LOGINรถม้าคันเรียบหรูที่ไร้ตราสัญลักษณ์จวนอ๋อง ค่อยๆ แล่นมาจอดอย่างเงียบเชียบที่หน้าเหลาอาหารสุราเลิศ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ โรงน้ำชาอวี้เซียง
เซียวจินเยว่ ก้าวลงจากรถม้าด้วยชุดสีเข้ม เขาสวมหมวกไม้ไผ่พรางใบหน้าครึ่งหนึ่ง เดินตรงขึ้นไปยังห้องรับรองส่วนตัวบนชั้นสองที่ม่ออวิ๋นจองไว้ล่วงหน้า
ห้องรับรองนี้มีหน้าต่างบานใหญ่ที่เมื่อเปิดออก จะสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวภายในโรงน้ำชาฝั่งตรงข้ามได้อย่างชัดเจนราวกับอยู่ใกล้แค่เอื้อม... และนี่คือที่เดิม ที่ชินอ๋องผู้สูงศักดิ์มักจะมาแอบซ่อนตัวอยู่แทบทุกวันตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ม่ออวิ๋นรินชาให้ผู้เป็นนายพลางลอบถอนหายใจในอก ท่านอ๋องผู้เคยเด็ดขาดและเย่อหยิ่ง บัดนี้กลับทำตัวไม่ต่างจากบุรุษที่แอบหลงรักสตรีแต่ไม่กล้าสู้หน้า ได้แต่นั่งมองอดีตพระชายาอยู่เงียบๆ ไม่ยอมเข้าไปทักทายเสียที
เซียวจินเยว่ทอดสายตามองข้ามถนนไป ดึงดูดสายตาเข้ากับร่างอรชรในชุดกระโปรงสีโอรสอ่อนที่กำลังง่วนอยู่กับการดูแลลูกค้า
เสิ่นลั่วอวี้ ในวันนี้ดูแตกต่างจากตอนที่อยู่ในจวนอ๋องอย่างสิ้นเชิง นางไม่จำเป็นต้องสวมเครื่องประดับหนักอึ้ง ไม่ต้องปั้นหน้าเคร่งขรึม นางเพียงเกล้าผมครึ่งศีรษะ ปักปิ่นไม้เรียบง่าย ใบหน้างดงามหมดจดประดับไปด้วยรอยยิ้มสดใสและเสียงหัวเราะกังวานยามพูดคุยกับลูกค้า
นางดูมีชีวิตชีวา... และดูมีความสุขมากเหลือเกิน เมื่อไม่มีเขา
ความจริงข้อนี้เหมือนเข็มเล่มเล็กๆ ที่ทิ่มแทงหัวใจในอกซ้ายของชินอ๋องซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทว่าก่อนที่เขาจะได้จมอยู่กับความรู้สึกผิดของตนเอง สายตาก็พลันปะทะเข้ากับภาพที่ทำให้เส้นเลือดขมับเต้นตุบ
เบื้องล่างนั้น ปรากฏร่างของบุรุษหนุ่มในชุดผ้าไหมสีขาวบริสุทธิ์ ท่วงท่าสง่างามและดูสูงศักดิ์ บุรุษผู้นั้นคือ เผยเหยียนโจว ซื่อจื่อแห่งจวนจงหย่งโหว ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบุรุษรูปงามอันดับต้นๆ ของเมืองหลวง!
เซียวจินเยว่จำบุรุษผู้นี้ได้ดี ในอดีตยามที่มีงานเลี้ยงในวัง เผยเหยียนโจวมักจะเข้ามาสนทนาเรื่องกวีนิพนธ์และการหมากรุกกับเสิ่นลั่วอวี้เสมอ ทั้งสองมักจะพูดคุยกันอย่างถูกคอจนลืมเลือนผู้คนรอบข้าง ซึ่งในตอนนั้นเขาไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะมัวแต่วุ่นวายอยู่กับเกมการเมืองและตามหารักแรก ทว่าบัดนี้...
เผยเหยียนโจวเดินเข้าไปหาเสิ่นลั่วอวี้ที่หน้าโต๊ะรับรอง เขาส่งรอยยิ้มอ่อนโยนดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิให้นาง ก่อนจะยื่นกล่องไม้จันทน์ที่แกะสลักอย่างประณีตส่งให้
“ลั่วอวี้ ชาหลงจิ่งสิบสองฤดูที่ท่านเคยเปรยเมื่อครั้งแข่งหมากกระดานนั้น บังเอิญสหายของข้าส่งมาจากแดนใต้พอดี ข้าจึงนำมาฝาก” น้ำเสียงของซื่อจื่อหนุ่มทุ้มนุ่มและสนิทสนม
เสิ่นลั่วอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรับกล่องชามาด้วยความเกรงใจ นางคลี่ยิ้มกว้างจนตาหยี “ซื่อจื่อช่างมีความจำดีเลิศนัก ชาหายากเช่นนี้ ข้าจะรับไว้เปล่าๆ ได้อย่างไร เอาเช่นนี้เถิด วันนี้ข้าจะลงมือชงชาและทำขนมสูตรใหม่เลี้ยงท่านเอง ถือเป็นการตอบแทน ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“หากเป็นฝีมือของท่าน ต่อให้เป็นยาพิษ ข้าก็ยินดีดื่มด่ำ” เผยเหยียนโจวเอ่ยหยอกล้อ ทำเอาเสิ่นลั่วอวี้หลุดหัวเราะออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ท่าทีสนิทสนมของคนทั้งสองราวกับคู่สหายรู้ใจที่ไร้ซึ่งเส้นกั้นขวาง
เพล้ง!
ถ้วยชาเคลือบในมือของเซียวจินเยว่ถูกบีบจนแหลกคามือ น้ำชาอุ่นๆ หยดลงบนโต๊ะไม้ผสมกับหยาดเลือดสีสด ม่ออวิ๋นสะดุ้งเฮือก รีบก้าวเข้ามา “ท่านอ๋อง! พระหัตถ์ของท่าน...”
“ข้าไม่เป็นไร”
เซียวจินเยว่กัดฟันกรอด เขาสะบัดมือเบาๆ โดยไม่สนใจบาดแผล ดวงตาดำขลับที่เคยมืดมนบัดนี้ลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความหึงหวง รอยยิ้มของนาง เสียงหัวเราะของนาง สิ่งเหล่านั้นควรจะเป็นของเขา! เผยเหยียนโจวผู้นั้นกล้าดีอย่างไร ถึงมาวนเวียนอยู่ใกล้สตรีที่เคยเป็นของเขา!
ความอดทนที่ตึงเครียดมาตลอดหลายวันขาดผึงลง ชินอ๋องผุดลุกขึ้นยืน คว้าหมวกไม้ไผ่มาสวมพรางใบหน้า แล้วก้าวอาดๆ ออกจากห้องรับรองไปทันที
ภายในโรงน้ำชาอวี้เซียง
เสิ่นลั่วอวี้กำลังสั่งให้ปี้เถานำขนมไปเสิร์ฟที่โต๊ะของเผยเหยียนโจว จู่ๆ บรรยากาศจอแจหน้าร้านก็เงียบเสียงลงอย่างประหลาด ราวกับมีมวลอากาศเย็นเยียบแผ่ซ่านเข้ามาปกคลุม
นางเงยหน้าขึ้นมอง และทันใดนั้น รอยยิ้มการค้าบนใบหน้าก็ชะงักค้างไปเสี้ยววินาที
บุรุษร่างสูงโปร่งในชุดสีเข้มก้าวเข้ามาในร้าน แม้หมวกไม้ไผ่จะปิดบังใบหน้าครึ่งบน แต่กลิ่นอายอำมหิตและท่าทางสูงศักดิ์ที่กดข่มผู้คนรอบข้างนั้น เสิ่นลั่วอวี้และเผยเหยียนโจวหลับตาก็ยังจำได้ว่าเขาคือใคร
เซียวจินเยว่หยุดยืนอยู่หน้า โต๊ะรับรองห่างจากนางเพียงแค่เอื้อมมือ เขามองนางนิ่งนาน นัยน์ตาภายใต้หมวกเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นและซับซ้อน ทั้งโหยหา ปวดร้าว และหึงหวง
เขาคาดหวังว่านางจะตกใจ โกรธเคือง หรือแม้กระทั่งเอ่ยปากไล่เขา... ขอเพียงแค่นางแสดงอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งออกมา ให้เขารู้ว่าเขายังมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของนางอยู่บ้าง
ทว่า... สิ่งที่เขาได้รับ กลับมีเพียงแววตาที่สงบนิ่งดุจบ่อน้ำลึก ไร้คลื่นอารมณ์ ไร้ความอาลัยอาวรณ์ เป็นแววตาที่มอง คนแปลกหน้า อย่างแท้จริง
เสิ่นลั่วอวี้ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว นางผายมือออกเล็กน้อยด้วยท่วงท่าที่สุภาพและห่างเหินที่สุด
“ไม่ทราบว่านายท่าน ท่านนี้ ต้องการรับชาชนิดใดดีเจ้าคะ หากจะซื้อกลับบ้าน ทางเรามีชาชั้นดีบรรจุห่อพร้อมส่ง แต่หากจะนั่งดื่มที่นี่... ต้องขออภัยด้วย โต๊ะในร้านเต็มหมดแล้วเจ้าค่ะ”
คำว่านายท่านที่นางใช้เรียก ราวกับจงใจขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์ เซียวจินเยว่รู้สึกชาวาบไปทั้งร่าง เขาขยับริมฝีปากที่แห้งผาก พยายามเค้นเสียงออกมา
“ลั่วอวี้... ข้า...”
“นายท่านคงจำคนผิดแล้ว” เสิ่นลั่วอวี้ตัดบททันทีด้วยน้ำเสียงราบเรียบ รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าไม่ไปถึงดวงตา “ที่นี่มีเพียงเถ้าแก่เสิ่นไม่มีลั่วอวี้ที่ท่านตามหา หากนายท่านไม่ได้มาเพื่อซื้อชา ก็รบกวนหลีกทางให้ลูกค้าท่านอื่นด้วยเจ้าค่ะ”
ความหมางเมินและเด็ดขาดของนางกรีดลึกลงไปในหัวใจของเซียวจินเยว่จนเลือดซิบ เขายืนนิ่งงัน ทำอะไรไม่ถูกเป็นครั้งแรกในชีวิต
ในจังหวะนั้นเอง เผยเหยียนโจวที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่นานก็ลุกขึ้นเดินเข้ามาแทรกกลาง เขายกพัดจีบขึ้นบังหน้าเสิ่นลั่วอวี้ไว้ครึ่งหนึ่งราวกับปกป้อง แม้จะรู้ดีว่าบุรุษตรงหน้าคือชินอ๋องผู้มีอำนาจล้นฟ้า แต่เขาก็ไม่หวั่นเกรง ซื่อจื่อหนุ่มแย้มยิ้มบางๆ ทว่านัยน์ตาแฝงความนัยลึกซึ้ง
“ดูเหมือนนายท่านจะมาผิดที่แล้วกระมัง ของที่ท่านตัดสินใจโยนทิ้งไปแล้วด้วยมือตัวเอง จะกลับมาตามหาเอาป่านนี้... ไม่คิดว่ามันสายไปหน่อยหรือ”
เซียวจินเยว่ตวัดสายตามองเผยเหยียนโจวอย่างดุดัน บรรยากาศระหว่างบุรุษทั้งสองตึงเครียดจนแทบจะเกิดประกายไฟ ทว่าเสิ่นลั่วอวี้กลับส่ายหน้าเบาๆ แตะแขนเผยเหยียนโจวเป็นเชิงห้ามปราม
“ไม่รบกวนซื่อจื่อเจ้าค่ะ นายท่านผู้นี้ก็กำลังจะไปแล้วเช่นกัน” นางตอบพลางหันไปมองเซียวจินเยว่ แววตาเด็ดขาดไม่มีเยื่อใย “ใช่หรือไม่เจ้าคะ... นายท่าน?”
เซียวจินเยว่กำหมัดแน่นจนบาดแผลที่ฝ่ามือปริแตก เลือดสีสดหยดลงบนพื้นไม้ทีละหยด แต่ความเจ็บปวดทางกายกลับเทียบไม่ได้กับความปวดร้าวในอก
เขามองสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยทุ่มเทและดูแลเขาอย่างดีที่สุด บัดนี้นางยืนอยู่ข้างบุรุษอื่น สัมผัสแขนบุรุษอื่นอย่างเป็นธรรมชาติ และเอ่ยปากไล่เขาอย่างไม่ไยดี...
แม้นางจะไม่เคยเอื้อนเอ่ยคำว่ารักให้เขาได้ยินเลยสักครั้ง แต่ความใส่ใจและการกระทำตลอดสามปีของนางก็ชัดเจนพอให้เขารับรู้ได้ ทว่าเขาเองต่างหากที่มองข้ามมันไป ในที่สุดเซียวจินเยว่ก็เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ว่าการสูญเสียคนที่ดีกับเขาที่สุดไปนั้น... มันทรมานถึงเพียงนี้
บุรุษผู้สูงศักดิ์ยอมถอยหลังหนึ่งก้าว เขาหมุนตัวเดินออกจากโรงน้ำชาไปเงียบๆ ท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ... ทว่าในใจของเขากลับเหน็บหนาวยิ่งกว่าพายุหิมะในวันที่นางจากไปเสียอีก
ตอนพิเศษ: ก้อนแป้งแฝดแห่งจวนชินอ๋องเวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำ... สามปีแล้วนับตั้งแต่งานอภิเษกสมรสที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองหลวงจวนชินอ๋องที่ในอดีตเคยเงียบเหงา วังเวง และหนาวเหน็บดุจถ้ำน้ำแข็ง บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะใสแจ๋วที่ดังเจื้อยแจ้วไปทั่วทุกมุมเรือน โดยเฉพาะในยามวสันตฤดูที่ดอกท้อกำลังเบ่งบานเช่นนี้“ป้อจ๋า! จับ... จับเฉิน!”“เอิ๊กๆ... หรานหราน ทางนี้!”เสียงเล็กๆ ที่พูดจายังไม่ค่อยจะชัดเจนนัก ดังประสานกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งเตาะแตะลัดเลาะไปตามทางเดินหินในสวนดอกไม้ เบื้องหน้าคือ ก้อนแป้งแฝดมังกรหงส์ (แฝดชายหญิง) วัยสองหนาวเศษ ผู้เป็นแก้วตาดวงใจของจวนชินอ๋องแฝดผู้พี่คือคุณชายน้อย เซียวมู่เฉิน ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาถอดแบบมาจากบิดาราวกับพิมพ์เดียวกัน กำลังวิ่งนำหน้าไปอย่างทุลักทุเล ส่วนแฝดผู้น้องคือท่านหญิงน้อย เซียวอวี้หราน ผู้มีดวงตาคู่หงส์งดงามเหมือนมารดา กำลังวิ่งตามหลังพี่ชายด้วยขาสั้นๆ จนแทบจะหน้าทิ่มดินอยู่รอมร่อและผู้ที่กำลังวิ่งไล่ตามจับเจ้าก้อนแป้งทั้งสองอยู่นั้น ไม่ใช่บ่าวไพร่หรือองครักษ์ที่ไหน... แต่เป็นถึงอดีตแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร ชิน
บทที่ 51 (ตอนจบ): คำสัญญาชั่วนิรันดร์เมืองหลวงยามวสันตฤดูอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกท้อที่เบ่งบาน บรรยากาศทั่วทั้งเมืองคึกคักและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อกองทัพหลวงและขบวนของชินอ๋องเดินทางกลับมาถึงอย่างปลอดภัยทันทีที่ขบวนรถม้าเคลื่อนผ่านประตูเมือง เสียงโห่ร้องต้อนรับและสรรเสริญก็ดังกึกก้องไปทั่วทุกสารทิศ ทว่าเซียวจินเยว่ไม่ได้สั่งให้ขบวนมุ่งหน้ากลับจวนอ๋อง เขากลับสั่งให้รถม้าตรงไปเข้าเฝ้ายังวังหลวงในทันทีณ ตำหนักฉือหนิงทันทีที่เซียวจินเยว่และเสิ่นลั่วอวี้ก้าวเข้ามาในตำหนัก ไท่โฮ่วที่ประทับรออยู่ก็ถึงกับผุดลุกขึ้น น้ำตาแห่งความปีติไหลอาบสองแก้มของสตรีสูงศักดิ์ พระนางไม่ได้สนใจธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น รีบสาวเท้าเข้ามากอดบุตรชายคนเล็กและอดีตลูกสะใภ้เอาไว้แน่น“สวรรค์คุ้มครอง... สวรรค์คุ้มครองจริงๆ!” ไท่โฮ่วสะอื้นไห้ พลางลูบใบหน้าคมคายของเซียวจินเยว่ที่ยังมีร่องรอยความซูบผอม“ลูกอกตัญญู ทำให้เสด็จแม่ต้องเป็นห่วงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เซียวจินเยว่คุกเข่าลงโขกศีรษะขอประทานอภัยไท่โฮ่วรีบพยุงเขาขึ้น ก่อนจะหันมาจับมือเสิ่นลั่วอวี้ไว้แน่น แววตาของพระนางเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและเอ็นดูสุดหัวใจ “ลั่วอวี้... ข
บทที่ 50: หนี้รักที่ต้องชดใช้ครึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางลมหนาวของแดนเหนือด้วยการฝังเข็มขับพิษอันล้ำเลิศของหมอเทวดาไป๋อิงหลัว ผนวกกับการดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดแทบไม่คลาดสายตาของเสิ่นลั่วอวี้ ร่างกายของเซียวจินเยว่ก็ฟื้นตัวขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ พิษในหัวใจถูกขจัดออกจนหมดสิ้น บาดแผลฉกรรจ์ที่หน้าอกเริ่มสมานตัว บัดนี้ชินอ๋องแห่งต้าเยี่ยนสามารถลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงและพูดคุยได้เป็นปกติแล้วทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปจนม่ออวิ๋นและเย่หานถึงกับต้องลอบมองหน้ากันบ่อยครั้ง ก็คือท่าทีของ ชินอ๋องผู้เย็นชา ที่บัดนี้กลายสภาพเป็นคน คลั่งรักอย่างหนัก!“ขมเกินไป ข้าดื่มไม่ลง”เซียวจินเยว่เบือนหน้าหนีชามยาต้มสีดำสนิท คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ทว่าหางตากลับลอบสังเกตปฏิกิริยาของสตรีที่นั่งอยู่ข้างเตียงเสิ่นลั่วอวี้ถอนหายใจเบาๆ นางตักยาขึ้นมาเป่าให้คลายความร้อน ก่อนจะยื่นไปจ่อที่ริมฝีปาก “ท่านอ๋อง ยาดีมักขม หากท่านไม่ดื่มแล้วแผลจะหายสนิทได้อย่างไรเพคะ อ้าปากเร็วเข้า”“บาดแผลของข้าเจ็บปวดถึงเพียงนี้ เจ้ายังจะดุข้าอีกหรือ ลั่วอวี้” น้ำเสียงของเขาทั้งทุ้มต่ำและแฝงแววออดอ้อนอย่างที่ไม่เคยมีผู้ใดได้ยินม
บทที่ 49: เสียงเรียกจากหัวใจเวลาผ่านพ้นไปสามวันสามคืนนับตั้งแต่เสิ่นลั่วอวี้เดินทางมาถึงค่ายทหารแดนเหนือตลอดสามวันที่ผ่านมา นางแทบไม่ได้หลับตาพักผ่อนอย่างเต็มตื่น หญิงสาวรับหน้าที่ดูแลเซียวจินเยว่ด้วยตนเองทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการป้อนยาที่ต้องค่อยๆ หยอดทีละหยดเพื่อไม่ให้เขาสำลัก การเปลี่ยนผ้าพันแผล หรือแม้แต่การคอยเช็ดตัวเพื่อลดไข้ที่ขึ้นสูงในยามค่ำคืนไป๋อิงหลัว หมอเทวดาหญิงแวะเวียนมาตรวจชีพจรและฝังเข็มให้เขาวันละสองครั้ง แม้นางจะไม่เอ่ยปากชม ทว่าสายตาที่มองเสิ่นลั่วอวี้ก็แฝงไปด้วยความนับถือ สตรีบอบบางจากเมืองหลวงผู้นี้มีความอดทนและเด็ดเดี่ยวยิ่งนักเข้าสู่วันที่สี่ พายุหิมะด้านนอกกระโจมเริ่มซาลงแล้ว ทว่าคนบนเตียงก็ยังคงหลับสนิทไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาเสิ่นลั่วอวี้บิดผ้าชุบน้ำอุ่น เช็ดทำความสะอาดตามโครงหน้าคมคายและลำคอของเขาอย่างเบามือ เมื่อมองเห็นใบหน้าที่เคยหล่อเหลาเย่อหยิ่งบัดนี้ซูบตอบและไร้สีเลือด หยาดน้ำตาก็พลันรื้นขึ้นมาจนภาพเบื้องหน้าพร่ามัว“ท่านนอนนานเกินไปแล้วนะ เซียวจินเยว่”นางพึมพำเสียงแผ่วเบา พลางวางผ้าลงและจับมือหนาที่หยาบกร้านของเขามาแนบแก้ม “ท่านรู้หรือไม่ว่าที่
บทที่ 48: ฝ่าหิมะเยือนแดนเหนือร่างบางเซถลาจนเกือบจะล้มพับ ทว่าเสิ่นลั่วอวี้กลับสูดลมหายใจลึก ฝืนยันกายให้ลุกขึ้นยืนตรงอย่างมั่นคง มือเรียวกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือเพื่อเรียกสติเขาบอกว่าจะรอดกลับมาชดใช้หนี้ให้นาง... ชินอ๋องตรัสแล้วไม่คืนคำ เขาจะมาตายอยู่ที่ชายแดนอันหนาวเหน็บเช่นนี้ไม่ได้!“ใครอนุญาตให้เขาตายกัน!” เสิ่นลั่วอวี้เอ่ยเสียงสั่น แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว “ม่ออวิ๋น! พาข้าไปแดนเหนือเดี๋ยวนี้!”ม่ออวิ๋นเงยหน้าขึ้นเบิกตากว้าง “เถ้าแก่เนี้ย! แต่ว่าการเดินทางไปชายแดนในฤดูหนาวนั้นอันตรายยิ่งนัก อีกทั้งร่างกายของท่าน...”“ข้ามีป้ายหยกของเขา ข้าคือผู้ที่มีสิทธิ์ขาดที่สุดในจวนชินอ๋อง!” นางประกาศกร้าว จนม่ออวิ๋นและเย่หานต้องรีบคุกเข่ารับคำสั่ง“เย่หาน! ไปจัดเตรียมรถม้าที่ทนทานที่สุด นำโสมคนร้อยปีและยารักษาแผลชั้นเลิศจากคลังของจวนอ๋องมาให้หมด ถ่ายทอดคำสั่งให้หน่วยองครักษ์เงาทุกคนเตรียมพร้อม... เราจะออกเดินทางไปแดนเหนือภายในชั่วยามนี้!”“รับคำสั่งขอรับ!” ทั้งม่ออวิ๋นและเย่หานคุกเข่าประสานเสียงหนักแน่นยี่สิบวันต่อมา ณ ค่ายทหารแดนเหนือการเดินทางที่ปกติต้องใช้เวลาเกือบสอ
บทที่ 47: จดหมายจากแดนเหนือ“เถ้าแก่เนี้ย จะให้ข้าน้อยจัดการกับคนพวกนี้อย่างไรดีขอรับ” เงาอู่เอ่ยถามพลางปรายตามองร่างที่ไม่ได้สติบนพื้นเสิ่นลั่วอวี้มองเสิ่นชิงหว่านด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความเวทนาใดๆ สตรีผู้นี้ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากนางใจอ่อนปล่อยไป ย่อมเป็นภัยในภายภาคหน้า“มัดตัวพวกมันทั้งหมด พร้อมกับจดหมายข่มขู่ฉบับนี้ ไปส่งให้จวนว่าการเมืองหลวง” น้ำเสียงของนางเด็ดขาด “เสิ่นชิงหว่านมีคดีติดตัวและเป็นที่ต้องการตัวของทางการอยู่แล้ว เพิ่มข้อหาลักพาตัวและพยายามฆ่าเข้าไปอีก คราวนี้นางคงไม่ได้เห็นแสงตะวันนอกคุกอีกชั่วชีวิต”“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ!”เงาอู่รับคำสั่ง ก่อนจะส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาคนอื่นๆ หิ้วปีกอันธพาลและร่างของเสิ่นชิงหว่านเร้นกายหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว ปิดฉากความบาดหมางของตระกูลเสิ่นลงอย่างสมบูรณ์วันรุ่งขึ้น ณ วังหลวงรถม้าของหอน้ำชาจอดเทียบที่หน้าประตูวังหลวง เสิ่นลั่วอวี้เพียงแค่ชู ป้ายหยกประจำตัวชินอ๋อง ขึ้นมา ทหารยามก็รีบคุกเข่าเปิดทางให้นางผ่านเข้าไปยังเขตพระราชฐานชั้นในได้อย่างง่ายดายราวกับเดินเข้าสวนหลังบ้านแม้นางและเซียวจินเยว่จะหย่าขาดจากกันแล้ว ทว่าเสิ่นลั่วอวี้ก
บทที่ 34: หมายศาลหน้าจวนยามบ่ายคล้อย ณ จวนเสนาบดีเสิ่น บรรยากาศภายในเรือนของเสิ่นชิงหว่านช่างเงียบสงบและผ่อนคลาย ขัดกับสถานการณ์ตึงเครียดของบิดาที่กำลังหัวหมุนเรื่องสมุดบัญชีลับอย่างสิ้นเชิงคุณหนูรองตระกูลเสิ่นนั่งจิบชาชั้นเลิศอยู่บนตั่งบุนวม ใบหน้าที่ตกแต่งอย่างงดงามประดับด้วยรอยยิ้มหยิ่งผยอง นา
บทที่ 9: รหัสลับเวลาล่วงเลยผ่านไปสามวัน เรือนอิงซานยังคงถูกปิดตายและคุ้มกันอย่างแน่นหนาตลอดสามวันที่ผ่านมา เซียวจินเยว่แวะเวียนมาที่เรือนแห่งนี้ทุกเช้าค่ำ เขาสั่งให้ห้องเครื่องทำอาหารเลิศรสมาบำรุงนาง นำของกำนัลมามอบให้ไม่ขาดสาย ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมา มีเพียงความเงียบงันและท่าทีเฉยเมยราวกับท่อ
บทที่ 8: รางวัลของนางบำเรอม่ออวิ๋นนำบ่าวรับใช้หลายคนเดินเรียงแถวเข้ามาภายในห้อง บนมือของแต่ละคนประคองถาดไม้ที่เต็มไปด้วยผ้าไหมเนื้อดีจากแดนใต้ เครื่องประดับลวดลายวิจิตร และกล่องยาสมานแผลชั้นเลิศที่เบิกมาจากคลังสมบัติส่วนตัวของชินอ๋องของกำนัลล้ำค่าเหล่านี้ หากสตรีใดในเมืองหลวงได้เห็น คงต้องตาลุกวา
บทที่ 7: กรงขังปัง!บานประตูไม้แกะสลักถูกกระแทกปิดลงอย่างแรงจากฝีมือของบุรุษผู้บ้าอำนาจ ทิ้งให้เสิ่นลั่วอวี้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในห้องนอนที่กว้างขวางเสียงฝีเท้าขององครักษ์ที่เดินลาดตระเวนอยู่ด้านนอก บ่งบอกชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้ได้แปรสภาพจากเรือนพักส่วนตัวของชินอ๋อง กลายเป็น กรงขัง อย่างสมบูรณ์แบ







