LOGIN"เธอเลือกเองจะให้มันเป็นแบบนี้ ฉันจะทวนความหลังให้มันหยดเลยคอยดู เธอจะได้ไม่ต้องเที่ยวร่านหาชู้ที่ไหนมาชดเชย" วาจาเผ็ดร้อนต่างจากนิสัยและบุคลิกเนื้อแท้โดยสิ้นเชิงพ่นพร่ำอยู่ริมฝีปากในขณะที่เขาผละปล่อยชั่วครู่
ร่างเล็กสั่นเทิ้มไหวระริก น้ำตาไหลรินเป็นทางแต่ศิลาภินไม่ได้ยี่หระรู้สึกผิด เขากลับใช้ปลายลิ้นเลียเล็มหยาดน้ำที่เอ่อรินบนพวงแก้มนั้นแล้วจูบดูดหนักหน่วงที่ดวงตาฉ่ำปรือ
มือข้างนั้นปล่อยจากปลายคาง คงทิ้งรอยแดงเอาไว้ให้ตราตรึง แล้วหันมาลูบไล้ทรวงอกอวบผ่านเสื้อผ้าอาภรณ์ของเธอ ออกแรงบีบจนรู้สึกได้ว่าก้อนเนื้อนั้นเล็ดลอดออกมาจากบรา เขาจึงซุกใบหน้าเข้าหาลำคอ ดอมดมกลิ่นสาวที่ห่างหายกันไปแสนนาน ขบริมฝีปากกับผิวเนื้ออย่างโหยหิว เสียงครางเร้าในลำคอของเขาบ่งบอกถึงความกระหายได้อย่างดีเยี่ยม
กันต์ศิตางค์ได้แต่นั่งนิ่งตัวเกร็งสะท้านสะเทิ้นไปกับแรงของเขาไม่อาจต้านทาน เมื่อใช้มือผลักไสก็กลับถูกจับบีบดันตรึงไว้กับกำแพงแข็งกระด้าง แล้วเบียดตัวเขาหาจนเธอแทบแหลกยับหายใจไม่ออก เธอกัดริมฝีปากที่บวมช้ำของตนเองราวกับไม่รู้สึกรู้สาจนห้อเลือด กล้ำกลืนฝืนทนรับสัมผัสที่ไม่ปรารถนาโดยไม่มีทางเลือก
เสื้อผ้าของทั้งสองถูกศิลาภินกำจัดไปด้วยเวลาอันรวดเร็ว บทรักที่เต็มไปด้วยโทสะและเปลวแห่งเพลิงปรารถนาปะทุขึ้นตามความร้อนรุ่มของกระแสเลือดที่ฉีดพล่านของหนุ่มวัยฉกรรจ์ ก่อนจะดึงทึ้งปลดปล่อยหญิงสาวให้เปลือยโพลนเช่นเดียวกันกับเขา ประคองร่างให้เธอนอนลงริมผนัง โน้มตัวเข้าหาแล้วสำรวจผิวเนื้อสล้างด้วยความใคร่ และคิดถึง...
มือเล็กถูกรวบเข้าไว้ด้วยกันเนื่องมาจากเธอปัดป่ายและผลักดันปกป้องตัวเองจากการถูกรุกราน ดีดดิ้นพยายามพลิกตัวหนีเท่าที่แรงจะพอมีเหลือ แต่ยิ่งขยับ...กลับยิ่งเหมือนเร่งให้ถูกรัดแน่นนัวเนีย...
"อย่าพยายามเลย...ยิ่งดิ้นรน เธอก็ยิ่งจะเหนื่อย...เปล่าประโยชน์" ศิลาภินเอ่ยเสียงพร่า ใช้ริมฝีปากขบกัดตรงโครงหน้าเบาๆ แล้วใช้ลิ้นเลียปาดเรื่อยลงมาจนถึงลำคอระหง แหย่เย้าให้เธอรู้สึกรู้สาถึงสัมผัสแห่งเพศรส ลำตัวเบียดแทรกทับร่างเล็ก มือหนึ่งโน้มลงลูบต้นขาขาวนวล
อีกมือ...ก็เคล้นขยำทรวงอกเปลือยสล้างประดับด้วยยอดถันสีดอกบัว
สองขาเล็กจำต้องอ้ากว้างตามแรงแทรกที่ดันให้แหกห่าง ก่อนที่เขาจะขยับเสียดสีสัมผัสกลางใจร่างนั้น กันต์ศิตางค์ร่นสะโพกหนีบางอย่างที่แข็งขึงและกดให้เธอรู้สึกระบม แต่อันตรายคงไม่เพียงแค่นั้น หากยังยอมให้คืบคลานย่ามใจ นั่นก็หมายถึงเธอจะต้องสูญเสียความเป็นคนให้กับเขาไปด้วย
"อย่า...อย่าทำแบบนี้เลย..."
"หมดเวลาแล้วจีนัส...หมดโอกาสสำหรับเธอแล้ว" ศิลาภินกล่าว อย่างคนเห็นแก่ตัว
มันก็ใช่...เพราะเขาก็ยินยอมจะเป็นเช่นนั้นโดยสวัสดี ยอมหมดค่าความเป็นคน ยอมถูกตราหน้า ยอมทุกอย่างเพื่อให้ได้มีเธอไว้กกกอดดังเช่นในตอนนี้
กันต์ศิตางค์ใช้มือที่เพิ่งได้รับอิสรภาพจับหัวไหล่เขาแล้วผลักออก แต่เรี่ยวแรงของเธอถูกบั่นทอนไปแล้วเสียมากนัก จึงไม่ระคายใจเขาแม้แต่น้อย ศิลาภินโน้มลากใบหน้าเรื่อยมาจนถึงสองเต้าอวบที่เขาบีบเคล้นเต็มกำมือ ถูไถด้วยจมูก สูดดมเอากลิ่นหอมหวนจากผิวเนื้อสะอ้าน แล้วใช้อุ้งปากครอบครองปลายยอดอย่างไม่อาจอดใจไหว
เขาดูดดึง...กลืนกินราวกับเป็นอาหารอันโอชะ ต่อให้ได้ลิ้มรสเท่าไหร่ก็ไม่เคยรู้สึกอิ่มเอม ร่างเล็กแอ่นหยัดให้เขาฉกดื่มด้วยความลืมตัว บางครั้งเธอก็เสียวสะท้นจนต้องห่อตัวแล้วบ่ายเบี่ยงหนี ชายหนุ่มตามติดไม่ยอมปล่อยให้หลุดปาก เต้างามอีกข้างก็ยังใช้มือฟ้อนเฟ้นสะกิดเขี่ยวยอดถันให้ได้รู้สึกไม่ต่างกัน
เป็นเช่นนั้น...อยู่เนิ่นนานสลับสับเปลี่ยน ในขณะที่กลางลำตัวเขาก็ยังบดเบียดลำรักถูไถไปกับเนินสาวของเธอ กันต์ศิตางค์เผลอยกสะโพกหยัดรับในบางครั้งเมื่อถูกเขาหลอกล่อกระตุ้นกำหนัดซ่านกระสันในตัวเธอ
"เธอแฉะเสียแล้วจีนัส...ปากก็บอกว่าไม่ แต่ใจเธอมันก็โหยหาพี่อยู่เหมือนกันใช่ไหม หึ หึ..."
"ไอ้คนบ้า! ฉันจะเกลียดคุณไม่ชั่วชีวิต...คอยดู" เธอยังดึงดันจะเถียงเขาทั้งที่น้ำเสียงนั้นสั่นพร่าแหบกระเส่า หายใจหอบโหยไปตามกระแสพิศวาส ใจสั่นระรัว...เหมือนรอคอย และหวาดหวั่นสั่นไหวในเวลาเดียวกัน
"เกลียดผัวได้ลงคอเชียวหรือ...หืม มันจะเป็นยังไงถ้าเธอ...ร้องเรียกให้คนที่เกลียดทำกับเธออย่างที่ผัวเมีย...เขาทำกัน" ชายหนุ่มขบถในลำคอ กัดที่ฐานเต้าแรงๆ ไม่สนใจว่าหญิงสาวนั้นเจ็บจนสะดุ้งเฮือก
แรงชิงชังจากตัวเธอก่อให้ความโมโหในตัวเขาถาโถมมาอีกครั้ง หากทำได้อย่างใจคิด หากไม่ติดว่าเกรงใจผู้หลักผู้ใหญ่แล้วล่ะก็ รับรองได้เลยว่า กันต์ศิตางค์จะไม่มีวันได้ลอยชายต่อปากต่อคำกับเขาอย่างทุกวันนี้หรอก
"อื้อ!..." ความเจ็บแปลบร้าวหนักตรงทรวงอกอวบ เธอผลักเขาสุดแรงบิดตัวหนี แต่ก็ถูกเขาผลักให้อยู่หงายอยู่เบื้องล่างสภาพเดิม กดทับร่างซ้ำแล้วกัดดูดนัวเนียไม่อินังว่าจะเป็นส่วนตรงไหน
ร่างเล็กถึงกับดิ้นพรวด...กับกิริยากักขฬะของเขา อกอวบบอบช้ำไปตามแรงมืออุ้งปากหนานั้นที่ซุกไซ้กัดเฟ้นลากเรื่อยมาจนถึงหน้าท้องเครียดเกร็ง
"คิดถึงเหลือเกิน...จีนัสของพี่ พี่คิดถึงเธอทุกลมหายใจเลยรู้ไหม..." เขาพร่ำ...ในขณะที่เจ้าของร่างเล็กนอนหอบพร่าตัวสั่นเทิ้มแทบไม่รับทราบรู้ความอะไรอีกแล้ว สัมผัสที่ร้างรามาหลายปี รอยรักที่เคยฝังฝากเอาไว้ มันค่อยๆ ย้อนเอาทุกความรู้สึกเหล่านั้นมาสู่เธอ
สันจมูกคมโด่ง...กดเน้นเนื้อนางสูดดมกลิ่นสาวที่โหยหาด้วยความรักยิ่ง เธอตัวอ่อนปวกเปียกประหนึ่งเป็นขี้ผึ้งที่ถูกเขาลนด้วยไฟร้อน อารมณ์จึงผลักดันให้ชายหนุ่มร่นใบหน้ากร้านสำรวจกลางใจร่างของเธอด้วยความกระสันซ่าน หิวโหย และแสนจะคิดถึง...
ปลายลิ้นแยกแย้มปาดเลียริมฝีปากของตัวเองให้ฉ่ำ ก่อนจะซุกแตะสู่ผิวเนื้ออ่อนที่อุ่นและร้อนชื้นของเธอ กันต์ศิตางค์บิดกายสั่นสะท้านกับสัมผัสนั้น หล่อนบิดกายส่ายสะโพกหนี แต่มือใหญ่กลับกดกำตรึงเธอให้ติดกับพื้นกระดาน รองรับความเสียวซ่านที่กำลังชอนไชเข้าหากลีบเนื้ออ่อนด้านใน...
"อื้อ!!!" เสียงประท้วงครางฮืออาอยู่ในลำคอ ใบหน้าสวยแดงปลั่งเหยเกเมื่อถูกปลุกปั่นจุดกระสันให้หวั่นไหว หญิงสาวรับรู้ถึงความเร่าร้อนที่แผ่ซ่านดิ้นเดือดอยู่ในตัวเธอ...ช่างทรมานเสียเหลือเกิน
ศิลาภินกระทุ้งอุ้งลิ้นสอดตวัดตรงซอกหลืบเร้น สำรวจตัวตนของหญิงสาวไม่ให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่ตารางนิ้วเดียว ก่อนจะชอนไชลึกเข้าสู่โพรงเนื้ออุ่นระอุ ความชื้นรินไหลให้เขานึกกระหยิ่มยิ้มย่อง ร่างกายของเธอบัดนี้เป็นของเขาไปแล้วด้วยอารมณ์มันจำยอมให้นำพาสู่ความสุขอันเลิศล้ำ
"พี่...อือ!" กันต์ศิตางค์เผลอยกสะโพกร่อนหาการถูกเติมเต็มเมื่อเขาผละออกจากหล่อนแบบกะทันหัน ชายหนุ่มแลบลิ้นเลยริมฝีปากที่เปื้อนราคีสาวกลืนกินความหวานอันกลมกล่อม ทอดสายตาแลเธอด้วยความพิศวาส "พี่ไม่ปล่อยให้จีนัสเคว้งหรอก...ที่รัก..." เขาบ่นพร่ำในขณะนั่งอยู่ระหว่างขาของเธอ มือก็จับความเป็นชายเหลาเลี้ยงประคองเข้าหาร่องสาวที่ยังเต้นตอดรอให้เขาเติมเต็มอย่างสมบูรณ์แบบ
"อื้อ!!" หญิงสาวครวญครางหอบกระเส่า บางครั้งถอยหนี บางครั้ง...ก็เหมือนจะแอ่นเหยียดโหยหาด้วยความเร่าร้อนในตัวมันเรียกหา
ชายหนุ่มประกบใกล้เข้ามา...นำส่วนนั้นถูไถกับใจกลางร่างหล่อนที่ชื้นพร้อมเต็มทีจากการถูกกระตุ้นด้วยลิ้นและริมฝีปากก่อนหน้า
ศิลาภินต้องประคองทั้งจิตใจและร่างกายของเขาไม่ให้กระหน่ำใส่เธอแหลกยับ ความคับแน่นบีบอัดจนเขารู้สึกร้าวหนึบไปด้วย ซึ่งก็คงไม่ต่างจากเธอเท่าไหร่ กันต์ศิตางค์เริ่มถอยหนีเมื่อการรุกล้ำกล้ำกรายเข้าไปเรื่อยๆ เธอรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ที่จะยอมรับเขา รู้สึกเจ็บแปลบแรกเมื่อความใหญ่โตนั้นแทรกซ้อนสอดใส่
ชายหนุ่มไม่ยอมรามือ...เขาโน้มคร่อมกอดร่างระหงเอาไว้ กดเธอด้วยร่างที่ใหญ่หนาและแข็งแรงกว่า อารมณ์เร่าร้อนและช่วงเวลาที่เว้นจากบทเสน่หามานานปี ทำให้ศิลาภินหน้ามืดตามัวกับการเสพสมเป็นอย่างยิ่ง เขากระหายหิวดั่งหมาป่าที่ออกจากการจำศีลแล้วได้เหยื่ออันโอชะชิ้นแรก
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเจ็บแปลบแสบระอุนั้นมันกำลังเกิดขึ้นกับทั้งคู่ และความเสียวซ่านก็เช่นกัน กันต์ศิตางค์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกฉีกร่างออกเป็นชิ้นๆ เสี่ยงๆ เธอถูกเบียดกระแทกกระทั้นและบดบี้เสียจนยับเยินไปหมด พื้นกระดานแข็งกระด้างยิ่งตอกย้ำความเจ็บร้าวทุกครั้งที่เขากระแทกตัวเข้าหา
ผิวเปลือยของหล่อนแดงเถือกและเต็มไปด้วยริ้วรอยการถูกทารุณด้วยแรงสวาท ชายหนุ่มหายใจหอบกระเส่า ผ่อนกำลังในการโหมกระหน่ำเมื่อเห็นน้ำตาหยดใสๆ หลั่งรินอาบแก้มขาว เขารั้งหล่อนมากอดและจูบซับปาดเลียน้ำตานั้นราวกับต้องการกลืนเอาความเจ็บปวดของเธอมาไว้กับตัวเสียเอง
ริมฝีปากหน้าไล่เรื่อยเลื้อยลากมาถึงกลีบปากที่สั่นระริกทั้งกลัวทั้งเกลียด...
แล้วตะบมจูบซุกลิ้นเข้าหาความหวานหอมใจโพรงปากอุ่น หญิงสาวพยายามเบี่ยงหลบหน้าหนี แต่เขาก็ตามนัวเนียใช้ปากและลิ้นตวัดรัวป้อนจูบดูดดื่มให้หล่อนแทบสำลักด้วยหายใจไม่ทัน
มือก็คลุกเคล้าขยำเคล้นทรวงอกหยุ่นได้รูป สะโพกสอบเริ่มขยับเข้าหาและดึงออกอีกครั้ง...เนิบช้า แต่หนักหน่วง
โพรงสวาทถูกกระตุ้นจนหญิงสาวเองเริ่มคล้อยตามผู้บงการ หล่อนคุ้นเคยกับสัมผัสเหล่านี้เป็นอย่างดี แม้จะห่างหายจากความรู้สึกเหล่านี้มานานนักแล้วก็ตาม ความอุ่นร้อนเริ่มหลั่งริน เอื้อต่อการเสพสวาทให้คล่องแคล่วยิ่งขึ้น มือเล็กเคลื่อนมากำจิกต้นแขนแข็งแรงระบายความเครียดตึงในจิตใจ
ร่างเล็กสั่นไหวไปกับจังหวะที่ถี่รัวแรงขึ้น ความหนักหน่วงก็ถ่วงกระทั้นมากเป็นเท่าตัวตามไปด้วย ความเสียวซ่านบิดเกลียวเป็นคลื่นวนพล่านอยู่ตรงท้องน้อยของเธอ กันต์ศิตางค์เผลอปล่อยอารมณ์ไปตามกระแสสวาทอย่างลืมตัว
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







