LOGINศิลาภินเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่มันอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอดีตคนรักที่บัดนี้มีฐานะเป็นพี่เมียกับผู้ชายที่คอยมาเทียวไล้เทียวขื่อได้เป็นอย่างดีว่าพัฒนาไปถึงขั้นไหนกันแล้ว
เมื่อกิตติธัชเดินไกลออกไปยังทางออกของสวนผักแล้วกันต์ศิตางค์จึงหันความสนใจมายังงานของตัวเองอีกครั้ง เธอเดินลัดเลาะออกจากแปลงถั่วฝักยาวที่สูงเลื้อยอยู่เหนือศีรษะ เพื่อไปดูต้นกล้าของผักกาดขาวที่เพิ่งจะลงเพาะชำไม่นานมานี้
หญิงสาวไม่ได้สนใจหรือระวังตัวเพราะที่นี่เป็นอาณาเขตสวนผักของครอบครัวเธอทั้งหมด พอสิ้นอาณาเขตก็มีกำแพงสูงก่อกั้นอีกชั้นเพื่อความปลอดภัย
แต่...ภัยกำลังคืบคลานเข้ามาโดยที่เธอไม่รู้ตัวและเตรียมรับมือกับมันไว้สักนิด
“อุ๊ย!!” กำลังเดินอยู่เพลินๆ ข้อมือเล็กก็ถูกดึงกระชากจนของในมือหล่นเกลื่อนด้วยความไม่ระวังของคนถือ หญิงสาวรีบชักมือกลับและหันหน้ามามองยังต้นเหตุตามสัญญชาตญาณ แต่ไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการที่ถูกเขาบีบกำเอาไว้ได้
“คุณ!! นี่คุณ...”
“ใช่ฉันเองกันต์ศิตางค์ คิดว่าเป็นไอ้ชู้นั่นกลับมาต่อให้เหรอ” น้ำเสียงแข็งกร้าวกับใบหน้าที่ดุดันคือสิ่งที่เธอหันมาแล้วได้เผชิญ
ศิลาภิน...เขามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วทำไมต้องทำเหมือนแค้นเคืองอะไรเธอถึงขนาดนั้นด้วย
“ทำบ้าอะไรของคุณเนี่ยแล้วมาที่นี่ทำไม”
“จริงๆ ก็ไม่ได้มีธุระกับเธอหรอกแต่บังเอิญได้มาเห็นความสำส่อนเมื่อครู่เข้า...”
“บ้า!! ทุเรศที่สุดพูดอะไรของคุณไม่ทราบ” แม้จะยังถูกจับข้อมือแล้วกำแน่นไม่ยอมปล่อยแต่หญิงสาวก็ยังพยายามดึงออกให้เป็นอิสระพร้อมทั้งตวาดใส่หน้าเขาเมื่อตัวเองถูกประณาม
“ทุเรศเหรอ...ฮึ แล้วไอ้ที่ยืนกอดยืนจูบกันกลางทุ่งนี่มันน่าชื่นชมงั้นสิ”
“มันเรื่องของฉัน...ปล่อย!! แล้วออกไปซะมาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเลย”
“ไม่!! จนกว่าเราจะคุยกันให้รู้เรื่อง และเธอสัญญาว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับไอ้หมอนั่นอีก” คำพูดที่ออกมาจากปากเขาทำเอาหญิงสาวแสยะยิ้มเยาะเย้ยก่อนจะสวนกลับทันควัน
“คุณมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉันไม่ทราบ ฉันจะทำอะไรกับใครมันก็เรื่องของฉันไม่ต้องมายุ่ง ออกไปจากชีวิตฉันซะทีไปให้พ้นๆ ไม่ต้องมาให้เห็นหน้ากันเลยยิ่งดี เข้าใจไหม!!”
“เธอ...ลืมไปแล้วจริงๆ ใช่ไหมว่าเราเป็นอะไรกัน...”
“ไม่!! ไม่ลืม ฉันเป็นพี่เมียแล้วคุณก็เป็นน้องเขย ไม่มีสิทธิ์มาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของฉัน” ข้อมือเล็กยังคงถูกบีบแน่น แต่เธอก็ไม่คิดยอมแพ้ พยายามดึงออกจนตัวเองเริ่มเจ็บ
เมื่อสังเกตดูบริเวณที่เขาจับบัดนี้มันแดงเถือกเป็นรอยตามนิ้วใหญ่ๆ นั่นไปแล้ว ด้วยความถือดีเธอไม่รู้เลยว่ากำลังปลุกอสูรร้ายในตัวศิลาภินให้ตื่นจากการหลับใหลเสียแล้ว
“เพราะมันใช่ไหม...เพราะไอ้กิตติธัชนั่นใช่ไหม เธอถึงได้ลืมเรื่องของเราจนหมดทุกสิ่งทุกอย่าง”
“ใช่!! คือคนที่ทำให้ฉันลืมเรื่องเลวทรามต่ำช้าในอดีตไปจนหมด...และกำลังจะเริ่มชีวิตใหม่ที่มีเขาอยู่ข้างๆ ฉันจะบอกให้รู้นะคนเราน่ะพอมีเรื่องดีๆ เข้ามาความทุกข์ความเจ็บช้ำน้ำใจมันก็ถูกกลืนหายไปกับกาลเวลานั่นแหละ ในเมื่อมันไม่ได้มีความหมายกับฉันอีกต่อไป แล้วจะจำมันไว้ทำไมล่ะ!!...”
ไม่เลย...จริงๆ แล้วทุกความเจ็บปวด ทุกความรู้สึกมันยังอยู่ตรงนี้...ในอกข้างซ้าย ทุกอณูเนื้อหัวใจมันยังร้าวระบมอย่างไม่มีวันจางหายเหมือนคำพูดได้เลยแม้แต่น้อย แต่ที่กลั้นหายใจบอกส่งๆ ไปอย่างนั้นเพื่อต้องการให้เขาหยุดคุกคามเธอและไปให้พ้นๆ เสียที หารู้ไม่ว่าผลมันจะกลับเป็นตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
“ลืมเหรอ!! จำไม่ได้เหรอ...ไม่เป็นไรฉันยินดีรื้อฟื้นให้อีกหลายๆ รอบก็ได้ว่าเราเป็นอะไรกัน แบบฟรีๆ...”
“กรี๊ดๆ!! ปล่อยนะ จะพาฉันไปไหน ช่วยด้วย!! ใครก็ได้ช่วย...อื้อ!!” เสียงหวีดร้องของหญิงสาวเล็ดลอดออกมาได้เพียงเท่านั้นเธอก็ถูกศิลาภิน กระชากเข้าหาตัวแล้วใช้มืออีกข้างปิดปากเอาไว้
มือข้างที่จับมือเล็กคลายออกเปลี่ยนมาสอดเข้าทางหลังสะเอวคอดไปยังด้านหน้าแล้วรวบข้อมือเล็กที่กำลังทุบตีเขาอย่างหนักได้ในกำมือใหญ่จากนั้นก็ยกตัวเธอขึ้นสูงให้หลังพิงกับตัวเขาแล้วพาหิ้วเดินไปทางด้านหลังของแปลงถั่วฝักยาวนั่น
กันต์ศิตางค์พยายามกรีดร้องทั้งๆ ที่ถูกมือหนาอุดปากอยู่แต่ก็ไม่สามารถทำให้เสียหลุดพ้นออกไปได้ น้ำตาของเธอไหลหยดเป็นทางลงบนหลังมือใหญ่หนา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขายี่หระต่อการดิ้นรนของเธอแม้แต่น้อย
“ทีกับฉันทำเป็นสะดีดสะดิ้ง เมื่อกี้กับไอ้หมอนั่นแทบจะกินกันกลางแปลงผักมันไม่มากไปหน่อยเหรอกันต์ศิตางค์”
“อ่อย อื้อๆๆ!!...”
“ไม่มีใครมาช่วยเธอหรอก เวลาพักกลางวันแบบนี้ทุกคนไปกินข้าวกันหมดกว่าจะเสร็จก็คงเป็นชั่วโมง เราได้ระลึกความหลังกันพักใหญ่แน่ไม่ต้องกลัว” ด้วยความโกรธที่อยู่เหนืออุณหภูมิดวงตะวันยามเที่ยง
ศิลาภินหลงลืมทุกสิ่งอย่าง ยามนี้เขามุ่งแต่จะทำจุดประสงค์ของตัวเองให้บรรลุเท่านั้น
กระท่อมท้ายสวน สถานที่พักผ่อนที่มีอยู่เป็นจุดๆ กระจายอยู่ทั่วไปคือที่หมายของชายหนุ่มที่กำลังถูกเพลิงพิโรธครอบงำ กันต์ศิตางค์ที่ถูกอุ้มกึ่งลากต้องอยู่ในเงื้อมมือของเขาอย่างไม่อาจขัดขืน
แม้นใจไม่ปรารถนา แต่แรงจะทัดทานก็ไม่อาจสู้เขาได้แม้แต่น้อย เมื่อถึงตัวกระท่อมเพิงพักหลังเล็ก ร่างบางของหญิงสาวก็ถูกพาขึ้นบันไดสู่ด้านในของสถานที่แห่งนั้นทันที
กระท่อมหรืออาจจะเรียกว่ากระต๊อบก็ได้ ถูกยกขึ้นเป็นสองชั้นมีใต้ถุนไว้ผูกเปลนอน ชั้นบนทำด้วยฟากสับทั้งหมดมุงด้วยหลังคาจาก ตัวกระต๊อบมีส่วนด้านหน้ายื่นออกมาเล็กน้อยถัดเข้าไปมีห้องที่กั้นหยาบๆ ไว้สำหรับเก็บอุปกรณ์ ที่ต้องใช้งานบ่อยๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องขนไปขนมาให้เหนื่อย
ประตูซึ่งไม่ได้มีความแข็งแรงอะไรเลยถูกถีบด้วยเท้าใหญ่เต็มกำลังแรงชายจนมันเปิดอ้าแทบพังไปด้วยในวินาทีนั้น แล้วร่างเหน่งน้อยของกันต์ศิตางค์ก็ถูกพาเข้าไปด้านในห้องเล็กแคบนั่น
“โอ๊ย!!”
ศิลาภินเหวี่ยงร่างเล็กที่หอบหิ้วลงนั่งจ้ำเบ้ากับพื้นที่ถูกปูทับด้วยเสื่อกระจูด เพราะในนี้มีคนแวะเวียนมาพักบ่อยมันจึงถูกทำความสะอาดและไม่ได้สกปรกอะไรมากมาย
เมื่อร่างถึงพื้นหญิงสาวร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บแล้วรีบลุกวิ่งไปที่ประตูเพื่อเอาตัวรอด แต่...ไม่ทันความเร็วของเขาอยู่ดี
“จะทำอะไรน่ะ...อย่าทำบ้าๆ นะไม่งั้นฉันจะเกลียดคุณไปทั้งชีวิตจริงๆ ด้วย”
ถ้อยคำแทงใจแม้จะเจ็บแปลบไม่น้อย ด้วยไม่ได้อยากเป็นที่เกลียดชังของเธอเลย แต่มันก็ไม่อยากหยุดความปรารถนาที่หวังจะรื้อความทรงใจให้เธอได้ ชายหนุ่มนั่งยองๆ ตรงหน้ากันต์ศิตางค์มองเธอที่กำลังตื่นตระหนกอย่างคุกคาม
“บอกสิ...ว่าเราเป็นอะไรกัน แล้วสัญญากับฉันว่าจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับไอ้หมอนั่น ทำยังไงก็ได้ให้มันไปไกลๆ ชีวิตเธอซะ แล้วฉันจะยอมปล่อย”
“บ้า!! คุณมันบ้าไปแล้ว มีสิทธิ์อะไรมาสั่งให้ฉันทำในสิ่งที่ฉันไม่อยากทำ...”
“คำก็สิทธิ์ สองคำก็สิทธิ์...อยากให้ฉันแสดงสิทธิ์ในตัวเธอมากนักใช้ไหมกันต์ศิตางค์ ได้สิ...”
“ไม่!! อย่า!!...” เสียงร้องห้ามไม่ได้ทำให้การคุกคามนั้นหยุดลง ชายหนุ่มค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าหาหญิงสาวที่กระเถิบถอยหนีอย่างใจเย็น จนกระทั่งเธอจนมุมหยุดอยู่ที่ผนังฝากสับนั่น
กันต์ศิตางค์ตัวสั่นเทามือไม้ชาวาบเมื่อล่วงรู้ได้ว่าอีกไม่กี่นาทีเธอจะต้องเจอกับอะไร ศิลาภินตะครุบเข้าหาร่างบางจนสามารถคร่อมอยู่เหนือตัวเธอได้ เขาโน้มใบหน้าเข้าหากลีบปากบางที่ซีดเซียว แต่หญิงสาวก็ยังพยายามเบี่ยงหนีจนเขาต้องใช้มือสองข้างทาบบงการให้เธอหยุดนิ่ง
ริมฝีปากหนารุกเข้าครอบครองต้นตอแห่งเสียงที่มักพ่นวาจาทำร้ายจิตใจเขาเสมอๆ รสชาติของเหลวเค็มปะแล่มๆ ที่ไหลออกจากดวงตาถูกเขาฉกชิมกลืนลงลำคอไปด้วยเมื่อมันไหลอาบร่องแก้มเข้าสู่ปาก ร่างหนาขยับเขาใกล้เป้าหมายจนสามารถบังคับสองเขาที่ยกชันให้วางราบลงกับพื้นและตัวเขาก็คุกเข่าคร่อมกอดรัดร่างของเธอเอาไว้กับตัว
“ยอม...ยอมแล้วพี่ธีร์...จีนัสยอมทุกอย่างอย่าทำอะไรจีนัสเลยนะคะ”
น้ำเสียงสั่นเครือดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากบวมเจ่อเมื่อเขาถอนจูบที่เร่าร้อนเต็มไปด้วยไฟแห่งปรารถนานั้นออก ชายหนุ่มจ้องมองเธอด้วยสายตาฉ่ำเริ่มควบคุมตัวเองไม่อยู่ แต่สิ่งที่เธอพูดมานั้นมันก็พอที่จะทำให้เขาหยุดรับฟังได้บ้าง
“ยอมว่ายังไง...ไหนบอกมาซิ...” ศิลาภินหอบกระเส่าด้วยแรงพิศวาสที่กำลังโหมกระพืออย่างหนักในตัวเขา พยายามเก็บข่มเต็มที่ด้วยสำนึกซึ่งเหลือเพียงน้อยนิดคอยเตือนให้หยุดเสียก่อน
“จีนัส...ระ...รู้แล้วค่ะว่าเราเป็นอะไรกัน จำ...จำได้แล้วพี่ธีร์ปล่อยจีนัสไปนะคะ...”
“แล้วไงอีก...พูดมาให้จบสิก่อนที่พี่จะทนไม่ไหว”
“เราๆ เราเป็นสามีภรรยากันค่ะ เมื่อก่อนนี้...เราสองคน...รัก กัน มาก...” หญิงสาวเน้นเสียงที่เค้นออกมาอย่างคับแค้นจุกในอกบอกกับเขา ศิลาภินยิ้มร้ายมุมปากอย่างสมใจ
“แล้วยังไงอีก...”
“จีนัสสัญญาว่าจะพยายาม...อยู่ห่างๆ พี่พัฒต่อไปนี้จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก”
“ดีมาก...เด็กน้อย จำคำของเธอไว้ให้ดีนะพี่ต้องไปทำงานต่างจังหวัดหลายเดือน...อย่าทำให้พี่ต้องกังวลไปมากกว่านี้เลยนะรู้ไหม”
เป็นอันว่าเขายอมสงบเพื่อรักษาน้ำใจหญิงอันเป็นที่รัก ยอมทำร้ายตัวเองและยอมทนเก็บเจ็บปวดเอาไว้เหมือนทุกๆ ครั้งเพื่อความสุขของเธอ ชายหนุ่มค่อยๆ พาร่างที่สั่นเทื้มเพราะไม่ได้รับการปลดปล่อยยืนขึ้นและพยักหน้าให้กันต์ศิตางค์ออกไปจากห้องเล็กแคบนี้ได้
หญิงสาวลุกยืนอย่างระวังตัวก่อนจะค่อยๆ เดินเลียบผนังเพื่อไปยังประตู เธอเดินออกไปแล้วชายหนุ่มจึงหันหน้ากลับเข้าด้านในอีกครั้ง
เขายกมือขึ้นบีบขมับด้วยความปวดหนึบ เมื่อครู่เพราะอารมณ์ชั่ววูบแท้ๆ เกือบพลั้งมือทำร้ายเธอเข้าให้อีกแล้ว ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ ไม่รู้ต่อไปเขาจะต้องแก้ปัญหายิ่งใหญ่นี้อย่างไรได้อีก
ปึก!! “โอ๊ย!!” เสียงกระทบจากของแข็งลงบนกลางหลังดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของศิลาภิน เขาถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้นและรีบหันไปมองยังต้นเหตุก็พบว่ากันต์ศิตางค์ที่ถือท่อนไม้ไว้ในมือกำลังยืนยิ้มสะใจกับความเจ็บปวดของเขา
“เธอ!!”
“สมน้ำหน้า...จำเอาไว้นะอย่าคิดทำอะไรต่ำช้ากับฉันอีกถ้าไม่อยากเจ็บตัวมากกว่านี้” หญิงสาวตวาดใส่คนเจ็บด้วยอารมณ์ทั้งโมโห โกรธ และสะใจในขณะเดียวกันก่อนจะโยนไม้ท่อนนั้นทิ้งแล้วรีบพาตัวเองวิ่งลงบันได ศิลาภินแม้จะเจ็บเพราะถูกตีเข้ากลางหลังสุดแรง จนต้องทรุดนั่งรีบดีดตัวไปจับร่างเล็กกะทัดรัดนั้นเอาไว้เสียก่อนที่เธอจะได้หนีออกจากประตู
“ว้าย!! ปล่อยนะปล่อย ไอ้บ้าปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ!!” กันต์ศิตางค์ที่ถูกจับตัวเอาไว้ทันกรีดร้องด้วยความตกใจกลัว เธอกะความเร็วของเขาผิดไปแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น แล้วทีนี้จะทำอย่างไรล่ะที่รู้ๆ ศิลาภินไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ เป็นแน่
แต่เธอจะได้รับโทษอะไรจากเขาบ้างนี่สิ...คือสิ่งที่คิดแล้วช่างน่ากลัวนัก
“เธอกล้ามากกันต์ศิตางค์ กล้าทำร้ายฉันกล้าสบประมาทหัวใจที่มันมีแต่เธอ...แล้วเธอจะได้รู้ว่าผลมันเป็นยังไงที่กล้าทำร้ายฉันขนาดนี้!!”
เสียงคำรามดุดันดังก้อง แม้จะได้ยินกันเพียงแค่สองคนเพราะอยู่ในสถานที่ห่างไกลและคนงานต่างพากันไปพักเที่ยงหมด แต่มันก็ช่างทรงอำนาจน่าขนลุกราวกำลังพิพากษาบงการชีวิตของคนในเงื้อมมือ
พลั่ก!! “โอ๊ย!!” กันต์ศิตางค์ถูกเหวี่ยงโยนลงที่เดิมในห้องเล็กของกระต๊อบ สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ร้อนรนเมื่อเห็นคนตรงหน้ายืนถมึงทึงราวยักษ์ปักหลั่นจ้องแต่จะบดขยี้ให้เธอแหลกคามือ
“พี่...พี่ธีร์จีนัสขอโทษ...”
“ฮึ...ไม่ได้ผลแล้วกันต์ศิตางค์ ฉันไม่โง่หลายครั้งให้เธอมาแว้งกัดลับหลังหรอกไม่ต้องพยายามคิดหาวิธีอะไรทั้งนั้น ยังไงเธอก็หนีไม่พ้นอยู่ดี...” ศิลาภินไม่พูดเปล่าคราวนี้เขาใช้มือปลดเข็มขัดที่สะเอวออก ดึงมันออกจากหูกางเกงและโยนไปตกอยู่ตางซอกมุมห้อง ตามด้วยกระดุมกางเกงยีนที่ถูกปลดตามมา
เขาจัดการกับเสื้อผ้าตัวเองไว้แค่นั้นก็หยุดและเดินย่ำเข้าไปหาจำเลย รีบคุกเข่าคร่อมร่างบางเอาไว้บังคับให้ขาของเธอวางราบกับพื้นก่อนจะจับตัวให้เอียงนอนลงด้านข้าง แล้วตัวเองก็ทาบทับลงไป
กลีบปากที่บวมเจ่อในคราแรกถูกบดขยี้อีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ความปรานีนั้นมีน้อยเหลือเกินจนหญิงสาวรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยน้ำมือของคนเหนือร่าง สองมือใหญ่ของเขากอดรัดและคลำเคล้นไปทั่วสรรพางค์เพิ่มความเจ็บร้าวให้ร่างกายเธอแทบทุกอณูเนื้อ
กลีบปากอ่อนบางของหญิงสาวแตกยับ เรียวลิ้นของเขาดุนดันทะลวงเข้าหาโพรงปากอุ่นระอุที่ยังประหม่าและพยายามบ่ายเบี่ยงหลบหนี มือใหญ่ยกบีบปลายคางมน เธอครางฮือเสียงหลงในลำคอด้วยความเจ็บปวด แผ่นหลังชนแน่นกับฝาผนัง ไม่อาจขยับเขยื้อน ในขณะที่ด้านหน้าก็ถูกเขาบงการบังคับ
อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น...งานแต่งงานก็จะถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราทั้งงานหมั้นในช่วงเช้าและงานเลี้ยงในช่วงค่ำ ทุกฝ่ายพร้อม ทุกคนมีแต่ความยินดีไม่มีเลยสิ่งไหนจะติดขัดให้ทุกคนต้องร้อนใจ สมกับเป็นงานมงคล ทุกอย่างสื่อไปในทางที่ดีเสียจริงๆ นานมากแล้ว...ศิลาภินขาดการติดต่อกับเธอไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่เขามาลาจิตนารีบอกว่าไปทำงานที่ต่างจังหวัด และครั้งนี้คงไปนานหลายเดือนหญิงสาวซึ่งนั่งแต่งตัวเตรียมจะไปลองชุดที่แก้อีกครั้งมีอาการเหม่อลอยไม่สมกับที่ตัวเองจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่ช้านี้เลย ใจเธอมันไม่ได้อยู่กับเจ้าบ่าว ยังคงถูกจองจำเอาไว้ที่ใครคนหนึ่งและไม่เคยหลุดพ้นออกมาได้สักที ในตอนที่เขาเฝ้าเพียรโทร.หา กระหน่ำส่งข้อความมาให้เธอไม่อยากรับรู้ มันรำคาญและที่ถูกกวนใจด้วยกวนประสาทอยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่พอหลังจากที่เขากลับมาจากเชียงใหม่ ชายหนุ่มก็หายเงียบไปเลย ไม่โทร ไม่ติดต่อ ข้อความก็ไม่มีความเคลื่อนไหวทุกอย่างถูกตัดขาดไปจากเธออันที่จริงต้องดีใจสิถึงจะถูกแต่ทำไมไม่รู้ใจมันถึงสั่นหวิวทุกครั้งเมื่อคิดว่าเธอและเขาคงไม่มีวันได้บรรจบอยู่ในเส้นทางสายเดียวกันได้อีก มันไม่ควรจะเกิด
ตกเย็นมากแล้วก็ยังไม่มีใครกลับกันมาบ้าน กันต์ศิตางค์โทร.มาบอกมารดาว่าเธอยังต้องเอาการ์ดไปให้เพื่อนๆ อีกสองสามคน อาจจะกลับติดค่ำสักหน่อย นางจึงจัดแจงเข้าครัวทำกับข้าวรอเพื่อที่พอทุกคนมาถึงจะได้กินมื้อค่ำกันเลยหลายวันมานี้ชนชาติเองก็ไม่ค่อยได้เข้าไปทำงานได้แต่สั่งการบรรดาลูกน้องเอาไว้ ในฐานะพ่อของว่าที่เจ้าสาวก็ต้องวิ่งเต้นทำโน่นทำนี่เพราะงานก็ใกล้จะมาถึงเข้าไปทุกที“เอ...เสียงรถนี่ใช่พวกจีนัสพากันกลับมาแล้วรึเปล่าแม่จันทร์” จิตนารีถามแม่บ้านรุ่นน้องขณะนั่งหั่นผักเพื่อเตรียมทำกับข้าว“เสียงรถไม่เหมือนเลยนะคะพี่นารี เหมือนรถคุณธีร์มากกว่าเดี๋ยวจันทร์ไปดูให้นะ”“อือ...เอาสิถ้าเป็นธีร์ล่ะก็พาเขามาพบฉันที่นี่เลยนะ”“จ้ะพี่...” นางจันทร์วางของในมือแล้วรีบลุกเดินไปดูผู้มาเยือน จิตนารีก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อ พลางนึกในใจว่าถ้าเป็นศิลาภินคงดีไม่น้อยนางเอกก็กำลังอยากเจอเขาอยู่ด้วยพอดี “คุณแม่...สวัสดีครับ”“อ้าวธีร์...สวัสดีจ้ะไปไงมาไงล่ะเนี่ยเราน่ะ” ศิลาภินเดินมาพร้อมกับจันทร์ เขายกมือไหว้แม่ยายก่อนจะค่อยๆ หย่อนตัวนั่งลงบนแคร่ใกล้ๆ นาง ส่วนจันทร์ก็เดินอ้อมเข้าไปด้านในตัวบ้านตามมารยาทด้วยร
ทำไมกันต์ศิตางค์ถึงได้โหดร้ายกับเขาถึงขนาดนี้ ถึงไม่รักไม่ไยดีในตัวเขาจริงๆ ก็ควรคิดถึงลูกในท้องบ้าง อย่างไรเสียเขาก็คือพ่อที่แท้จริงของเด็ก จะใจร้ายใจดำเกินไปหรือเปล่าที่กีดกันเขาถึงขนาดนี้ใจหนึ่งเขาอยากบุกไปหาหญิงสาวแล้วพูดคุยกันให้รู้แล้วรู้รอด อีกใจหนึ่งก็เกรงใจจิตนารีกับชนชาติเหลือเกิน เขาสร้างความยุ่งยากลำบากให้ใจท่านทั้งสองมามากหนักหนาแล้ว อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่เอาการ ยิ่งหญิงสาวกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ด้วยแล้ว ย่อมไม่เป็นการดีถ้าเกิดเรื่องไม่งามขึ้นมา ชื่อเสียงของเธอจะต้องย่อยยับป่นปี้ เป็นที่ครหาไปอีกนานแสนนานแน่ๆแล้วทีนี้เขาควรทำอย่างไรละ อยู่เฉยๆ ให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวาระของมัน หรือทำตามความต้องการฝ่ายต่ำของตัวเอง ถ้าเป็นอย่างนั้น...กันต์ศิตางค์คงเสียใจและเกลียดเขาไปชั่วชีวิตแน่ๆเหล้าในแก้วถูกกระดกเข้าปากอย่างไม่รับรู้ถึงรสชาติ วันนี้เขาอยากเมา เมาให้ลืมทุกอย่างไปจากใจเสียพอตื่นขึ้นมาก็ให้เหมือนคนความจำเสื่อมไปเลยก็ดี หรือ...ถ้านอนแล้วไม่ตื่นมารับรู้อะไรอีกคงจะดีมากๆ“จีนัส...” ชื่อเล่นนี้ถูกเรียกซ้ำๆ จากคนเมา เนื่องจากไม่ใช่คนที่เจนจัดในการดื่ม เพียงไม่กี่แก้ว
รถเก๋งสีดำขับเข้ามาจอดในรั้วบ้านอย่างคุ้นเคย ทันทีที่เท้าก้าวลงเขารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง บ้านหลังนี้กำลังถูกพัฒนาตกแต่งใหม่เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทาสีให้ดูใหม่ขึ้นต้นไม่ใบหน้าก็ถูกนำมาเพิ่มจัดตกแต่งสวยงามยิ่งขึ้น บรรยากาศดูครึกครื้นเหลือเกิน แต่ไม่รู้ทำใจเขากลับห่อเหี่ยวเอาเสียดื้อๆ“อ้าวธีร์...กลับมาเมื่อไหร่กันไม่เห็นโทร.มาบอกกล่าวกันเลย”เสียงจิตนารีเรียกชายหนุ่มที่กำลังใช้สายตาสำรวจรอบๆ ให้มันมอง และเขาก็ยกมือไหว้ทักทาย“สวัสดีครับคุณแม่...ผมเสร็จงานก่อนกำหนดครับเลยกลับมาโดยไม่ได้บอกใคร พอดีว่ารีบด้วยล่ะครับ ว่าแต่นี่มันอะไรกัน พัฒนากันใหญ่เลยจะจัดบ้านใหม่เหรอครับ”“เอ่อ...มาเหนื่อยๆ เข้าบ้านก่อนเถอะ โน่น...ย่าหยากำลังกินขนมอยู่ในบ้านพอดีไปเถอะ...” แทนที่จะตอบคำถามเขยเล็กจิตนารีกลับทำหน้าเหมือนไม่อยากพูดและชวนเขาเข้าบ้านเป็นการตัดบทเสียชายหนุ่มเริ่มรู้สึกแปลกใจ แต่เขาก็ยังเก็บอาการเอาไว้ อันที่จริงถ้าจะตกแต่งบ้านกันใหม่ก็ไม่เห็นแม่ยายของเขาทำหน้าเหมือนจะแบกโลกไว้อย่างนั้นเลยนี่หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้นและเขายังไม่รู้ แต่ก็ยอมเดินตามจิตนารีเข้าไปในบ้านแต่โดยดี แ
เย็นวันเดียวกันนั้นกิตติธัชรีบมาพบว่าที่เจ้าสาวถึงบ้านของเธอทันที ข่าวเรื่องฤกษ์ยามสร้างความยินดีให้เขาไม่น้อย อีกสามเดือนแล้วสินะที่เขาจะได้ดูแลผู้หญิงที่ตัวเองรักอย่างเต็มรูปแบบเสียที ชายหนุ่มบอกกับทางจิตนารีและชนชาติว่าจะให้ทางอากรบิดาของตนมาพูดคุยเรื่องนี้ให้เป็นทางการอีกครั้งเพื่อจะได้ดูไม่น่าเกลียด ซึ่งต่างก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพราะเข้าใจขั้นตอนทุกอย่างดี และรู้ว่าทางกิตติธัชจะต้องจัดการทุกให้ทุกอย่างสมเกียรติบุตรสาวของพวกเขาแน่นอนอีกไม่กี่วันต่อมาอากรและผู้ใหญ่ทางฝ่ายของกิตติธัชก็แห่งขบวนกันมาทาบทามสู่ขอกันต์ศิตางค์แบบเป็นทางการตามที่เคยบอกไว้ สินสอดทองหมั้นนั้นทางฝ่ายเจ้าสาวไม่ได้ร้องแต่ทางฝั่งเจ้าบ่าวก็เต็มใจมอบให้อย่างไม่น้อยหน้าใครส่วนพิธีการก็นัดหมายกันว่าจะจัดเป็นธรรมเนียมแบบไทยๆ คือหมั้นเช้าแล้วแต่งเสียเลยในตอนเย็นของวันเดียวกัน เรื่องโรงแรมสถานที่ และเรื่องจิปาถะในงานนั้นฝ่ายเจ้าบ่าวยื่นอกรับผิดชอบทั้งหมด รู้สึกอากรเองก็ปลื้มอกปลื้มใจกับการได้กันต์ศิตางค์มาเป็นลูกสะใภ้ไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สรุปว่าทุกคนทุกฝ่ายต่างมีแต่ความยินดีปรีดากับงานมงคลสมรสในครั้งนี้กันทั้งสิ้น เว้
เรื่องฤกษ์ยามนั้น จิตนารีเป็นคนเสนอรับผิดชอบเพราะทางว่าที่ลูกเขยมีแต่บิดา ซึ่งไม่ถนัดด้านนี้เสียเท่าไหร่ อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมานางจึงเดินทางไปหาเจ้าอาวาสวัดที่นับถือเพื่อขอวันดีในการจัดงานซึ่งจริงๆ ว่าที่เจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่ได้รีบร้อนอะไรแต่ดูๆ กันเอาไว้ก่อนเผื่อเอาไว้ว่าบางทีอาจจะหายากสักหน่อย ถ้าได้ฤกษ์ดีหลายวันก็ดีไปอย่างจะได้มีโอกาสเลือกเอาที่เหมาะสมที่สุด“อืม...โชคดีนะที่มาเร็ว ปีนี้ทั้งปีมีฤกษ์งามยามดี ฤกษ์ที่เป็นมงคลสำหรับวันเดือนปีเกิดของโยมทั้งคู่ ที่จะได้แต่งงานกันมีเพียงวันเดียวเท่านั้น” ท่านเจ้าอาวาสในชุดผ้าเหลืองสวมแว่นและขีดๆ เขียนๆ คำนวณตามสูตรของท่านก่อนจะบอกกล่าวแก่ผู้มาขอคำปรึกษา“จริงเหรอคะท่าน...นี่อิฉันว่ามาเร็วแล้วนะคะเหลืออีกตั้งหลายเดือนกว่าจะสิ้นปี แล้วตกลงได้วันไหนเจ้าค่ะ”“วันที่สิบแปดเดือนมิถุนาดีที่สุดแล้วสีกา” “มิถุนา...ก็ยังอีกสามเดือนน่ะสิคะ” กันต์ศิตางค์อุทานถาม เธอไม่ได้เตรียมสำหรับงานแต่งที่เร็วขนาดนั้น อย่างน้อยถ้ายืดเวลาไปอีกหน่อยก็คงดี โดยไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องคิดเช่นนั้นในเมื่อตัดสินใจดีแล้วสำหรับการเป็นเจ้าสาวของกิตติธัช“ใช่...จริงวันดี







