Masukถิงถิงอ่อนน้อมถ่อมตนเสมือนนางเป็นลูกไก่ในกำมือพญามัจจุราช เขาจะบีบนางก็ตายเปล่า นางอยู่แต่ในห้องของนาง นั่ง ๆ นอน ๆ ถอนหายใจ นางหันไปรื้อค้นหีบสมบัติซึ่งเขามอบให้นางทั้งอาภรณ์ของมีค่า ของวิเศษ ในขณะที่เขาไม่ได้กักขังนางด้วยแสงแห่งหยาง เขาไม่มารบกวนจิตใจนางตามที่กล่าวว่างานยุ่งรัดตัว แม้ว่าเขาจะย้ายมาอยู่ห้องเดียวกับนางเพื่อจับตาดูนาง กลับไม่พบหน้าเขาแม้สักวัน
‘ข้าเหมือนนกน้อยในกรงทอง แม้แต่ท่านก็ยังไม่ไยดีข้า…’
ความคิดเศร้าหมองในราตรีมืดมิดมิอาจล่วงรู้ไปถึงเจ้าเมืองมรณา ถิงถิงเงยหน้ามองกลุ่มเมฆาสีขาวสลับดำเป็นดวงกลมนับหลายหมื่นลอยละล่องในเวหา พลันหันไปสบเข้ากับบุรุษเทพในอาภรณ์สง่างาม
“ท่านตัวปลอม มาหาข้าอีกแล้วหรือ? ไม่กลัวตัวจริงฆ่าท่านเอารึไง”
ร่างปลอมส่ายหน้า แยกเขี้ยวยิ้มตรงมุมปากในความหมายว่า ‘ไม่’
ปีศาจสาวพิจารณารอบอาภรณ์สีนิลปรากฏแสงสีชาด ทำให้นางแยกแยะระหว่างตัวจริงตัวปลอมได้ คาดว่าตำราประหลาดที่เปล่งแสงเดียวกันนั้นเป็นผู้กระทำ นางเห็นว่าการข่มขู่ไม่ได้ผล ไล่เขาเท่าไรก็ไม่ยอมไป
เมื่อร่างสูงสง่าขยับฝีเท้าเข้าหานาง ใจกล้าบ้าคลั่งขึ้นมา กรงเล็บปีศาจวางล้อมกรามแกร่ง ลูบไล้ด้วยแววตาเย้ายั่ว นางยกเรื่องน่าขยะแขยงมากที่สุดของเหล่าเทพขึ้นกล่าว “แน่ใจนะว่าท่าน... ไม่กลัวข้าจับทำสามี? ข้าเป็นปีศาจสาว เป็นผีเสื้อโตเต็มวัย พร้อมผสมพันธุ์เชียวนะ”
แต่เท่าที่เห็นนางทำตาโตดูผู้อื่นร่วมสังวาสกัน สักพักหนึ่งนางก็ไปนอน...
นางกินแล้วนอน ต่อสู้กับเจ้าตำราแห่งความเป็นและความตาย อีกวันนางไม่ทำอะไรนอกเสียจากสาดเทความโศกศัลย์ว่าเจ้ามรณาใจดำ
“เจ้าช่างอ่อนต่อโลกนักถิงถิง น้ำหน้าอย่างเจ้าน่ะหรือ จะมีปัญญาจับใครทำสามีได้?”
“นะ... นั่นเสียงพี่ใหญ่ข้า ข้าจะเอาเรื่องท่าน ร่างปลอมนีเทียนต้าเซิน!”
ยามเอ่ยนามเทพแห่งความตายด้วยท่าทีโอหัง ปลายนิ้วชี้หน้าด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
นีเทียนต้าเซินสะดุ้ง เบิกตากว้างมองเหล่ายมทูตที่มากันพร้อมเพรียง เขาพยายามข่มใจใช้สีหน้าเยือกเย็นระหว่างการประชุม หลังได้รับการไถ่ถามจากท่านลุงว่ามีเรื่องอะไรหรือ?
ในใจเทพมรณาไม่สบอารมณ์เพราะเจ้าปีศาจน้อยจอมสร้างเรื่อง นัยน์ตาสีชาดปรากฏกลางท้องนภา มองปีศาจสาววิวาทกับบุรุษในอาภรณ์สีนิล
สักพักหนึ่งนางไประบายความเศร้าบนหมอนจนเบ้าตาแดงก่ำ ร่างปลอมเฝ้าติดตามนาง นั่งลงบนฟูก ซับน้ำตาบนแก้มด้วยปลายนิ้วโป้ง ดวงตาไร้เดียงสามองตามปลายนิ้วเรียวยาว เขาไร้เกราะนิ้วอันน่ากลัวสำหรับดึงดวงวิญญาณ นางเคยเข้าใจผิดว่าเขาน่ะเป็นจอมมาร...
นีเทียนต้าเซินโมโหนางจนเกินควบคุมตนแล้วนางก็ยังไม่รู้ กระทั่งนางเริ่มเบื่อหน่าย ลุกขึ้นเดินช้า ๆ บนระเบียงเรือน เอี้ยวมองร่างสูงสง่าที่ติดตามนางเช่นเงา นางเดินไปทางไหน เขาผู้นี้ก็ตามนาง นางไปดูแผนที่บนโต๊ะทำงาน เขายืนเอามือไพล่หลัง ยิ้มให้นาง เสกชาถ้วยหนึ่งแล้วผายมือเชื้อเชิญ วางดอกเหมยฮวาลงบนโต๊ะ
“ข้าไม่หลงกลท่าน มาทำยิ้มเสแสร้ง อย่างไรก็มิใช่บุรุษเทพผู้เหี้ยมโหดของข้า” นางส่ายหน้าไปทางหน้าต่างไม้สลัก ดวงตากลางท้องนภาหายไป
นีเทียนต้าเซินออกไปประชุมกับเหล่ายมทูตเรื่องการรวบรวมดวงวิญญาณครั้งใหญ่ คงไม่มารบกวนใจอีกเป็นครึ่งค่อนวัน นางรู้สึกว่างเปล่าเงียบเหงาประหลาด ก้มมองแผนที่ขนาดใหญ่จนล้นโต๊ะด้วยแววตาซุกซน
โลกมนุษย์!
แผนที่ตรงหน้าเป็นสิ่งที่นางเฝ้าฝัน นัยน์ตาสีอำพันทอประกาย เมื่อใช้ดวงตาปีศาจเพ่งมองจุดดำจุดหนึ่ง บังเอิญเห็นสามีภรรยาเสพสังวาสในกระท่อมร้างบนฟางหญ้า
‘มะ... มันใหญ่ขนาดนั้น!’
ท่อนที่ขยับเข้า ๆ ออก ๆ ผ่านช่องทางเล็กแคบเปียกชุ่มน้ำหนืด ในสีหน้าหลงใหลคลั่งไคล้ของบุรุษสตรี พวกเขาปลดปล่อยกามารมณ์ แลดูเป็นสุขยิ่งนัก
นึกย้อนไปเมื่อสองร้อยปีก่อนนางลอบดูพี่รองพี่ใหญ่สมสู่กับจิ้งจอกหนุ่ม พี่รองเล่นของใหญ่ตั้งสาม! หางสีขาวสะอาดที่สะบัดพลิ้วไปมาในเวหา บุรุษจิ้งจอกร่างกำยำสวมกอดมอบจุมพิต ขยับกายแนบชิดพี่สาวทั้งสอง แววตาเย้ายั่วหลายคู่สบมองมายังนางที่วิ่งหนีไป หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา พวกเขาเอาแต่หัวเราะเยาะนาง
เอาเข้าจริง ๆ นางก็เคยคิด ด้วยสัญชาติปีศาจ โลหิตเข้มข้นไหลเวียนในเรือนกาย ติดเพียงนางเป็นสตรีประหลาด หลงใหลในความดีของเทพ
‘เทพหรือ? ใช่แล้วล่ะ ข้าลืมไปได้ยังไงกัน สหายข้าเป็นถึงแม่เฒ่าอาวุโสในภพภูมิลับแล เทพธิดานักทำนายผู้ยิ่งใหญ่ บางทีแม่เฒ่าอาจช่วยเหลือข้าได้’
สตรีในอาภรณ์ขาวสะอาดกลับไปนั่งกอดหัวเข่าหน้าตาครุ่นคิด ร่างปลอมเอามือไพล่หลังยืนจ้องนาง กลับทำเป็นไม่สนใจ เหมือนกับว่าเขาเป็นเพียงท่อนไม้
‘ใช่สถานการณ์คับขันเข้าตาจนเสียเมื่อไร เทพอาวุโสบำเพ็ญเพียรอยู่เป็นนิจ ไม่สมควรที่จะไปรบกวน ข้ากินดีอยู่ดี ถึงทำงานลำบากอย่างไร เทพมรณาก็เอาใจข้า’
ตรึกตรองถี่ถ้วนแล้วนางไม่กล้านำความเดือดร้อนไปให้แม่เฒ่าผู้ซึ่งนางเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ฉับพลันนั้นเอง ดวงไฟยมทูตพุ่งเข้ามาในห้องนอนนาง ท่านลุงในร่างสตรีนำอาภรณ์สีสันสวยงามใส่ลงในหีบผ้า วางขนมแป้งปั้นและถ้วยชาบนโต๊ะไม้ตัวใหญ่กลางห้อง
ร่างปลอมมองสตรีในอาภรณ์สีนิลด้วยรอยยิ้มมีนัย ถึงแม้ว่ากลุ่มควันหยินหยางจะหายไปสักครู่แล้ว มิอาจล่วงรู้ได้เลยว่าเขาผู้นี้กำลังคิดอะไร ในขณะที่ยมทูตมองว่าตำราสีชาดเฝ้านางเอาไว้ตามคำสั่งเทพมรณา
‘เจ้าระวังตัวด้วย ข้าไม่สามารถควบคุมตำราสีชาดได้ดั่งใจ ตำราเล่มนี้นึกอยากจะทำอะไรก็ทำ...’
เรื่องสำคัญถึงเพียงนี้มีเขาและนางที่รู้ หัวใจปีศาจสาวขยับไหว นางเงยหน้ามองผ่านหน้าต่างไป ไม่พบเทพมรณาซึ่งยังคงไม่กลับมาพบนาง ตบหน้าเบา ๆ หวังให้ตนเลิกฟุ้งซ่าน
กระดิ่งลางร้ายในเรือนใต้ที่สั่นดังทำให้มิอาจชะล่าใจ หลี่หวังหยางนัดแนะบรรดาปีศาจให้เล่นละครไปตามน้ำ ตบตากลุ่มควันหยินหยางซึ่งอาจปรากฏตัวอีกเมื่อใดก็ได้ ตามคาดการณ์ว่ายมทูตอาจกลับมา เมื่อศัตรูตายใจ จะได้ไม่เสียการใหญ่ ค่อยส่งสารแจ้งฝั่งจิ้งจอกเงินให้สลักอักษรไว้บนฝ่ามือว่า ‘忘’ ลืม หมายถึงเวทลบเลือนความจำของยมทูต“ที่ใดมีความตาย ที่นั่นมียมทูต พวกนั้นรวบรวมดวงวิญญาณมากมายไปเพื่ออะไร?”สีหน้าสงสัยแกมเจ้าเล่ห์ของปีศาจเฒ่าในร่างบุรุษรูปงามซักไซ้เอาความจริงจากร่างไร้สติสตรีในอาภรณ์สีชาดอยู่ในเงื้อมมือ เวทหยินห้อมล้อมรอบลำคอ ยามนี้จะบีบคั้นนางก็ตายเปล่า นางสูญสลายเป็นเถ้าควันได้ในพริบตาข้างกันนั้นเป็นพี่สาวทั้งสองนอนฟุบบนพื้นหญ้า ญาติผู้พี่อีกสาม บุรุษจิ้งจอกผู้ติดตามฮู่โหมวยังคงไม่ฟื้นจากแรงปะทะของเวทปีศาจราตรี การสะบัดพิษจากปีกของหลี่หวังหยางทำลายเวทหยินหยางใต้อักษร 忘 กลางหน้าผากจนแตกเป็นเสี่ยง ดวงตาสีอำพันเปิดเผยบนปีกสีนิลทั้งแปดคู่ หลังจากนั้นเรือนไม้ในงานวิวาห์กลายเป็นพื้นที่โล่งเปล่าเยียบเย็น“พวกมันใช้เวทลบเลือนความทรงจำ ส่งตัวเจ้าสาวกลับคืนสู่งานวิวาห์เช่นคืนที่ลักพาตัวเจ้าไป อื้ม.
ถิงถิงพร่ำพรอดกอดเทพมรณาหลังจากที่เขาไม่ขัดขืนนางอีก ฝ่ามือเย็นเฉียบของนางลูบไล้ผิวกายอุ่น ได้ยินเสียงผ่อนลมหายใจครืดคราดผ่านใบหูไปไว ๆ เขาปิดตาลงบ่อยครั้งจนนางขมวดคิ้วสงสัย กว่าที่นางจะรับรู้ได้อีกคราจากสัมผัสของมืออุ่นร้อน กำลังลูบผ่านแผ่นหลังบางเนื้อกายของนางและเขาแนบชิดสนิทสนม ไอปีศาจห้อมล้อมทั้งสองเรือนกาย นางสารภาพต่อเขาว่านางมีความสุขมากมายเท่าไร“ความสุขอะไรของเจ้า ร่วมแรมปีในนครมรณา ใต้ต้นไม้วิญญาณ ในเรือนไม้ที่ข้ามานั่งทำงานเคียงข้างเจ้า ข้าเฝ้ามองเจ้า วัน ๆ เจ้าเอาแต่นอนเกียจคร้าน”“นานขนาดนั้นเชียวหรือ?”“อื้ม... ตอนข้าไม่อยู่ เจ้าไปเที่ยวเล่น ข้ามเทือกเขาไปก่อกวนยมทูตในหลายเขตแดน เจ้าทักทายพวกเขาทุกรุ่งอรุณ ยมทูตกลับมาจากการรวบรวมดวงวิญญาณ ไยเจ้ายืนกรานว่ามีความมืดมิดเป็นสหาย?”ปีศาจน้อยคลี่ยิ้ม กลอกแววตาซุกซน ยามหวนคิดถึงท่านลุงทั้งหลายท่ามกลางราตรีมืดมิดของเมืองมรณา กลุ่มเมฆาสีขาวสลับดำเป็นดวงกลมนับหลายหมื่นลอยละล่องในเวหา ไม่ไกลจากตัวนางซึ่งเป็นผีเสื้อตัวน้อยในวงยมทูตยมทูตมักปิดวาจา ไม่ใคร่สนทนา นอกเสียจากกับยมทูตด้วยกัน ท่านลุงค่อนข้างรำคาญนางเอามาก ๆ หากเห็นนางเดิ
“ว่าง… อย่าเสียเวลาข้า ดวงวิญญาณมากมายเฝ้ารอเทพมรณา ข้าจำต้องออกไปรับดวงวิญญาณ นำทัพยมทูต…” นางพูดแทนเขา ขยับปลายนิ้วเรียวยาวหยิกจมูกโด่งเป็นสันคม เขาย่นจมูก พ่นลมหายใจสีชาดแลดูน่าสะพรึงกลัว นางมิได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อย แถมยังต่อว่า “ข้าได้ยินจนเบื่อ เชื่อข้าเถอะ ถึงท่านไม่ทำงาน ยังมีเทพมรณาอีกตั้งสอง”“ทำงานได้เรื่องที่ไหน...”“ท่านไม่ควรดูแคลนผู้ใดในแดนมรณา แดนปีศาจ แดนเทพ แม้แต่มนุษย์ผู้ไร้ซึ่งพลัง พวกเขามีความคิดยิ่งใหญ่เกรียงไกร มีหัวใจกล้าหาญเสียสละ นีเทียนต้าเซิน ท่านรู้ไหม? ราชาแห่งสวรรค์ปกครองแดนเทพด้วยเมตตาธรรม ท่านอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ดูแคลนแม้กระทั่งปีศาจ”“เจ้าเคยพบเขาผู้นั้นหรือ? ข้าว่าเจ้าเพียงได้ยินมา ส่งสารผ่านปากต่อปาก เจ้ารู้จักคน แต่หารู้จักใจเขาไม่”ถิงถิงส่ายหน้า ค่อนขอดเทพผู้ผยองตน เขาหลุบตามองนาง หัวเราะชั่วร้าย นางกล่าวว่าแม่เฒ่าเล่าให้นางฟัง นางอดไม่ไหวต้องสั่งสอนเทพซะบ้าง“ท่านเงียบเสีย... จูบข้า”“เจ้า... อยากตายรึ?” เขาเข่นเขี้ยวขู่นาง ออกแรงขัดขืนการบังคับจากลมพัดไหวข้างใบหู ทว่าในห้วงนิทรานี้ไม่ว่านางสั่งอะไรก็จำต้องทำตาม“จูบข้า ที่หน้าผาก แก้ม ริมฝีปาก”นี
นัยน์ตาเยียบเย็นสีชาดไม่ไหวติง แม้ปีศาจสาวจะพลิกฝ่ามือดึงเทพมรณาให้มานั่งจิบชาในฝั่งตรงกันข้าม บังคับเขาไปเสียทุกอย่างดั่งใจนาง เสกถ้วยชาและขนมหน้าตาน่ารับประทาน แป้งปั้นเป็นรูปดอกไม้ รูปภูตแมลงผีเสื้อ เต่าทอง วางเรียงรายในจานดินเผาบนโต๊ะเตี้ย ๆเมื่อตรึกตรองดูแล้วนีเทียนต้าเซินใช้พลังมากมหาศาลในการผนึกตำราสีชาด มันเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ตามคำตักเตือนของยมทูตอาวุโส ตอนนี้เขาไม่น่ามีพลังมากพอทำลายห้วงนิทราผีเสื้อใช่แล้วล่ะ... นอกเสียจากผนึกตำราไม่ได้ ร่างปลอมมาพบนางอย่างลับ ๆ ชั่วพริบตาเดียวก็หายไป กระจกเวทแปดเหลี่ยมนี้นางได้มาจากเขา เรียกของวิเศษมาให้นางเหมือนกระบี่ปีศาจเพียงนางเอ่ยขอ“ข้าเดาว่าท่านกำลังใช้ความคิด ไม่รู้ว่าในนิทราผีเสื้อสามารถทำงานของท่านได้หรือไม่?”“...”นีเทียนต้าเซินนั่งนิ่งขรึม มองนางรินชาอย่างกุลสตรีก่อนหน้านี้นางเปลี่ยนอาภรณ์เทพมรณาเป็นสีฟ้าคราม สีเขียวมรกต ปักปิ่นงดงามอย่างคุณชายในเมืองมนุษย์ เป็นสีขาวอย่างบุรุษเทพในเทวโลก เป็นสีนิลสนิทมีกรงเล็บปีศาจประหนึ่งจอมมาร นางเรียกเขาท่านจอมมารแล้วหัวเราะ นางเล่นสนุกกับการเปลี่ยนอาภรณ์ของเขาไปมาจนพลังหยินลอยละล่องเต็
ฝันไปเถอะ!นีเทียนต้าเซินหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน แทนที่จะลั่นวาจาเด็ดขาด ไม่มีทางรับดวงวิญญาณนางมาเป็นยมทูต ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ลิขิตชะตา เป็นเรื่องเหนืออำนาจการควบคุม ภพชาติหน้าของนางจะเกิดเป็นอะไรก็หาได้รู้ไม่ขณะนัยน์ตาสีชาดยังคงเพ่งมองท่าทีโอหัง หวังให้นางศิโรราบ เขายืนเอามือไพล่หลังข้างฟูกนาง“ลุกขึ้นมาทำงานของเจ้า ไหวหรือไม่?”“ข้าไม่ทำงานให้ท่านแล้ว ข้าจะไป... จากที่นี่”“เจ้าแน่ใจ?”“เจ้าค่ะ ท่านและข้า ขออย่าได้พบกันอีกเลย หากมิใช่ในปรภูมิ หวังว่าท่านจะไม่ลืมที่ลั่นวาจาเอาไว้ว่าข้าเปลี่ยนใจได้ทุกเมื่อ”สีหน้าของผู้ขลาดกลัวบัดนี้เป็นคนละคน นางไม่อ่อนน้อมยอมตามอีกต่อไปนีเทียนต้าเซินเบิกเนตรสีชาด ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดประหลาดในอก ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อยมทูตตัดขาดจากห้วงความรู้สึกสิ้น อีกใจหนึ่งก็หวังให้นางเปลี่ยนคำพูดของนาง กลับพบเพียงลูกแก้วอำพันเปี่ยมล้นหยดน้ำตา นางยืนกรานว่าจะกลับเรือนใต้ เขากลั้นใจตอบนาง“ได้ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจดีแล้ว ข้าจะไปส่งเจ้า”-----------หัวใจปีศาจเคยสงบราวสายน้ำนิ่ง บัดนี้ไม่ต่างจากกระแสน้ำวน นางทั้งสับสน เสียใจ ไยเทพมรณาช่างไร้เย
ระหว่างที่นางลุกขึ้นไปเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่ เจ้าร่างปลอมไม่เลิกตามนาง แถมทำหน้าตาขึงขังเจ้าเล่ห์ นางเกือบจะควักกระบี่ปีศาจออกมาฟาดฟันการต่อสู้อันไร้ประโยชน์หยุดลงในหัว เมื่อสิ่งของสำคัญอยู่ในเรือนใต้ทั้งหมด นางนั่งถอนหายใจบนฟูก ก่อนจะเบิกตากว้างมองกระบี่สีนิลปรากฏในมือเทพ ไม่รู้ว่าร่างปลอมเสกมันขึ้นมาได้อย่างไร เขาขยับฝีเท้าเข้ามาหานาง ส่งกระบี่สลักลายบุปผาให้นางกับมือ นางลุกขึ้นยิ้มดีใจ“กระบี่ปีศาจข้า... ท่านได้มายังไง?”ร่างปลอมยิ้มให้นางแทนคำตอบ นางพยายามถามเขาเท่าไรก็ยอมบอกนาง“ก็ได้ ข้าจะยอมตามใจท่านสักวัน ท่านตัวปลอม ขอโทษที่ข้าเสียมารยาท”ใบหน้าหล่อเหลาแลดูอ่อนโยนแม้กระทั่งในแววตา เขาชื่นชมนางพลางว่า ‘ดีแล้ว ดีมาก’ โน้มลงแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียน นางสะดุ้ง ยกมือแปะหน้าผากเหมือนถูกของร้อน แก้มแดงระเรื่อไปถึงใบหู“ท่านทำอะไรน่ะ!?”“เจ้าชอบ”“ทะ... ท่านเป็นเพียงภาพลวงตา”“เหลวไหล เบื้องหน้าสายตาเจ้าเป็นเรื่องจริง มีอยู่จริง เจ้าเชื่อข้า”“ท่าน... เหมือนเขามาก ทั้งกายทิพย์... วิญญาณ ทั้งกลิ่นดอกปี่อั้น...”“เมื่อคืนข้านอนข้างหลังเจ้า... ใส่ยาบนปีกเจ้า...”ถิงถิงกลอกตาใช้ความคิด ตั้







