LOGINความเงียบสงบยามค่ำคืนครอบคลุมไปทั่วเรือนพักประพาสเชิงเขา มีเพียงเสียงร้องของแมลงยามราตรีและสายลมที่พัดผ่านป่าทึบส่งเสียงกระซิบแผ่วเบา ฮ๋องเต้พาหลินหลานเดินกลับเข้ามาในห้องพักขนาดใหญ่ซึ่งถูกจัดเตรียมไว้อย่างหรูหราสำหรับผู้นำแผ่นดิน เตียงไม้แกะสลักลายมังกรพญาแผ่กว้างกลางห้อง ผ้าห่มเนื้อละเอียดสีครีมวางเรียบร้อย รวมทั้งเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ
“ฝ่าบาท… นี่มันห้องพักของท่านนะเพคะ!” หลินหลานโพล่งขึ้นทันทีที่ก้าวพ้นประตู มือเล็กชี้ไปที่เตียงกว้าง “หม่อมฉันควรไปนอนที่ห้องพักข้ารับใช้ด้านนอกสิเพคะ ยังมีเตียงอีกหลังหนึ่งทางโถงล่าง” “ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าห้ามห่างสายตา” ฮ๋องเต้เอ่ยเสียงเรียบ พลางเดินไปนั่งลงบนขอบเตียงไม้แกะสลัก ยกมือถอดเข็มขัดประดับหยกออกวางที่ข้างเตียง “หรือเจ้าอยากออกไปนอนตากลมหนาวข้างนอกให้ป่วยเจ็บไข้ได้ป่วยอีก? คนอย่างเจ้ายิ่ง ‘กลัวเจ็บ กลัวป่วย’ อยู่ด้วยไม่ใช่หรือ” หลินหลานเบ้ปากทันที ‘ย้อนเก่งจริงนะไอ้ฮ่องเต้นี่! พูดจาไม่ให้ช่องว่างเลย!’ “แต่หม่อมฉันเป็นหญิง ท่านเป็นชาย นอนห้องเดียวกันมัน…” “เจ้าเป็นสนมของข้า หลินซินเอ๋อร์” ฮ๋องเต้ขัดขึ้น นัยน์ตาคมกริบจ้องมองนางด้วยรอยยิ้มล้ำลึก “ในทางกฎหมายและตามประเพณีแห่งราชสำนัก เราเป็นสามีภรรยากัน การนอนห้องเดียวกันมันแปลกตรงไหน?” คำว่า ‘สามีภรรยา’ ทำเอาแก้มของหลินหลานร้อนวาบขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ นางรีบหลบสายตาเดินไปหยิบหมอนและผ้าห่มผืนหนาจากข้างเตียงมาวางลงบนเก้าอี้ยาวริมหน้าต่างทันที จัดเรียงผ้าห่มให้เรียบตึงราวกับกำลังจัดการเรื่องที่สำคัญที่สุดในโลก “หม่อมฉันนอนตรงนี้เพคะ! ใครกล้าขยับเข้ามา… หม่อมฉันจะร้องให้คนช่วยจริง ๆ ด้วย!” หลินหลานขู่ฟ่อ ทำท่าทางเข้มแข็งกลบเกลื่อนความประหม่าที่พุ่งขึ้นเต็มหน้า ฮ๋องเต้หลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ ไม่ได้บีบบังคับนางต่อ เขานอนลงบนเตียงกว้าง พลางดึงผ้าห่มคลุมตัวเอ่ยเสียงทุ้มอ่อนโยน “ตามใจเจ้า… แต่อย่าคิดแอบปีนหน้าต่างหนีกลางดึกอีกล่ะ หากข้าตื่นมาไม่เจอนาง ข้าจะลงโทษเจ้าให้หนักกว่าเดิม” เสียงของเขาค่อย ๆ แผ่วลงจนเงียบลง หลินหลานนั่งเกร็งอยู่บนเก้าอี้ มองร่างของชายหนุ่มที่ปิดตาพักผ่อนอยู่บนเตียงอยู่นาน ก่อนจะค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจลง นางนอนตะแคงมองแสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง จิตใจสับสนจนกว่าจะหลับใหล เวลาล่วงเลยไปจนถึงยามสาม เสียงลมหายใจสม่ำเสมอของฮ๋องเต้บ่งบอกว่าเขาหลับลึกไปแล้ว หลินหลานค่อย ๆ ลืมตาขึ้นในความมืด นางลุกขึ้นนั่งช้า ๆ บนเก้าอี้ยาว พลางหันไปมองบานหน้าต่างที่เปิดแย้มไว้เล็กน้อยตามที่นางขอเมื่อครู่ แสงจันทร์คืนเพ็ญส่องสว่างกระทบยอดเขาด้านนอกสว่างไสว และทันใดนั้นเอง… สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับปรากฏการณ์ประหลาด! บนท้องฟ้าเหนือยอดเขาเซียนหลิง ประกายแสงสีเงินทอแสงวูบวาบรุนแรงกว่าที่เคยเห็น พร้อมกับฝนดาวตกสายเล็ก ๆ ที่ร่วงกราวลงมาทิศทางนั้นพอดี! แสงแวววาวระยิบระยับราวกับสะพานส่องสว่างทอดลงสู่ยอดเขา ‘ฝนดาวตก! แถมเกิดตรงยอดเขาเซียนหลิงพอดีเลยด้วย!’ หลินหลานใจเต้นระทึก ลมหายใจสะดุดกึก มือสั่นระริกจับขอบหน้าต่างแน่น นี่คือสัญญาณของปรากฏการณ์มิติเปิดที่นางเคยอ่านเจอในนิยายข้ามมิติทั่วไปชัด ๆ! หากปล่อยให้คืนนี้ผ่านไป นางอาจจะต้องรออีกเป็นสิบ ๆ ปี หรืออาจไม่มีโอกาสได้กลับบ้านยุคปัจจุบันอีกเลย! หลินหลานหันกลับไปมองชายหนุ่มที่นอนหลับอยู่บนเตียง ใบหน้ายามหลับของฮ๋องเต้ดูสงบและไร้พิษภัย ไม่มีความเข้มงวดหรือความเย็นชา ความทรงจำตอนที่เขาเข้ามารับกระบี่แทนนาง และสายตาห่วงใยที่เขามองนางตลอดการเดินทาง ผุดขึ้นมาในหัวจนทำให้นางรู้สึกจุกแน่นในอก ‘เขายอมเจ็บตัวเพื่อปกป้องฉัน… แต่ฉันกลับกำลังจะทิ้งเขาไป’ ความรู้สึกสับสนและลังเลกัดกินหัวใจของหลินหลาน แต่ภาพบ้าน ภาพครอบครัว และโลกที่นางคุ้นเคยก็ดึงรั้งนางไว้อย่างรุนแรงราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากนางกลับไป “ขอโทษนะ… แต่ข้าต้องกลับบ้านจริง ๆ” หลินหลานกระซิบเบา ๆ น้ำตาคลอเบ้าอย่างไม่รู้ตัว หยดน้ำตาไหลอาบแก้มลงมาอุ่นผิวเนียน นางค่อย ๆ ก้าวเท้าอย่างเงียบเชียบที่สุด มุ่งหน้าไปที่ประตูห้องพัก มือบางจับที่บานประตูเตรียมจะเปิดออกไปสู่ยอดเขาเซียนหลิงเพื่อเสี่ยงดวงครั้งสุดท้าย ไม่รู้ว่ากลับไปได้จริงหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะมีอันตรายแค่ไหน แต่โอกาสเช่นนี้อาจไม่มีอีกแล้ว…แสงจันทร์ยามค่ำคืนไหลรินดุจแพรเงิน สาดส่องลอดผ่านม่านไหมสีครามอ่อนที่พริ้วไหวตามแรงลม ทอดตัวลงต้องกับตราประทับหยกขาวลายมังกรคู่ที่กำลังนอนนิ่งอยู่ในอุ้งมือของหลินหลานหยกนั้นขาวบริสุทธิ์ไร้มลทิน เนื้อนวลเนียนละเอียดราวกับน้ำค้างแข็งยามต้องแสงจันทร์ ลวดลายมังกรคู่ที่สลักอย่างประณีตพันเกี่ยวกันอย่างสง่างาม ดวงตามังกรทำจากทับทิมสีโลหิต ส่องประกายลึกล้ำ แต่ถึงสัมผัสจะเย็นและเนียนเพียงใด น้ำหนักของมันในมือของนางกลับหนักอึ้งอย่างประหลาด หนักดั่งอำนาจที่สามารถชี้ชะตาคนทั้งวังหลัง หนักดั่งดาบสองคมที่พร้อมจะหันกลับมาทิ่มแทงเจ้าของได้ทุกเมื่อหลินหลานนั่งอยู่บนตั่งนุ่มริมหน้าต่างตำหนักเฟิ่งหวง นิ้วเรียวเล็กหมุนตราประทับไปมาอย่างกระวนกระวาย หัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะนางช้อนสายตาขึ้นมองบุรุษที่ยืนประทับอยู่ข้างกายฮ่องเต้เซียวจิ้นรัชทายาทมังกรหนุ่มในฉลองพระองค์สีดำขลิบทอง ยืนเอามือไพล่หลัง แสงจันทร์จับขอบสันกรามคมสันของเขาให้ดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นทอดมองนาง ไม่ได้มองด้วยสายตาที่มองสนมคนหนึ่ง แต่เป็นสายตาที่มองคนที่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะให้ยืนเคียงข้างอย่างเด็ดเดี่ยว
แสงแดดยามเช้าสีทองนวลทอแสงกราบลงบนหลังคากระเบื้องทองคำเปลวระยิบระยับของพระราชวังหลวง ทว่าบรรยากาศภายในท้องพระโรงกลับตึงเครียดจนอากาศแทบหยุดหมุน เมื่อขันทีผู้เฒ่าผู้แก่กราบบังคมทูลอ่านพระราชโองการฉบับประวัติศาสตร์ต่อหน้าเหล่าขุนนางและเสนาบดีนับร้อยที่ยืนเกร็งกันทั่วลาน “…มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ฮองเฮา แม่แห่งแผ่นดิน ควบคุมดูแลกิจการวังหลังและช่วยงานพระอักษร สืบไป!” สิ้นเสียงอ่านอันแผ่วเบาแต่หนักแน่น เสียงฮือฮาและกระแสความขัดแย้งก็ดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั่วท้องพระโรง! เสียงกระซิบกระซาบปะทุกันเป็นคลื่น ทุกสายตาจับจ้องไปที่บัลลังก์มังกรด้วยความไม่เชื่อ “ฝ่าบาท! ทรงโปรดตรึกตรองอีกครั้งด้วยพะยะค่ะ!” มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้เป็นบิดาของสนมเอกเฉิน ก้าวออกมาหมอบราบกับพื้นหินอ่อน ใบหน้าสั่นระริกด้วยความแค้นเคืองที่กลั้นไว้ไม่อยู่ “นางเป็นเพียงสตรีตระกูลเล็ก ไร้อำนาจ ไร้ชาติกำเนิดสูงส่ง และไร้ผลงานเด่นเป็นที่ประจักษ์ เหตุใดจึงข้ามหน้าข้ามตาพระสนมเอกและพระสนมท่านอื่นขึ้นสู่ตำแหน่งอันสูงส่งและสำคัญยิ่งนี้ได้พะยะค่ะ!”
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องพระอักษรทันทีที่สิ้นเสียงคำเอ่ยของหลินหลาน ความเงียบที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก ขันทีหลิวที่ยืนถวายการรับใช้อยู่ที่มุมห้องถึงกับเข่าอ่อนแรงจนแทบจะล้มพับลงกับพื้นไม้ขัดมัน นัยน์ตาแทบเบิกค้างด้วยความตื่นตระหนกจนไม่อาจปิดลงได้ ‘สตรีผู้นี้… กล้าเอ่ยปากขอตำแหน่งฮองเฮาต่อพระพักตร์ฝ่าบาทตรงๆ เชียวหรือ! นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ใครก็พูดได้…’ ฮ่องเต้จ้องมองใบหน้าหวานที่ชูเชิดขึ้นอย่างท้าทาย นัยน์ตาคมกริบของพระองค์วูบวาบไปด้วยความตกตะลึงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความขบขันผสมความพึงพอใจอย่างที่สุด เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังก้องไปทั่วห้องพระอักษรอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นเสียงหัวเราะที่ปนไปด้วยความประหลาดใจและความชื่นชมที่หาได้ยากยิ่ง “ฮะฮะฮะ… ฮองเฮางั้นหรือ?” ฮ่องเต้ยันพระกายลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ก้าวข้ามโต๊ะทรงงานเข้ามาหานางทีละนิด ทุกก้าวหนักแน่นราวกับจังหวะหัวใจที่เต้นแรง “หลินซินเอ๋อร์… เจ้าช่างเป็นสตรีที่ไร้ความเดียงสา หรือว่ากล้าบ้าบิ่นกันแน่? รู้หรือไม่ว่าตำแหน่งฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สตรีคนใดจะเ
ข่าวการเสด็จกลับวังหลวงของฮ่องเต้พร้อมด้วยสนมคนที่ห้า สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งราชสำนัก ไม่ใช่เพียงเพราะทั้งสองรอดพ้นจากการจู่โจมของกลุ่มมือสังหารอย่างหวุดหวิด แต่เป็นเพราะพระราชโองการฉบับหนึ่งที่ถูกประกาศออกมาอย่างกะทันหันในรุ่งเช้าวันถัดมา ‘ยกเลิกการกักบริเวณสนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ และแต่งตั้งให้นางเป็นผู้ช่วยกำกับงานตำหนักพระอักษรอย่างเป็นทางการ!’ ข่าวนี้ทำเอาตำหนักเหมยฮวาของสนมเอกเฉินร้อนรุ่มดั่งไฟเผา ผลึกหยกและเครื่องกระจกแพงถูกปาทิ้งจนแตกกระจายเกลื่อนพื้น หยดน้ำตาของความโกรธเกรี้ยวคลอเบ้าตา แต่กลับถูกกลั้นไว้อย่างแน่นหนา “เป็นไปได้อย่างไร!” สนมเอกเฉินตวาดลั่น ใบหน้าสวยงามบิดเบี้ยวด้วยความอิจฉาริษยาที่ปกปิดไม่มิด “นางนั่นแอบหนีออกไปกลางดึก แถมยังมีข่าวลือว่าไปยืนทำท่าจะกระโดดเหวไร้สาระนั่น! เหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ลงโทษนาง แต่กลับประทานตำแหน่งและให้เข้าใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม!” “พระสนมเอกโปรดระงับพระทัยก่อนเพคะ” นางกำนัลคนสนิทรีบคลานเข้าไปหมอบราบ เสียงต่ำพร่าด้วยความหวาดกลัว “บัดนี้สนมห้ามีฝ่าบาทคอยปกป้องอย่างชัดเจน หากเราลงมือส่งเดชในเวลานี
ลมราตรีพัดกระหน่ำซัดเซพเนจรจนสายหมอกหนาทึบหมุนคว้างปกคลุมขอบเหวเซียนหลิงจนแทบมองไม่เห็นพื้นดินเบื้องล่าง ประกายแสงสีเงินดวงสุดท้ายของฝนดาวตกกะทัดแสงลงท้องฟ้าอันมืดมิดก่อนจะดับวูบหายไปอย่างเงียบเชียบ… สัญญาณแห่งการข้ามมิติที่นางรอคอยมานานก็เลือนจางหายไปพร้อมกัน โอกาสสุดท้ายที่จะหวนกลับสู่บ้านเกิดในยุคปัจจุบันสลายลงราวกับควันไฟ มือเย็นเฉียบของหลินหลานกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อฝ่ามือจนเจ็บปวด หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา มันจบลงแล้ว… ความหวังที่จะกลับไปยังที่ที่ปลอดภัย คุ้นเคย และเป็นบ้านของนางตลอดชีวิต ดับสูญลงไปพร้อมกับแสงดาวดวงสุดท้ายนั้นแล้ว “ฝ่าบาท…” หลินหลานเอ่ยเสียงแผ่วราวกับเสียงลมที่พัดผ่านหน้าผา ร่างบางสั่นสะท้านไปทั้งตัว ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่ ความกลัวความเจ็บบวกกับความผิดหวังอันรุนแรงที่กัดกินใจทำให้น้ำตาซึมไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย นางไม่ได้ต้องการตาย… นางแค่กลัว กลัวที่จะต้องอยู่ในโลกที่ไม่ใช่ของตน กลัวความไม่แน่นอน กลัวความเหงาที่จะกัดกินใจไปตลอดชีวิต “เข้ามานี่… หลินซินเอ๋อร์” ฮ่องเต้ ตรัสด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านยิ่งกว่าลมยามราตร
บานประตูกระดานไม้ค่อย ๆ ถูกผลักออกทีละน้อยโดยไร้เสียง หลินหลานย่องออกจากห้องพักอย่างระมัดระวังที่สุด ลมราตรีอันเย็นเยือกของป่าเชิงเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจนนางต้องยกมือขึ้นกอดอก อาศัยความมืดและเงาของต้นไม้ใหญ่ในการหลบเลี่ยงสายตาของเหล่าทหารองครักษ์ที่กำลังเวรยามอยู่รอบเรือนพัก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา มือและเท้าสั่นระริกไม่ใช่เพราะหนาวเพียงอย่างเดียว แต่เพราะรู้ดีว่าหากถูกพบ ทุกอย่างจะจบลงทันที เป้าหมายเดี่ยวของนางในตอนนี้คือเส้นทางขึ้นสู่ ‘ยอดเขาเซียนหลิง’ ‘เอาวะ… ตกเหวมันน่ากลัวก็จริง แต่ถ้าละอองแสงจากฝนดาวตกนี่คือประตูมิติเปิดจริง ๆ การเสี่ยงครั้งนี้ก็คุ้ม!’ หลินหลานปลุกปลอบใจตัวเองพลางเร่งก้าวเท้าฝ่าความมืดและสายหมอกที่เริ่มหนาขึ้นเรื่อย ๆ เส้นทางคดเคี้ยวคดงอ มือบางจับกิ่งไม้เพื่อพยุงตัวทุกครั้งที่ลื่นไถล เส้นทางขึ้นเขาทั้งชันและเต็มไปด้วยก้อนหินขรุขระ ร่างกายอันบอบบางของสนมคนที่ห้าเริ่มเหนื่อยหอบ เท้าทั้งสองข้างสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดจากเศษหินที่บาดผ่านรองเท้าผ้าไหมจนเลือดซึม แต่นางก็กัดฟันก้าวต่อไป ไม่ยอมหันกลับ จนกระทั่งในที่สุด… นางก็มาหยุดอยู่ต







