Mag-log inในคืนนั้นหลังจากที่ปรึกษาทั้งสามในตระกูลใหญ่กลับออกไปจนเหลือเพียงแม่ทัพน้อยสือ องค์หญิงสามที่ต้องทำทุกอย่างให้เป็นองค์หญิงเจ้าสำราญในสายตาของผู้อื่นเพื่อลดความระแวงจากฮองเฮามารดาของพี่ชายทั้งสอง ก็ให้สือซื่ออันค้างที่ตำหนักกับนางในคืนนี้
“มานอนด้วยกันกับข้าสิ” นางกล่าวเสียงเรียบพลางมองหน้าบุรุษร่างสูงใหญ่ที่ยืนหน้าแดงด้วยความประหม่า
“มิใช่เพียงเรื่องบังหน้าอย่างที่ผ่านมาหรือพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อม... ไม่บังอาจ” แม่ทัพน้อยวัยยี่สิบกล่าวเสียงสั่น
ที่ผ่านมาชื่อเสียงที่นางมั่วโลกีย์กับเหล่าบุรุษรูปงามนั้นเป็นเพียงสิ่งที่วางแผนแพร่ข่าวลือออกไป แต่ไม่เคยมีชายใดได้ใกล้ชิดสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้เลยสักครั้ง
“หลังจากนี้ไปละครตบตาอาจใช้ไม่ได้ผล หากไม่ทำจริงๆ สักวันต้องถูกจับได้แน่”
“องค์หญิงหมายความว่า...”
“พวกเจ้าทั้งสาม เป็นชายบำเรอของข้าจริงๆ อย่างไรเล่า” องค์หญิงวัยสิบแปดกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ไม่มีแววล้อเล่นอยู่ในน้ำเสียงนั้นแม้แต่น้อย
ซ่งซือหนิงขยับกายลุกขึ้นจากตั่งยาว นางค่อยๆ ปลดสายคาดเอวผ้าไหมสีทองออกอย่างเชื่องช้า ปล่อยให้อาภรณ์สีแดงเพลิงตัวนอกเลื่อนไหลลงไปกองอยู่ที่ปลายเท้า เหลือเพียงชุดผ้าไหมเนื้อบางเบาสีขาวนวลที่แนบไปกับส่วนโค้งเว้าของร่างกาย
แม่ทัพน้อยยืนตัวแข็งทื่อ หายใจติดขัดเมื่อเห็นผิวพรรณขาวผ่องดุจหิมะของสตรีเบื้องหน้า มือที่เคยจับดาบสังหารศัตรูมานับแสนกลับสั่นเทาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ขยับเข้ามาใกล้ข้า...” ซ่งซือหนิงเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงอำนาจ
แม่ทัพหนุ่มก้าวเข้าไปหาตามคำบัญชา จนได้กลิ่นหอมกรุ่นจากกายสาวที่ยั่วยวนยิ่งกว่าสุราเลิศรส องค์หญิงสามยกมือเรียวขึ้นลูบไล้ไปที่ข้างแก้มของเขา ก่อนจะเลื่อนลงมาที่แผงอกแกร่งภายใต้ชุดขุนนาง
“เจ้าเป็นแม่ทัพ ย่อมรู้ดีว่าการจะยึดครองใจทหาร ต้องใช้มากกว่าความยำเกรง การที่ข้ามอบกายให้เจ้าในคืนนี้ มิใช่เพียงเพราะความใคร่ แต่ข้าต้องการให้หัวใจและความภักดีของเจ้าผูกติดอยู่กับข้า ชนิดที่ว่าแม้ข้าจะสั่งให้เจ้าบุกน้ำลุยไฟ หรือหันคมดาบเข้าหาใคร เจ้าก็จะไม่ลังเล” นางกระซิบชิดริมหู แววตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา บอกความในใจออกมาอย่างไม่ปิดบังจุดประสงค์
“กระหม่อมภักดีต่อพระองค์อยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” สือซื่ออันตอบด้วยเสียงพร่า
ซ่งซือหนิงยิ้มบางๆ มือเรียวเอื้อมไปดึงรั้งลำคอของแม่ทัพหนุ่มให้โน้มลงมาหา “เราเริ่มกันเถอะ สายลับที่ฮองเฮาส่งมาแอบดูอยู่ข้างหน้าต่างนั่น จะได้มีเรื่องคาวโลกีย์ไปรายงานให้สมใจ ให้พวกเขาวางใจว่าข้าลุ่มหลงในกามราคะสนใจแต่ชายบำเรอ จนไม่มีสมองไปคิดเรื่องการเมือง”
สือซื่ออันเข้าใจในทันทีว่านี่คือส่วนหนึ่งของแผนการที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีของนาง แต่ความรู้สึกที่พุ่งพล่านอยู่ในอกกลับทำให้เขายากจะห้ามใจ เขาโน้มลงประทับริมฝีปากกับนางอย่างเร่าร้อนและหนักแน่น แขนแกร่งรวบเอวบางเข้าหาตัวจนไร้ช่องว่าง
หญิงสาวหลับตาลง รับสัมผัสอันจาบจ้วงนั้นด้วยความเต็มใจ นางยินดีแลกทุกอย่างเพื่อให้หมากตัวสำคัญนี้แข็งแกร่งและภักดีที่สุด
สือซื่ออันค่อยๆ ทิ้งตัวลงบนเตียงกว้างตามแรงดึงรั้งของสตรีเบื้องหน้า ลมหายใจของเขาหนักหน่วงและร้อนผ่าวขณะที่ดวงตาคมเข้มจดจ้องร่างอรชรที่ดูเย้ายวนเกินจะต้านทาน
แม่ทัพหนุ่มรวบข้อมือทั้งสองข้างขององค์หญิงสามขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ก่อนจะก้มลงจุมพิตที่ริมฝีปากของนางอย่างจาบจ้วง รุนแรง และเต็มไปด้วยความกระหายที่ถูกกักขังมานาน รสจูบนั้นดุดันราวกับพายุที่ต้องการจะกลืนกินลมหายใจของสตรีใต้ร่าง
“พระองค์ทรงรู้ตัวหรือไม่ ว่ากำลังเล่นกับไฟ” สือซื่ออันกระซิบเสียงพร่าพลางถอนจุมพิตออกมาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะซุกไซ้ใบหน้าลงไปที่ซอกคอขาวระหง เขาขบเม้มผิวบางเบาๆ จนเกิดรอยเหมยเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ
หญิงสาวพรั่งพรูลมหายใจออกมา แววตาของนางวูบไหวเพียงครู่ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มท้าทาย ร่างอรชรแอ่นกายรับสัมผัสจากปลายลิ้นร้อนระอุที่ลากผ่านลำคอลงมายังไหปลาร้า และเลื่อนลงสู่เนินอกที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจสั่นรัว
ฝ่ามือหยาบกร้านจากการกรำศึกเริ่มไม่อยู่นิ่ง เขาลูบไล้ไปตามกายสาวอย่างถือวิสาสะ จมูกและริมฝีปากของเขาพรมจูบไปทั่วเนินอกอวบ มือบีบเคล้นที่เต้าอวบอย่างเต็มมือด้วยความตื่นเต้นที่หญิงงามสูงศักดิ์ยอมทอดกายตนล่วงล้ำเป็นคนแรก มันทำให้เขามีความหวังว่าตำแหน่งราชบุตรเขยและบุรุษผู้ครอบครององค์หญิงที่งามล่มเมืองนี้อยู่แค่เอื้อม
ทุกครั้งที่ริมฝีปากร้อนผ่าวสัมผัสลงบนกายสาว ซ่งซือหนิงกลับยิ่งนิ่งขรึมในความคิด ทว่าร่างกายกลับตอบสนองต่อรสสัมผัสที่จาบจ้วงนั้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
แม่ทัพหนุ่มลากไล้ริมฝีปากผ่านลงไปที่หน้าท้องแบนราบ พรมจูบซ้ำๆ ราวกับจะประทับตราสัญลักษณ์ของเขาไว้บนร่างของนางแต่เพียงผู้เดียว
“กระหม่อมจะทำให้คืนนี้ เป็นคืนที่พระองค์ลืมไม่ลง”
เสียงกระซิบนั้นเต็มไปด้วยความลุ่มหลงที่ถลำลึก ร่างสูงกำยำพลิกกายขึ้นทาบทับสตรีสูงศักดิ์ไว้อย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางเสียงหอบกระเส่าและเสียงครางที่สุขสม แม่ทัพหนุ่มได้มอบความจงรักภักดีให้แก่นางจนหมดใจ ในขณะที่องค์หญิงสามนั้นก็คิดว่าแผนการมอบกายเพื่อแลกความซื่อสัตย์นั้นก็ไม่เลวเสียทีเดียว
**********************
แผ่นดินสงบสุขไร้กังวล หน้าที่ในราชสำนักถูกปลดเปลื้อง ยามค่ำคืนอันยาวนานนี้จึงกลายเป็นเวลาที่องค์หญิงใหญ่จะหาความสำราญให้แก่ตนเองร่างอรชรลุกขึ้นจากสระน้ำหยก ผิวพรรณของนางขึ้นสีระเรื่อชวนมองจากความอุ่นของน้ำ มีเพียงผ้าไหมบางเบาผืนเดียวห่อหุ้มร่างกายทว่ากลับเน้นย้ำสัดส่วนโค้งเว้าเย้ายวนตา นางก้าวเดินอย่างเชื่องช้ามายังเตียงหลังใหญ่ ก่อนจะทอดกายลงนั่งเอนหลังพิงหมอน พลางปรายสายตาคู่หงส์มองสามหนุ่มที่บัดนี้เข้าสู่วัยสามสิบต้นๆ ที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้า“พวกท่านพี่เหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว ให้ข้าปรนนิบัติเถิด” เสียงหวานล้ำแฝงความยั่วเย้าทำเอาใจของบุรุษทั้งสามกระตุกไหวต่อหน้าคนอื่นนางคือองค์หญิงใหญ่ผู้มีอำนาจ แต่เมื่ออยู่ตามลำพังกับที่ปรึกษาผู้ทรงอำนาจทั้งสาม นางคือภรรยาของพวกเขา“พวกข้าต่างหากที่ต้องปรนนิบัติน้องหญิง” จางอวิ๋นเซียวก้าวเข้ามาหา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของราชครูหนุ่มฉายแววรักใคร่ลึกซึ้งเกินพรรณนา เขาทรุดกายลงนั่งข้างเตียงก่อนจะช้อนฝ่ามือเรียวงามของนางขึ้นมาประทับจูบอย่างแผ่วเบา“หนิงเอ๋อร์... มือคู่นี้ของเจ้าแบกรับสิ่ง
ยามนี้เป็นเวลาห้าปีเต็มแล้วนับตั้งแต่องค์หญิงใหญ่ นางก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นำพาแคว้นต้าซ่งก้าวเข้าสู่ยุคสมัยอันรุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข คลังหลวงเนืองแน่น และไร้ซึ่งวี่แววของศึกสงครามใดๆ มารบกวนฮ่องเต้น้อยซ่งเล่อคังในวัยสิบแปดชันษา เติบใหญ่ขึ้นเป็นโอรสสวรรค์ผู้ทรงปัญญา สุขุม และเปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรม ยามนี้พระองค์สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยมีพี่สาวอย่างซ่งซือหนิงคอยอยู่เบื้องหลัง ทรงประกาศยกเลิกม่านไม้ไผ่ทองคำ และคืนอำนาจสิทธิ์ขาดให้แก่พระอนุชาอย่างสง่างามทว่าขุนนางทั้งราชสำนักและราษฎรทั่วหล้าต่างรู้ดีแก่ใจว่า บุคคลที่อยู่เหนือบัลลังก์มังกร และเป็นจิตวิญญาณที่แท้จริงของแผ่นดินนี้ ก็คือสตรีผู้เลอโฉมผู้นี้ไม่แปรเปลี่ยนส่วนทางด้านทิศเหนือ เป่ยเหยียนชินอ๋องยังคงทำหน้าที่ปกครองดินแดนชายแดนอย่างสงบ ทุกๆ ครึ่งปีเขาจะต้องส่งฎีกาแสดงความจงรักภักดีอย่างนอบน้อมที่สุดเข้ามาในวังหลวง พร้อมกับขบวนเครื่องบรรณาการเพื่อแลกกับยาประทังพิษกู่จากองค์หญิงใหญ่ เขามิกล้ามีความคิดกบฏหรือทรยศหักหลังอีกเลยแม้เพียงเ
กาลเวลาผันผ่านเข้าสู่รัชศกเทียนอี้ที่ยี่สิบแปด ฤดูหนาวปีนี้มาเยือนเมืองหลวงเร็วกว่าทุกปี พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในราชสำนักแคว้นต้าซ่งภายในตำหนักเฉียนชิงอันอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรขมปร่า ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยในวัยห้าสิบเอ็ดชันษา มีพระวรกายที่ซูบผอมและอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด พระชนมายุที่มากขึ้น ตรากตรำพระวรกายในราชกิจมานานหลายสิบปี ทำให้พระอาการประชวรเรื้อรังเริ่มรุมเร้าจนมิอาจทรงงานได้อย่างเต็มที่ แววตาของโอรสสวรรค์ยามนี้เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและปลงตกต่อกิเลสทั้งปวงข้างพระวรกายมีหลี่ฮองเฮาคอยประคองถ้วยยาและปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด นางทอดสายตามองพระสวามีด้วยความเห็นใจ ก่อนจะเอ่ยแนะนำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงความห่วงใย“ฝ่าบาท ยามนี้แผ่นดินสงบ ขุนนางก็มีความสามารถช่วยงานราชสำนักอย่างราบรื่น ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข องค์รัชทายาทก็เติบใหญ่ทรงปัญญาพอที่จะแบกรับใต้หล้าได้แล้ว พระวรกายของพระองค์สำคัญที่สุด เหตุใดมิปล่อยวางราชกิจ แล้วเสด็จไปประทับพักผ่อน ณ ตำหนักฤดูร้อนชานเมืองหลวงเพื่อใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบเล่าเพคะ” นางกล่าวด้วยน้ำ
กาลเวลาผันผ่านไปอีกปี พร้อมกับการขยับหมากบนกระดานอำนาจอันเหนือชั้นขององค์หญิงสาม แผนการที่นางเคยวางไว้เพื่อผลักดันยอดที่ปรึกษาอีกสองคนให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด บัดนี้บรรลุผลสำเร็จลุล่วงอย่างงดงาม ไร้ซึ่งข้อครหาใดๆทางด้านฝ่ายบู๊แม่ทัพสือซื่ออันที่ถูกส่งขึ้นเหนือไปปราบกลุ่มกบฏ ได้แสดงความแข็งแกร่งในสนามรบอย่างเกรียงไกร เขาใช้เวลาไม่นานในการกวาดล้างศัตรูจนราบคาบ ซ้ำยังวางระบบป้องกันชายแดนใหม่จนมั่นคงดั่งปราการเหล็ก ผลงานศึกนี้บีบให้เสนาธิการเฒ่าที่ฝักใฝ่สกุลเฉินและขุนพลอาวุโสขั้วอำนาจเก่าต้องยอมสยบยามที่เขาเลื่อนทัพกลับเข้าสู่เมืองหลวง ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยจึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเขาขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งแคว้นต้าซ่ง กุมตราพยัคฆ์สั่งการกองทัพทั้งหมดไว้ในอุ้งมืออย่างชอบธรรม ทหารทุกนายพร้อมหลั่งเลือดเพื่อเขา และเขาพร้อมสะบัดดาบเพื่อองค์หญิงสามในขณะเดียวกันไป๋เมิ่งเทาก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในกรมคลัง สืบทอดอำนาจการบริหารการคลังและภาษีทั้งหมดต่อจากบิดาได้อย่างเบ็ดเสร็จ มิหนำซ้ำแผนการจัดตั้งหน่วยตรวจการพิเศษที่องค์หญิงสามทูลเสนอ ก็ได้รับการอนุม
ในค่ำคืนนี้ จางอวิ๋นเซียวต้องอยู่เฝ้าเวรและจัดเตรียมฎีกาชุดแรกในตำหนักบูรพาเพื่อเตรียมตัวรับตำแหน่งข้างกายรัชทายาทอย่างเป็นทางการ ยามนี้ในตำหนักเฟิ่งหลัวจึงเหลือเพียงเงาร่างของยอดบุรุษอีกสองคนที่พึ่งก้าวข้ามผ่านประตูเข้ามาแม่ทัพน้อยสือซื่ออัน ในชุดลำลองสีดำสนิท รูปร่างสูงใหญ่กำยำแฝงไปด้วยไอสังหารของบุรุษเหล็กผู้ผ่านศึก และ ไป๋เมิ่งเทาในชุดสีครามเข้มที่แทบจะกลืนหายไปกับความมืดของค่ำคืนทั้งสองมองสตรีเลอโฉมตรงหน้า หลังจากถูกเรียกตัวมาในห้องอักษรกลางดึก ทว่าสายตาที่ทอดมองนางกลับมิใช่สายตาที่มองเจ้านาย หากแต่เป็นสายตาของบุรุษที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความปรารถนาอันแรงกล้า“แผนอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”รอยยิ้มงดงามปานล่มเมืองผุดพรายบนใบหน้า แสงเทียนสาดสะท้อนดวงตาคู่หงส์ให้ดูระยิบระยับชวนหลงใหล นางยื่นม้วนแผนการบนโต๊ะให้แก่บุรุษทั้งสองได้อ่านสือซื่ออันก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นอายบุรุษเพศอันดุดันแผ่ซ่านจนองค์หญิงสามสัมผัสได้ มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบรับม้วนกระดาษไปคลี่ดูอย่างละเอียด ในขณะที่ไป๋เมิ่งเทาก้าวเข้ามาขนาบอีกข้างหนึ่ง นัยน์ตาสีเข้มกวาดมองข
ซ่งซือหนิงก้าวเดินไปมาอย่างช้าๆ เสื้อคลุมผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายหงส์ลากไปกับพื้น นัยน์ตาคู่หงส์จ้องมองรายชื่อขุนนาง ทหาร และเสนาบดีขั้วต่างๆ ที่ถูกเขียนเชื่อมโยงกันยามนี้จางอวิ๋นเซียวได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่ปรึกษาเอกประจำตำหนักบูรพา คุมรากฐานทางปัญญาและการปกครองฝ่ายบุ๋นเคียงข้างองค์รัชทายาทซ่งเล่อคังเป็นที่เรียบร้อย อนาคตตำแหน่งราชครูแห่งแผ่นดินย่อมอยู่เพียงเอื้อมมือ ทว่าซ่งซือหนิงรู้ดีว่าแผ่นดินที่มั่นคง มิอาจค้ำจุนไว้ได้ด้วยพู่กันเพียงด้ามเดียว นางจำเป็นต้องผลักดันยอดบุรุษอีกสองคนให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในสายงานของตน เพื่อสร้างระบบสามขั้วอำนาจค้ำบัลลังก์ให้แก่น้องชายของนางอย่างเบ็ดเสร็จสายตาของนางเลื่อนไปตกอยู่ที่ชื่อแรก สือซื่ออัน“ซื่ออัน...” ซ่งซือหนิงพึมพำแผ่วเบาตลอดสองปีหลังจากวังหลังสงบสุข เขามีชื่อเสียงจากการกวาดล้างกบฏและกุมกำลังทหารรักษาพระองค์อันแข็งแกร่ง ทว่าในโครงสร้างกองทัพใหญ่ของแคว้นต้าซ่ง บารมีของเขายังคงถูกทับและคานอำนาจอยู่ลึกๆ โดยเสนาธิการเฒ่าที่ภักดีต่อสกุลเฉิน ขุนพลอาวุโสผู้เปรียบเสมือนจิ้งจอกเฒ่าในสนามรบที่คอยขัดแข้งขั
สือซื่ออันในชุดสีดำรัดกุม เคลื่อนไหวเข้ามาในห้องบรรทมในเงามืด ร่างกำยำคุกเข่าลงเบื้องหน้าหญิงสูงศักดิ์ เพื่อถวายรายงานก่อนออกเดินทาง“กระหม่อมต้องเดินทางไปต่างเมือง เพื่อจัดการเรื่องขององค์ชายใหญ่ให้เรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มหนักแน่น ท่าทางเคร่งขรึมผิดกับตอนที่อ
สายลมเอื่อยพัดผ่านศาลากลางอุทยานหลวง ซ่งซือหนิงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีเกียจคร้าน ดวงตาหรี่ปรือคล้ายคนง่วงงุนจากสุราที่วางอยู่ใกล้มือ โดยมีไป๋เมิ่งเทานั่งอยู่เคียงข้าง มือเรียวของเขาหยิบผลองุ่นปอกเปลือกอย่างประณีตส่งถึงริมฝีปากอิ่ม“ผลผูเถานี้หวานหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”&
หลังจากเข้าเฝ้าที่ตำหนักทรงอักษรแล้ว ขบวนเสด็จขององค์หญิงสามก็เคลื่อนผ่านอุทยานหลวงด้วยใบหน้าที่เชิดรั้น นางนำชายงามทั้งสามมุ่งตรงไปยังตำหนักของ หวงกุ้ยเฟยผู้เป็นมารดา เพื่อไปรับตัวน้องชายมาทำพิธีฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสายตาเคลือบแคลงของเหล่าข้ารับใช้ที่มองว่าองค์หญิงสามกำลัง
ภายในห้องทรงอักษร ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยประทับอยู่บนเก้าอี้ไม้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตามีแววดุดัน ข้างกายมีเสวียนฮองเฮานั่งอย่างสงบนิ่ง สายตาของนางจ้องมองไปที่ซ่งซือหนิงและบุรุษทั้งสามอย่างไม่วางตา ราวกับพญาหงส์ที่กำลังรอจิกทึ้งเหยื่อที่ทำความผิดซ่งซือหนิงยืนอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ ท่าทางของนางดูไม







