย และภายใต้รอยยิ้มอ่อนหวานนั้นมักซ่อนคมเขี้ยวแห่งเล่ห์กลเอาไว้เสมอ
อีกด้านหนึ่ง ภายในเรือนโอสถแห่งสำนักเซียนกระบี่ไท่ซานยามเมื่อหลิวหรูเยียนลืมตาฟื้นคืนสติขึ้นมา ความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย หาได้ทัดเทียมความเจ็บปวดในอกที่กำลังกัดกินจิตวิญญาณของนางไม่ ความทรงจำสุดท้ายก่อนที่นางจะสลบไสล ช่างเป็นความจริงที่น่าอดสูและไร้เกียรติครั้นตระหนักว่าตนเป็นเพียงคนโง่ ที่ถูกชายงามใช้เป็นเครื่องมือ และถูกบดขยี้ทิ้งไม่ต่างเศษขยะ ความสมเพชตัวเองก็เอ่อทะลักออกมาจนอกแทบระเบิดหลิวหรูเยียนเป็นสตรีอารมณ์ตื้นเขิน อ่านง่าย สิ่งใดที่นางคิดหรือรู้สึกล้วนแสดงออกชัดแจ้งดั่งเขียนไว้บนหน้าผากบัดนี้ความริษยา จองหอง และตัณหาเบาปัญญาที่เคยบดบังตาได้สลายไปสิ้น เหลือเพียงความอับอายและสำนึกผิดจริง ๆ จากเบื้องลึกของหัวใจยามที่สายตาของนางปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ของ เจ้าสำนักหนุ่มที่ยืนเอามือประสานไว้ด้านหลังอยู่ริมหน้าต่าง หลิวหรูเยียนก็พยุงกายอันบอบช้ำทรุดลงคุกเข่าบนพื้น น้ำตาแห่งความสำนึกผิดรินไหลเปรอะเปื้อนใบหน้าที่ซีดเผือด"ศิษย์พี่... ข้า... ข้าผิดไปแล้ว ข้ามันโง่เอง..."หลิวหรูเยียนสะอื้นไห้โขลกศีรษะเสียงดังด้วยความ
นับแต่ครานั้น เฟิ่งม่านจูจึงได้สัมผัสถึงความรักและความอ่อนโยนเป็นครั้งแรกนางตกหลุมรักหลินเซียวจนหมดหัวใจ ทว่าในฐานะราชินีปีศาจที่เติบโตมาในขุมนรก นางไม่เคยรู้วิธีการเอาชนะใจบุรุษด้วยความอ่อนหวาน นางรู้จักเพียงการใช้พันธนาการ โซ่อาคม และมนต์ดำเป็นเครื่องมือ บีบบังคับให้วีรบุรุษผู้สูงส่งกลายเป็นทาสสุนัขบำเรอกาม สยบอยู่แทบเท้านางตลอดกาลยามนี้ที่เรือนปี้อ้าน ร่างอรชรของเฟิ่งม่านจูในชุดสีแดงเพลิงที่หลุดลุ่ยไปครึ่งท่อน กำลังยืนเกาะขอบหน้าต่างไม้แกะสลัก สะโพกผายโก่งงอน ยกสูงขึ้นรับแรงกระแทกกระทั้นอันดุดันจากเบื้องหลังหลินเซียวที่สวมปลอกคอเหล็ก ทั้งร่างเปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามแกร่งที่หยาดเหงื่อเกาะพราวระยับ กำลังยืนกระแทกเอว เสือกส่งลำลึงค์ร้อนผ่าวเข้าออกในช่องทางรักของเฟิ่งม่านจูอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหนอกแข็งกระแทกเข้ากับบั้นท้ายขาวเนียนเสียงดัง ตับ! ตับ! ประสานกับเสียงครวญครางอย่างสุขสมของนางมารสาวที่สะท้อนก้องทั่วฝั่งแม่น้ำฯหลินเซียวในยามนี้สติสัมปชัญญะได้ถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น เรือนร่างอ้อนแอ้น ใบหน้าสะสวยดุจเทพธิดาจำแลงของเฟิ่งม่านจู ทำให้เ
“ยังมีหน้ามาแก้ตัว หากเจ้าไม่ก่อไฟ จะมีควันได้อย่างไร !”หลินเทียนซือมือไม้สั่นระริก ปลายไม้เท้าชี้หน้าหลานสาวด้วยความขุ่นเคือง"ท่านประมุขหลิน..."สุ้มเสียงนุ่มลึกแต่เปี่ยมด้วยอำนาจดังแทรกขึ้นอย่างถูกจังหวะจินฝานในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ราวกับไม่ได้เป็นหนึ่งในผู้ก่อเหตุ
หลินโม่ในวัยเด็กก้าวออกมาจากกลุ่มหมอกเย็นชื้น มือเล็กถือตะกร้าสมุนไพรที่เพิ่งเก็บได้ นางชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นก้อนขนสีขาวปุกปุยที่ขยับเขยื้อนอยู่เบื้องหน้า เมื่อนางสืบเท้าเข้าไปใกล้ จิ้งจอกน้อยก็ขู่ฟ่อในลำคอ ดวงตาสีชาดที่พร่าเลือนจ้องมองนางด้วยความหวาดระแวง และพร้อมจะกัดทุกคนที่เข้าใกล้"เจ้าจิ้งจอกน
“ข้าเป็นมารแล้วอย่างไร เจ้าไม่มีสิทธิ์รังเกียจสามีที่แท้จริง และโดยชอบธรรมของเจ้า หลินโม่” ท่ามกลางความมืดมน รอยแยกของผืนดินเริ่มแคบลงทุกขณะ แต่เสียงตะโกนด้วยความเดือดดาลของบุรุษทั้งสามจากด้านบนยังคงดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ“หลินโม่ ! เจ้าอยู่ที่ไหน?” เสียงของสือถงเต็มไปด้วยความร้อนรน ในยามนี้เขาไม่
หลินโม่กัดริมฝีปากจนเจ็บ นางรู้ดีว่าถูกเขาฉวยโอกาสอยู่บ่อยครั้ง ทว่าในยามที่เขาโอบรัดและไล้สัมผัสผ่านอาภรณ์นั้น ความรู้สึกรัญจวนกลับแล่นปราดเข้าสู่หัวใจอย่างหยุดไม่อยู่ไอ้คนหน้าหนา เจ้าตั้งใจจะทำให้ข้าหวั่นไหวจนเสียสมาธิใช่หรือไม่... นางคิดอย่างเจ็บใจปนหมั่นไส้ แต่ในขณะเดียวกัน นางก็มิอาจปฏิเสธได้







