Mag-log inเจซุสได้ยินหญิงสาวพูดเช่นนั้นก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ใช้นิ้วเรียวยาวลูบคางที่แหลมสวยอย่างประณีต น้ำเสียงแฝงความสงสัย
“เป็นผู้หญิง? คุณหมายความว่า...” เขาจงใจลากเสียงให้ยาวขึ้น ก่อนจะพูดต่อ “ผู้ร้ายเป็นพวกโรคจิต สังหารคนเพราะความต้องการทางเพศ หรืออาจเป็นเพราะความอิจฉาริษยา?”
แชมเปญส่ายศีรษะ “ไม่ค่ะ คุณดูสิ ในเอกสารระบุว่าเหยื่อไม่ได้ถูกข่มขืน เพียงแต่ถูกทำร้ายทางร่างกายเท่านั้น ดังนั้นฉันกล้ายืนยันเรื่องหนึ่ง” เธอหยุดชั่วขณะ มองตรงเข้าไปในดวงตาของเจซุส และสิ่งที่ตอบกลับมาคือรอยยิ้ม “ผู้ร้ายคือผู้ชาย”
“ทำไม?” คีรินที่เงียบอยู่ตลอดพลันเอ่ยปากขึ้น
คดีนี้แท้จริงเขาได้คลี่คลายเสร็จสิ้นไปแล้ว เพียงแต่ต้องการจะเห็นความสามารถของผู้หญิงตรงหน้าให้ชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น...เขาต้องการยืนยันเรื่องบางอย่าง
“ใช่แล้ว นักสังหารไร้เงา” อธิปที่ตั้งใจฟังอยู่ก็เอ่ยขึ้นบ้าง ในดวงตามีแววสงสัย “ทำไมคุณถึงกล้ายืนยันว่าผู้ร้ายของคดีนี้ทั้งหมดคือผู้ชาย ยิ่งไปกว่านั้นคือคนคนเดียว? คุณไม่รู้สึกหรือว่าลายมือทั้งสามแผ่นนี้ไม่เหมือนกัน มันอาจจะเป็นฝีมือของคนสามคนก็ได้?”
‘เป็นเพรา สัญชาตญาณหรือเปล่า?’ อธิปคิดในใจ แต่ไม่ได้พูดออกมา
“คุณลองดูนี่สิ” ขณะพูด แชมเปญก็ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่ง ที่เพิ่งดึงออกมาจากแฟ้มเอกสารในมือไปตรงหน้าคีริน เธอใช้นิ้วชี้ไปที่รูปภาพบนกระดาษนั้น “ในคดีทั้งสาม มีกระดาษที่ฆาตกรทิ้งไว้ ใช่แล้ว…ลายมือของประโยค 'We are the same' ในทั้งสามคดีนั้นไม่เหมือนกัน แต่ถ้าคุณสังเกตดีๆ ทั้งประโยคถูกเขียนอย่างสวยงาม เป็นระเบียบแสดงว่าเขาเป็นคนละเอียดรอบคอบ ดังนั้นการที่ลายมือแตกต่างออกไป ดูเหมือนว่าเพียงแค่จงใจจะล้อเล่นกับพวกคุณเท่านั้น เพราะ ตัวอักษร W ที่เขาเขียนในกระดาษทั้งสามแผ่นนั้นเหมือนกัน คล้ายกับหน้าอกของผู้หญิง”
มาถึงตรงนี้แชมเปญก็หยุด ในดวงตาของเธอตอนนี้ไม่มีความเย่อหยิ่ง หรือความรู้สึกเล็กน้อยอื่นใดผสมอยู่ มีแต่ ความจริงจังและความเฉียบคมในทุกคำพูด ทำให้บรรยากาศในห้องโถงเริ่มตึงเครียดขึ้น อากาศค่อยๆ หดตัวลง ทำให้รู้สึกประหม่าเล็กน้อย
ด้วยสีหน้าที่มีสมาธิ แชมเปญวิเคราะห์ต่อ “ผู้ร้ายคือผู้ชายที่อยู่ภายใต้การปกป้องดูแลของแม่หรือพี่สาว”
“คุณชื่ออะไร?” ทันใดนั้น คีรินก็ทำลายบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ด้วยคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ
แชมเปญขมวดคิ้ว “ทำไมคุณถึงอยากรู้ชื่อฉันคะ?” พูดจบเธอก็ยักไหล่ โดยไม่รอคำตอบของเขา “ฉันชื่อ...แชมเปญค่ะ ไดแอนน่า แชมเปญ”
แชมเปญ?
“ไดแอนน่า? เทพธิดาหรือ? ฮ่าๆ” ทันทีที่ได้ยินแชมเปญพูดจบ เจซุสก็หัวเราะเยาะเย้ย จากนั้นพยักหน้าแสดงความชื่นชม “ไม่เลว ชื่อเพราะดี”
แชมเปญมองเขา ในนัยน์ตาสีฟ้าครามปรากฏแววแห่งความไม่แยแส เทพธิดา...เธอเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเลือกชื่อนี้ เมื่อองค์กรให้เธอเลือกชื่อด้วยตัวเอง ตั้งแต่มีสติ ก็ถูกบอกว่าชื่อของเธอคือแชมเปญ หลังจากนั้นพวกเขาบอกว่าประวัติของสมาชิกทุกคนในองค์กรถูกลบออกไปหมด ดังนั้นจึงได้รับอนุญาตให้เลือกชื่อแทน ส่วนเรื่องที่ว่าใครอยากรู้เรื่องราวในอดีตของตัวเอง ก็มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น...
นั่นก็คือ...การอุทิศตนเพื่อองค์กรอย่างเต็มที่ และทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จทั้งหมด จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม ผู้นำองค์กรก็จะมอบข้อมูลทั้งหมดให้แก่เธอ
ด้วยเหตุนี้เธอจึงคิดว่าเพียงแค่สังหารคีรินได้ ก็จะสามารถกลับไปเป็นหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งได้ เพียงแต่เธอคิดง่ายไปหน่อย แก๊งฟาร์โกของโภคินชยกุล...ไม่ใช่สิ่งที่แตะต้องได้ง่ายๆ เลยแม้แต่น้อย ไม่จำเป็นต้องมองไปไหนไกล เพียงแค่เห็นบุคลิกของบุคคลสามคนนี้ในโภคินชยกุล ก็พอจะเดาได้ถึงอิทธิพลอำนาจของพวกเขาแล้ว
แชมเปญคิดเช่นนั้นพลางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ดังนั้นแผนของเธอจึงต้องเปลี่ยนทิศทางเล็กน้อย จะใช้ประโยชน์จากคดีนี้ เพื่อยื่นข้อเสนอขอให้เขาช่วยตามหาชาติกำเนิดของเธอ เชื่อว่าคีรินพูดคำไหนคำนั้น ส่วนเรื่ององค์กรของเธอ...คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า พวกเขายังไม่ต้องการปล่อยไปตอนนี้แน่ เพราะเธอยังมีประโยชน์ มากเกินกว่าที่พวกเขาจะละทิ้งได้
ด้วยเหตุนี้...เธอไม่เชื่อว่าโภคินชยกุลที่ทรงอิทธิพลขนาดนี้ จะตามหาเธอไม่พบ
แชมเปญยิ้มแต่ไม่มีใครสังเกตเห็น สีหน้าของคีรินที่กลับกลายเป็นเงียบขรึม เมื่อได้ยินชื่อของเธอ
ดวงตาสีฟ้าคราม...
ชื่อแชมเปญ?
มือทั้งสองข้างของคีรินหดเกร็งเข้าหากันกำแน่น ในดวงตามีแสงสว่างที่ไร้จุดหมาย
เป็นไปได้ไหม...ว่าจะเป็นเธอคนนั้น?
ใบหน้าของคีรินไม่มีความผิดปกติใดๆ เพียงแต่ร่างกายของเขามีความตึงเครียดเล็กน้อย แต่ก็กลับสู่ความสงบตามปกติอย่างรวดเร็ว ด้วยความผิดปกติที่สั้นมากนี้ จึงยากที่จะมีใครสังเกตเห็นได้ แต่จะรอดพ้นไปจากสายตาอันละเอียดอ่อนของแชมเปญได้อย่างไร
หญิงสาวยิ้มเล็กน้อย ‘แม้ว่าฉันจะยังมองไม่เห็นความคิดของคีริน แต่จากความผิดปกติเมื่อครู่ อาจยืนยันได้หรือไม่ว่าเขาเริ่มรู้สึกสนใจในความสามารถไขคดีของฉัน? เป็นไปได้หรือไม่...ที่ฉันจะค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองได้จากเขา’
หลังจากคำพูดของคีริน ทั้งห้องก็ดูเหมือนจะจมดิ่งลงสู่ความเงียบอีกครั้ง แชมเปญยังคงกอดอกไว้ เพียงแต่ริมฝีปากของเธอเม้มเข้าหากัน นัยน์ตาไหววูบ เลือดทั่วร่างราวกับหยุดไหล สมองยังประมวลผลข้อมูลไม่ทันหลังจากผ่านไปชั่วขณะ เธอถึงได้รู้สึกตัวราวกับเพิ่งตื่นขึ้น ม่านตาสีฟ้าครามหดตัวเล็กน้อย เผยอยิ้มเย้ยหยันเบาๆ “หัวหน้าใหญ่ คุณช่างมีอารมณ์ขันจริงๆ บอกว่าฉันเป็นฆาตกร ทั้งที่ฉันถูกจับตัวมาที่ตระกูลโภคินชยกุล และไม่ได้ออกไปไหนเลยแม้แต่ครึ่งก้าว”ขณะที่พูดเธอก็เลิกคิ้วขึ้น สายตาที่คมกริบราวกับใบมีดพุ่งตรงไปยังคีริน ที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างสูงจรดพื้น ล้อเล่นอะไรกัน! ถ้าบอกว่าเธอเป็นฆาตกร? นั่นแปลว่าต้องรับโทษทั้งหมดอย่างนั้นหรือ? ยิ่งกว่านั้นมันเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลมากที่จะบอกว่าเธอเป็นฆาตกร คีรินไม่ได้เป็นคนที่เหนือกว่าอะไรเลย เสียแรงที่เคยนับถือจนถึงขั้นหวาดกลัวขนาดนั้นความรุ่งเรืองของตระกูลโภคินชยกุลในปัจจุบันก็เป็นเพียงผลมาจากบรรดาลูกน้องคนสนิทเท่านั้น แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ลึกๆ ในใจก็ยังมีความหวั่นอยู่บ้างความจริงแล้ว...เธอกำลังกลัวเมื่อได้ยินหญิงสาวพูดเช่นนั้น เจซุสก็พยักหน้าคล้อยตาม “นักสังหา
ในห้องโถงใหญ่…ทั้งสี่คนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากแชมเปญได้ยินคีรินพูดถึงการตายของมาวิสในคุก และยังมีกระดาษในมือซึ่งเขียนข้อความว่า ‘We are the same’ เธอรีบคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมแล้ววิ่งออกมาดูในมือของแชมเปญคือแล็ปท็อปรุ่นใหม่ล่าสุด ข้างกายเธอคือชายหนุ่มรูปงามผู้ ทรงอิทธิพลสามคนแห่งตระกูลโภคินชยกุล หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่กุมอำนาจ และเป็นสายเลือดเศรษฐกิจของโลกคีรินยืนอยู่ด้านหลังแชมเปญ ส่วนเจซุสและอธิปยืนอยู่สองข้าง สิ่งเดียวที่พวกเขาทุกคนกำลังทำคือจ้องมองไปที่หน้าจอแล็ปท็อป ซึ่งเต็มไปด้วยตัวเลขและรูปภาพบางส่วน ในนั้นมีรูปถ่ายของชายหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้น ในฝ่ามือกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ หากขยายภาพจะเห็นชัดเจนว่าบนกระดาษเขียนว่า we are the same.บรรยากาศในห้องเงียบงันอย่างที่สุด เงียบจนกระทั่งได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจ หรือเสียงหัวใจเต้นอย่างชัดเจนนิ้วของแชมเปญกำลังจะพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์อีกครั้ง“หยุดก่อน” อธิปเอ่ยขึ้น สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หน้าจอแล็ปท็อปทันทีที่เขาพูดจบ นิ้วของแชมเปญก็หยุดลง ดวงตาสีฟ้าครามของเธอหรี่ลงเล็กน้อยอะไรกัน?ความหมายของคุณคือ...” แชมเปญพูดติดอ่า
เสียงครางแผ่วเบาของผู้หญิง ราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่ลอยเข้าสู่หูของคีริน ทำให้ร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นมา มือหนาหดกลับอย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณนั้นจุดอ่อนไหว เปลี่ยนมาจับและบีบคลึงผิวขาวผ่องบนต้นขาของเธอ ดวงตาคมราวกับมีเปลวไฟอยู่ภายใน กำลังจะลุกโชน แต่ไม่รู้ว่าจะระเบิดออกมาอย่างไรดี จึงทำได้เพียงกัดฟันแน่นและออกแรงบีบที่ต้นขาเนียนสวยแชมเปญไม่คาดคิดว่าเขาจะใช้กำลังมากขนาดนี้ จึงไม่ได้เตรียมใจไว้ ต้นขาสวยเจ็บแปลบ เธอขบเม้มริมฝีปาก แล้วส่งเสียงร้องออกมาแผ่วเบา เสียงร้องเล็กๆ นั้นราวกับลูกแมว ทั้งน่ารัก และทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะต้องการทำรุนแรงใส่สักครั้งดวงตาที่คมกริบของคีรินยังคงจ้องมองอย่างตั้งใจส่วนแชมเปญนั้นรู้สึกอับอายแทบจะทนไม่ไหวตกลงเขาตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?หญิงสาวหนีบเรียวขาที่บอบบางเข้าหากันแน่น มีเจตนาจะก้มลงเก็บผ้าขนหนู โดยหวังจะถอยห่างจากคีรินให้ไกลที่สุด แต่ทว่า...มือหนายังคงไม่ปล่อย หนำซ้ำยังเพิ่มแรงบีบมากขึ้นอีกด้วย“คะ คุณคีริน หนึ่งนาทีสิบสองวินาที น่าจะพอให้คุณยืนยันแล้วนะคะ?” แชมเปญยิ้มออกมา พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วต้นขา แล้วเอ่
แชมเปญเผยรอยยิ้มจางๆ ริมฝีปากขยับราวกับจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ นิ้วที่จับขอบผ้าขนหนูไว้กำแน่นขึ้น ผิวของเธอเปลี่ยนเป็นขาวซีดสลับกับแดงเรื่อ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม “ฉันขอถามคุณหนึ่งคำได้ไหมคะ?”คีรินจ้องมองตรงมาที่เธอ เขาไม่พูดอะไรเพียงแค่เม้มปากเบาๆ แทนคำตอบแชมเปญฝืนยิ้ม “ทำไมคุณถึงต้องการตัวฉันคะ?”ต้องการตัวฉัน?ไม่ใช่ว่าคีรินจะไม่เข้าใจความหมายของเธอเขาหัวเราะออกมาเบาๆ “คุณคิดว่าคุณมีความสามารถมากพอ ที่จะทำให้ผมต้องการอย่างนั้นหรือ?” ขณะที่พูด คีรินเน้นคำว่า “ต้องการ” อย่างชัดเจน เขายกคิ้วมองแชมเปญด้วยสีหน้าที่ขบขันอย่างที่สุด ราวกับว่าเขาเพิ่งได้ยินเรื่องตลกมาเมื่อแชมเปญได้ยินเขาพูดเช่นนั้น จิตใจของเธอก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย คีรินไม่ได้ต้องการตัว นั่นแสดงว่าเขาเพียงแค่ต้องการตรวจสอบบางอย่างบนตัวเธอเท่านั้น แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีกครั้ง บนร่างกายเธอมีอะไรที่ต้องตรวจสอบกันแน่? หรือว่าเขากำลังสงสัยว่าจะซ่อนอาวุธอะไรไว้บนร่างกาย?ความคิดนี้ทำให้แชมเปญรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าขัน ไม่มีทางที่คีรินผู้ทรงอิทธิพลจะกลัวว่าเธอจะพกอะไรติดตัวมา หากจำเป็น เขาก็แค่จับขังไว้แล้วสั่งค
“ถอดผ้าขนหนูออก” คีรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ซึ่งเต็มไปด้วยแรงกดดันและคำสั่งแชมเปญได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมมือของเธอถึงสั่น อาจเป็นเพราะความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา หรืออาจเป็นเพราะ...เป็นเพียงเพราะความเย่อหยิ่ง ราวกับผู้มีอำนาจสูงสุดของคีรินเท่านั้นแชมเปญพยายามระงับความกลัวไว้ แล้วกลับมาสู่ความสงบ ใช่! ต้องใจเย็นเธอคือไดแอนน่า แชมเปญแห่งองค์กรลับ เป็นนักฆ่าที่ใครๆ ก็ต้องเกรงกลัว เป็นนักล่าเงาที่ใครๆ ก็ต้องเทิดทูน แล้วทำไมเธอถึงจะต้องมากลัวเพียงเพราะคำพูดของเขาด้วยเล่า?แชมเปญเงยหน้าขึ้น ยืดหลังตรง มองเข้าไปในดวงตาของคีริน แล้วพูดเสียงดัง “คุณคีริน คุณช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ เข้ามาในห้องลูกสาวคนอื่น แล้วยังกล้าสั่งให้เธอถอดเสื้อผ้าอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ ไม่ทราบว่า... ” แชมเปญหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาของเธอเต็มไปด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย พุ่งตรงไปยังคีรินที่นั่งผึ่งผายอยู่บนเตียงของเธอ “คุณห่างหายจากการปลดปล่อยมานานเกินไป เลยกำลังหิวจนตาลายอยู่หรือเปล่าคะ?”คีรินยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ด้วยท่าทีที่เย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยอันตราย มุมปากของเขาเผยอยิ้มขึ้นเล็กน้อย “ผมไม่มีความเห็นอะไ
คีรินไม่พูดอะไร เพียงแค่เหลือบตาไปมองเจซุสแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็หลับตาลง ขนตาที่ยาวและหนาปิดสนิท ใบหน้าเย็นชา แผ่นหลังกว้างพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง ขาทั้งสองข้างที่เรียวยาวและแข็งแกร่งไขว้กัน มือทั้งสองข้างประสานเข้าหากันบรรยากาศในห้องพลันจมดิ่งสู่ความเงียบงันเจซุสมองไปที่อธิปจากนั้นก็เชิดคางเล็กน้อย แล้วส่ายหน้าเบาๆ อธิปดูเหมือนจะเข้าใจความหมาย สายตามีแววจำใจอยู่บ้าง “คีริน ฉันจะพูดเรื่องนี้”คีรินยังคงหลับตาอยู่ ไม่ได้เอ่ยอะไร อธิปใช้ความเงียบนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าอนุญาตแล้ว เพราะหากไม่ต้องการฟัง ชายหนุ่มคงไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่เตะเขาปลิวออกจากห้องไปแล้ว“ที่นายรั้ง นักสังหารไร้เงาไว้ที่นี่ เป็นเพราะ…” อธิปหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “นายน่าสงสัยว่าเธอคือคนที่กำลังตามหาใช่ไหม?”ความจริงแล้วเรื่องนี้อธิปก็พอจะคาดเดาจุดประสงค์ของคีรินได้รางๆ น่าจะเป็นเพราะอีกฝ่ายมีจุดที่น่าสงสัยเกี่ยวกับเบื้องหลังของผู้หญิงคนนี้ จึงรั้งเธอไว้ที่ตระกูลโภคินชยกุล ไม่อย่างนั้นนักสังหารไร้เงาคงถูกคีรินฆ่าทิ้งอย่างไม่ไยดีตั้งแต่ตอนที่จับตัวเธอได้แล้วนิสัยของคีรินนั้น อธิปเข้าใจดีกว่าเจ้าตัวเสียอีกเห็นคีรินย
เสียงพิมพ์แป้นพิมพ์ดังต่อเนื่องจนแทบไม่ได้ยินช่องว่างระหว่างเสียง ภายในห้องปิดของตระกูลโภคินชยกุล มีคนสี่คนซึ่งมีออร่าที่โดดเด่น สามคนเป็นผู้ชายและหนึ่งคนเป็นผู้หญิง แต่ละคนดูไม่ใช่คนธรรมดา และไม่ง่ายเลยที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว พื้นที่เงียบสงบ เงียบจนประสาทการได้ยินสามารถไวต่อเสียงได้ถึงขั้นที่ว่าหากเ
เจซุสพยักหน้า มือทั้งสองข้างกอดอกเม้มปากเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าสามารถจำกัดขอบเขตได้แล้ว แต่ผมต้องการคำตอบที่ใกล้เคียงกว่านี้” พูดจบเขาก็เลิกคิ้วมองเธอแชมเปญเห็นแววตาที่เชื่อมั่นของเจซุส ก็เผยรอยยิ้มที่สดใสแล้วยักไหล่เล็กน้อย “แน่นอนค่ะ ด้วยระยะห่างระหว่างคดี ทำให้เรารู้ว่าสถานที่เกิดเหตุไม่
แชมเปญหันไปมองคีริน “ไม่พูดอ้อมค้อมแล้วนะคะ ฉันขอเข้าเรื่องเลย ผู้ร้ายของทั้งสามคดีคือคนเดียว เป็น ผู้ชาย มีแนวโน้มก่ออาชญากรรมเพราะความพึงพอใจส่วนตัว อย่างที่พวกคุณเห็น ทั้งสามคดีมีจุดที่เหมือนและไม่เหมือนกัน นั่นเป็นเพียงการเบี่ยงเบนความสนใจของการสืบสวน เพื่อทำให้ตำรวจลังเลเกี่ยวกับจำนวนผู้ร้าย น
บทที่7ภายในห้องโถงที่กว้างขวาง แชมเปญยืนอยู่กลางห้อง ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยนจนน่าหลงใหลเธอยื่นแฟ้มเอกสารในมือไปยังคีริน ผู้ซึ่งเพิ่งลืมตาขึ้นหลังจากที่เธอเอ่ยสอง“เสร็จแล้วค่ะ”เมื่อเห็นดวงตาสีดำลึกล้ำของคีรินกำลังมองมา แชมเปญก็ยิ้มเยาะเล็กน้อย มือทั้งสองข้างยันลงบนโต๊ะ เสียงของเธอพลันกลา







