LOGINเมื่อถูกถามหลี่ชุยผิงรีบหันมาหาไป๋หนิงเฟิ่งแล้วเอ่ยถามออกมาว่า “หนิงเฟิ่ง เจ้าว่าจ่ายที่นี่หรือจะให้ไปเก็บที่จวนดี” น้ำเสียงนั้นอ่อนหวานยิ่งนัก
“อันนี้ก็แล้วแต่เจ้าสิ ข้าไม่ได้เป็นผู้ซื้อเสียหน่อย” ไป๋หนิงเฟิ่งเองก็ตอบกลับไปด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้ม
นั่นทำให้หลี่ชุยผิงชะงักไปในทันที ก่อนจะพยายามปรับสีหน้าแล้วกล่าวออกมาอีกครั้ง “แต่ทุกครั้งที่ข้าออกมาเดินเล่นเป็นเพื่อนเจ้า เจ้าก็เป็นคนจ่ายให้ข้ามิใช่หรือ”
“นั่นมันเมื่อก่อน ตั้งแต่ข้าขอยกเลิกงานแต่งจนให้ชื่อเสียงเสียหาย ท่านพ่อก็ตัดเงินของข้าเกือบหมด ข้าไม่มีเงินจ่ายให้เจ้าหรอก เห็นทีครั้งนี้เจ้าต้องจ่ายด้วยตัวเองเสียแล้ว” ไป๋หนิงเฟิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย คล้ายกับนางไม่มีเงินจริง ๆ
คราวนี้ใบหน้าของหลี่ชุยผิงซีดเผือดลงทันที นางไม่คิดว่าสหายจะกล่าวเช่นนี้ ถึงแม้ว่านางจะเป็นลูกหลานของตระกูลหลี่ ซึ่งเป็นตระกูลของเสนาบดี แต่ใช่ว่านางจะมีเงินมากมายขนาดนี้ อีกทั้งเครื่องประดับพวกนี้ ราคารวมแล้วก็พันกว่าตำลึงเงิน แล้วนางจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายกันล่ะ
ไป๋หนิงเฟิ่งไม่รอให้สหายตั้งสติได้ นางจึงรีบกล่าวออกมาอีกครั้ง “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ข้าเป็นคนจ่ายค่าเครื่องประดับของเจ้าทั้งหมด เจ้าเองก็บอกข้าตลอดนี่ว่าจะคืนเงินให้ จะว่าไปตั้งแต่เราเป็นสหายกันมา เจ้าก็ไม่เคยคืนข้าเลยสักครั้ง เดี๋ยวอย่างไรวันนี้ข้าจะทำรายการทุกอย่างให้ ใบเก็บเงินของทางร้าน ข้ายังเก็บไว้อย่างดี หวังว่าเจ้าจะเห็นใจคืนเงินให้ข้าบ้าง เพราะตอนนี้ข้าถูกท่านพ่อตัดเงิน จนแม้จะซื้อปิ่นปักผมสักชิ้น ยังซื้อไม่ได้” น้ำเสียงของนางนั้นคล้ายกับขอให้สหายเห็นใจ ที่ตอนนี้นางไม่มีเงิน จึงเอ่ยปากทวงเงินสหาย
สิ้นคำของนาง ลูกค้าและผู้คนที่อยู่ในร้าน ต่างก็ป้องปากซุบซิบนินทา
“ไม่คิดเลยว่าคุณหนูหลี่จะเห็นแก่ตัวขนาดนี้ ถึงขั้นให้คุณหนูไป๋จ่ายค่าเครื่องประดับต่าง ๆ ให้ทุกครั้ง แถมบอกจะคืนก็ไม่คืนให้ ทำเหมือนกับว่าตระกูลหลี่ไม่มีเงิน”
“เจ้าไม่ควรกล่าวเช่นนั้น จวนเสนาบดีหลี่หรือจะไม่มีเงิน ข้าไม่เชื่อหรอก ตระกูลหลี่มีแต่คนนับหน้าถือตา แล้วเหตุใดคุณหนูหลี่คนนี้ จึงได้ทำตัวเช่นนี้กันนะ”
เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ สร้างความอับอายให้กับหลี่ซุยผิงอย่างมาก นางมองหน้าไป๋หนิงเฟิ่งด้วยความแค้นเคือง และคิดในใจว่า
‘นังโง่นี่เป็นอะไรไปกันนะ นอกจากจะไม่จ่ายค่าเครื่องประดับในครั้งนี้แล้ว ยังทวงเงินที่จ่ายเครื่องประดับไปก่อนหน้านี้หลายครั้งคืนอีก ทำเช่นนี้มันหักหน้ากันชัด ๆ’
“เจ้าไม่ได้บอกเองหรอกหรือว่า ที่ผ่านมาเจ้ายินดีซื้อเครื่องประดับพวกนั้นให้ข้า อีกทั้งครั้งนี้เจ้าก็เป็นฝ่ายพาข้ามาที่นี่ แล้วเหตุใดเจ้าถึงบอกเช่นนั้นล่ะ” หลี่ชุยผิงยังคงกล่าวออกมาเพื่อรักษาหน้าตนเอง
“เจ้าคิดอะไรผิดไปหรือไม่ เพราะเราเป็นสหายกัน ข้าไม่อยากให้เจ้าเสียหน้าเลยจ่ายให้ก่อน อีกทั้งวันนี้เจ้าก็เป็นคนชวนข้ามาเดินเล่นที่ตลาด ซึ่งเจ้าก็บอกเองว่าต้องการจะซื้อเครื่องประดับ แล้วเหตุใดข้าจึงต้องจ่ายให้เจ้ากันล่ะ อีกอย่างข้าก็บอกไปแล้วว่าข้าถูกท่านพ่อตัดเงิน จึงต้องจำใจทวงเงินจากเจ้า หวังว่าเจ้าจะเห็นใจคืนเงินให้ข้าบ้าง”
ไป๋หนิงเฟิ่งตอบกลับ สีหน้าและแววตาของนางดูไร้เดียงสามาก ไม่บ่งบอกเลยว่าต้องการกลั่นแกล้งอีกฝ่าย
“คุณหนูหลี่ พวกเราไม่อยากจะเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยหรอกนะ แต่อย่าลืมว่าตอนนี้ข่าวลือของคุณหนูไป๋ กระจายทั่วไปเกือบทั้งเมืองหลวงแล้ว หากข้าเป็นนาง ข้าก็คงไม่ออกมาจากจวนหรอก ออกมาให้ได้ยินสิ่งที่ผู้คนซุบซิบนินทาหรือ ข้าว่านางคงออกมาเพราะขัดเจ้าไม่ได้”
คุณหนูคนหนึ่งที่ยืนฟังอยู่เอ่ยออกมา ข่าวลือยังคงแพร่กระจาย และเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน หากเป็นนางก็คงไม่ออกมาพบหน้าผู้คนหรอก
“ใช่ ๆ อีกอย่างนางก็บอกว่าถูกท่านพ่อตัดเงินจนหมด เจ้าก็คืนเงินให้นางบ้างเถอะ” ลูกค้าอีกคนที่อยู่ในร้านกล่าวขึ้นมา
เมื่อมีคนที่หนึ่ง ย่อมต้องมีคนที่สองสามตามมา กลายเป็นว่าภายในร้านซินหรงเวลานี้เต็มไปด้วยเสียงผู้คน แต่ไม่ใช่เป็นการซื้อสินค้าหรือนินทาคุณหนูไป๋ แต่กลับพากันนินทาคุณหนูหลี่อย่างสนุกปาก
“คุณหนูหลี่ ท่านจะจ่ายเงินตรงนี้ หรือให้ร้านซินหรงส่งรายการไปเก็บเงินที่จวนสกุลหลี่ดีขอรับ” หลงจู๊เมิ่งเอ่ยเสียงเย็น เนื่องจากเขารู้แล้วว่าคุณหนูคนนี้ คงไม่มีเงินจ่ายค่าเครื่องประดับอย่างแน่นอน
“เอ่อ...” หลี่ชุยผิงเหมือนน้ำท่วมปาก นางไม่คิดว่าจะถูกกลั่นแกล้งและทำให้อับอายขายหน้าต่อหน้าคุณหนูในเมืองหลวงเช่นนี้
“เช่นนั้นเอาไว้ที่ร้านก่อน ข้าพร้อมแล้วจะกลับมารับและจ่ายเงิน” สุดท้ายเพื่อไม่ให้เสียหน้า นางเลยต้องบอกเช่นนี้ออกมา
หลงจู๊ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะเอ่ยย้ำอีกครั้ง “เช่นนั้นก็ได้ แต่อย่างไรข้าต้องบอกกล่าวคุณหนูหลี่เสียก่อนว่า ร้านของเราให้เวลาท่านเพียงเจ็ดวัน ไม่เช่นนั้นเครื่องประดับพวกนี้ต้องถูกนำออกมาขาย และข้าต้องส่งหนังสือแจ้งจวนสกุลหลี่ ในเรื่องที่ท่านจองสินค้าแล้วไม่สามารถจ่ายเงินได้”
“เหตุใดต้องทำเช่นนั้น” นางกล่าวอย่างไม่พอใจ เพราะหากเรื่องนี้รู้ถึงจวนสกุลหลี่ คงไม่ดีกับนางแน่
“นี่เป็นกฎของร้าน” เขาเอ่ยอย่างเย็นชา
ไป๋หนิงเฟิ่งแม้จะดูปกติและไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ออกมา แต่ในใจนั้นกลับสาแก่ใจยิ่งนัก ‘นี่เป็นการเอาคืนครั้งแรกเท่านั้น เจ้ายังต้องเจอกับเรื่องต่าง ๆ อีก จนกว่าข้าจะพอใจ’
“หม่อมฉันก็ดีใจเช่นกันเพคะ ตาแก่พวกนั้นที่ทำให้ท่านพี่ต้องปวดหัว และพยายามยัดเยียดสตรีเข้าวังหลัง หากรู้ว่าท่านกำลังมีบุตรและหม่อมฉันไม่ใช่แม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ จะทำสีหน้าอย่างไร” ไป๋หนิงเฟิ่งกล่าวพร้อมกับยิ้มออกมา นางไม่อยากสร้างศัตรู แต่ไม่ลืมคนที่ทำให้พระสวามีของนางปวดหัว“เจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจริง เอาล่ะ ข้าจะสั่งเปิดโรงทานสักเจ็ดวัน ทุกหัวเมือง ฮองเฮาของข้า เจ้าคิดว่าดีหรือไม่ จริงสิ ต้องส่งข่าวบอกพ่อตากับเสด็จพ่อด้วย” เขาพูดอย่างหลอกล้อนาง และบอกสิ่งที่อยากจะทำ โดยไม่ลืมส่งข่าวเรื่องนี้ให้กับบิดาและพ่อตาของตนได้รับรู้“ดีเลยเพคะ แม้ว่าบ้านเมืองของเราจะอยู่ในภาวะที่สงบ แต่การเปิดโรงทานให้ชาวบ้าน จะแบ่งเบาค่าใช้จ่ายพวกเขาไปไม่น้อยเลยเพคะ” นางกล่าวอย่างยินดีและเห็นด้วยที่สามีจะเปิดโรงทาน“เช่นนั้นก็เอาตามนี้”จากนั้นฮ่องเต้จึงหันมาสั่งการคนสนิท เพื่อเปิดโรงทานทุกหัวเมืองข่าวเรื่องที่ฮองเฮาทรงพระครรภ์ได้กระจายไปทั่วทั้งวังหลวงและนอกวัง ราษฎรต่างแสดงความยินดีอย่างยิ่ง เพราะตั้งแต่ฮ่องเต้เซียวเฟยหลงขึ้นครองราชย์ ทุกอย่างก็ยิ่งดีขึ้น พระองค์ทรงลดภาษีให้กับชาวบ้านสามปี ทำให้ชาวบ้านต่างก
ตอนพิเศษ ฮองเฮาเพียงหนึ่งเดียวครึ่งปีผ่านไปเวลานี้เซียวเฟยหลงได้ขึ้นครองราชย์แล้ว ส่วนอดีตฮ่องเต้เหมือนได้พัก แต่ก็พยายามเร่งให้บุตรชายรีบทำให้พระชายาตั้งครรภ์ อีกทั้งพวกขุนนางเฒ่าทั้งหลาย ต่างก็พยายามถวายฎีกา เพื่อให้ฮ่องเต้พระองค์เฟยหลงรับนางกำนัลและพระสนมเข้าวัง นี่จึงทำให้ฮ่องเต้โกรธมาก พระองค์ได้ส่งองครักษ์ข้างกายไปตรวจสอบเรื่องราวของขุนนางพวกนั้น ทำให้แต่ตระกูลอลหม่านวุ่นวายไม่จบสิ้น จนต้องเงียบปากและกล้าไม่เข้ามาวุ่นวายเรื่องนี้อีกส่วนตระกูลหลี่ได้ส่งหลี่ชุยผิงแต่งเข้าตระกูลพ่อค้า เนื่องจากนางเลยวัยแต่งงานมาหลายปีแล้ว ที่สำคัญแม้ว่านางจะแต่งเข้าไปเป็นภรรยาเอก แต่ฝ่ายชายกลับมีอนุที่รักมากอยู่แล้วนั่นจึงทำให้หลี่ชุยผิงแต่งเข้าไป ก็ไม่ต่างกับตายทั้งเป็น นางพยายามเขียนจดหมายหาต้วนอ๋อง เพื่อให้เขาเห็นใจและมาพานางออกไปจากขุมนรกแห่งนี้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นแม้ว่าไป๋หนิงเฟิ่งจะอยู่วังหลัง ทว่านางยังคงได้ข่าวของหลี่ชุยผิงอยู่ตลอด โดยรับรู้จากนางกำนัลคนสนิทอย่างเสี่ยวหลัน‘ไม่คิดว่าเจ้าจะมีชะตากรรมที่เลวร้าย ไม่ต่างจากข้าเมื่อชาติก่อน’นางคิดในใจถึงชะตาก
รองแม่ทัพชิงกล่าวตามที่เขาคิด จากนั้นก็ยกเหล้าขึ้นมาดื่ม เขาพอจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง และรู้ว่าเพราะเหตุใดที่ต้วนอ๋อง แม่ทัพหนุ่มอนาคตไกล จึงกลับมาประจำการอยู่ที่นี่ แทนที่จะพักในเมืองหลวงนาน ๆ“คงเป็นจริงอย่างที่เจ้าว่ามา” ต้วนอ๋องได้แต่ยิ้มออกมาอย่างฝืน ๆ ก่อนจะนั่งดื่มเหล้าชมจันทร์กับรองแม่ทัพคู่กายเงียบ ๆ‘หวังว่าสักวัน ข้าจะพบรักแท้อีกครั้ง’ เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน ตอนนี้ฮ่องเต้ตัดสินใจสละราชบัลลังก์อย่างที่เคยบอกไว้ เลยเรียกองค์รัชทายาทและพระชายามาพบที่ตำหนัก“วันนี้เราเรียกพวกเจ้าทั้งสองคนมาเพื่อแจ้งข่าว เราเหนื่อยแล้วจึงอยากจะพักผ่อน”ได้ยินเพียงเท่านี้ ไป๋หนิงเฟิ่งจึงเข้าใจได้ทันทีว่า งานหนักคงตกมาที่นางอีกแล้ว ‘ต่อไปข้าคงได้รับหนังสือร้องเรียนจำนวนมากแน่’ นางถอนหายใจออกมาเล็กน้อย“หากเสด็จพ่อเหนื่อย กระหม่อมยินดีที่จะสะสางราชกิจต่อเอง ถึงอย่างไรขุนนางเฒ่าพวกนั้น ก็ไม่สามารถเล่นงานกระหม่อมได้อยู่แล้ว”เซียวเฟยหลงกล่าวอย่างจริงจัง เขาไม่ได้มีท่าทีร้อนใจในเรื่องนี้ เพราะเตรียมใจไว้แล้วกับเรื่องที่ต้องขึ้นครองราชย์แทนบิดา อีกทั้งตั้งแต่มาอยู่ในตำแหน่งองค์รัชทายาท รา
บทส่งท้าย ชะตาชีวิตที่เปลี่ยนไปแล้วหลายเดือนผ่านไป...ไป๋หนิงเฟิ่งได้เข้ามาอยู่ในตำหนักบูรพาแล้ว ทว่านางยังคงทำหน้าที่ของตนไม่บกพร่อง เนื่องจากเซียวเฟยหลงส่งกุญแจคลังและสมุดรายการทรัพย์สินให้ นางจึงรู้ได้ว่าพระสวามีนั้นร่ำรวยกว่าผู้ใด ทรัพย์สินและเงินที่เขามี น่าจะมากกว่าคลังหลวงหลายเท่าซึ่งไม่ต่างจากเซียวเฟยหลง หลังจากเป็นองค์รัชทายาทแล้ว พระองค์ยังทรงงานหนักมากกว่าเดิมจนแทบมีเวลาพัก แต่ถึงอย่างนั้นพระองค์ก็ยังเติมความหวานให้กับพระชายาอยู่เสมอหากจะไม่เอ่ยถึงคนตระกูลไป๋สายรองก็คงไม่ได้ เนื่องจากอารองและอาสามของนาง วางแผนเข้าร่วมกับองค์ชายสามเพื่อก่อการกบฏ ทำให้คนพวกนั้นต้องโทษทั้งหมด ทั้งถูกยึดทรัพย์และถูกส่งไปยังถิ่นทุรกันดาร รวมถึงฮูหยินผู้เฒ่าไป๋ก็ต้องรับโทษด้วย หลายเดือนมานี้ จวนสกุลไป๋จึงกลับมาสงบลงอีกครั้ง“กำลังนั่งคิดสิ่งใดอยู่หรือ” องค์รัชทายาทเดินเข้ามา แล้วโอบอุ้มภรรยาขึ้นมานั่งบนตักพร้อมกับกอดนางเอาไว้แน่น“ท่านพี่ อายบ่าวเสียบ้างเถิด ดูสิ ข้าไม่รู้จะเอาหน้าไว้ที่ใดแล้ว” นางกล่าวอย่างเขินอายและทุบอกเขาเล็กน้อย เนื่องจากนางกำนัลยังอยู่บริเวณนี้หลายคน“จะอายทำไมกัน เจ้ากั
ชายชราตรงหน้ามองคนรุ่นหลานด้วยสายตาตื่นตระหนก เงาของดาบวาววับเข้าตา ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดลง พร้อมกับลมหายใจของเสนาบดีเสิ่นผู้ยิ่งใหญ่จวนตระกูลเสิ่นเวลานี้นองไปด้วยเลือด หากใครจะกล่าวว่าองค์ชายรองเซียวเฟยหลงคือทรราช องค์ชายผู้นี้รองเหี้ยมโหดเกินไป เขาคงไม่ใส่ใจ เนื่องจากเหตุการณ์ในวันนี้ เขาทำเพื่อคนที่รัก หาไม่แล้วหากปล่อยให้ผู้ใดหลุดรอดไปได้ วันหนึ่งพวกมันคงหาวิธีกลับมาล้างแค้นอย่างแน่นอนสตรีและคนที่ยอมศิโรราบ ถูกส่งตัวเข้าคุกหลวง แล้วรอคำตัดสินเนรเทศไปอยู่ชายแดนเพื่อเป็นทาสเมื่อองค์ชายใหญ่รู้ข่าวของมารดาและตระกูลเสิ่น เขาแทบสิ้นสติ เนื่องจากเขาหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว ใจคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีฮ่องเต้อยู่เบื้องหลังเป็นแน่ หาไม่แล้วเซียวเฟยหลงคงไม่กล้าทำเรื่องใหญ่โตกับตระกูลเสิ่นเข่นนี้เช้าวันต่อมาข่าวเรื่องการทำผิดและถูกกวาดล้างตระกูลเสิ่น แพร่กระจายดังไปทั่วเมืองหลวง และยังมีข่าวอีกว่าเสนาบดีเสิ่นและบุตรชายต่อต้าน ไม่ยอมถูกจับ เลยถูกองค์ชายรองสังหารส่วนฮองเฮายังมีข่าวเล็ดลอดออกมาจากวังหลวงว่าพระนางคบชู้ ซึ่งฮ่องเต้จับได้คาหนังคาเขา พระองค์จึงประทานยาพิษทันทีไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าฮ่องเต
กวาดล้างตระกูลเสิ่นเมื่อเห็นท่าทีของมารดาเป็นเช่นนี้ เซียวอี้เฉิงจึงขมวดคิ้วเป็นปม ‘ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเสด็จแม่ ถึงได้ไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะท่านตาน่าจะส่งข่าวมาแล้วมิใช่หรือ ทว่าเรื่องนี้เจ้าสามไม่รู้เรื่อง ข้าจึงนิ่งเงียบไว้ก่อน’ เขาครุ่นคิดอยู่ในใจ“เหตุใดเสด็จแม่จึงดูเหมือนไม่รู้เรื่อง หรือว่าเสด็จพ่อไม่ได้บอกกล่าวเสด็จแม่ถึงเรื่องนี้ จริงสิ เหมือนพี่รองจะจับกุมพวกนักฆ่าไว้ได้เกินครึ่ง เวลานี้น่าจะสอบสวนอยู่” องค์ชายสามเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งยิ่งได้ยินเช่นนี้ เสิ่นฮองเฮายิ่งกำมือแน่นด้วยความหวาดหวั่น เรื่องนี้นางไม่รู้เลย ใบหน้าจึงซีดเผือดโดยไม่รู้ตัว ‘เหตุใดข้าไม่ว่าว่าฮ่องเต้ไปงานมงคลของมัน แล้วเหตุใดท่านพ่อยังลงมือต่อหน้าฝ่าบาทอีก เรื่องที่ฝ่าบาทต้องการแต่งตั้งองค์รัชทายาทต้องมีเงื่อนงำ และไม่เป็นผลดีกับโอรสของข้าแน่’ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว อีกทั้งเรื่องทั้งหมดโอรสอีกคนของนางไม่รู้เรื่องด้วย เช่นนั้นจึงคิดว่าควรให้เขากลับไปก่อน “เจ้าสาม เจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้ามีเรื่องสนทนากับพี่เจ้าสักหน่อย”องค์ชายสามได้ยินเช่นนั้น ก็รู้ทันทีว่าเสด็จแม่ของเขา คงต้องปรึกษาเรื่องนี้กับองค์ชายใหญ่ จึง







