เข้าสู่ระบบแชมเปญหันไปมองคีริน “ไม่พูดอ้อมค้อมแล้วนะคะ ฉันขอเข้าเรื่องเลย ผู้ร้ายของทั้งสามคดีคือคนเดียว เป็น ผู้ชาย มีแนวโน้มก่ออาชญากรรมเพราะความพึงพอใจส่วนตัว อย่างที่พวกคุณเห็น ทั้งสามคดีมีจุดที่เหมือนและไม่เหมือนกัน นั่นเป็นเพียงการเบี่ยงเบนความสนใจของการสืบสวน เพื่อทำให้ตำรวจลังเลเกี่ยวกับจำนวนผู้ร้าย นี่คือคดีฆาตกรรมที่มีการจัดรูปแบบอย่างชัดเจน สมองของเขาฉลาดและมีความละเอียดถี่ถ้วนสูง”
แชมเปญพลิกแฟ้มเอกสารในมืออย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบเหลือบมองรายละเอียดบนนั้น ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “เป้าหมายของฆาตกรคือการต้องการมีชื่อเสียง แม้ว่าเขาจะเปลี่ยนรูปแบบ และจัดฉากในที่เกิดเหตุเล็กน้อย แต่ขั้นตอนของการก่อเหตุจะดำเนินไปตามลำดับที่ซ้ำๆ กัน นั่นเป็นเพราะเขาต้องการ ให้ได้รับการยืนยันว่าผู้ก่อเหตุคือคนเดียวกัน”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ แชมเปญหยุดเล็กน้อย มองไปที่เจซุสแล้วพูดอย่างเยือกเย็น “คุณรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงพูดถึงตัวอักษร W ที่เขาเขียนในข้อความ?”
เจซุสมองเธอ ริมฝีปากบางสีชมพูอ่อนเม้มเข้าหากัน “คุณบอกว่าเขาอยู่ภายใต้การปกป้องดูแลของแม่หรือพี่สาว...” เขาหยุดครู่หนึ่ง ดวงตาของเจซุสมีแววตกตะลึงเล็กน้อย แต่ก็มองตรงไปที่แชมเปญ “หรือว่าเขาหลงรักแม่หรือพี่สาวของตัวเอง?!”
“ไม่ผิดค่ะ!” แชมเปญยิ้ม เด็กหนุ่มคนนี้มีความสามารถ ในการรับรู้ที่ค่อนข้างดีและว่องไวมาก “แต่เป็นไปได้ว่าผู้หญิงคนนั้นมีผู้ชายคนอื่น และเขาคิดว่านั่นคือการทรยศหักหลัง แต่เขากลับไม่กล้าฆ่าผู้หญิงที่เขารัก ดังนั้น...เขาจึงออกตามหาผู้หญิงที่มีลักษณะคล้าย หรือเหมือนกับผู้หญิงคนนั้นเพื่อทารุณกรรม เพื่อระบายความโกรธแค้นในใจของเขา”
เจซุสไม่พูดอะไร เม้มปากมองอธิป ซึ่งเขาก็ตอบกลับสายตา และการยักไหล่แทนคำชื่นชม
ผู้หญิงคนนี้ช่างมีความสามารถอย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่จะเป็น นักสังหารไร้เงา ที่มีความสามารถในการฆ่าพริบตาเดียว แต่ยังมีความสามารถที่ทำให้คนอื่นต้องประหลาดใจได้ถึงเพียงนี้
โดยไม่จำเป็นต้องเห็นที่เกิดเหตุด้วยตาตนเอง ไม่ต้องตรวจสอบรายละเอียดแต่ละอย่างด้วยตัวเอง เพียงแค่ดูผ่านแฟ้มเอกสารที่ไม่สมบูรณ์ของหน่วยตำรวจพิเศษสหรัฐฯ ภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง ก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับคดีได้อย่างละเอียดลออ จนราวกับว่าเธอเป็นคนยืนสังเกตฆาตกรลงมือสังหารด้วยตัวเองเช่นนี้
จริงๆ แล้ว...
ผู้หญิงคนนี้ช่างเป็นอาวุธร้ายแรงจริงๆ!
อธิปแอบพยักหน้า ก่อนจะมองคีริน “บอสครับ?” แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ อธิปก็เห็นคีรินกำลัง จ้องมองไปที่แชมเปญอย่างตั้งใจ
สายตาของอธิปเต็มไปด้วยความสงสัย ทำไม...เขารู้สึกว่าบอสใหญ่ในวันนี้ไม่ปกติเลย?
แม้ว่าคีรินจะเข้มงวดกับคนสนิทมาก แต่เขาก็มีบารมีมากเช่นกัน ทว่า...สำหรับผู้หญิง เขาเกลียดการถูกผู้หญิงเข้าใกล้ มักแสดงออกเสมอว่าเป็นคนที่แยกตัวออกจากเรื่องทางโลกีย์ กล่าวให้ถูกคือเพียงแค่การตวาดด้วยสายตาที่เย็นชาก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้หญิงทุกคน ตัวสั่นกลัวและต้องหลีกหนีไปให้ไกล
แต่ตอนนี้คีรินกลับใช้สายตาสำรวจ ราวกับมีอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน แถมยังแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นและไม่อาจควบคุมได้
อธิปไอเบาๆ “แค่ก...บอสครับ คุณว่า...”
“ปล่อยให้เธอพูดต่อ” อธิปยังพูดไม่ทันจบ คีรินก็ขัดขึ้นอย่างเย็นชา
แชมเปญได้ยินดังนั้นก็รู้สึ ตื่นเต้นในใจ คิดในใจว่าตัวเองได้ดึงดูดความสนใจของคีรินได้แล้ว สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือการรอคอยเวลาที่เหมาะสม
แสงอาทิตย์สีแดงยามอัสดงส่องกระทบตัวแชมเปญ ทำให้ร่างทั้งร่างของเธอราวกับถูกปกคลุมด้วย ชั้นแสงที่งดงามและลึกลับ ราวกับตัวตนของเธอเอง
“ได้ค่ะ ฉันจะพูดต่อ” แชมเปญยิ้ม เผยให้เห็นลักยิ้มข้างแก้มซ้ายอย่างชัดเจน
หญิงสาวหายใจเข้าลึกๆ น้ำเสียงของไพเราะและนุ่มนวล ราวกับสายลมในฤดูใบไม้ร่วงที่พัดผ่าน แต่กลับทิ้งเสียงสะท้อนที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ มันฝังแน่นในสมองของคีริน
เสียงนี้...ไม่ใช่ว่าคุ้นเคยมากหรอกหรือ?
ไม่ถูกต้อง! ไม่ใช่เสียงพูด
แต่...แต่เป็นวิธีการพูดของเธอ
โอหัง หัวแข็ง วางตัวสูงส่งราวกับเป็นผู้มีอำนาจ
ดวงตาที่เรียวยาวของคีรินหรี่ลงเล็กน้อย
แชมเปญพูดต่อ “แม้ว่าตำแหน่งของคดีทั้งสามจะอยู่ห่างกัน แต่ ระยะห่างระหว่างคดีที่ต่อเนื่องกันกลับเท่ากัน พวกคุณดูนี่สิ” ขณะพูดเธอก็ชูภาพถ่ายของคดีแรกให้ดู “นี่คือคดีแรก ในเมืองเล็กๆ ทางตะวันออกของนิวยอร์ก อยู่ห่างจากนิวยอร์กในรัศมีปร ะมาณ หกสิบสามกิโลเมตร ส่วนนี่คือคดีที่สอง แม้จะอยู่ห่างจากคดีแรก แต่ก็อยู่ห่างจากนิวยอร์กในรัศมีประมาณ หกสิบสามกิโลเมตรเช่นกัน และคดีที่สามก็เป็นแบบเดียวกัน นั่นหมายความว่าฆาตกรใช้มหานครนิวยอร์กเป็นศูนย์กลาง จากจุดนี้เราสามารถตัดสินได้ว่าเขากำลังซ่อนตัวอยู่ที่ใดสักแห่งในนิวยอร์ก”
เมื่อได้ยินแชมเปญกล่าว อากาศในห้องราวกับเจือจางลงยิ่งกว่าเดิม ทุกคนเงียบเพื่อฟังการวิเคราะห์จากเธอ
หลังจากคำพูดของคีริน ทั้งห้องก็ดูเหมือนจะจมดิ่งลงสู่ความเงียบอีกครั้ง แชมเปญยังคงกอดอกไว้ เพียงแต่ริมฝีปากของเธอเม้มเข้าหากัน นัยน์ตาไหววูบ เลือดทั่วร่างราวกับหยุดไหล สมองยังประมวลผลข้อมูลไม่ทันหลังจากผ่านไปชั่วขณะ เธอถึงได้รู้สึกตัวราวกับเพิ่งตื่นขึ้น ม่านตาสีฟ้าครามหดตัวเล็กน้อย เผยอยิ้มเย้ยหยันเบาๆ “หัวหน้าใหญ่ คุณช่างมีอารมณ์ขันจริงๆ บอกว่าฉันเป็นฆาตกร ทั้งที่ฉันถูกจับตัวมาที่ตระกูลโภคินชยกุล และไม่ได้ออกไปไหนเลยแม้แต่ครึ่งก้าว”ขณะที่พูดเธอก็เลิกคิ้วขึ้น สายตาที่คมกริบราวกับใบมีดพุ่งตรงไปยังคีริน ที่ยืนอยู่ตรงหน้าต่างสูงจรดพื้น ล้อเล่นอะไรกัน! ถ้าบอกว่าเธอเป็นฆาตกร? นั่นแปลว่าต้องรับโทษทั้งหมดอย่างนั้นหรือ? ยิ่งกว่านั้นมันเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลมากที่จะบอกว่าเธอเป็นฆาตกร คีรินไม่ได้เป็นคนที่เหนือกว่าอะไรเลย เสียแรงที่เคยนับถือจนถึงขั้นหวาดกลัวขนาดนั้นความรุ่งเรืองของตระกูลโภคินชยกุลในปัจจุบันก็เป็นเพียงผลมาจากบรรดาลูกน้องคนสนิทเท่านั้น แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ลึกๆ ในใจก็ยังมีความหวั่นอยู่บ้างความจริงแล้ว...เธอกำลังกลัวเมื่อได้ยินหญิงสาวพูดเช่นนั้น เจซุสก็พยักหน้าคล้อยตาม “นักสังหา
ในห้องโถงใหญ่…ทั้งสี่คนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากแชมเปญได้ยินคีรินพูดถึงการตายของมาวิสในคุก และยังมีกระดาษในมือซึ่งเขียนข้อความว่า ‘We are the same’ เธอรีบคว้าเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมแล้ววิ่งออกมาดูในมือของแชมเปญคือแล็ปท็อปรุ่นใหม่ล่าสุด ข้างกายเธอคือชายหนุ่มรูปงามผู้ ทรงอิทธิพลสามคนแห่งตระกูลโภคินชยกุล หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ที่กุมอำนาจ และเป็นสายเลือดเศรษฐกิจของโลกคีรินยืนอยู่ด้านหลังแชมเปญ ส่วนเจซุสและอธิปยืนอยู่สองข้าง สิ่งเดียวที่พวกเขาทุกคนกำลังทำคือจ้องมองไปที่หน้าจอแล็ปท็อป ซึ่งเต็มไปด้วยตัวเลขและรูปภาพบางส่วน ในนั้นมีรูปถ่ายของชายหนุ่มคนหนึ่งนอนอยู่บนพื้น ในฝ่ามือกำกระดาษแผ่นหนึ่งไว้ หากขยายภาพจะเห็นชัดเจนว่าบนกระดาษเขียนว่า we are the same.บรรยากาศในห้องเงียบงันอย่างที่สุด เงียบจนกระทั่งได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจ หรือเสียงหัวใจเต้นอย่างชัดเจนนิ้วของแชมเปญกำลังจะพิมพ์ลงบนแป้นพิมพ์อีกครั้ง“หยุดก่อน” อธิปเอ่ยขึ้น สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หน้าจอแล็ปท็อปทันทีที่เขาพูดจบ นิ้วของแชมเปญก็หยุดลง ดวงตาสีฟ้าครามของเธอหรี่ลงเล็กน้อยอะไรกัน?ความหมายของคุณคือ...” แชมเปญพูดติดอ่า
เสียงครางแผ่วเบาของผู้หญิง ราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิที่ลอยเข้าสู่หูของคีริน ทำให้ร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นมา มือหนาหดกลับอย่างรวดเร็ว หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณนั้นจุดอ่อนไหว เปลี่ยนมาจับและบีบคลึงผิวขาวผ่องบนต้นขาของเธอ ดวงตาคมราวกับมีเปลวไฟอยู่ภายใน กำลังจะลุกโชน แต่ไม่รู้ว่าจะระเบิดออกมาอย่างไรดี จึงทำได้เพียงกัดฟันแน่นและออกแรงบีบที่ต้นขาเนียนสวยแชมเปญไม่คาดคิดว่าเขาจะใช้กำลังมากขนาดนี้ จึงไม่ได้เตรียมใจไว้ ต้นขาสวยเจ็บแปลบ เธอขบเม้มริมฝีปาก แล้วส่งเสียงร้องออกมาแผ่วเบา เสียงร้องเล็กๆ นั้นราวกับลูกแมว ทั้งน่ารัก และทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะต้องการทำรุนแรงใส่สักครั้งดวงตาที่คมกริบของคีรินยังคงจ้องมองอย่างตั้งใจส่วนแชมเปญนั้นรู้สึกอับอายแทบจะทนไม่ไหวตกลงเขาตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?หญิงสาวหนีบเรียวขาที่บอบบางเข้าหากันแน่น มีเจตนาจะก้มลงเก็บผ้าขนหนู โดยหวังจะถอยห่างจากคีรินให้ไกลที่สุด แต่ทว่า...มือหนายังคงไม่ปล่อย หนำซ้ำยังเพิ่มแรงบีบมากขึ้นอีกด้วย“คะ คุณคีริน หนึ่งนาทีสิบสองวินาที น่าจะพอให้คุณยืนยันแล้วนะคะ?” แชมเปญยิ้มออกมา พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านไปทั่วต้นขา แล้วเอ่
แชมเปญเผยรอยยิ้มจางๆ ริมฝีปากขยับราวกับจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็หยุดไว้ นิ้วที่จับขอบผ้าขนหนูไว้กำแน่นขึ้น ผิวของเธอเปลี่ยนเป็นขาวซีดสลับกับแดงเรื่อ ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากถาม “ฉันขอถามคุณหนึ่งคำได้ไหมคะ?”คีรินจ้องมองตรงมาที่เธอ เขาไม่พูดอะไรเพียงแค่เม้มปากเบาๆ แทนคำตอบแชมเปญฝืนยิ้ม “ทำไมคุณถึงต้องการตัวฉันคะ?”ต้องการตัวฉัน?ไม่ใช่ว่าคีรินจะไม่เข้าใจความหมายของเธอเขาหัวเราะออกมาเบาๆ “คุณคิดว่าคุณมีความสามารถมากพอ ที่จะทำให้ผมต้องการอย่างนั้นหรือ?” ขณะที่พูด คีรินเน้นคำว่า “ต้องการ” อย่างชัดเจน เขายกคิ้วมองแชมเปญด้วยสีหน้าที่ขบขันอย่างที่สุด ราวกับว่าเขาเพิ่งได้ยินเรื่องตลกมาเมื่อแชมเปญได้ยินเขาพูดเช่นนั้น จิตใจของเธอก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย คีรินไม่ได้ต้องการตัว นั่นแสดงว่าเขาเพียงแค่ต้องการตรวจสอบบางอย่างบนตัวเธอเท่านั้น แต่เมื่อคิดทบทวนดูอีกครั้ง บนร่างกายเธอมีอะไรที่ต้องตรวจสอบกันแน่? หรือว่าเขากำลังสงสัยว่าจะซ่อนอาวุธอะไรไว้บนร่างกาย?ความคิดนี้ทำให้แชมเปญรู้สึกว่าตัวเองช่างน่าขัน ไม่มีทางที่คีรินผู้ทรงอิทธิพลจะกลัวว่าเธอจะพกอะไรติดตัวมา หากจำเป็น เขาก็แค่จับขังไว้แล้วสั่งค
“ถอดผ้าขนหนูออก” คีรินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ซึ่งเต็มไปด้วยแรงกดดันและคำสั่งแชมเปญได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกประหลาดใจว่าทำไมมือของเธอถึงสั่น อาจเป็นเพราะความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา หรืออาจเป็นเพราะ...เป็นเพียงเพราะความเย่อหยิ่ง ราวกับผู้มีอำนาจสูงสุดของคีรินเท่านั้นแชมเปญพยายามระงับความกลัวไว้ แล้วกลับมาสู่ความสงบ ใช่! ต้องใจเย็นเธอคือไดแอนน่า แชมเปญแห่งองค์กรลับ เป็นนักฆ่าที่ใครๆ ก็ต้องเกรงกลัว เป็นนักล่าเงาที่ใครๆ ก็ต้องเทิดทูน แล้วทำไมเธอถึงจะต้องมากลัวเพียงเพราะคำพูดของเขาด้วยเล่า?แชมเปญเงยหน้าขึ้น ยืดหลังตรง มองเข้าไปในดวงตาของคีริน แล้วพูดเสียงดัง “คุณคีริน คุณช่างเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ เข้ามาในห้องลูกสาวคนอื่น แล้วยังกล้าสั่งให้เธอถอดเสื้อผ้าอย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้ ไม่ทราบว่า... ” แชมเปญหยุดไปครู่หนึ่ง สายตาของเธอเต็มไปด้วยความเย้ยหยันเล็กน้อย พุ่งตรงไปยังคีรินที่นั่งผึ่งผายอยู่บนเตียงของเธอ “คุณห่างหายจากการปลดปล่อยมานานเกินไป เลยกำลังหิวจนตาลายอยู่หรือเปล่าคะ?”คีรินยังคงนั่งอยู่บนขอบเตียง ด้วยท่าทีที่เย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยอันตราย มุมปากของเขาเผยอยิ้มขึ้นเล็กน้อย “ผมไม่มีความเห็นอะไ
คีรินไม่พูดอะไร เพียงแค่เหลือบตาไปมองเจซุสแวบหนึ่ง จากนั้นเขาก็หลับตาลง ขนตาที่ยาวและหนาปิดสนิท ใบหน้าเย็นชา แผ่นหลังกว้างพิงพนักเก้าอี้ด้านหลัง ขาทั้งสองข้างที่เรียวยาวและแข็งแกร่งไขว้กัน มือทั้งสองข้างประสานเข้าหากันบรรยากาศในห้องพลันจมดิ่งสู่ความเงียบงันเจซุสมองไปที่อธิปจากนั้นก็เชิดคางเล็กน้อย แล้วส่ายหน้าเบาๆ อธิปดูเหมือนจะเข้าใจความหมาย สายตามีแววจำใจอยู่บ้าง “คีริน ฉันจะพูดเรื่องนี้”คีรินยังคงหลับตาอยู่ ไม่ได้เอ่ยอะไร อธิปใช้ความเงียบนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าอนุญาตแล้ว เพราะหากไม่ต้องการฟัง ชายหนุ่มคงไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่เตะเขาปลิวออกจากห้องไปแล้ว“ที่นายรั้ง นักสังหารไร้เงาไว้ที่นี่ เป็นเพราะ…” อธิปหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “นายน่าสงสัยว่าเธอคือคนที่กำลังตามหาใช่ไหม?”ความจริงแล้วเรื่องนี้อธิปก็พอจะคาดเดาจุดประสงค์ของคีรินได้รางๆ น่าจะเป็นเพราะอีกฝ่ายมีจุดที่น่าสงสัยเกี่ยวกับเบื้องหลังของผู้หญิงคนนี้ จึงรั้งเธอไว้ที่ตระกูลโภคินชยกุล ไม่อย่างนั้นนักสังหารไร้เงาคงถูกคีรินฆ่าทิ้งอย่างไม่ไยดีตั้งแต่ตอนที่จับตัวเธอได้แล้วนิสัยของคีรินนั้น อธิปเข้าใจดีกว่าเจ้าตัวเสียอีกเห็นคีรินย







