แชร์

บทที่ 3

ผู้เขียน: ชุ่ยเวย
แม้นางจะไม่รู้วิชาแพทย์ แต่ก็รู้ว่าหลังร่างกายบอบช้ำหนักไม่ควรรีบบำรุงมากเกินไป หากร่างกายยังอ่อนแรงก็ย่อมรับการบำรุงหนักไม่ไหว กลับจะยิ่งทำให้ร่างกายแย่ลง

นางกำลังจะเอ่ยปาก เว่ยเจิงกลับพูดต่อไปเองเสียแล้ว

“อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลฮวาซิ่น ตามธรรมเนียมของที่นี่ หญิงสาวที่ถึงวัยปักปิ่นต้องขึ้นเขาไปประกอบพิธีเซ่นไหว้ก่อนถึงเทศกาล จุดธูปขอพร ภายในวัดอนุญาตให้เข้าได้เฉพาะสตรี บุรุษห้ามติดตามเข้าไป”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองนาง

“ปีนี้เจี่ยวเจี่ยวถึงวัยปักปิ่นจึงต้องขึ้นเขาไปตามธรรมเนียม ข้าไม่สะดวกจะไปเป็นเพื่อน…อิงหลัว เจ้าเป็นพี่สะใภ้ของนาง อีกสองวันรบกวนเจ้าไปเป็นเพื่อนนางสักเที่ยวได้หรือไม่?”

อาอิงหลัวชะงักงัน

นางก้มมองอาหารบำรุงถ้วยนั้นบนโต๊ะที่ยังมีไอร้อนลอยกรุ่น

ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง

ที่แท้ก็ไม่ได้เป็นห่วงว่าร่างกายนางอ่อนแอ เพียงกลัวว่าสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมเช่นนี้จะทนทางขึ้นเขาไม่ไหว จนทำให้พิธีเซ่นไหว้ขอพรของน้องสาวแสนรักต้องเสียเรื่อง

นางหลับตาลงชั่วครู่ ความฝาดขมที่ยากจะบรรยายพลันเอ่อขึ้นกลางอก

“…ได้”

“ข้ารู้แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะไปเป็นเพื่อนนาง”

เว่ยเจิงถอนหายใจอย่างโล่งอก สีหน้าพลันมีรอยยิ้ม

“กลางคืนบนเขาอากาศเย็น ข้าจะให้คนเตรียมเสื้อผ้าหนาๆ เพิ่มให้เจ้าอีกชุด”

พูดจบเขายังกำชับอีกสองสามคำ ก่อนหันกายเดินออกไป

อาอิงหลัวมองอาหารบำรุงถ้วยนั้นอยู่นาน ก่อนยื่นมือผลักมันไปไว้ตรงมุมโต๊ะ

เช้าวันที่ต้องไปประกอบพิธีเซ่นไหว้ รถม้าก็มาจอดรออยู่หน้าประตูแต่เช้า

เว่ยเจี่ยวเจี่ยวยืนอยู่หน้ารถม้า ขณะที่เว่ยเจิงกำลังช่วยผูกสายเสื้อคลุมให้นาง

“บนเขาลมแรง อย่าให้ตัวเย็นล่ะ”

เว่ยเจิงก้มหน้าผูกให้เรียบร้อยอย่างพิถีพิถัน จากนั้นหยิบเตาอุ่นมือออกจากแขนเสื้อแล้วยื่นใส่มือนาง “ถือไว้ ระหว่างทางจะได้อุ่นมือ”

เว่ยเจี่ยวเจี่ยวยิ้มพลางเม้มริมฝีปาก “พี่ชายระวังเกินไปแล้ว”

“ข้ามีน้องสาวแค่เจ้าคนเดียว จะไม่ระวังได้อย่างไรกัน”

เว่ยเจิงตบไหล่นางเบาๆ ก่อนหันไปมองอาอิงหลัวที่กำลังเดินเข้ามา แล้วพยักหน้าให้

“ระวังตัวด้วย”

อาอิงหลัวไม่ตอบ นางก้มตัวขึ้นรถม้าไป

เว่ยเจี่ยวเจี่ยวเห็นนางขึ้นมาก็แค่นเสียงอย่างเย็นชา แล้วไม่พูดอะไรอีก

แต่ก่อนอาอิงหลัวคิดเพียงว่าเว่ยเจิงเอาใจนางเป็นพิเศษจนละเลยน้องสาวของตน ด้วยเหตุนี้เว่ยเจี่ยวเจี่ยวถึงได้ไม่ชอบนาง

เพราะอย่างนั้นทุกครั้งนางจึงคิดสารพัดเรื่องมาชวนคุย หวังเอาใจให้เว่ยเจี่ยวเจี่ยวอารมณ์ดี

ตอนนี้นางรู้แล้ว

ที่เว่ยเจี่ยวเจี่ยวเกลียดนาง ก็เพียงเพราะอวี๋เยวียนเคยมีใจให้นางมาก่อน

อาอิงหลัวเอนพิงผนังรถม้า แล้วหลับตาลง

นางไม่ได้ขยับเข้าไปชวนคุยเหมือนแต่ก่อน และมิได้คิดจะทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง

นางไม่อยากเปลืองใจกับเรื่องนี้อีกแล้ว

กว่าพวกนางจะมาถึงบนเขา ดวงอาทิตย์ก็คล้อยต่ำทางตะวันตกพอดี

เว่ยเจี่ยวเจี่ยวลงจากรถแล้วตรงเข้าไปในวัดทันที อาอิงหลัวเดินตามอยู่ด้านหลัง แต่เพียงไม่กี่ก้าวก็รู้สึกว่าขาทั้งสองข้างหนักอึ้ง

เดิมทีร่างกายนางก็ยังไม่หายดี แถมยังนั่งรถโยกคลอนมาตลอดทั้งวัน เวลานี้จึงปวดเมื่อยไปทั้งตัว

นางไม่อยากเข้าไปสูดกลิ่นควันธูป จึงหยุดอยู่หน้าวัดเสียเลย

เบื้องหน้ามีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง กิ่งก้านแผ่กว้างใบดกครึ้ม

ตามกิ่งก้านแขวนแถบผ้าไหมสีแดงไว้แน่นขนัด พริ้วไหวเบาๆ ตามสายลม

นี่คือต้นวาสนาคู่ครองที่ขึ้นชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในแถบนี้

เดิมทีอาอิงหลัวเพียงกวาดตามองผ่านๆ แต่สายตากลับหยุดชะงักกะทันหัน

ทั่วทั้งต้นเต็มไปด้วยคำอธิษฐานของคู่รักที่ต่างมอบใจให้กัน ทว่าบนกิ่งสูงสุดกลับมีแถบคำอธิษฐานเส้นหนึ่งที่แตกต่างจากอันอื่น

มันไม่ใช่แถบผ้าไหมแดงธรรมดา แต่เป็นผ้าไหมแดงปักดิ้นทอง

เว่ยเจิงเคยจับมือนางสอนเขียนอักษร ทุกขีดทุกเส้นนางจดจำได้อย่างชัดเจน

เพราะฉะนั้นนางจึงจำได้อย่างง่ายดายว่า ตัวอักษรบนแถบผ้าขอพรเรื่องคู่นั้น เป็นลายมือของเว่ยเจิง

บนแถบผ้านั้นไม่มีชื่อ มีเพียงบทกวีหนึ่งวรรค

“ขอให้ข้าดั่งดารา เจ้าดั่งจันทรา ทุกค่ำคืนแสงเรืองรองเคียงเจี่ยวเจี่ยว”

ท่ามกลางแถบผ้าแดงนับร้อยนับพันที่คู่รักใช้ขอพร แถบของเขากลับมีเพียงชื่อน้องสาวของตน

อาอิงหลัวจ้องตัวอักษรเหล่านั้น ก่อนหลับตาลงชั่วครู่

นางกำลังจะเบือนหน้าไปทางอื่น พลันมีเสียงตะโกนโหวกเหวกดังมาจากด้านหลัง

“ไฟไหม้แล้ว…”

“ไฟไหม้ในวัดแล้ว!”

อาอิงหลัวหันขวับกลับไป

ควันหนาทึบพวยพุ่งออกจากวัด เปลวไฟลุกโชนสูงเสียดฟ้า

อาอิงหลัวหันกายวิ่งลงเขาทันที ตั้งใจไปตามชาวบ้านแถบเชิงเขามาช่วย

เพิ่งวิ่งออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็มีเสียงกรีดร้องดังมาจากด้านหลัง นางชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับไปมอง

แล้วนางก็เห็นเว่ยเจี่ยวเจี่ยว

เดิมทีนางวิ่งมาถึงหน้าประตูวัดแล้ว แต่ไม่รู้สะดุดอะไรจึงล้มลงกับพื้นอย่างแรง

ในเวลาเดียวกันเสาประตูต้นหนึ่งก็พังครืนลงมา ทับเข้าที่ขาท่อนล่างของนางพอดี

“พี่สะใภ้! พี่สะใภ้ช่วยข้าด้วย…”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ใต้ม่านหมอก ข้าพบชะตาที่หนีไม่พ้น   บทที่ 20

    ภูมิทัศน์และบรรยากาศของดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือแตกต่างจากตะวันตกเฉียงใต้อย่างสิ้นเชิงดินแดนแถบนี้ฤดูหนาวมาเยือนเร็ว เพียงย่างเข้าเดือนสิบหิมะก็เริ่มโปรยปรายแล้วเสียงลมนอกกระโจมครวญคราง เว่ยเจิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะ มือกำหนังสือราชการฉบับหนึ่งไว้ มองอยู่นานสองนาน แต่กลับอ่านไม่เข้าหัวแม้แต่คำเดียวเขาวางหนังสือราชการลง ก่อนล้วงหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากอกเสื้อปิ่นเงินเล่มนั้นดอกพุดที่ประดับอยู่บนหัวปิ่นเริ่มสึกไปบ้างแล้ว แม้แต่เงาวาวตามขอบก็หม่นลงจากการลูบคลำซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวันเขาจะหยิบมันออกมาดูสักครั้ง เมื่อดูจนพอแล้วจึงเก็บกลับไว้ตรงอกเสื้อดังเดิมทหารคนสนิทเข้ามาเติมถ่าน เหลือบเห็นปิ่นในมือของเขาเข้าก็ไม่กล้าซักถาม เพียงก้มหน้าแล้วถอยออกไปคนทั้งค่ายต่างรู้ดีว่าในใจของท่านแม่ทัพมีใครคนหนึ่ง คนผู้นั้นมิได้อยู่ข้างกาย และเขาก็ไม่เคยเอ่ยถึงเลยแต่ทุกครั้งที่ล่วงเข้าสู่ยามดึก เขามักนั่งอยู่เพียงลำพัง เหม่อมองปิ่นเล่มนั้นอยู่นานเว่ยเจิงหลับตาลง พลันหวนนึกถึงฤดูใบไม้ผลิครั้งนั้นเมื่อหลายปีก่อนครั้งแรกที่เขาได้พบอาอิงหลัว คือในงานเทศกาลฮวาซิ่นแห่งหุบเขาอวิ๋นกุ้ยตอนนั้นเขารู้เพ

  • ใต้ม่านหมอก ข้าพบชะตาที่หนีไม่พ้น   บทที่ 19

    เขามิได้กางร่ม ร่างกายเปียกโชกไปทั้งตัว อาภรณ์สีดำสนิทแนบไปกับเรือนกาย ทั่วทั้งร่างดูราวกับรูปสลักหินที่ถูกสายฝนชโลมจนชุ่มเป็นเว่ยเจิงเห็นได้ชัดว่าเขาดื่มสุราไปไม่น้อย ท่ามกลางม่านสายฝน สายตาของเขายังคงตรึงอยู่ที่นางไม่วาง พลางขอบตาแดงเรื่อเขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนหยุดลงอีกครั้ง ราวกับเกรงว่าหากเข้าใกล้นางมากกว่านี้ นางจะเหมือนวิหคที่ตกใจแล้วโผบินหนีไป“อิงหลัว” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า “เจ้า...ช่วยหันกลับมามองข้าสักครั้งได้หรือไม่?”อาอิงหลัวยืนอยู่ด้านในธรณีประตู มองเขาผ่านม่านสายฝนนางหยิบร่มกระดาษน้ำมันคันหนึ่ง ก้าวออกไปในสายฝน ก่อนยื่นด้ามร่มเข้าไปในมือของเขา“เว่ยเจิง ข้าไม่เกลียดท่านอีกแล้ว แต่ก็จะไม่รักท่านอีกต่อไปเช่นกัน ท่านกลับไปเถิด”เว่ยเจิงกำร่มคันนั้นไว้ ข้อนิ้วซีดขาว สายฝนไหลรินจากปลายคางของเขาไม่ขาดสายเขาขยับริมฝีปากอยู่หลายครั้ง ทว่ากลับเอ่ยสิ่งใดไม่ออก ผ่านไปครู่ใหญ่จึงฝืนเค้นคำหนึ่งออกมา“ข้ารู้ว่าองค์ชายสามทรงมีใจให้เจ้า ข้าไม่อาจสู้กับเขาได้ สิ่งที่ข้ามอบให้เจ้าได้ย่อมมีไม่มากเท่าเขา เจ้าเลือกเขาก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว แต่ราชสกุลนั้นไร้เยื่อใยนัก เจ

  • ใต้ม่านหมอก ข้าพบชะตาที่หนีไม่พ้น   บทที่ 18

    เว่ยเจิงกระตุกมุมปากเล็กน้อย ก่อนนั่งลงตรงข้ามเขา รินสุราให้ตนเองหนึ่งจอก แต่กลับมิได้ดื่ม เพียงถือไว้ในมือแล้วหมุนเล่นไปมา“ช่วงนี้องค์ชายสามทรงมีงานรัดตัวแท้ๆ แต่ยังทรงมีเวลาสำราญพระทัยจัดงานเลี้ยงอยู่ที่นี่ได้ นับว่าทรงมีพระอารมณ์สุนทรีย์ยิ่งนัก”เขาหยุดเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง สายตาเหลือบผ่านไปทางอาอิงหลัวอย่างแนบเนียน“ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงนี้องค์ชายทรงใกล้ชิดกับฮูหยินของข้ายิ่งนัก ไม่ทราบว่าทรงมีเจตนาใดกันแน่?”“ฮูหยินของเจ้าหรือ”เหวินอวิ๋นเจี้ยนวางจอกสุราลง น้ำเสียงยังคงเนิบช้าไม่เร่งร้อน ทว่าทุกถ้อยคำกลับชัดเจนหนักแน่น“แม่ทัพเว่ยเห็นทีจะจำผิดไปแล้วกระมัง แม่นางอิงหลัวยังมิได้ออกเรือน แล้วคำว่า ‘ของเจ้า’ มาจากไหนกัน?”สีหน้าของเว่ยเจิงเปลี่ยนไปเล็กน้อยขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปาก อวี๋เยวียนที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยแทรกขึ้นมาอย่างเรียบเฉย“การสมรสระหว่างอิงหลัวกับเว่ยเจิงแต่เดิมก็ยังมิได้ประทับตรารับรอง องค์ชายอย่าได้ทรงกริ้วเลยพ่ะย่ะค่ะ”คำพูดนี้ฟังดูเหมือนกำลังไกล่เกลี่ย แต่แท้จริงกลับเป็นการซ้ำเติมลงตรงจุดเจ็บของเว่ยเจิงอีกครั้งเหวินอวิ๋นเจี้ยนหันไปมองอวี๋เยวียน ยิ้มบางก่อนเอ

  • ใต้ม่านหมอก ข้าพบชะตาที่หนีไม่พ้น   บทที่ 17

    เสียงของเขาแหบพร่ายิ่งนัก ราวกับแต่ละคำต้องฝืนเค้นออกมาจากลำคอ“อิงหลัว ที่จริงข้าชอบเจ้ามานานแล้ว”อาอิงหลัวมิได้เอ่ยตอบ“ไม่ใช่การใช้ประโยชน์ ไม่ใช่การวางแผนหลอกลวง”เขาเงยหน้ามอง รอบดวงตาแดงเรื่อ“เป็นเรื่องจริง”เขาเริ่มเล่า ว่าแรกเริ่มที่เขาเข้าหานางนั้น ก็เป็นเพราะเว่ยเจี่ยวเจี่ยวจริงๆเขาเล่าว่าต่อมาโดยไม่รู้ตัว เขากลับมีใจให้นาง แต่ไม่กล้ายอมรับเขาเล่าว่า เขากลัวว่านางยังมีอวี๋เยวียนอยู่ในใจ จึงยอมปล่อยให้มีการกักนางไว้ในศาลบรรพชนเขาเล่าว่า เขาตามหานางไม่พบ อวี๋เยวียนไม่ยอมช่วยคำนวณหาให้ เขาจึงส่งคนไปจับตาดูอวี๋เยวียน จนได้รู้ว่านางมาถึงเมืองหลวงแล้ว เขาจึงยื่นเรื่องต่อราชสำนัก ขอให้ได้กลับมาก่อนกำหนดเมื่อพูดมาถึงตอนท้าย เสียงของเขาเริ่มสั่น “ข้ารู้ว่าตอนนี้มาพูดเรื่องเหล่านี้ก็สายไปแล้ว แต่ข้ายังคงติดค้างคำอธิบายกับเจ้า”อาอิงหลัวฟังจนจบอย่างเงียบๆนางยกถ้วยชาตรงหน้าขึ้น จิบไปหนึ่งอึก แล้ววางลง“ข้ารู้แล้ว”เว่ยเจิงมองนาง พลางขยับปาก แต่กลับไม่อาจพูดอะไรออกมาได้เขารออยู่นานมาก ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงสี่คำนี้ไม่มีความโกรธ ไม่มีการซักถาม ไม่มีน้ำตานาง

  • ใต้ม่านหมอก ข้าพบชะตาที่หนีไม่พ้น   บทที่ 16

    อวี๋เยวียนยืนอยู่ที่เดิม มองใบหน้าอันสงบนิ่งของอาอิงหลัว รู้สึกแน่นขึ้นมาในลำคอเขาขยับปาก เสียงแหบพร่า“วันนั้นข้าไม่ได้ไปรับโคมของเจ้า” เขาหลุบตาลง เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน “ข้าเสียใจแล้ว ตลอดหนึ่งปีกว่ามานี้ ข้าเสียใจอยู่ทุกวัน”“ข้ารู้ว่าเจ้าปลอดภัย เดิมทีไม่ควรมารบกวนเจ้าอีก แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนาน ข้ายิ่งพบว่าตนเองไม่อาจลืมเจ้าได้ ข้าคำนวณแล้วว่าเจ้ามาเมืองหลวง ข้าคิดว่า...ข้าเพียงอยากพบเจ้าอีกสักครั้ง”เขาเงยหน้ามอง ดวงตาแดงเรื่อ “อิงหลัว เจ้ายกโทษให้ข้าได้หรือไม่?”อาอิงหลัวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง“อวี๋เยวียน ท่านรักเว่ยเจี่ยวเจี่ยว มิได้มารับโคมของข้า เรื่องนี้ข้าไม่เคยโทษท่าน”“เรื่องความรู้สึกฝืนบังคับกันไม่ได้ ข้าเข้าใจ”ในดวงตาของอวี๋เยวียนมีประกายสายหนึ่งวาบผ่าน“แต่หากการให้อภัยที่เจ้าพูดถึง หมายถึงการที่เจ้าเพราะเว่ยเจี่ยวเจี่ยว จึงยัดเยียดชื่อว่าเป็นคนมีกรรมให้ข้า ให้ข้าถูกแห่ประจานตามท้องถนน ถูกกักไว้ในศาลบรรพชน”อาอิงหลัวเว้นไปครู่หนึ่ง“เรื่องนั้น ข้าไม่มีทางให้อภัยท่าน”ประกายแสงนั้นพลันดับลงในชั่วพริบตาสีหน้าของอวี๋เยวียนค่อยๆ ซีดลงอาอิงหลัวมองเขา แล้วถามว่

  • ใต้ม่านหมอก ข้าพบชะตาที่หนีไม่พ้น   บทที่ 15

    อาอิงหลัวอ้าปาก แต่ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ว่าควรพูดอะไรนางเงียบไปครู่ใหญ่ จึงค่อยหันกลับไปมองเหวินอวิ๋นเจี้ยนเขายืนอยู่ข้างโต๊ะหน้าร้าน ไม่ได้เร่งรัด เพียงรออยู่เงียบๆในดวงตาของเขามีแววรอยยิ้มที่เปิดเผยตรงไปตรงมา ใสกระจ่างไร้สิ่งปิดบัง ไม่มีการตีสนิทเกินควรหรือการหยั่งเชิงแม้แต่น้อยอาอิงหลัวหลุบตาลง แล้วเงยขึ้นอีกครั้ง“ได้”ทั้งสองเดินทางขึ้นเหนือไปด้วยกัน เหวินอวิ๋นเจี้ยนก็รักษาคำพูดของตนเขาช่วยแนะนำนางให้รู้จักผู้ดูแลการจัดซื้อของจวนผู้มีบรรดาศักดิ์หลายแห่ง อีกทั้งเป็นสะพานเชื่อมให้นางได้พูดคุยกับขันทีผู้ดูแลงานของสำนักฝ่ายในแห่งวังหลวงร้านเครื่องเทศของอาอิงหลัว จากร้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ขยายจนกลายเป็นร้านชื่อดังที่มีชื่อเสียงไปทั่วสามสายถนนเครื่องหอมผสมชนิดหนึ่งที่นางคิดค้นขึ้น ด้วยกลิ่นหอมละมุนและติดทนนาน จึงได้รับคัดเลือกเข้าสู่รายชื่อเครื่องบรรณาการของวังหลวงอาอิงหลัวมิใช่สตรีที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นเพื่อให้มีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้วนางมีชื่อการค้าของตนเอง มีลูกจ้างของตนเอง มีเสมียนบัญชีของตนเองนางส่งตั๋วเงินและจดหมายไปให้บิดามารดาและท่านป้าทุกเดือนผู้ส่งสารใช้เวลาเดินท

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status