เข้าสู่ระบบเมื่อบานประตูตำหนักเฟิ่งหลัวปิดสนิทลงพร้อมกับเสียงลงกลอน แววตาที่เคยฉ่ำหวานด้วยราคะของซ่งซือหนิงก็มลายหายไปสิ้น นางสะบัดชายอาภรณ์สีแดงเพลิงแล้วเดินตรงไปประทับที่กลางห้องด้วยท่วงท่าสง่าผ่าเผย แผ่นหลังเหยียดตรง กลิ่นอายความเสเพลถูกแทนที่ด้วยความกดดันที่แผ่ซ่านออกมา
ที่ปรึกษาทั้งสามคุกเข่าลงเบื้องหน้านางอย่างพร้อมเพรียง ท่าทีลุ่มหลงเมื่อครู่ถูกเก็บซ่อนไว้เหลือเพียงความสวามิภักดิ์
“ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะองค์หญิง แผนการฝังตัวในวังหลวงภายใต้ตำแหน่งที่ปรึกษาคนสนิท บัดนี้สำเร็จลุล่วงแล้ว” จางอวิ๋นเซียวเป็นตัวแทนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ แววตาของเขามองสตรีเบื้องหน้าด้วยความชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
องค์หยิงสามกวาดสายตาคมกริบมองบุรุษทั้งสาม
“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น องค์ชายใหญ่และองค์ชายรองกำลังแย่งชิงความเป็นใหญ่กันอย่างบ้าคลั่ง คนหนึ่งไปสร้างภาพลักษณ์เมตตาบรรเทาภัยแล้งทางตะวันตก อีกคนก็รีบไปจัดการภัยพิบัติทางเหนือเพื่อซื้อใจชาวประชา พวกเขาคิดว่าบัลลังก์ของเสด็จพ่อจะตกถึงมือใครหนึ่งในพวกเขา” นางแค่นยิ้มเย็นชา
“ในขณะที่พวกเขากำลังวุ่นวายอยู่ภายนอก นี่คือโอกาสทองที่จะทำให้องค์ชายสี่ก้าวขึ้นมาโดดเด่นในสายพระเนตรเสด็จพ่อ ข้าจะไม่ยอมให้น้องชายของข้าเป็นเพียงหมากที่ถูกลืม”
สือซื่ออันเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าด้านข้างที่งดงามทว่าเปี่ยมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของนาง หัวใจของแม่ทัพหนุ่มเต้นรัว ไม่ใช่เพียงเพราะรูปโฉมที่งามล่มเมือง แต่เป็นเพราะความทะเยอทะยานที่นางซ่อนไว้ภายใต้เปลือกของสตรีเจ้าสำราญและหลงใหลเรือนร่างของบุรุษ
“กระหม่อมพร้อมเป็นคมดาบให้พระองค์ หากต้องกำจัดขวากหนามเพื่อองค์ชายสี่ เพียงพระองค์สั่งมาคำเดียว”
“การใช้กำลังไม่ใช่ทางออกเสมอไป แม่ทัพน้อย” ไป๋เมิ่งเทาเอ่ยขัดพลางลอบพิจารณาความสุขุมของหญิงสาวอย่างหลงใหล นางช่างเป็นสตรีที่ฉลาดล้ำในการใช้หน้ากากความเสเพลได้แนบเนียนที่สุดเท่าที่เขาเคยพบมา
“พวกเจ้าทั้งสามคนจำไว้... ต่อหน้าคนอื่น ข้าคือองค์หญิงเจ้าสำราญ และพวกเจ้าคือชายบำเรอที่ข้าหลงมัวเมาเลือกเป็นที่ปรึกษาเพื่อบังหน้า แต่ลับหลังพวกเจ้าคือที่ปรึกษาข้างกายข้าที่แท้จริง เป็นมันสมอง เป็นมือเท้า และเป็นผู้จงรักที่จะส่งข้าและน้องชายไปสู่จุดสูงสุด” ซ่งซือหนิง เอ่ยพลางลุกขึ้นเดินวนรอบตัวพวกเขาช้าๆ
บุรุษทั้งสามต่างก้มหน้าลงนิ่งรับคำ บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความจริงจัง กลการเมืองกำลังจะเริ่มต้นขึ้นโดยมีสตรีผู้นี้เป็นผู้กุมบังเหียน
“องค์ชายสี่ เพิ่งจะมีพระชนมายุเพียงเจ็ดชันษาเท่านั้น การจะให้สร้างผลงานแข่งกับองค์ชายที่เติบใหญ่แล้ว ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งซือหนิง แค่นยิ้มเย็นชาพลางเดินไปหยุดที่โต๊ะทรงอักษร “จะให้เด็กเจ็ดขวบถือดาบไปออกรบย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่สมองของคนเราพัฒนาได้ตั้งแต่วันนี้... จางอวิ๋นเซียวข้าต้องการให้เจ้าใช้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาให้เล่อคัง สั่งสอนทั้งปรัชญาการปกครองและเศรษฐศาสตร์ให้เขามีวิสัยทัศน์กว้างไกลกว่าเด็กในวัยเดียวกัน”
พูดจบ นางหันไปทางไป๋เมิ่งเทา ที่กำลังฟังอย่างตั้งใจ
“ส่วนเจ้า ในฐานะขุนนางกรมโยธา เจ้าต้องสอนเขาเรื่องกลยุทธ์ผังเมือง การจัดการชลประทาน ให้เขารู้จักวิธีสร้างรากฐานของแผ่นดิน และการแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุ ไม่ใช่แค่การโปรยเงินเยียวยาชั่วคราวเหมือนที่องค์ชายผู้อื่นทำ”
สือซื่ออันนิ่งฟังอยู่นานก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขรึม “แล้วกระหม่อมล่ะพ่ะย่ะค่ะ ในเมื่อองค์ชายสี่ยังเล็กเกินกว่าจะเรียนวิชาดาบ พระองค์จะให้กระหม่อมทำสิ่งใด”
องค์หญิงสามก้าวย่างเข้าไปหาแม่ทัพหนุ่ม มือเรียววางลงบนไหล่แกร่งของเขา แววตาเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจมีด
“หน้าที่ของเจ้าสำคัญที่สุด แม่ทัพน้อยสือ เจ้าคอยสืบข่าวการเคลื่อนไหวขององค์ชายใหญ่และองค์ชายรอง ขัดขวางไม่ให้งานบรรเทาทุกข์ของพวกเขาราบรื่น ทำให้เบื้องบนเห็นว่าความผิดพลาดของพวกเขาคือความล้มเหลวที่แก้ไขไม่ได้” นางบีบไหล่เขาเบาๆ
สือซื่ออัน สบตาเข้มของนางก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น “กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ จะไม่ให้งานขององค์ชายทั้งสองมีคำว่าสำเร็จปรากฏในรายงานถวายฮ่องเต้เลยแม้แต่หน้าเดียว”
บุรุษทั้งสามต่างมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ฮึกเฮิมขึ้น ความงามของนางนั้นบาดตา แต่ความเฉลียวฉลาดที่ซ่อนอยู่นั้นกลับน่าเกรงขามจนพวกเขาไม่อาจถอนสายตาได้
ในขณะที่องค์หญิงสามหวังจะผลักดันองค์ชายสี่ให้ก้าวสู่ตำแหน่งรัชทายาท บุรุษทั้งสามก็กำลังแข่งขันกันเองเพื่อเป็นที่โปรดปรานของนางเช่นกัน
**********************
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกององครักษ์และเสียงฝีเท้าของเหล่านางกำนัลก็ดังระงมขึ้นที่หน้าตำหนักเฟิ่งหลัว ผู้นำขบวนตรวจค้นในครานี้คือหลิ่วมามา นางกำนัลอาวุโสผู้เป็นมือขวาของเสวียนฮองเฮาใบหน้าแก่ชรานั้นบึ้งตึงและเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง สายตาคอยสอดส่องราวกับพญาแร้งที่พร้อมจะทึ้งเหยื่อ“ถวายพระพรองค์หญิงสาม ครานี้หม่อมฉันทำตามพระบัญชาของฮองเฮา ตรวจค้นสิ่งอัปมงคลเพื่อความปลอดภัยของวังหลัง หวังว่าองค์หญิงจะไม่ทรงขัดขวาง” หลิ่วมามาเอ่ยเสียงแข็ง ท่วงท่าแทบไม่มีความเคารพยำเกรงซ่งซือหนิงนั่งเอนกายจิบชาอยู่บนตั่ง ปรายตาหงส์มองอีกฝ่ายด้วยความเฉยชา “ในเมื่อเป็นพระบัญชา ข้าจะขัดขวางได้อย่างไร หลิ่วมามาอยากค้นสิ่งใดก็ค้นไปเถิด”เมื่อได้รับอนุญาต หลิ่วมามาก็สะบัดมือสั่งการเหล่านางกำนัลและขันทีทันที “ตรวจค้นให้ละเอียด ทุกซอกทุกมุมอย่าให้เล็ดลอด”คนพวกนั้นเริ่มรื้อค้นข้าวของในตำหนักอย่างละเอียด จนกระทั่งขันทีผู้หนึ่งที่เดินออกไปตรวจค้นบริเวณสวนด้านนอก วิ่งกลับเข้ามาด้วยท่าทางตื่นตระหนก“เรียนหลิ่วมามา ที่ใต้โคนต้นหลิวหลังตำหนัก ดินมีรอยขุดขึ้นมาใหม่ๆ พ่ะย่ะค่ะ เมื่
หลังจากเหตุการณ์ความวุ่นวายที่ตำหนักคุนหนิงสงบลง หลี่เวินอวี้ก็ไปที่ตำหนักเฟิ่งหลัว เมื่อเห็นว่าลูกสาวนั่งสำราญอยู่กับที่ปรึกษาทั้งสองก็ทำหน้าผิดหวังเล็กน้อย“วันนี้องค์ชายสี่ไม่มีเรียนหรือ” เสียงของหวงกุ้ยเฟยทำให้มือที่ดีดพิณอยู่หยุดลง“วันนี้ให้หยุดพักหนึ่งวันเพคะ” นางตอบพลางโบกมือให้ที่ปรึกษาทั้งสองออกไปก่อนทั้งสองถวายพระพรลาก่อนจะเดินออกไปอย่างนอบน้อม ภาพลักษณ์ที่ปรึกษาบังหน้าชัดเจน แต่พวกเขาเต็มใจจะถูกมองเช่นนี้เพื่อองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ซ่งซือหนิงจึงเดินเคียงคู่มากับพระมารดาตามระเบียงคดที่ทอดยาว หวงกุ้ยเฟยนิ่งเงียบมาตลอดทาง จนกระทั่งถึงที่ลับตาคน นางจึงหยุดฝีเท้าแล้วหันมามองบุตรสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม“ซือหนิง ทั้งหมดนี้ เจ้าเป็นคนจัดฉากใช่หรือไม่” หลี่เวินอวี้กล่าวโดยไม่ระบุถึงว่าเป็นเรื่องใดซ่งซือหนิงไม่ได้ตอบในทันที นางเพียงแต่จัดชายผ้าคลุมไหล่ให้พระมารดาอย่างเบามือ “เสด็จแม่เพคะ ในวังหลวงแห่งนี้ หากเราไม่เป็นฝ่ายกางตาข่ายดักอสรพิษ เราก็จะเป็นฝ่ายที่ถูกมันฉกจนตาย จางเฟยไม่ใช่เหยื่อที
ยามเช้า ซ่งซือหนิงทรุดตัวลงนั่งที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือเรียวหยิบหวีงาช้างขึ้นมาสางผมอย่างเชื่องช้า แววตาที่สะท้อนในกระจกทองเหลืองนั้นลุ่มลึกและเต็มไปด้วยการคำนวณ“ฮองเฮาสกุลเสวียนผู้นี้... แม้นางจะยังโง่เขลาพอที่จะเชื่อว่าข้าเป็นเพียงองค์หญิงเสเพลที่จมอยู่กับกามราคาสามเส้า และไม่ระแคะระคายเลยว่าข้ากำลังปูทางชิงบัลลังก์ให้เล่อคัง” เสียงหวานเอ่ยพึมพำกับตนเอง“แต่นางก็ยังจ้องจะพังตำหนักของเสด็จแม่ข้าอยู่ทุกลมหายใจ”“ฮองเฮาคงทนเห็นหวงกุ้ยเฟยเป็นที่โปรดปรานเหนือใครไม่ได้อีกต่อไปแล้วเพคะ การหลอกใช้สนมจางเฟยในครั้งนี้ ชัดเจนว่าต้องการใส่ความหวงกุ้ยเฟย โดยใช้องค์หญิงเป็นต้นเหตุ เรียกได้ว่ากำจัดได้พร้อมกันถึงสองพระองค์” หลันเอ๋อร์เอ่ยขณะเข้ามาช่วยจัดแต่งฉลองพระองค์“ถูกต้อง...” ซ่งซือหนิงวางหวีลง เมื่อเช้านางได้รับรายงานจากคนที่ให้แอบจับตามอง พบว่าคนของจางเฟยนำของมาไว้ที่ตำหนักเฟิ่งหลัวของนาง ไม่ใช่ของพระมารดาอย่างที่เข้าใจ“หากมีของอัปมงคลในตำหนักของข้า คนที่ต้องรับผิดชอบฐานไม่อบรมสั่งสอนบุตรย่อมไม่พ้
ไป๋เมิ่งเทาก้าวเข้ามาในตำหนักเฟิ่งหลัวด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดกว่าปกติ เมื่อเห็นว่าภายในห้องบรรทมมีเพียงซ่งซือหนิงและนางกำนัลคนสนิทที่ไว้วางใจ เขาจึงรีบคุกเข่าลงถวายรายงานทันที“ทูลองค์หญิง สิ่งที่กระหม่อมไปตรวจสอบมานั้น ร้ายแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้มากพ่ะย่ะค่ะ” เขาเริ่มด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในข้อมูลซ่งซือหนิงละสายตาจากคันฉ่อง หันมามองที่ปรึกษาหนุ่มด้วยแววตาเป็นประกาย“ว่ามา พี่รองของข้าทำเรื่องงามหน้าอะไรไว้บ้าง”“แผนการบูรณะเขตอุทกภัยขององค์ชายรอง แท้จริงแล้วคือแผนการผันงบประมาณเข้าสู่ตระกูลฝ่ายพระมารดาพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เมิ่งเทาคลี่ม้วนกระดาษออกเผยให้เห็นตารางตัวเลขและแผนที่ประกอบ“หินและปูนที่สั่งซื้อมีราคาสูงกว่าท้องตลาดถึงสามเท่า แต่ที่ร้ายที่สุดคือความสะเพร่าในการออกแบบพ่ะย่ะค่ะ” เขาชี้ไปยังจุดยุทธศาสตร์ในแผนที่“เขื่อนที่เขากำลังเร่งสร้างนั้น ตั้งอยู่บนชั้นดินที่อ่อนนุ่มและไม่มีการขุดลอกทางน้ำสายเก่า หากพายุฤดูร้อนเข้ามาในเดือนหน้า น้ำจะไม่มีทางไปและจะตีกลับเข้าท่วมเขตที่อยู
ในอุทยานหลวง ซ่งซือหนิงนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านในศาลาริมน้ำ ท่าทางดูผ่อนคลายประหนึ่งสตรีที่ใช้ชีวิตไปกับความรื่นรมย์วันต่อวัน ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของสนมจางเฟย และองค์หญิงเจ็ด บุตรuวัยสิบหกชันษา“แหม องค์หญิงสามช่างมีความสุขเสียจริงนะเพคะ” จางเฟยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงจิกกัดพลางสะบัดพัดในมือ“ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นหน้าค่าตาในงานเลี้ยงบ่อยนัก ที่แท้ก็เอาแต่เก็บตัวคลุกอยู่กับบรรดาที่ปรึกษาส่วนตัวนี่เอง ข่าวลือที่เขาว่ากันว่าทรงงานหนัก หารือพิเศษคืนละหลายชั่วยามกับบุรุษถึงสองคน เห็นทีจะเป็นเรื่องจริงสินะเพคะ”ซ่งซือหนิงค่อยๆ ละสายตาจากฝูงปลาในสระหันมามองผู้มาเยือน นางคลี่ยิ้มกว้างอย่างเปิดเผย แววตาพราวระยับด้วยความเย้ยหยัน“พระสนมจางเฟยเอ่ยเช่นนี้ หรือว่าท่านกำลังอิจฉาที่ข้ามีที่ปรึกษาหนุ่มแน่นคอยรับใช้ถึงในตำหนัก แต่ท่านกลับทำไม่ได้อย่างนั้นหรือเพคะ”นางเว้นจังหวะพลางจิบชาอย่างเชื่องช้าก่อนจะกล่าวเย้ยหยันต่อ “ได้ข่าวว่าเสด็จพ่อไม่ได้เสด็จเยือนตำหนักของท่านมาหลายเดือนแล้ว ความเหงาคงทำ
บรรยากาศภายในตำหนักเฟิ่งหลัววันนี้ดูเงียบสงบเป็นพิเศษ ซ่งซือหนิงนั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก จิบชาพลางทอดสายตามองดูจางอวิ๋นเซียวที่กำลังสอนซ่งเล่อคัง คัดลายมือและอธิบายหลักปรัชญาอย่างใจเย็นอยู่ห่างๆภาพของพี่สาวที่เฝ้าดูน้องชายเรียนหนังสือช่างดูอบอุ่นและธรรมดา หากแต่เบื้องหลังนั้นคือการหล่อหลอมปัญญาเพื่อการชิงอำนาจในจังหวะนั้นเอง ไป๋เมิ่งเทาก้าวเข้ามาพร้อมกับม้วนกระดาษแผ่นใหญ่ เขาคลี่แผนผังที่เต็มไปด้วยเส้นสายซับซ้อนลงบนโต๊ะข้างตัวองค์หญิงสาม แววตาของเขาฉายความกังวลเล็กน้อย“องค์หญิง นี่คือแผนผังเมืองหลวงฉบับละเอียดที่กระหม่อมร่างขึ้น ทั้งระบบคลองส่งน้ำ เส้นทางเสบียง และจุดยุทธศาสตร์สำคัญ แต่กระหม่อมเกรงว่า หากจะให้องค์ชายสี่เริ่มศึกษาในตอนนี้ เนื้อหาอาจจะซับซ้อนและหนักหนาเกินไปสำหรับเด็กวัยเจ็ดขวบพ่ะย่ะค่ะ” เขาเอ่ยพลางชี้ไปยังจุดต่างๆซ่งซือหนิงกวาดสายตามองแผนผังที่มีรายละเอียดละยิบละยับนั้นเพียงครู่เดียว ก่อนจะพยักหน้าเห็นพ้อง “เจ้าพูดถูก แผนผังนี้ลึกซึ้งเกินไป รากฐานของเล่อคังยังไม่แน่นพอที่จะแบกรับกลยุทธ์ระดับนี้ได้ ช่วงนี้ให้เขาเ







