LOGINจิวซินยืนกอดอกมองบุคคลผู้เป็นบ่าวชายทั้งสองอย่างเข้าใจ คล้ายกับผู้ล่วงรู้ในทุกสรรพสิ่งก็ไม่ปาน
ทันใดนั้นบ่าวชายคนแรกที่มีท่าทีเกรี้ยวกราดก็สาดสายตามืดดำขุ่นมัวมาทางจิวซินพอดิบพอดี
จิวซินถึงกับผงะเมื่อมองเห็นสายตาฉายแววแปลกๆ นั่น
“เจ้า!” เสียงของบ่าวชายผู้นั้นพลันเอ่ยพร้อมชี้นิ้วมาทางจิวซิน
“หือ!” จิวซินถึงกับตาโตตกใจพลางยกนิ้วขึ้นชี้ใบหน้าของตน “ข้าหรือ?”
“ใช่! เจ้านั่นล่ะ” บ่าวชายคนนั้นเดินแบบย่างสามขุมท่าทีคุกคามเข้ามาทางจิวซินพลางเอ่ยต่อเนื่องด้วยน้ำเสียงไร้มิตรไร้ไมตรีฉายชัด
“มาวันแรกก็ได้เป็นบ่าวชายคนสนิทของนายน้อยผู้สูงส่งของข้า ฮึ! เจ้าคงใช้กลโกงอันใดเป็นแน่”
บ่าวชายอีกคนคล้อยตาม “นั่นนะสิ พวกเราอยู่มาก่อนตั้งนาน ยังไม่เคยได้เข้าใกล้คุณชายเลย” เขากล่าวเสริมอย่างดุดันคุกคามเช่นกัน
จิวซินยิ่งตระหนกมากกว่าเดิมแล้ว เมื่อครู่พวกเขากำลังพูดคุยถึงต้นหญ้าใช่หรือไม่? แล้วเหตุใดกลับกลายมาเป็นนางไปได้ล่ะ?
“เจ้าคงว่างมากถึงได้มายืนกอดอกทำท่าทางคล้ายเจ้านายอยู่ตรงนี้ ไปเลย ไปถอนหญ้าตรงนั้น ไป!” บ่าวชายคนแรกกล่าวออกมาอย่างเบ่งอำนาจใส่หน้าจิวซินเมื่อเดินมาจนถึงนางในระยะสามก้าว
“ใช่ๆ ไปเลย ไปถอนหญ้า” บ่าวชายคนที่สองยังคงคล้อยตาม เขาเดินตามกันมาติดๆ กล่าวคำเน้นย้ำให้คนแรกอย่างหนักแน่น
จิวซินถึงกับกะพริบตามองปริบๆ
เอาอย่างไรดี?
นางอุตส่าห์พรวนดินบำรุงให้ต้นหญ้าพวกนั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ แล้วอย่างนี้ นางจะทำร้ายพวกมันได้อย่างไร อืม...
หญิงสาวในชุดบุรุษนามอาซินเริ่มมุ่นคิ้วคิดหนักด้วยนิสัยใจจริงของนางช่างเป็นสตรีแสนดี นอกจากงดงามแล้วยังมีคุณธรรมยิ่งนัก
นางทำท่าครุ่นคิดอย่างหนักหน่วงอยู่ครู่หนึ่งในขณะที่บ่าวชายทั้งสองยังคงยืนกดดันไม่วางตา
อึดใจต่อมาจิวซินพลันเอ่ย
“กลิ่นหอมทำให้ต้องรีบลงจากม้า
รู้รสชาติแล้วต้องรีบหยุดเดินทาง
กลิ่นหอมของสุราลอยอวลอยู่ในอากาศ
นกสามัญดมกลิ่นยังกลายเป็นหงส์
กระทั่งของเสียที่กลั่นทิ้งลงไปในน้ำ
หากปลากินยังแปลงร่างเป็นมังกรในฉับพลัน”[1]
ประโยคยาวเหยียดของจิวซินทำเอาบ่าวชายทั้งสองถึงกับผงะจ้องมองนางนิ่งงันอย่างเผลอไผล
จิวซินยังคงเอ่ยต่อ “พี่ชายทั้งสองเคยได้ยินบทกวีนี้หรือไม่?”
บทกวีนักปราชผู้สูงส่งในประวัติศาตร์ ผู้น้อยยากนักเคยได้ยิน บ่าวชายทั้งสองจึงมองอาซินตาปริบๆ อย่างไม่เข้าใจในชีวิตขึ้นมา
จิวซินที่สามารถตรึงให้บุรุษทั้งสองยืนอยู่กับที่ได้เป็นผลสำเร็จ ไม่มีเสียเวลาให้ไร้ค่า นางรีบเอ่ยต่ออีกว่า
“นี่คือบทกวีร่ายถึงน้ำกลั่นสุราสุดเลิศล้ำหยางเหอต้าชวู เป็นสุราไร้สี โปร่งใส กลิ่นหอมแรง รสชาติหวานนุ่มนวล พี่ชายสนใจหรือไม่?”
บ่าวชายทั้งสองได้ยินพลันตาโตหูผึ่งกันอย่างพร้อมเพรียง
จิวซินยังคงเอ่ยคำอย่างมีชั้นเชิงเหนือชั้นมากมาย
“หากพี่ชายสนใจ อืม...ข้าอาจจะทำให้พี่ชายได้ลิ้มลอง แต่...หากข้าต้องเสียเวลาไปกับการถอนหญ้าพวกนี้ ข้าคงไม่มีโอกาสออกไปตามหาเอาเหล้าชั้นเลิศเข้ามาเสียแล้ว ทำอย่างไรดี” จบคำก็ทำท่าทางครุ่นคิดหนักหน่วง ประหนึ่งปรารถนาสุดใจแต่ไร้หนทางอย่างยิ่ง
นางส่ายหน้า “อนิจจา คงต้องยอมสละสุรารสเลิศให้ไกลห่าง...”
เมื่อแผนหนึ่งยังไม่เป็นผล คนสองคนยังลังเลไม่แน่ใจ ห้าในสิบอาจผิดพลาดได้ จิวซินจึงคิดแผนสองออกมา นางหมุนตัวย่อกายลงทำทีถอนหญ้าแต่แอบล้วงสาบเสื้อหยิบเงินก้อนออกมาโยนใส่กอหญ้า
“โอ๊ะ! หญ้าต้นนี้ไฉนถึงมีเงินตกอยู่เล่า? ไอ่หย่า!”
นางแสร้งอุทานเสียงดัง ก่อนจะทำท่านึกขึ้นได้ว่าลืมตัว จากนั้นก็ทำจิ๊ปากกลอกตาไปมา แอบยิ้มพราวระยับ เร่งมือถอนหญ้าอย่างเร็ว กระทำการอย่างเงียบๆ โดยไม่พูดกระโตกกระตากอีก
ท่าทางคล้ายกำลังเก็บงำความลับสุดยอด
ทำเอาบ่าวชายสองคนเบิกตาโต
ต่อให้เชื่องช้าปานใดย่อมมองทัน แม้นโง่เขลาปานใดก็เข้าใจ ต้องมีเงินฝังอยู่ใต้ดินตรงนี้แน่ๆ
[1] หนึ่งในสิบสุราจีน เคียงเคล้าคำคมแห่งโก้วเล้ง
นางรีบนั่งลงด้วยท่วงท่าสวยงามลืมไปเลยว่าปลอมตัวอยู่ พลางลูบๆ คลำๆ รอบตั่งอย่างนึกรักใคร่หลงใหลอืม...ที่นี่ช่างเป็นสถานที่ดั่งสวรรค์โดยแท้ เจ้านายรูปงาม สถานที่สวยงาม บรรยากาศร่มรื่น มีต้นไม้มีดอกไม้ ทุกสิ่งทุกอย่างเหมาะเจาะสบายตาสบายใจเมื่อได้พิศได้ชื่นชมอา...คิดไม่ผิดเสียจริงที่ปลอมตัวมาอยู่ที่นี่นางขออยู่นานๆ ได้หรือไม่?หวังว่าท่านพ่อจะยังไม่ออกตามล่าหานางให้กลับไปแต่งงานนะจิวซินคิดไปนั่งยิ้มในหน้าไปอย่างเพลิดเพลินท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ใต้ร่มไม้ร่มรื่น นางเพียงนั่งเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในยามที่อาทิตย์ใกล้อัสดง พลางหลับตาพริ้มคลี่ยิ้มงดงามรับสายลมยามเย็นไล้เบาๆ ที่ผิวข้างแก้มนวลเนียนเปล่งปลั่งล้อเล่นกับแสงแดดทอประกาย เกิดเป็นภาพเกินบรรยายในสายตาของใครบางคนใครบางคนนั้นกำลังยืนสังเกตพฤติกรรมของนางอยู่ไกลๆเขายืนมองนางเป็นเวลานานแล้ว...อาภรณ์ของบุรุษเพศไม่ได้ช่วยอันใดให้แก่นางเลยจริงๆจ้าวหนิงหลงคิดอย่างนั้นในใจ นางจะใส่อาภรณ์บุรุษเพื่ออะไร ในเมื่อนางช่าง... แต่ก่อนที่จ้าวหนิงหลงจะคิดอะไรลึกซึ้งมากกว่านั้น เขาหรี่ตามองไปยังสตรีในอาภรณ์บุรุษนามว่าอาซินอย่างนึกเข่นเขี้ยวขึ้นมาทันใด
บ่าวชายเม้มปากพลางส่งสายตาให้กันก่อนผงกศีรษะ“ข้าจะจัดการหญ้าพวกนี้เอง” บ่าวชายคนแรกรีบขันอาสา“ข้าด้วยๆ” คนที่สองพลันเอ่ยตาม เขาช่างทำหน้าที่คล้อยตามคนแรกได้อย่างดีเยี่ยมจิวซินพยักหน้าหงึกหงักอมยิ้มพร่างพราย นางประสานหมัดตอบรับอย่างนอบน้อม “ลำบากพี่ชายแล้ว”บ่าวชายคนแรกฉุกคิดอยู่อึดใจก่อนกล่าว “ว่าแต่ เจ้าจะออกไปเอาเหล้ารสเลิศนี้กับคุณชายหนิงหรือ?”จิวซินเริ่มกะพริบตาอีกคราอา...นางพลาดเสียแล้ว นางลืมไปว่าตนเองมาเป็นเพียงบ่าว หาใช่นายหญิงที่สามารถสั่งเหล้าชั้นดีมาเก็บเอาไว้ในตู้ไม้สลักทองคำให้ท่านพ่อเหมือนเช่นเคยไม่แต่ยังไม่ทันเอ่ยแย้ง เสียงของบ่าวชายอีกคนพลันเอ่ยแทรก“คุณชายของเรา เหล้าไม่ร่ำนารีไม่ยุ่ง แล้วเหตุใดถึงได้สั่งให้เจ้าหาเหล้าให้ดื่มกินกันนะ ช่างน่าแปลกยิ่งนัก”จิวซินได้ยินพลันหูผึ่งเหล้าไม่ร่ำ นารีไม่ยุ่ง คุณชายของนางน่ะหรือ?อา...นางคิดไม่ผิดจริงๆเขาช่างน่าเลื่อมใสยิ่งน่าเลื่อมใสจริงๆจิวซินคิดในใจอย่างปลื้มปริ่ม บังเกิดความรู้สึกนับถือในตัวของคุณชายรูปงามผู้เป็นเจ้านายอย่างไม่อาจห้ามใจ“ว่าอย่างไร?” เสียงของบ่าวชายคนเดิมยังคงกดดัน “ไม่ใช่ว่าเจ้าโกหกพวกเราหรอกหร
จิวซินยืนกอดอกมองบุคคลผู้เป็นบ่าวชายทั้งสองอย่างเข้าใจ คล้ายกับผู้ล่วงรู้ในทุกสรรพสิ่งก็ไม่ปานทันใดนั้นบ่าวชายคนแรกที่มีท่าทีเกรี้ยวกราดก็สาดสายตามืดดำขุ่นมัวมาทางจิวซินพอดิบพอดีจิวซินถึงกับผงะเมื่อมองเห็นสายตาฉายแววแปลกๆ นั่น“เจ้า!” เสียงของบ่าวชายผู้นั้นพลันเอ่ยพร้อมชี้นิ้วมาทางจิวซิน“หือ!” จิวซินถึงกับตาโตตกใจพลางยกนิ้วขึ้นชี้ใบหน้าของตน “ข้าหรือ?”“ใช่! เจ้านั่นล่ะ” บ่าวชายคนนั้นเดินแบบย่างสามขุมท่าทีคุกคามเข้ามาทางจิวซินพลางเอ่ยต่อเนื่องด้วยน้ำเสียงไร้มิตรไร้ไมตรีฉายชัด“มาวันแรกก็ได้เป็นบ่าวชายคนสนิทของนายน้อยผู้สูงส่งของข้า ฮึ! เจ้าคงใช้กลโกงอันใดเป็นแน่”บ่าวชายอีกคนคล้อยตาม “นั่นนะสิ พวกเราอยู่มาก่อนตั้งนาน ยังไม่เคยได้เข้าใกล้คุณชายเลย” เขากล่าวเสริมอย่างดุดันคุกคามเช่นกันจิวซินยิ่งตระหนกมากกว่าเดิมแล้ว เมื่อครู่พวกเขากำลังพูดคุยถึงต้นหญ้าใช่หรือไม่? แล้วเหตุใดกลับกลายมาเป็นนางไปได้ล่ะ?“เจ้าคงว่างมากถึงได้มายืนกอดอกทำท่าทางคล้ายเจ้านายอยู่ตรงนี้ ไปเลย ไปถอนหญ้าตรงนั้น ไป!” บ่าวชายคนแรกกล่าวออกมาอย่างเบ่งอำนาจใส่หน้าจิวซินเมื่อเดินมาจนถึงนางในระยะสามก้าว“ใช่ๆ ไปเลย ไปถ
และแล้วเจ้านายรูปงามของจิวซินก็ไม่ทำให้จิวซินได้ผิดหวัง ทั้งซักผ้า ทั้งปัดกวาด ทั้งเช็ดถู มีแบกน้ำด้วยอา...ช่างถูกใจยิ่งยามอยู่ที่จวนหยาง บ่าวไพร่ไม่เคยให้นางได้ทำหรือแตะต้องงานเหล่านี้ จะหยิบจะจับอะไรก็มีแต่ถูกห้ามปราม กลัวนางจะเหน็ดเหนื่อย กลัวนางจะผิวเสีย กลัวนางจะสิ้นความงามถึงแม้ว่าบิดากับมารดาจะไม่เข้มงวดเรื่องนี้กับนางก็ตาม แต่พวกท่านมักจะดูแลอย่างดีเยี่ยมเสมอมา กับบ่าวไพร่ยิ่งแล้วใหญ่ ดูแลนางดียิ่งกว่าอะไร ประหนึ่งนางเป็นไข่มุกในอุ้งมือกระนั้นนางไม่แตกหักง่ายๆ เสียหน่อย จะอุ้มไว้ทำไมนักหนาเวลาผ่านไปจนเกือบจะหมดวันจิวซินยังคงทำงานไปยิ้มไปอย่างร่าเริง ท่าทางราวกับได้รับอิสรเสรีมิใช่ได้รับงานหนักอันใดเทือกนี้ผิดกับใครบางคนที่สั่งการให้นางทำงานอย่างสิ้นเชิงเขาผู้นั้นกำลังยืนมองมาทางนางอย่างหงุดหงิดเหลือประมาณ ทั้งๆ ที่ตั้งใจสั่งงานหลายอย่างให้นางได้ทำ ทั้งงานหนักงานเบาเอาให้นางได้ถอดใจ แล้วดูเถิด...ดูนางทำยิ้มไปทำไปนั่นคืออันใด?ไยแม่นางถึงได้เบิกบานยิ่ง!จ้าวหนิงหลงในคราบของคุณชายหนิงเจ้าของคฤหาสน์งดงามกำลังยืนกอดอกมองใครบางคนที่อยู่ในอาภรณ์บุรุษของบ่าว
ทำไมจิวซินถึงคิดได้อย่างนั้นน่ะหรือก็เพราะว่าบุรุษผู้นี้มีผิวพรรณเนียนละเอียดลออ ใบหน้างดงามกระจ่างใส ดวงตาของเขาทอประกายอบอุ่น อาภรณ์ที่เขาใส่เป็นสีขาวสะอาดตาหาได้มีลวดลายรบกวนความขาวเนียนละเอียดทั้งเรือนร่างของเขาได้ไม่ ท่วงท่าของเขายามยืนก็ดูสงบเรียบนิ่งทั้งยังเยือกเย็นให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกมากมาย เย็นสบายนัยน์ตาอย่างที่สุดทุกอย่างของเขาจำลองมาจากพระอาจารย์ในอารามหลวงที่นางเคยไปนั่งสนทนาธรรมอยู่ด้วยกัน ความน่าเลื่อมใสนั้น...ยากล่วงล้ำนักอืม...กลิ่นกายของเขาให้ความรู้สึกสบายจมูกยิ่ง กลิ่นกายสะอาด ผิวพรรณสะอาด ดวงตาสะอาด อา...“จะสิงร่างข้าหรือไร?” เสียงทุ้มต่ำพลันดังทำเอาจิวซินถึงกับผงะผู้ถูกกล่าวหาจะสิงร่างผู้อื่นกำลังคิดเพลิดเพลินจนเดินเข้ามาเกือบจะแนบชิดกับแผงอกของบุรุษตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไร?จิวซินถามตนเองในใจเมื่อได้สติกลับมาเจ้าของประโยคเมื่อครู่เป็นบุรุษรูปงามราวเทพเซียนที่กำลังยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าของจิวซินนั่นเองหากเดาไม่ผิดเขาคงเป็นเจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้อย่างแน่นอนอืม...เช่นนั้นแล้ว เขาก็เป็นเจ้านายของนางอย่างไม่ต้องสงสัยเมื่อจิวซินคิดได้อย่างนั้นจึงส่งยิ้มเจิดจ้า
“ข้าจะยืนเฝ้าอาเหอให้นะขอรับ...” จิวซินแกล้งล้อเลียนสหาย นางตะโกนออกไปเบาๆ ไล่หลังจิ้นสิงเพื่อกลั่นแกล้งจิ้นเหอ“อาซิน!” จิ้นเหอมองตาขวาง ส่งเสียงกดต่ำไปทางคนชอบแกล้งจิวซินคลี่ยิ้มสดใสอย่างอารมณ์ดีเหลือเกินนางไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมีสายตาคมกล้าของใครบางคนเพ่งมองออกมาจากด้านในห้องของเรือนภายในเรือนของคฤหาสน์ถัดจากลานกว้างไม่ไกล “รับเข้ามา”เสียงทุ้มทรงอำนาจของจ้าวหนิงหลงที่ยืนอยู่ด้านในเรือนเอ่ยคำกับจิ้นสิงแค่นั้น ขณะมองออกไปทางนอกหน้าต่างแล้วเห็นร่างบอบบางที่อยู่ในอาภรณ์บุรุษไม่ไกลจิ้นสิงผู้ที่เป็นหัวหน้าพ่อบ้านซึ่งดูแลทั้งนายน้อยของเขาอย่างดีและดูแลกวดขันบ่าวไพร่มาตั้งแต่ไหนแต่ไรจึงมักจะคอยระแวดระวังภัยอย่างแข็งขันเป็นนิสัย เขารีบเอ่ยขัดขึ้น “แต่เด็กหนุ่มนั่นไม่น่าไว้ใจขอรับ บ่าวคิดว่าเขาดูดีเกินไปสักหน่อย ทั้งผิวพรรณและผิวหน้า เขาอาจมีฐานะอื่นแอบแฝงเข้ามาด้วยเป้าหมายที่ไม่ดี ให้บ่าวขับไล่ไปดีกว่า”“ไม่เป็นไร” จิ้นสิงเอ่ยยังไม่จบแต่จ้าวหนิงหลงตัดบทแค่นั้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดใบหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ ก่อนหมุนตัวเดินไปอีกทางแล้วเอ่ยปิดท้าย “ให้มาเป็นบ่าวคนสนิทของข้า”“หือ” จิ้







