LOGINสายลมเย็นโชยเอื่อยท่ามกลางแสงแดดแผดจ้า ใต้ต้นไม้ให้ร่มเงา หญิงสาวสองคนนั่งคุยกัน
คนแต่งกายเป็นบุรุษเป็นใครไปมิได้นอกจากจิวซิน นางมีนามว่า หยางจิวซิน ธิดาคนเดียวของหยางเซิง องครักษ์ข้างกายของฮ่องเต้
นางแอบได้ยินท่านพ่อกับท่านแม่คุยกันว่าจะต้องหมั้นหมายกับองค์ชายผู้หนึ่ง นามว่าจ้าวหนิงหลง
ซึ่ง...
เขาเป็นองค์ชายคนใด นางก็ไม่รู้จัก
วังหลวงหรือนางก็ไม่เคยได้เข้าไป
ท่านพ่อของนางเป็นองครักษ์ข้างกายของฮ่องเต้ก็จริง
แต่ทว่า...ท่านพ่อของนางมิใช่ขุนนางใหญ่โต มิใช่ข้าราชบริพารที่จะต้องออกงานเลี้ยงสังสรรหรือออกหน้าออกตาต่อธารกำนัล
ท่านพ่อของนางทำงานเป็นองครักษ์เงา
ซึ่ง...ไร้ตัวตน...
ไร้ผู้ใดพบเห็น ...นอกจากฮ่องเต้
และยิ่งถ้าเป็นบุคคลในครอบครัวของบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์เงาด้วยแล้ว ยิ่งไม่สมควรปรากฏตัวตนออกสู่สาธารณชน
แล้วไยต้องให้นางหมั้นหมายกับองค์ชายด้วยเล่า
ชีวิตในรั้วในวังนางชอบเสียที่ไหน
“เฮ้อ!” จิวซินถอนหายใจออกมาอีกครา ก่อนนั่งลงเอาแผ่นหลังพิงต้นไม้แล้วหลับตาเอียงหน้าขึ้นอิงศีรษะกับต้นไม้เพื่อพักผ่อนสายตา
“อา...แต่จะว่าไป” สตรีในอาภรณ์บุรุษใต้ต้นไม้ยังคงกล่าว “เสื้อผ้าของท่านพ่อนี่ใหญ่เกินไปนะ” ว่าแล้วก็ลืมตาผงกศีรษะยกแขนขึ้นทั้งสองข้าง “แต่ก็ดี” นางเอ่ยประโยคถัดมาอย่างหลายใจหลากอารมณ์ “ใหญ่อย่างนี้ก็ดีจะได้บดบังหน้าอกอวบนูนนุ่มอิ่มของข้าได้อย่างมิดชิด”
จบประโยคก็เอื้อมมือของตนลูบๆ คลำๆ แล้วบีบเคล้นเน้นเบาๆ ที่หน้าอกของตนเอง
จ้าวหนิงหลงถึงกับเผลอกลืนน้ำลาย
“เจ้าอยู่ที่นี่นั่นเอง” เสียงของบุรุษผู้หนึ่งพลันดังขึ้น
“มาแล้วหรือ? อาเหอ” จิวซินเอ่ยทักทายบุรุษผู้กำลังเดินมาไกลๆแต่เสียงดังโวยวายก่อนตัวเสมอ
เขามีนามว่าจิ้นเหอ เป็นสหายของจิวซิน ทั้งยังเป็นบ่าวชายในคฤหาสน์ใหญ่โตแห่งหนึ่งนอกเขตเมืองของวังหลวงในแคว้นจ้าวแห่งนี้
“นี่เจ้าปลอมตัวแล้วรึ?” จิ้นเหอถามจิวซินทันทีที่เดินมาถึงสตรีในอาภรณ์บุรุษที่กำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ต้นนี้
“ใช่” จิวซินตอบ
“ไยยังงดงามปานนั้น” จิ้นเหอถามออกมาตรงๆ ตามวิสัย
จิวซินยังไม่กล่าวตอบสิ่งใด นางเพียงยกฝ่ามือขึ้นแล้วกุมแก้มของตนเอง
“เช่นนั้น ทำอย่างไรดี?” นางเอียงหน้าถาม
จิ้นเหอมองสำรวจโดยละเอียดก่อนเอ่ย “เจ้าเห็นดินโคลนดำๆ ตรงริมลำธารหรือไม่?”
จิวซินหันไปมองพลางตอบ “อืม...เห็น”
“เจ้าเดินไปหยิบมันมา”
จิวซินลุกขึ้นเดินแล้วไปหยิบดินโคลนมาตามคำ
“แล้วทาเข้าไปที่ใบหน้าของเจ้า”
จิวซินหยิบดินโคลนมาป้ายหน้าตามที่จิ้นเหอบอก
"เช่นนั้นแหละ รอให้มันแห้งสักครู่ก็ใช้ได้แล้ว" จิ้นเหอกล่าวขึ้นพร้อมมุมปากยิ้มเล็กๆ แต่เจ้าเล่ห์มาก
“อืม...” จิวซินพยักหน้าน้อยๆ “แต่...เดี๋ยวนะ”
จิ้นเหอที่รู้แล้วว่าบุคคลที่ตนกำลังคิดจะกลั่นแกล้งรู้ตัวเสียแล้ว เขาจึงรีบกลับหลังหันแล้ววิ่งหนีไปอย่างเร็ว
“หยุดนะอาเหอ...” จิวซินวิ่งตามจิ้นเหอไปติดๆ
“อ๊ะ! รอข้าด้วย” เสียงของสตรีอีกนางหนึ่งที่มาด้วยกันพลันวิ่งตามไปติดๆ เช่นเดียวกัน
ยามนี้...ทุกผู้คนที่อยู่บนพื้นดินได้หายหมดไปแล้ว
แต่ยังคงเหลือเอาไว้เพียงบุรุษคนหนึ่งที่กำลังนั่งนิ่งอยู่บนต้นไม้
และ...จ้าวหนิงหลงที่นั่งอยู่บนต้นไม้จึงได้เห็น
ว่าที่คู่หมั้นของตน...
โดยบังเอิญ...
จิวซินเชิดคาง ยอมรับอย่างมาดมั่น หึงโหดด้วยล่ะ หึ!ท่าทางน่ากลัวเช่นนั้นพลันเรียกเสียงหัวเราะจากผู้มาเยือนเข่อเฉินถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนสืบเท้าเข้าหาจิวซิน ยอบกายคารวะนอบน้อม ก่อนเอ่ยยาวเหยียดตามตรง“พี่สาวอย่าเพิ่งรังเกียจข้าเลย ข้าแค่ไม่นิยมบุรุษหลายภรรยา ไม่ประสงค์เป็นพระสนมให้ฮ่องเต้ สืบได้ว่าหลังเรือนองค์ชายสี่โล่งยิ่ง ข้าจึง...”จิวซินเลิกคิ้วสูง แค่นเสียงหึ “ไม่อยากเป็นสนม เจ้าจึงเฟ้นหาบุรุษรักเดียวใจเดียวเพื่อช่วงชิงรึ? บังอาจนัก สิ้นคิด!”ได้รับคำกล่าวแดกดันดูแคลนเช่นนั้น เข่อเฉินพลันหัวเราะร่า นางโบกมือไปมา ปฏิเสธพัลวัน“ไม่ใช่ๆ ข้าแค่อยากแต่งเข้าตำหนักองค์ชายสี่ แต่มิได้ต้องการแต่งกับองค์ชายสี่เสียหน่อย และข้าก็ทำสำเร็จแล้วด้วย”กล่าวจบเข่อเฉินพลันหัวเราะอย่างชั่วร้ายเซี่ยจื่อเย่ผู้นั้น ไม่รอดมือนางแล้วล่ะ หึหึ! สามเดือนต่อมา งานแต่งของหญิงบรรณาการเผ่าทุ่งหญ้าจึงเกิดขึ้น และผ่านไปอย่างราบรื่น เซี่ยจื่อเย่ได้รับบรรดาศักดิ์โหวพร้อมรับภรรยาเข้ามาอย่างงุนงง จ้าวหนิงหลงยกยิ้มเจ้าเล่ห์ให้จิวซิน“ข้าทำดีหรือไม่เล่า?”เขาเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ หวังให้ภรรยาเอ่ยปากชม พลางกระชับอ้
นางยืนยันคำเดิมว่าต้องการแต่งเข้าตำหนักองค์ชายสี่ส่วนได้เป็นฮูหยินคนที่เท่าใดนั้นนางไม่เกี่ยงฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจึงไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ แม้ต้องการรับเป็นพระสนมเข้าตำหนักในก็ยังไม่อาจกระทำตามอำเภอใจตั้งแต่ยืนมองริ้วขบวนจอมทัพ กระทั่งตะวันคล้อยต่ำ จิวซินก็ยังไม่เห็นจ้าวหนิงหลงกลับมาหากัน นางจึงไม่รอเขาอีก เพียงอุ้มบุตรชายหายตัวเข้าไปในตำหนักส่วนพระองค์ปิดประตู ดับตะเกียง กล่อมลูกนอนอย่างเงียบเชียบเงียบเหงาทางฝั่งจ้าวหนิงหลงเขากำลังปวดหัวเกินจะกล่าว ยิ่งเห็นหญิงบรรณาการส่งสายตาพร่างพราวให้ก็แทบกระอักเลือดออกมาท้ายที่สุดเขาพลันสะบัดแขนเสื้อเดินจากพระราชวังมาพร้อมกับแม่ทัพคู่ใจแม่ทัพของเขามีนามว่าเซี่ยจื่อเย่จ้าวหนิงหลงจำได้ว่าผู้ที่เขาส่งไปปราบชนเผ่าทุ่งหญ้าจนได้สัญญาพันธมิตรพร้อมตัวหญิงบรรณาการนางนั้นกลับมาคือเซี่ยจื่อเย่ผู้นี้จ้าวหนิงหลงหรี่ตา เพ่งพิศลูกน้องคนสนิทนิ่งๆเซี่ยจื่อเย่เป็นบุรุษเย็นชา กิริยาหยาบกระด้าง แววตาที่มองผู้คนราวกับแช่แข็งทะเลสาบได้ ทว่ายามนี้แม้ถูกเจ้านายจ้องมองเนิ่นนาน กลับยังคงรักษาสีหน้าได้ราบเรียบไร้ความรู้สึก แม่ทัพหนุ่มมิใช่บุรุษที่จักถูกอิสตรีล่อล
จิวซินเงยหน้าจากแผงอกหนา “มิใช่จัดตารางเฉพาะสาวงามรึ?”“ย่อมไม่” ฝ่ามืออุ่นลูบไล้หน้าท้องของภรรยาอย่างรักใคร่ ตรงนี้มีอีกหนึ่งชีวิตที่เขาห่วงใย “ข้ายังสั่งเพิ่มนางกำนัลเข้ามาอีกหลายคน เพื่อช่วยกันดูแลเจ้ายามที่ข้าไม่อยู่”เขานิ่งชั่วครู่ ก่อนเอ่ยอีกว่า “อ้อ...ข้าส่งข่าวให้ซีผิงและหลิงฉีมาคอยคุ้มกันเจ้าด้วย พวกนางคือองครักษ์หญิงของเจ้า เผื่อว่านางกำนัลบางคนจากตำหนักฮองเฮาคิดไม่ซื่อกับเจ้าขึ้นมา ศิษย์น้องหญิงทั้งสองจะได้จัดการทันที”“ท่านพี่...” การดูแลจัดการรัดกุมเช่นนี้ แน่ชัดแล้วว่าสามีต้องเดินทางไกล ทั้งยังเนิ่นนานเกินทำใจ จิวซินถึงขั้นร้องไห้โฮแล้วไม่ง่ายเลยกับการปลอบประโลมภรรยา ราตรีนั้น จ้าวหนิงหลงทั้งกอดทั้งจูบพัลวัน เสียงสะอึกสะอื้นกลับยังคงดังกระซิกๆ มิเจือจางการเดินทางมาเยือนในเจ็ดวันให้หลังจิวซินอุ้มครรภ์อายุสามเดือนยืนส่งสามีอยู่บนหอสูงกลางเมือง จ้าวหนิงหลงเคลื่อนขบวนจากไปแล้ว หากแต่นางก็ยังคงยืนอยู่เช่นนั้น ตะวันตกดินถึงทำใจกลับตำหนักได้เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า แม้จะมีจดหมายส่งมาไม่เคยขาด ทว่าจิวซินยังคงนับวันรอจ้าวหนิงหลงทุกลมหายใจย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ จิวซินเจ็บท้องค
“ตกลงท่านรับสาวงามพวกนั้นเข้าตำหนักหรือ?”แม้บอกว่าจะคุยกันด้วยดี แต่ก็อดเสียงเข้มมิได้ นางไม่พอใจมาก“ข้าขอเหตุผลดีๆ สักหลายข้อนะ”จ้าวหนิงหลงสูดปากเพราะคนงามทำแผลให้จนเลือดซึมออกมา “ข้ามีเพียงเหตุผลเดียวให้เจ้า”หญิงสาวแค่นเสียงฮึ “ว่ามา ข้ารอฟังอยู่”ดุจริงเชียว! ชายหนุ่มโอดครวญในใจ เสี่ยวเมาของเขากลายร่างเป็นแม่เสือร้ายเสียแล้ว มิใช่ลูกแมวตัวน้อยอีกต่อไปจ้าวหนิงหลงยิ้มอ่อน กดจมูกกับแก้มเนียนอย่างเข่นเขี้ยว“ข้ารับนางกำนัลเหล่านั้นไว้เพราะไม่ต้องการสร้างปัญหาให้เจ้า หากส่งกลับไปฮองเฮาย่อมไม่พอพระทัยและอาจผิดใจกับวังเสียนหรง ยามที่ข้าไม่อยู่พระนางอาจมาสร้างความลำบากให้เจ้า”เหตุผลของเขาทำจิวซินนิ่งอึ้งมิใช่เพราะประโยคที่บอกว่ารับคนเข้ามา หากแต่เป็นวาจาที่ว่า ‘หากเขาไม่อยู่’ ต่างหากที่ทำนางตกใจนัก“ท่านหมายความว่าอย่างไร? ท่านกำลังจะไปที่ใดหรือ?”จ้าวหนิงหลงเอื้อมวงแขนดึงจิวซินเข้ากอด ก่อนอธิบายเสียงเนิบ“ความวุ่นวายในตำหนักบูรพาก่อนหน้านี้บั่นทอนความเชื่อมั่นในตัวรัชทายาทไม่น้อย ครั้งหนึ่งเสด็จพ่อยังคิดจะปลดเขา แล้วให้ข้ารับตำแหน่งรัชทายาทแทน เป็นข้าเองที่ไม่ยอม จึงเสนอตัวเองออกไ
พลบค่ำมาเยือน จิวซินนั่งเหม่ออย่างรอคอย กระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตู ผิงเอ๋อร์ที่รับใช้อยู่ด้านข้างรีบลุกขึ้นไปเปิดประตูทันทีเป็นจิ้นเหอที่เดินเข้ามาหาใช่ใครบางคนไม่ ยามนี้ผิงเอ๋อร์เปิดใจคบหากับจิ้นเหอแล้ว ชายหนุ่มจึงขอย้ายตัวเองมาคอยรับใช้องค์ชายสี่กับพระชายาอย่างขยันขันแข็ง เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดหญิงคนรักตลอดเวลา“ทูลพระชายา องค์ชายสี่กลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”จิวซินมุ่นคิ้วพยักหน้ายังมิทันเอ่ยวาจา กลับเป็นผิงเอ๋อร์ที่ถาม“กลับมาแล้ว? ไฉนพระองค์ไม่รีบเสด็จมาหาพระชายาเล่า?”ปกติจ้าวหนิงหลงจะรีบมาหาจิวซินก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ สามีภรรยามักจะแสดงความรักต่อกันก่อนอาหารค่ำ และก่อนที่ฝ่ายสามีจะแยกตัวออกไปสะสางงานที่ห้องตำราไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยหรือดึกดื่นปานใดก็ยังกลับมานอนที่นี่เสมอสิ้นคำถามของผิงเอ๋อร์ จิ้นเหอพลันปาดเหงื่อ ก่อนเอ่ยอ้อมแอ้ม “องค์ชายสี่กำลังสั่งการให้คนพาสาวงามทั้งห้าเข้าพักที่เรือนฝั่งตะวันตก”นอกจากไม่ส่งกลับแต่ยังให้คนพาเข้าพำนักที่เรือนฝั่งตะวันตก?ขณะจิวซินคิดสงสัยในใจ จิ้นเหอกล่าวอีกว่า “จากนั้นองค์ชายยังดูแลให้ขันทีจัดตารางสำหรับสาวงามพ่ะย่ะค่ะ”“...!?”ตารางที่
จ้าวหนิงหลงพาจิวซินกลับวังทันที แต่งงานยังไม่ครบปี แต่มีเรื่องมงคลแล้วเช่นนี้ ควรประกาศก้องโดยไวแน่นอนว่าผู้ที่ดีใจที่สุดย่อมไม่พ้นหยางเซิง จิ่วฮุ่ย และอีกคนที่ยิ้มไม่หุบเลยทั้งวันก็คือฮ่องเต้จ้าวเฟยเซียนพระองค์ถึงขั้นจัดการหาแม่นมมาเตรียมตัวรอไว้พร้อมพรั่งเมื่อเหล่าขุนนางได้เห็นถึงความเอาใจใส่จากโอรสสวรรค์ คำอวยพรและของกำนัลจึงหลั่งไหลไม่ขาดสายภายในวังเสียนหรง บรรยากาศแช่มชื่นรื่นรมย์ จิวซินยืนส่งสามีด้วยรอยยิ้มยามเขาต้องออกจากตำหนักเพื่อเข้าร่วมประชุมขุนนางเหมือนทุกวัน รอบด้านอบอวนไปด้วยกลิ่นอายสดใสเจิดจรัสทว่าสองเดือนต่อมา หลังจากจ้าวหนิงหลงเดินทางออกไปแล้ว วังเสียนหรงกลับอึมครึมขึ้นมาอย่างประหลาดภายในห้องโถงหรูหรา เบื้องหน้าจิวซิน ข้าหลวงอาวุโสกำลังเดินนำขบวนนางกำนัลอายุน้อยหน้าตาสะสวยเข้ามาอย่างนอบน้อม“ทูลพระชายา นางกำนัลทั้งห้านี้ ฮองเฮาทรงคัดสรรด้วยองค์เอง เพื่อปรนนิบัติองค์ชายสี่เพคะ”จิวซินพลันหรี่ตา สีหน้าเผยความไม่พอใจออกมาอย่างไม่ปิดบังทว่าข้าหลวงอาวุโสกลับไม่นำพา เพราะพระชายาตำหนักอื่น ล้วนมีสีหน้านี้ทั้งนั้น นางเพียงทำหน้าที่ของตนเองให้ดีก็พอ
ตลาดกลางเมือง หนุ่มน้อยสองคนเดินทอดน่องกระซิบ“เหตุใดต้องปลอมตัวเป็นผู้ชายด้วยเล่า ชุดนี้น่าขันยิ่ง”จ้าวซิ่งเยี่ยนถามขึ้นอย่างสงสัย หลังจากถูกจิวซินจับล้างหน้า เช็ดเครื่องประทินโฉมและเก็บเส้นผมจนเหมือนผู้ชาย และยังแต่งกายด้วยชุดผู้ชาย ไม่เหลือเค้าของความเป็นหญิง หมดสิ้นความสูงศักดิ์“หากองค์หญิงอย
จิวซินเอื้อมมือตบบ่ามนให้กำลังใจอีกคนว่า “ต่อไปเจ้าต้องติดต่อกับเขาด้วยตัวเองแล้วนะ ใจกล้าหน่อยเถิด เพราะข้าจะแต่งงาน คงไม่สะดวกช่วยเหลือเช่นเดิมแล้วล่ะ”ลู่ชิงได้ฟังก็ทำปากยื่น “เจ้าเห็นคู่หมั้นดีกว่าสหายรึ?”เห็นสหายแง่งอนเช่นนั้น จิวซินกลับทำหน้ายียวน“แน่นอนอยู่แล้ว คู่หมั้นของข้าดีที่สุด หรือเ
หอสุราเปิดใหม่ รสชาติอาหารถูกปาก สุราหอมละมุนถูกใจ ในห้องสุราชั้นสามทิวทัศน์จากห้องสูงยิ่งงดงามจับตาจิวซินจึงอารมณ์ดีทั้งสุขใจมาก นางยิ้มจนตาหยีเป็นเสี้ยวจันทร์ เรียกได้ว่าเสียกิริยาอย่างที่สุดจ้าวหนิงหลงเองก็เกือบจะหลุดหัวเราะออกมาจึงรีบหันหน้าหนีแล้วกระแอมเสียงเบา “เจ้าเก็บอาการหน่
คิดแล้วก็ไม่สนใจคู่หมั้นอีกไล่มองหาตำราควบคุมเรือนหลังแทนทำเอาชายหนุ่มข้างกายที่เห็นนางหันไปสนใจตำราเกี่ยวกับตำหนักในต้องลอบถอนหายใจ เขาดึงมือนางไว้ ไม่ให้ไปทางตำรานั่น ทั้งรู้สึกโกรธแล้วจริงๆ บทความที่ชี้นำให้ภรรยาเอาใจออกห่างจากสามี ทำตัวไร้รักไร้ใจแล้วเลือกเฟ้นสตรีให้เป็นมือเป็นเท้าปรนนิบัติแท







