LOGINอีกสี่วันก็จะถึงวันหยุดสุดสัปดาห์อีกครั้งชายหนุ่มคิดจะใช้โอกาสนี้บอกเรื่องต้องไปทำงานยังต่างจังหวัดกับพ่อตาแม่ยายรวมถึงลูกสาวด้วย ส่วนใครอีกคน คงไม่ใส่ใจจะรับรู้ความเป็นความตายของเขาหรอกแม้เขาจะอยากให้เธอสนใจมันแค่ไหนก็ตาม
ชายหนุ่มจัดการติดต่อไปยังเจ้าของโครงการรีสอร์ตเรือนปั้นหยาที่สนให้เขาไปดูและการตกแต่งภายในให้ทันที เพื่อให้รู้รายละเอียดและความต้องการของลูกค้า
จากนั้นจัดการประสานงานกับช่างและบริษัทเฟอร์นิเจอร์ที่จะต้องร่วมงานด้วย เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพก็เหลือแค่รอเวลา และพอวันหยุดมาถึงเขาก็ต้องขับรถออกจากบ้านทั้งแต่เช้ามืดเพื่อไปเยี่ยมคุ้มขวัญเช่นเคย
“นั่นรถตาธีร์นี่คุณวันนี้มาแต่เช้ามืดเชียว...” จิตนารีกล่าวบอกชนชาติที่กำลังวิ่งเหยาะๆ ออกกำลังกายหน้าบ้านโดยมีเธอนั่งเป็นเพื่อน
“มาเช้าไม่ร้อนรถก็ไม่เยอะดีแล้วไม่ใช่เหรอ...อ้อ...แล้วนี่ย่าหยาตื่นหรือยัง”
“ให้จีนัสขึ้นไปดูแล้วค่ะ ถ้าตื่นเดี๋ยวคงจัดการอาบน้ำแต่งตัวให้แล้วพาลงมาเองล่ะ”
“อืม...ดีแล้วหัดใช้ให้ดูหลานซะบ้าง จะได้สนิทกันมากๆ หน่อย เราสองคนจะได้หมดห่วงเสียทีไงคุณ” ชนชาติยิ้มบอกกับภรรยาวัยกลางคนของตัวเอง
สีหน้าสองสามีภรรยาเต็มไปด้วยความสดชื่นเหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานระแสงตะวันยามเช้า เมื่อเห็นว่ากันค์ศิตางค์เริ่มจะยอมรับหลานสาวได้บ้างแล้ว มรสุมในครอบครัวของพวกเขาจะได้หมดสิ้นกันไปเสียที
“คุณพ่อ...คุณแม่สวัสดีครับ...” เมื่อจอดรถเข้าที่เรียบร้อยแล้วศิลาภินก็หอบหิ้วข้าวของมากมายที่ซื้อติดมือเดินเข้ามาหาพ่อตาแม่ยายที่สวนหย่อม
“จ้ะ...ไหว้พระเถอะลูก แล้วนั่นหอบอะไรมามากมายก่ายกองไปหมด” จิตนารีเอ่ยถามในขณะที่ชนชาติรับไหว้แล้วก็วิ่งออกกำลังกายต่อ
“ของฝากครับผมซื้อมาฝากทุกคน ที่เหลือก็เป็นขนมกับของเล่นของย่าหยา...ว่าแต่ตัวแสบยังไม่ตื่นเหรอครับ”
“น่าจะยังนะ นี่ยังไม่หกโมงเช้าด้วยซ้ำ แม่ให้จีนัสขึ้นไปดูแล้วล่ะ เราเอาของไปเก็บในบ้านก่อนเถอะแล้วค่อยออกมานั่งคุยกันข้างนอกนี่น่ะ”
“อ๋อ...ครับถ้างั้นผมเอาของไปเก็บก่อนดีกว่า”
“จ้ะ...” พูดจบชายหนุ่มก็หอบเขาของในมือเดินเข้าบ้านไป ของฝากให้ทุกคนในความหมายของเขานั้นหมายถึงมีกันต์ศิตางค์รวมอยู่ด้วย ชายหนุ่มคิดถึงความน่าเกลียดในตอนแรก
พอมานึกให้ดีอีกทีการที่ไม่มีของติดไม้ติดมือมาให้เธอทั้งๆ ที่คนอื่นๆ ในบ้านแม้กระทั่งแม่ครัวยังได้มันดูน่าเกลียดกว่าเป็นไหนๆ ความตั้งใจส่วนลึกจึงถูกขุดมาอีกครั้ง และกล้าที่จะนำของฝากชิ้นพิเศษมาให้หญิงสาวในวันนี้
ชายหนุ่มนำของมาวางในห้องรับแขกของบ้าน สายตานั้นมิวายสาดส่องไปยังด้านบนเพื่อมองหาบุตรสาวกับใครอีกคน แต่ด้วยไม่อยากทำตัวให้เธอคนนั้นลำบากใจนักเขาจึงเลี่ยงออกไปคุยสัพเพเหระกับผู้ใหญ่ด้านนอกพลางๆ ก่อน
สักพักเจ้าตัวยุ่งของบ้านก็ถูกอุ้มออกมาด้านนอกโดยกันต์ศิตางค์ ชายหนุ่มแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าจะได้เห็นภาพดังกล่าว สองป้าหลานคุยกันกะหนุงกะหนิงหัวเราะร่วนระหว่างที่อุ้มกันเดินออกมา
“คุณพ่อ...” คุ้มขวัญเรียกหาบิดาเสียงดังพร้อมกับขยับตัวเป็นสัญญาณให้แม่จีนัสของเธอรู้ว่าอยากลงไปให้อีกคนอุ้มเต็มทีแล้ว
“ครับว่าไงครับตัวแสบพ่อไม่อยู่เป็นไงบ้างซนจนคุณตาคุณยายปวดหัวรึเปล่าเอ่ย” ศิลาภินรีบรับบุตรสาวที่วิ่งตัวกลมขึ้นสู่อ้อมกอดแล้วจับหอมแก้มซ้ายขวาเสียฟอดใหญ่ แม่หนูน้อยก็ผันหน้าหลบพอเป็นพิธีหัวเราะร่าอย่างดีอกดีใจ
“ไม่กวนค่ะ ไม่ซนด้วยน้องหยาน่ารักถามแม่จีนัสดูก็ได้ค่ะ” คุ้มขวัญคุยจ้อคนจนที่ถูกอ้างถึงเริ่มหน้าหงิก ทำตัวไม่ถูกด้วยไม่คิดว่าเขาจะมาถึงบ้านแต่เช้าแบบนี้
หญิงสาวไม่ได้นึกโทษคุ้มขวัญเสียเท่าไหร่ที่ใจมันรู้สึกเคืองก็คงเป็นสายตาที่ตวัดมองมาอย่างหวานเยิ้ม รอยยิ้มกวนๆ แสดงออกถึงความพอใจในเรื่องที่เด็กน้อยบอกต่างหากเล่า
คงสมใจเขาไม่ใช่น้อยที่เห็นเธอกับคุ้มขวัญสนิทสนมกันมากขึ้น จากที่ตัวเธอเองเคยประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่มีวันยอมญาติดีด้วยเด็ดขาด
“คุณพ่อ...คุณแม่หนูเข้าครัวก่อนนะคะ”
“อืม...เอาสิจะได้ตั้งโต๊ะเลยมากันพร้อมหน้าพร้อมตาก็ดีแล้ว ว่าแต่วันนี้คุณกิตติธัชเขามาทานกับเราด้วยอีกไหม”
“ไม่ค่ะ...ช่วงนี้เขามีงานเช้าตลอดแต่เดี๋ยวตอนเที่ยงคงแวะมาค่ะ” หญิงสาวพูด เสร็จก็เดินอ้อมไปทางหลังบ้านเพื่อไปยังห้องครัวอย่างที่บอกไว้ ทิ้งคำพูดระคายหูไว้ให้คนที่ไม่อยากฟัง
นี่แสดงว่าหมอนั่นคงมาที่นี่บ่อยมากสินะทุกคนจึงเอ่ยถึงเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว
“หิวรึยังล่ะธีร์...อยากกินไรพิเศษๆ ไหมเดี๋ยวแม่ทำให้ว่าจะเข้าไปช่วยสองคนนั่นดีกว่าจะได้เสร็จเร็วๆ”
“ไม่ครับคุณแม่...ผมยังไงก็ได้ฝีมือคุณแม่อร่อยทุกอย่างอยู่แล้วนี่ครับ”
“จ้าๆ ถ้าอย่างนั้นก็เล่นกันไปก่อนนะเสร็จแล้วแม่จะออกมาเรียก เออ...คุณก็เข้าไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้วนะคะ”
“อืม...เริ่มเหนื่อยแล้วเหมือนกันล่ะ” ชนชาติหันมองภรรยาตามเสียงแล้วหยุดวิ่งยกผ้าขนหนูผืนเล็กที่พาดไว้รอบคอมาเช็ดใบหน้าซึ่งชื้นไปด้วเหงื่อ
“ย่าหยาหิวรึยัง...เดี๋ยวกินข้าวพร้อมตานะตาจะไปอาบน้ำก่อน”
“ไม่หิวค่ะ น้องหยาจะรอทุ๊กคนเลยจะได้กินพร้อมกันวันนี้คุณพ่อจะได้ป้อนให้ด้วย”
“เอาๆ ถ้าอย่างนั้นเล่นกับพ่อเราไปก่อนนะเดี๋ยวตาออกมา พ่อไปก่อนนะธีร์”
“ครับ...” เมื่อทุกคนไปกันหมดแล้วคงเหลือแต่สองพ่อลูกที่เริ่มจะพูดคุยสนทนากันตามประสา คุ้มขวัญยังจ้อเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้บิดาที่ไม่ค่อยได้พบหน้าของเธอฟัง
ศิลาภินก็ฟังไปขำไปเพราะบางอย่างก็จับต้นชนปลายไม่ถูก แต่ส่วนมากจะมีกันต์ศิตางเข้ามาเกี่ยวข้องแทบทั้งนั้น แสดงให้เห็นว่าความน่ารักน่าชังของลูกสาวเขาเริ่มแทรกซึมให้ผู้เป็นป้ายอมรับได้บ้างแล้ว หรืออาจจะมากกว่าที่เขาคิดด้วยซ้ำ
เมื่อกับข้าวมื้อเช้าเสร็จสรรพสองพ่อลูกก็ถูกเรียกให้เข้าไปร่วมรับประทานอาหาร ลูกเขยคนเดียวของบ้านรู้สึกมีความสุขกับและกลืนทุกอย่างลงคอคล่องขึ้นเมื่อวันนี้ก้างชิ้นใหญ่ไม่มาเสนอหน้าให้เห็น อย่างน้อยมันก็ทำให้ใจเขาสงบนิ่งได้บ้างถึงแม้จะยังรับรู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็พัฒนาขึ้นเหมือนที่คุ้มขวัญเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเช่นกัน
เสร็จจากมื้อเช้ากันต์ศิตางค์ที่ไม่แม้แต่จะมองหน้าอดีตคนรักที่กลายเป็นน้องเขยก็หลบหลีกขอเข้าไปทำงานในแปลงผักเช่นเคย ทั้งจิตนารีและชนชาติก็ไม่ได้คัดค้าน แต่มาหนักใจตรงการที่บุตรสาวไม่ยอมเผชิญหน้ากับศิลาภินเสียทีนี่สิ มันน่าเป็นห่วง
เพราะนั่นหมายถึงเยื่อใยที่มีต่อกันมันยังตัดไม่ขาด แม้จะแสดงออกให้เห็นในแง่ไม่ชอบขี้หน้า แต่ทั้งสองเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมานักต่อนักแล้วมีหรือจะดูไม่ออก
กันต์ศิตางค์กำลังกลัวใจตัวเองจนแม้แต่หน้าศิลาภินก็ยังไม่อยากมอง กลัวว่าจะต้องโอนอ่อนให้เขาเหมือนกับคุ้มขวัญนั่นเอง แล้วทางศิลาภินเองก็เป็นที่รู้ๆ อยู่ว่ายังไม่ยอมลืมกันต์ศิตางค์เช่นกันแม้จะมีลูกมีเต้ากับฉัตรชฎาที่เสียชีวิตไปแล้วก็ตาม
ถ่านไฟเก่าอยู่ใกล้กันบ่อยๆ มันไม่ดีเลยจริงๆ ถ้าหญิงสาวยังอยู่เมืองนอกเช่นเมื่อก่อน คงไม่น่าลำบากใจเท่านี้
“วันนี้ธีร์ไม่พาลูกออกไปเที่ยวข้างนอกเหรอจ๊ะ...” จิตนารีเอ่ยถามขณะเธอกับศิลาภินและคุ้มขวัญกำลังนั่งทานของว่างในห้องรับแขก
“ก็ว่าจะพาไปเหมือนกันครับ...คุณแม่ไปด้วยกันไหม”
“อืม...ก็ดีนะแม่จะไปซื้อของด้วย นานๆ ย่าหยาจะได้ออกไปเที่ยวข้างนอกซักทีอยู่กับคนแก่ก็น่าเบื่อแบบนี้แหละ”
“ครับ...ว่าแต่งานที่บ้านล่ะครับจะทำยังไงถ้าคุณแม่ไม่อยู่” ชายหนุ่มใช้ทิชชูเช็ดปากที่เปรอะเปื้อนของบุตรสาวแล้วเอ่ยถามแม่ยายเนื่องจากนางต้องอยู่ทำบัญชีนั่นเอง
“ไม่เป็นไรหรอกค่อยกลับมาทำก็ได้ เด็กมันออกไปส่งของบ่ายๆ โน่นแหละ บิลถึงจะมาแม่ค่อยกลับมาเคลียร์ก็ได้” จิตนารีกล่าวก่อนหันมายิ้มให้บุตรเขย
“ถ้าอย่างนั้นเราไปกันเลยไหมครับ...”
“เอาสิ...ย่าหยาอิ่มรึยังลูก” เด็กน้อยพยักหน้าหงึกๆ ทันทีเมื่อได้ยินคำว่าจะออกไปข้างนอก ความหมายของมันคือเธอกำลังจะได้ไปเที่ยวอีกแล้วนั่นเอง
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







