LOGINเสียงตึงตังและเสียงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวของสนมเอกเฉินค่อยๆ ไกลออกไป จนกระทั่งความเงียบสงบกลับคืนสู่ตำหนักฝูซินอีกครั้ง เสี่ยวถาวที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าห้องนอนรีบถอนหายใจยาวเหยียด ถูมือที่เย็นเชียบไปมาด้วยความโล่งอกที่ไม่ถูกเอาเข้าไปด้วย ก่อนจะค่อยๆ ผลักประตูห้องเข้ามาหานายตน เสียงฝีเท้าค่อยๆ ย่ำลงบนพื้นไม้ราวกับกลัวจะทำให้ใครตกใจ
“พระสนมเพคะ... พระสนมเอกเฉินเสด็จกลับไปแล้วเพคะ แต่นี่มัน... มันอันตรายเกินไปแล้วนะเพคะ!” เสี่ยวถาวพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก ตาแดงก่ำด้วยความกังวล “ทรงไปหักหน้าพระสนมเอกเช่นนั้น หากนางนำเรื่องนี้ไปกราบทูลฝ่าบาท พระสนมจะไม่ยิ่งเดือดร้อนหรือเพคะ? พระองค์ทรงกริ้วเป็นหนักแน่” หลินหลานซึ่งนอนแผ่อยู่บนเตียงไม้สี่เสาถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางพลิกตัวหันมามองสาวใช้ด้วยสายตาอ่อนโยน “เสี่ยวถาวเอ๋ย... ถ้าข้าเอาแต่นั่งก้มหน้ารับกรรม ยอมให้คนอื่นตบปากตบท้องตามใจชอบ ข้าคงได้ตายเจ็บๆ ก่อนจะได้หาทางกลับบ้านพอดี” “แต่ว่า...” “ไม่มีแต่ทั้งนั้นแหละ” หลินหลานลุกขึ้นนั่ง พลางยกมือขยี้เส้นผมเบาๆ ให้เข้าที่ “สิ่งที่ข้าต้องทำตอนนี้ ไม่ใช่การมานั่งเอาอกเอาใจใครในวังหลัง แต่คือการหาทางออกไปจากวังหลวงแห่งนี้ต่างหาก” หลินหลานเริ่มลำดับความคิดในหัวอย่างเป็นระบบ สถานที่แรกอย่าง ‘เหวเซียนหลิง’ ที่เสี่ยวถาวเล่าให้ฟังยังคงเป็นเป้าหมายหลัก ที่นั่นดูเหมือนจุดที่มีโอกาสมากที่สุด แต่นางที่ถูกสั่งกักบริเวณอยู่ตอนนี้ มีทหารเฝ้าหน้าประตูตำหนักตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง การจะเล็ดลอดออกไปทางหน้าประตูโดยไม่ให้ใครจับได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แถมถ้าถูกจับได้ แผนอาจพังทลายทั้งหมด ‘ต้องหาทางสำรวจเส้นทางรอบตำหนักก่อน หาจุดอ่อนที่เขายามไม่ถึง’ หลินหลานคิดในใจ ขณะที่สายตากวาดมองไปรอบๆ ห้อง มุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ... ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักทรงงานอันกว้างใหญ่และเงียบสงบ อ๋องเต้นั่งอยู่หลังโต๊ะพระอักษรไม้ชิงชันลวดลายวิจิตร ในมือถือพู่กันค้างไว้กลางอากาศนานเกินกว่าปกติ หยดหมึกหยดลงบนกระดาษแต่เขาไม่ได้สนใจ สายตาจ้องมองข้ารับใช้คนสนิทอย่าง ‘ขันทีหลิว’ ที่กำลังก้มรายงานเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตำหนักฝูซินเมื่อช่วงสายของวันด้วยความตั้งใจ “เรียนฝ่าบาท... พระสนมเอกเฉินเสด็จไปที่ตำหนักฝูซินจริงพะยะค่ะ แต่พระสนมคนที่ห้าทรงปฏิเสธที่จะรับการลงโทษ และยังกล่าวอ้างพระนามของฝ่าบาท จนพระสนมเอกเฉินต้องเสด็จกลับไปอย่างขุ่นเคืองพะยะค่ะ” อ๋องเต้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มสายหนึ่งปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างยากจะสังเกต “นางกล้าเอาชื่อข้าไปอ้างข่มขู่สนมเอกเชียวหรือ?” “พะยะค่ะ... แถมพระสนมคนที่ห้ายังทรงเอ่ยกับพระสนมเอกด้วยว่า หากอยากจะลงโทษนาง ต้องไปขอพระราชทานอนุญาตจากฝ่าบาทเสียก่อน” ขันทีหลิวรายงานตามจริงโดยไม่ปิดบังสิ่งใด “หึ... มารยาฉลาดขึ้นนิดหน่อยนี่” อ๋องเต้วางพู่กันลงบนที่วาง พลางเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างสบาย “เดิมทีข้านึกว่านางจะร้องไห้คร่ำครวญเมื่อถูกกักบริเวณ แต่กลับกลายเป็นว่านางสามารถรับมือสนมเอกได้ด้วยตนเอง แถมยังดู... มีความสุขดีเสียด้วย?” “เอ่อ... จากที่สายสืบรายงาน พระสนมคนที่ห้าทรงเสวยและนอนหลับได้ตามปกติ ไม่ได้มีท่าทีโศกเศร้าเลยสักนิดพะยะค่ะ” คำรายงานนั้นทำให้อ๋องเต้รู้สึกจี๊ดขึ้นมาในอกอีกครั้ง สตรีผู้นี้ถูกเขาสั่งกักบริเวณแท้ๆ แต่กลับนอนหลับปุ๋ยได้อย่างสบายใจ! นางไม่ได้แคร์เขา ไม่ได้คิดถึงเขา และไม่ได้แยแสบทลงโทษใดๆ เลยจริงๆ หรือ? หัวใจที่เคยเย็นชากลับเริ่มรู้สึกบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “ขันทีหลิว...” “พะยะค่ะฝ่าบาท?” “คืนนี้... เตรียมการให้ข้า จะไปตรวจดูตำหนักฝูซินเสียหน่อย” อ๋องเต้ตรัสเสียงเรียบ แต่แววตาแฝงความอยากรู้อยากเห็น “ข้าอยากจะดูนักว่า สนมคนที่ห้าผู้ไม่เคยคิดจะรักข้า... กำลังทำอะไรอยู่กันแน่!” ... ตกดึก คืนนี้แสงจันทร์ทอประกายนวลตาสาดส่องลงมาทำให้พื้นดินสว่างไสวราวกับกลางวัน สายลมเย็นพัดผ่านบานหน้าต่างของตำหนักฝูซินนำพากลิ่นหอมดอกไม้ป่าเข้ามา หลินหลานแอบลุกขึ้นมาจากเตียงนอนหลังจากที่เสี่ยวถาวหลับไปแล้ว นางสวมชุดสีเข้มที่ดูคล่องตัวและกลมกลืนกับความมืด ก่อนจะค่อยๆ ย่องไปที่บานหน้าต่างด้านหลังตำหนัก ซึ่งเชื่อมต่อกับสวนหินร้างที่ไม่มีทหารยามเฝ้าอยู่ ตรงนี้คือจุดเดียวที่นางพอจะมองเห็นทางออก นางก้มลงมองความสูงของหน้าต่างจากพื้นด้านนอก แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ‘สูงประมาณเมตรกว่าๆ... ถ้ากระโดดลงไปแล้วข้อเท้าพลิก มันต้องเจ็บแน่ๆ เลยว่ะ’ นางยืนลังเลก้มๆ เงยๆ มือยกขึ้นจับขอบหน้าต่างแต่ก็ถอยกลับทุกที ขณะที่หลินหลานกำลังยืนลังเลอยู่ตรงขอบหน้าต่างด้วยความกลัวเจ็บ สายตาคู่หนึ่งจากบนต้นไม้ใหญ่ใกล้ตำหนักก็กำลังจ้องมองพฤติกรรมประหลาดของนางอยู่อย่างเงียบๆ เงาร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทของอ๋องเต้ที่แอบเร้นกายมาในยามค่ำคืน หรี่ตาลงมองสตรีที่กำลังทำท่าทางแปลกๆ อยู่ตรงหน้าต่าง เขาแอบมาโดยไม่ให้ใครรู้ เพียงเพราะอยากเห็นด้วยตาเอง ‘สตรีผู้นี้... คิดจะทำอะไรของนางอีก?’ อ๋องเต้คิดในใจ พลางเฝ้ามองดูนางด้วยความสนใจที่เริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่นางเองก็ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดแสงจันทร์ยามค่ำคืนไหลรินดุจแพรเงิน สาดส่องลอดผ่านม่านไหมสีครามอ่อนที่พริ้วไหวตามแรงลม ทอดตัวลงต้องกับตราประทับหยกขาวลายมังกรคู่ที่กำลังนอนนิ่งอยู่ในอุ้งมือของหลินหลานหยกนั้นขาวบริสุทธิ์ไร้มลทิน เนื้อนวลเนียนละเอียดราวกับน้ำค้างแข็งยามต้องแสงจันทร์ ลวดลายมังกรคู่ที่สลักอย่างประณีตพันเกี่ยวกันอย่างสง่างาม ดวงตามังกรทำจากทับทิมสีโลหิต ส่องประกายลึกล้ำ แต่ถึงสัมผัสจะเย็นและเนียนเพียงใด น้ำหนักของมันในมือของนางกลับหนักอึ้งอย่างประหลาด หนักดั่งอำนาจที่สามารถชี้ชะตาคนทั้งวังหลัง หนักดั่งดาบสองคมที่พร้อมจะหันกลับมาทิ่มแทงเจ้าของได้ทุกเมื่อหลินหลานนั่งอยู่บนตั่งนุ่มริมหน้าต่างตำหนักเฟิ่งหวง นิ้วเรียวเล็กหมุนตราประทับไปมาอย่างกระวนกระวาย หัวใจดวงน้อยเต้นไม่เป็นจังหวะนางช้อนสายตาขึ้นมองบุรุษที่ยืนประทับอยู่ข้างกายฮ่องเต้เซียวจิ้นรัชทายาทมังกรหนุ่มในฉลองพระองค์สีดำขลิบทอง ยืนเอามือไพล่หลัง แสงจันทร์จับขอบสันกรามคมสันของเขาให้ดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นทอดมองนาง ไม่ได้มองด้วยสายตาที่มองสนมคนหนึ่ง แต่เป็นสายตาที่มองคนที่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะให้ยืนเคียงข้างอย่างเด็ดเดี่ยว
แสงแดดยามเช้าสีทองนวลทอแสงกราบลงบนหลังคากระเบื้องทองคำเปลวระยิบระยับของพระราชวังหลวง ทว่าบรรยากาศภายในท้องพระโรงกลับตึงเครียดจนอากาศแทบหยุดหมุน เมื่อขันทีผู้เฒ่าผู้แก่กราบบังคมทูลอ่านพระราชโองการฉบับประวัติศาสตร์ต่อหน้าเหล่าขุนนางและเสนาบดีนับร้อยที่ยืนเกร็งกันทั่วลาน “…มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง ฮองเฮา แม่แห่งแผ่นดิน ควบคุมดูแลกิจการวังหลังและช่วยงานพระอักษร สืบไป!” สิ้นเสียงอ่านอันแผ่วเบาแต่หนักแน่น เสียงฮือฮาและกระแสความขัดแย้งก็ดังระเบ็งเซ็งแซ่ไปทั่วท้องพระโรง! เสียงกระซิบกระซาบปะทุกันเป็นคลื่น ทุกสายตาจับจ้องไปที่บัลลังก์มังกรด้วยความไม่เชื่อ “ฝ่าบาท! ทรงโปรดตรึกตรองอีกครั้งด้วยพะยะค่ะ!” มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้เป็นบิดาของสนมเอกเฉิน ก้าวออกมาหมอบราบกับพื้นหินอ่อน ใบหน้าสั่นระริกด้วยความแค้นเคืองที่กลั้นไว้ไม่อยู่ “นางเป็นเพียงสตรีตระกูลเล็ก ไร้อำนาจ ไร้ชาติกำเนิดสูงส่ง และไร้ผลงานเด่นเป็นที่ประจักษ์ เหตุใดจึงข้ามหน้าข้ามตาพระสนมเอกและพระสนมท่านอื่นขึ้นสู่ตำแหน่งอันสูงส่งและสำคัญยิ่งนี้ได้พะยะค่ะ!”
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องพระอักษรทันทีที่สิ้นเสียงคำเอ่ยของหลินหลาน ความเงียบที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก ขันทีหลิวที่ยืนถวายการรับใช้อยู่ที่มุมห้องถึงกับเข่าอ่อนแรงจนแทบจะล้มพับลงกับพื้นไม้ขัดมัน นัยน์ตาแทบเบิกค้างด้วยความตื่นตระหนกจนไม่อาจปิดลงได้ ‘สตรีผู้นี้… กล้าเอ่ยปากขอตำแหน่งฮองเฮาต่อพระพักตร์ฝ่าบาทตรงๆ เชียวหรือ! นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่ใครก็พูดได้…’ ฮ่องเต้จ้องมองใบหน้าหวานที่ชูเชิดขึ้นอย่างท้าทาย นัยน์ตาคมกริบของพระองค์วูบวาบไปด้วยความตกตะลึงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความขบขันผสมความพึงพอใจอย่างที่สุด เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังก้องไปทั่วห้องพระอักษรอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นเสียงหัวเราะที่ปนไปด้วยความประหลาดใจและความชื่นชมที่หาได้ยากยิ่ง “ฮะฮะฮะ… ฮองเฮางั้นหรือ?” ฮ่องเต้ยันพระกายลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ ก้าวข้ามโต๊ะทรงงานเข้ามาหานางทีละนิด ทุกก้าวหนักแน่นราวกับจังหวะหัวใจที่เต้นแรง “หลินซินเอ๋อร์… เจ้าช่างเป็นสตรีที่ไร้ความเดียงสา หรือว่ากล้าบ้าบิ่นกันแน่? รู้หรือไม่ว่าตำแหน่งฮองเฮาแห่งแผ่นดินนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สตรีคนใดจะเ
ข่าวการเสด็จกลับวังหลวงของฮ่องเต้พร้อมด้วยสนมคนที่ห้า สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งราชสำนัก ไม่ใช่เพียงเพราะทั้งสองรอดพ้นจากการจู่โจมของกลุ่มมือสังหารอย่างหวุดหวิด แต่เป็นเพราะพระราชโองการฉบับหนึ่งที่ถูกประกาศออกมาอย่างกะทันหันในรุ่งเช้าวันถัดมา ‘ยกเลิกการกักบริเวณสนมคนที่ห้า หลินซินเอ๋อร์ และแต่งตั้งให้นางเป็นผู้ช่วยกำกับงานตำหนักพระอักษรอย่างเป็นทางการ!’ ข่าวนี้ทำเอาตำหนักเหมยฮวาของสนมเอกเฉินร้อนรุ่มดั่งไฟเผา ผลึกหยกและเครื่องกระจกแพงถูกปาทิ้งจนแตกกระจายเกลื่อนพื้น หยดน้ำตาของความโกรธเกรี้ยวคลอเบ้าตา แต่กลับถูกกลั้นไว้อย่างแน่นหนา “เป็นไปได้อย่างไร!” สนมเอกเฉินตวาดลั่น ใบหน้าสวยงามบิดเบี้ยวด้วยความอิจฉาริษยาที่ปกปิดไม่มิด “นางนั่นแอบหนีออกไปกลางดึก แถมยังมีข่าวลือว่าไปยืนทำท่าจะกระโดดเหวไร้สาระนั่น! เหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ลงโทษนาง แต่กลับประทานตำแหน่งและให้เข้าใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม!” “พระสนมเอกโปรดระงับพระทัยก่อนเพคะ” นางกำนัลคนสนิทรีบคลานเข้าไปหมอบราบ เสียงต่ำพร่าด้วยความหวาดกลัว “บัดนี้สนมห้ามีฝ่าบาทคอยปกป้องอย่างชัดเจน หากเราลงมือส่งเดชในเวลานี
ลมราตรีพัดกระหน่ำซัดเซพเนจรจนสายหมอกหนาทึบหมุนคว้างปกคลุมขอบเหวเซียนหลิงจนแทบมองไม่เห็นพื้นดินเบื้องล่าง ประกายแสงสีเงินดวงสุดท้ายของฝนดาวตกกะทัดแสงลงท้องฟ้าอันมืดมิดก่อนจะดับวูบหายไปอย่างเงียบเชียบ… สัญญาณแห่งการข้ามมิติที่นางรอคอยมานานก็เลือนจางหายไปพร้อมกัน โอกาสสุดท้ายที่จะหวนกลับสู่บ้านเกิดในยุคปัจจุบันสลายลงราวกับควันไฟ มือเย็นเฉียบของหลินหลานกำแน่นจนเล็บจิกเนื้อฝ่ามือจนเจ็บปวด หัวใจดวงน้อยเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา มันจบลงแล้ว… ความหวังที่จะกลับไปยังที่ที่ปลอดภัย คุ้นเคย และเป็นบ้านของนางตลอดชีวิต ดับสูญลงไปพร้อมกับแสงดาวดวงสุดท้ายนั้นแล้ว “ฝ่าบาท…” หลินหลานเอ่ยเสียงแผ่วราวกับเสียงลมที่พัดผ่านหน้าผา ร่างบางสั่นสะท้านไปทั้งตัว ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่ ความกลัวความเจ็บบวกกับความผิดหวังอันรุนแรงที่กัดกินใจทำให้น้ำตาซึมไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย นางไม่ได้ต้องการตาย… นางแค่กลัว กลัวที่จะต้องอยู่ในโลกที่ไม่ใช่ของตน กลัวความไม่แน่นอน กลัวความเหงาที่จะกัดกินใจไปตลอดชีวิต “เข้ามานี่… หลินซินเอ๋อร์” ฮ่องเต้ ตรัสด้วยน้ำเสียงที่สั่นสะท้านยิ่งกว่าลมยามราตร
บานประตูกระดานไม้ค่อย ๆ ถูกผลักออกทีละน้อยโดยไร้เสียง หลินหลานย่องออกจากห้องพักอย่างระมัดระวังที่สุด ลมราตรีอันเย็นเยือกของป่าเชิงเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจนนางต้องยกมือขึ้นกอดอก อาศัยความมืดและเงาของต้นไม้ใหญ่ในการหลบเลี่ยงสายตาของเหล่าทหารองครักษ์ที่กำลังเวรยามอยู่รอบเรือนพัก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา มือและเท้าสั่นระริกไม่ใช่เพราะหนาวเพียงอย่างเดียว แต่เพราะรู้ดีว่าหากถูกพบ ทุกอย่างจะจบลงทันที เป้าหมายเดี่ยวของนางในตอนนี้คือเส้นทางขึ้นสู่ ‘ยอดเขาเซียนหลิง’ ‘เอาวะ… ตกเหวมันน่ากลัวก็จริง แต่ถ้าละอองแสงจากฝนดาวตกนี่คือประตูมิติเปิดจริง ๆ การเสี่ยงครั้งนี้ก็คุ้ม!’ หลินหลานปลุกปลอบใจตัวเองพลางเร่งก้าวเท้าฝ่าความมืดและสายหมอกที่เริ่มหนาขึ้นเรื่อย ๆ เส้นทางคดเคี้ยวคดงอ มือบางจับกิ่งไม้เพื่อพยุงตัวทุกครั้งที่ลื่นไถล เส้นทางขึ้นเขาทั้งชันและเต็มไปด้วยก้อนหินขรุขระ ร่างกายอันบอบบางของสนมคนที่ห้าเริ่มเหนื่อยหอบ เท้าทั้งสองข้างสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดจากเศษหินที่บาดผ่านรองเท้าผ้าไหมจนเลือดซึม แต่นางก็กัดฟันก้าวต่อไป ไม่ยอมหันกลับ จนกระทั่งในที่สุด… นางก็มาหยุดอยู่ต







