LOGINกลางดึก
ณ คาเฟ่แมวของทิม ประตูหลังของร้านเป็นตรอกแคบมืดสลัวจนมองเห็นเพียงเงาร่าง แสงไฟถนนลอดผ่านมุมอาคารเพียงน้อยนิด เสียงลมพัดผ่านมุมกำแพงดังแผ่วเบา ปะปนกับกลิ่นควันบุหรี่ที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ "ทำงานเหี้ยอะไรของพวกมึงแบบนี้วะ!!!" เสียงทุ้มลึกเข้มงวดดังก้อง ตัดความเงียบยามค่ำคืน ชายหนุ่มร่างบาง ใบหน้าหวานแต่ดวงตาดุดันน่าเกรงขาม ยืนพิงกำแพง สองนิ้วคีบบุหรี่ไว้ สายตาคมกริบจ้องมองชายฉกรรจ์ร่างกำยำทั้งสองคนที่ยืนก้มหน้าลงต่ำจนแทบจมคอ "พวกมึงรู้ไหมว่าของล็อตนี้ราคาเท่าไหร่! ถ้าส่งไม่ทัน พวกมึงได้แดกกระสุนแทนข้าวแน่!! ไปจัดการแก้ไขซะ!!! ฉันไม่เลี้ยงพวกสวะทำงานไม่ได้เรื่อง!!" น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเด็ดขาด ทุกคำพูดล้วนน่ากลัวจนผู้ฟังตัวสั่นเกร็ง "ขอโทษครับหัวหน้า พวกผมจะจัดการส่งของให้ทันเวลาครับ" ร่างใหญ่ทั้งสองรีบตอบรับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ลอบกลืนน้ำลายด้วยความเกรงกลัวอำนาจของคนตรงหน้า "รีบไสหัวไปทำซะ! อย่าให้มีครั้งที่สอง… ฉันไม่ได้มีความอดทนขนาดนั้น...!" ทิมขมวดคิ้วแน่น กลั้นหายใจก่อนจะพ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นวงกว้าง "ครับ หัวหน้า!" ชายในชุดสูทสองคนรีบก้มหลบและเดินออกจากตรอกมืดไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงทิมที่ยืนนิ่งอยู่คนเดียว ค่อยๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระบายความเครียดที่กดทับอยู่ในอก ภายในคาเฟ่ บรรยากาศภายในห้องกว้างแตกต่างกันสิ้นเชิง แสงไฟสีส้มอบอุ่นส่องลงมาทั่วร้าน ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย กลิ่นกาแฟคั่วหอมกรุ่นผสมกับกลิ่นขนแมวอ่อนๆ ลอยฟุ้งไปทั่ว โยฮัน ชายหนุ่มหน้าตาดีสวมเสื้อเชิ้ตสีดำ ลูกน้องคนสนิท นั่งพิงเก้าอี้อย่างสบายใจ มองทิมที่เดินกลับเข้ามาด้วยท่าทางหงุดหงิด เหมือนไม่ได้รู้สึกถึงความหนักอึ้งของหัวหน้าเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย "ทำไมต้องหงุดหงิดขนาดนั้นด้วย พี่ก็รู้อยู่ว่าช่วงนี้ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน การขนส่งก็เลยช้าไปบ้างเป็นธรรมดา ลูกค้าคงไม่ว่าอะไรมากหรอกมั้ง" โยฮันพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย ทิมเดินเข้ามายืนหลังเคาน์เตอร์อันเป็นที่ประจำ มือยกขึ้นนวดขมับเบาๆ เพื่อระบายความตึงเครียด ก่อนจะหันมามองด้วยสายตาที่ยังคงมีความเข้มงวดหลงเหลือ "หึ! งั้นนายมาเป็นหัวหน้าแทนฉันสิ จะได้รู้ว่าเป็นยังไง การรักษาคำพูดและความไว้วางใจของคู่ค้ามันสำคัญแค่ไหน" "ไม่เอาด้วยหรอก เห็นพี่เป็นแล้วเครียดน่าดู" โยฮันตอบกลับพลางหัวเราะเบาๆ ในขณะที่กำลังคุยกัน สายตาของทิมก็เหลือบมองทะลุกระจกร้าน เห็นแสงไฟสว่างจ้าที่เพิ่งเปิดขึ้นบนอาคารฝั่งตรงข้ามถนน จากที่เคยมืดมิดมาตลอดหลายเดือน "ทำไมถึงมีไฟเปิด" ทิมพึมพำด้วยความสงสัย แววตาจ้องมองอย่างตั้งใจ "พี่เปิดคาเฟ่อยู่ตรงข้ามแท้ๆ ทำไมไม่รู้ล่ะ ผมเห็นเจ้าของคลินิกเพิ่งย้ายของขึ้นชั้นสองเมื่อกี้นี้เอง หล่อใช้ได้เลยนะ" โยฮันพูดพลางเอียงคอมองตาม "ดูนายมีเวลามานั่งสังเกตการณ์ชาวบ้านสินะ… รีบไปจัดการหน้าที่ของนายให้เรียบร้อยซะ! มาลอยหน้าอะไรอยู่นี่!! นึกว่าฉันว่างนั่งคุยเล่นทั้งคืนหรือไง!!" ทิมหันมาดุอีกครั้ง แต่คราวนี้น้ำเสียงเหมือนเป็นการเตือนมากกว่า "พี่ก็ดุแบบนี้กับลูกน้องตลอดเลย ทีกับลูกค้ากับแมวนี่ยิ้มหวานเลยนะ" โยฮันแซวขึ้นมาด้วยอารมณ์ขันปนน้อยใจ "ฉันไม่เสียดายกระสุนเลยนะ ถ้าจะใช้มันไล่นายออกไป" ทิมพยายามระงับความรู้สึก ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความจริงจัง "คร้าบๆ ยอมแล้วครับ! ผมไปก็ได้" โยฮันลุกขึ้นยืนด้วยรอยยิ้มกว้าง "ให้ผมช่วยปิดร้านไหมครับ?" "ไม่ต้อง..!" ทิมกระแทกเสียงตอบสั้นๆ "โอเคครับ งั้นผมไปก่อนนะ ขอบคุณสำหรับกาแฟครับ" เสียงกระดิ่งประตูดังก้องเบาๆ เมื่อโยฮันเดินออกไป ทิ้งความเงียบสงบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง ทิมยังคงยืนอยู่ที่เดิม สายตาจ้องมองไปที่แสงไฟสว่างจ้าจากอาคารฝั่งตรงข้าม ความรู้สึกอบอุ่นใจแผ่ซ่านออกมาแทนที่ความเครียดเมื่อครู่ "ดีจัง… มีคลินิกสัตว์มาเปิดใกล้ๆ แบบนี้" เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะหันไปมองเจ้าแมวทั้งห้าตัวที่กำลังนอนขดตัวกันอยู่บนพรมนุ่มอย่างสงบสุข "ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเจ้าขนปุยพวกนี้ ก็จะได้ดูแลรักษาได้ทันที… ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ" แสงไฟสีส้มอบอุ่นส่องลงบนใบหน้าของทิม เผยให้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนค่อยๆ ปรากฏขึ้น แทนที่ความเข้มงวดและอำนาจที่ต้องแสดงออกในโลกเบื้องหลัง คืนสู่ความเป็นเจ้าของร้านที่แสนอ่อนโยนและห่วงใยสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อีกครั้ง เช้าวันต่อมา แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าส่องลอดผ่านกระจกบานใหญ่ สาดแสงสีทองอบอุ่นลงมาในคาเฟ่ ทิมเดินลงมาจากชั้นสองที่เป็นห้องพักด้วยท่าทางผ่อนคลาย ร่างกายที่เคยตึงเครียดจากภาระหน้าที่เมื่อคืนกลับกลายเป็นความสงบสุขในยามเช้า "เหมียววว….เหมียววว…." ทันทีที่ก้าวเท้าถึงพื้นชั้นล่าง เจ้าขนปุยทั้งห้าตัวก็พากันเดินเข้ามาเกาะเท้า ถูขา และร้องออดอ้อนด้วยเสียงอ่อนหวาน เหมือนรู้ว่าถึงเวลาที่จะได้รับความเอาใจใส่จากเจ้าของ "อรุณสวัสดิ์เจ้าก้อนทั้งหลาย… หิวข้าวแล้วใช่ไหมล่ะ" ทิมพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุนจนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนเดียวกับคนที่ดุเข้มงวดเมื่อคืน รอยยิ้มกว้างและอ่อนหวานปรากฏขึ้นบนใบหน้า มือเรียวยื่นลงไปลูบไล้ขนฟูนุ่มของแต่ละตัวอย่างทะนุถนอม เป็นช่วงเวลาที่เขาสามารถปลดปล่อยความกดดันทั้งหมดออกไปได้อย่างเต็มที่ อีกฟากหนึ่งของถนน… ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มในชุดกาวน์สีขาวสะอาดตาเพิ่งเปิดประตูคลินิกสัตว์เพื่อเริ่มต้นวันทำงาน ท่าทางสุขุมเยือกเย็น พร้อมกับสายตาคมกริบที่มักจะมองทุกสิ่งอย่างรายละเอียดถี่ถ้วน แต่เมื่อสายตาบังเอิญเหลือบไปพบกับภาพฝั่งตรงข้ามถนน… ท่าทางที่ดูนิ่งเฉยเริ่มผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว มือที่กำลังจะจับคันโยกประตูก็หยุดชะงักไว้กลางอากาศ สายตาจ้องมองไปยังร่างบางที่กำลังยิ้มแย้มแจ่มใสท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ และฝูงแมวที่รายล้อมอยู่ ดูราวกับภาพที่งดงามและสงบจนแทบหยุดหายใจ ‘นี่คือเจ้าของร้านที่อยู่ตรงข้ามนี่เองสินะ…’ ความคิดผุดขึ้นมาในใจ วอร์เผลอยืนมองอยู่นานจนลืมตัว ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นเริ่มก่อตัวขึ้นในอก เหมือนมีบางอย่างดึงดูดความสนใจไว้จนไม่อาจละสายตาไปได้ แม้จะดูเรียบง่าย แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก จนกระทั่งลมพัดผ่านเบาๆ ทำให้เขารู้สึกตัว รีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ แต่ในใจกลับยังคงประทับภาพรอยยิ้มอ่อนหวานนั้นไว้เงียบๆ ในคาเฟ่.. กลิ่นเมล็ดกาแฟคั่วใหม่ๆ เริ่มลอยฟุ้งกระจายเต็มร้าน หอมกรุ่นชวนให้สดชื่น ทิมกำลังยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ มือเรียวจับถาดแก้วกาแฟสะอาดใสเตรียมวางไว้ในที่ประจำ พรึบ!! จู่ๆ เจ้าแมวสีดำขนยาวตัวอวบอ้วนก็กระโดดขึ้นมาบนเคาน์เตอร์อย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะกระโจนเข้ามาหาเจ้าของอย่างแรงด้วยท่าทางขี้อ้อน ทำให้ทิมไม่ทันตั้งตัวรับน้ำหนักของมัน "โอ๊ย!!" ร่างบางเสียหลักทันที ทรงตัวไม่อยู่จึงหงายหลังทรุดลงนั่งกับพื้นพร้อมเจ้าแมวในอ้อมแขน เพล้ง!!! เสียงแก้วกาแฟตกกระแทกพื้นแตกกระจายดังสนั่น สะท้อนก้องไปทั้งร้าน เศษแก้วกระจายเป็นวงกว้าง ขณะที่ทิมนั่งกอดร่างขนปุยไว้แน่นที่หน้าอก มือสั่นเล็กน้อย หัวใจเต้นรัว สีหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจจนลืมรู้สึกเจ็บตามร่างกายไปชั่วขณะ "ไม่เป็นไรนะ… ไม่เป็นไรแล้ว" ทิมพึมพำปลอบแมวเบาๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ กลัวว่ามันจะได้รับอันตรายจากเศษแก้ว ขณะเดียวกัน วอร์ที่เพิ่งเดินออกมาจากร้านผลไม้ข้างๆ ได้ยินเสียงดังก้องนั้นก็สะดุ้งหยุดก้าวเท้าทันที เมื่อชะเง้อมองเข้ามาเห็นสภาพที่เกิดขึ้น เขาไม่รีรอ รีบเปิดประตูเข้ามาในร้านอย่างรวดเร็วแต่ตั้งสติได้ดี "เป็นอะไรไหมครับ? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?" เสียงทุ้มลึกตัดความตื่นตระหนก ท่าทางของวอร์เปลี่ยนเป็นความเอาใจใส่ทันที ก่อนจะคุกเข่าลงมาอยู่ในระดับเดียวกับทิม ด้วยความระมัดระวัง สำรวจทั้งร่างกายและสภาพแวดล้อมเพื่อความปลอดภัย "ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ… อย่าขยับตัวมาก เดี๋ยวจะไปโดนเศษแก้วบาดได้" เขาพูดต่ออย่างนุ่มนวล เพื่อช่วยให้ทิมค่อยๆ คลายความตื่นตระหนกและรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ทิมเงยหน้าขึ้นมองคนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า แม้สายตาจะยังมีความตื่นตระหนกหลงเหลืออยู่ แต่กลับรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความปลอดภัยที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ เมื่อเห็นชุดสีขาวสะอาดตาและท่าทางที่ดูมั่นคง มีระเบียบ ก็รู้ได้ทันทีว่าคนคนนี้ต้องเป็นบุคลากรทางการแพทย์แน่นอน "คุณคือ…?" ทิมถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเบาและสั่นเล็กน้อย "ผมเปิดคลินิกสัตว์อยู่ฝั่งตรงข้ามครับ" วอร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกและสุขุม "อ๋อ… ครับ" ทิมพยักหน้ารับรู้เบาๆ ก่อนจะพยายามรวบรวมสติกลับคืนมา "เศษแก้วกระจายไปเยอะมาก คุณนั่งนิ่งๆ นะครับ อย่าเพิ่งขยับ… ที่ตักขยะกับไม้กวาดอยู่ที่ไหนครับ?" วอร์มองไปรอบๆ แต่ก่อนจะได้รับคำตอบ ทิมก็รีบดันตัวเองให้ลุกขึ้นด้วยความเกรงใจอีกฝ่าย "เดี๋ยวผมทำเองก็ได้ครับ ไม่เป็นไร" แต่เพียงแค่มือแตะลงบนพื้นเพื่อพยุงตัว เศษแก้วที่กระจายอยู่ก็ทิ่มเข้ามาที่ฝ่ามือทันที "โอ๊ย!!" ทิมอุทานออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว "ผมบอกให้อยู่นิ่งๆ ไง!" วอร์หันกลับมามองด้วยสายตาเข้มงวดเล็กน้อย เหมือนกำลังดุเด็กที่ไม่เชื่อฟัง ก่อนจะรีบหันไปมองรอบห้องจนพบอุปกรณ์ทำความสะอาดวางอยู่ที่มุมห้อง จึงเดินไปหยิบกลับมาแล้วกวาดเศษแก้วทั้งหมดเก็บให้เรียบร้อยอย่างระมัดระวังจนไม่เหลือชิ้นเล็กชิ้นน้อยตกค้าง ทิมนั่งมองอยู่เงียบๆ แล้วค่อยๆ หงายมือขึ้นมาดู เห็นเศษแก้วชิ้นเล็กๆ ปักอยู่ที่ฝ่ามือหลายชิ้น แต่ความรู้สึกเจ็บปวดกลับไม่ได้รุนแรงเท่าที่คิด สิ่งที่เขากังวลคือกลัวว่าเจ้าตัวขนปุยทั้งหลายจะเดินไปเหยียบจนได้รับอันตรายมากกว่า "ลุกขึ้นยืนได้ไหมครับ?" วอร์ถามขึ้นหลังจากเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว "ได้ครับ" ทิมตอบรับ ก่อนจะกอดร่างแมวไว้แน่นแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างระมัดระวัง "เป็นยังไงบ้างครับ?" วอร์มองมาที่ทิมด้วยสายตาที่ดูเอาใจใส่ "ผมไม่เป็นไรครับ แค่โดนเศษแก้วบาดนิดหน่อยเอง" ทิมตอบพลางก้มมองฝ่ามือตัวเองด้วยสีหน้าสบายๆ "ผมหมายถึงแมวครับ" คำพูดของวอร์ทำให้ทิมต้องเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ "หางานเข้าสิ!? นี่คุณห่วงแมว… ทั้งที่มือผมเลือดไหลแบบนี้เนี่ยนะ!?" ทิมพูดด้วยน้ำเสียงที่ผสมความตกใจปนน้อยใจ มองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่ไม่ค่อยอยากจะเชื่อ "ผมเป็นสัตวแพทย์ครับ ก็ต้องห่วงสัตว์สิ" วอร์ตอบกลับอย่างเรียบเฉย ไม่มีความรู้สึกผิดหรือแปลกใจแอย่างใด "อ๋อ… ครับ ก็ดีแล้วครับ งั้นฝากดูแลเจ้าตัวนี้ด้วยนะครับ ผมจะไปทำแผลให้ตัวเองก่อน" ทิมพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูน้อยใจปนขบขัน ก่อนจะส่งแมวให้วอร์อุ้มต่อ แล้วเดินไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกมาวางไว้บนเคาน์เตอร์ ทิมเปิดกล่องออกมาอย่างคล่องแคล่ว หยิบที่คีบขึ้นมาจับเศษแก้วที่ปักอยู่ในเนื้อ ค่อยๆ ดึงออกมาทีละชิ้นอย่างใจเย็น แม้จะมีเลือดซึมออกมา แต่กลับไม่แสดงอาการเจ็บปวดออกมาให้เห็นเลยสักนิด สีหน้ายังคงนิ่งสงบเหมือนกำลังทำงานทั่วไป ภาพนั้นทำให้วอร์ที่ยืนมองอยู่รู้สึกแปลกใจอย่างมาก สายตาเริ่มจ้องมองเข้มขึ้น ความรู้สึกสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ‘ทำไมคนที่ดูอ่อนโยนและนุ่มนวลแบบนี้ ถึงได้ไม่หวาดกลัวความเจ็บปวดเลย แถมยังทำแผลให้ตัวเองได้อย่างชำนาญราวกับเคยผ่านสถานการณ์แบบนี้มาหลายครั้งแล้ว’ "คุณไม่เจ็บเหรอ?" วอร์ถามขึ้นในที่สุดด้วยความอยากรู้ ทิมตกใจชะงักนิ่งไปชั่วครู่ เพิ่งรู้ตัวว่าลืมระวังบุคลิก เพราะความเคยชินที่ต้องดูแลตัวเองในสถานการณ์อันตราย จึงรีบปรับอารมณ์กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ "เกิดเป็นลูกผู้ชาย เจ็บนิดหน่อยก็ต้องทนได้สิครับ" "ผมแค่ไม่เคยเห็นใครเจ็บแต่ไม่แสดงอาการได้ดีขนาดนี้" วอร์ยังแฝงความสงสัยอยู่ "คุณคงเคยชินกับการดูแลแต่สัตว์มั้งครับ ถึงไม่ได้สนใจเรื่องของคน…เท่าไหร่" ทิมพูดตอบกลับอย่างอารมณ์ดีแต่แฝงความจิกกัดเล็กน้อย วอร์เงียบไปชั่วครู่ก่อนจะตรวจดูสภาพร่างกายของแมวอีกครั้งอย่างละเอียด จนมั่นใจว่าไม่มีรอยบาดเจ็บหรืออาการผิดปกติใดๆ "ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อน ดูแล้วเจ้าตัวนี้ก็ไม่ได้เป็นอะไร" "ขอบคุณมากนะครับที่เข้ามาช่วยเหลือเมื่อกี้" ทิมยิ้มแย้มส่ง แม้จะยังรู้สึกน้อยใจที่ถูกให้ความสำคัญน้อยกว่าแมว แต่ก็ยังรู้สึกขอบคุณ "อืม" วอร์ตอบรับสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะหันหลังเดินออกจากร้าน กลับไปยังคลินิกฝั่งตรงข้ามของตน“ก็คุณถาม… ผมก็แค่ตอบตามความจริง ถ้าคุณจะเอาผมไปต่อรอง หรือจะขายผม… ก็ตามใจครับ ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว… ขอแค่คุณช่วยดูแลพวกเจ้าเหมียวให้ผมก็พอ… ขอร้องละครับ… ดูแลพวกมันให้ดี… แค่นั้น… ผมยอมทุกอย่างเลย ฮือออ”ทิมยกมือทั้งสองข้างเกาะแขนแกร่งแน่น ร้องขออย่างสิ้นหวัง วอร์ถอนหายใจยาว ก่อนจะโอบดึงร่างบางเข้ามากอดอย่างอ่อนโยน ทิ้งความเย็นชาทั้งหมดไว้เบื้องหลังทิมร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวสั่น รับรู้ถึงความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับมาก่อน ค่อยๆ คลายความตึงเครียดลงในอ้อมแขนของคนที่เขาเผลอไว้ใจไปโดยไม่รู้ตัว“คุณไม่ควรไว้ใจคนที่เพิ่งรู้จักได้ไม่นานนะครับ”“รอบตัวผมมีใครไว้ใจได้ที่ไหนกัน อึก… คุณเป็นคนเดียวที่ดูแลแมวให้ผม เพราะเจ้าเหมียวพวกนั้นคือเหตุผลที่ผมยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ฮือออ…”“ผมเข้าใจแล้ว ไม่ร้องแล้วนะครับ” วอร์ลูบหลังปลอบเบาๆ จนเสียงร้องไห้ค่อยๆ แผ่วลงทิมขยับถอยออกมาเล็กน้อย มือยังเกาะเสื้อวอร์ไม่ปล่อย ดวงตาแดงก่ำมองขึ้นอย่างประหม่า“คุณ… จะไม่ผลักไสผมแล้วใช่ไหมครับ”วอร์ไม่ตอบทันที เพียงแต่ยกนิ้วโป้งเช็ดน้ำตาที่แก้มให้อย่างอ่อนโยน
พรึบ! พรึบ! พรึบ!กระดาษปึกหนาถูกโยนมาตรงหน้า ปลิวว่อนกระจายตกลงบนพื้นหินอ่อนทั่วห้อง“นี่คือประวัติการรักษาทั้งหมดของฉัน ฉันเหลือเวลาอีกแค่สามเดือน รู้ว่าฉันทำไม่ดีกับแกไว้มาก แต่ฉันจะไม่ขอโทษ เพราะทุกสิ่งที่ทำ ก็เพื่อให้แกเข้มแข็งอย่างที่เห็นวันนี้!” ชายชราเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด“การส่งพ่อกับแม่ของผมไปตายเนี่ยนะครับ? ต้องการให้ผมเข้มแข็ง… สละได้แม้กระทั่งลูกตัวเอง ปู่โหดเหี้ยมเกินไปแล้วครับ!!” มือทิมเกร็งแน่นจนขาวซีด เขาเผลอส่งเสียงดังขึ้นเมื่อนึกถึงความเจ็บปวดที่ฝังลึก“แกคิดว่าการเป็นมาเฟียมันง่ายนักหรือไง? ยืนอยู่ที่สูง ต้องคุมคนเป็นร้อยเป็นพัน ไม่ใช่แค่มีอำนาจก็ทำได้ เราต้องเก่งพอ! ต้องโหดพอ! ต้องเหี้ยมพอ… ถึงจะกุมทุกอย่างไว้ในมือได้! แต่พ่อแกอ่อนแอเกินไป ถ้าฉันไม่จัดการเอง แกคิดว่าจะมีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้ไหม?”“เพราะพ่อรู้ว่าปู่เป็นแบบนี้ไง! ถึงไม่ยอมให้ผมลำบาก แต่สุดท้าย… พ่อก็สู้ปู่ไม่ได้อยู่ดี” น้ำเสียงของทิมสั่นเครือ ดวงตายังคงจ้องผู้เป็นปู่ไม่วางตา ปนไปด้วยความโกรธแค้นที่ซ่อนเร้น“ใครใช้ให้มันคิดจะพาแกหนีไปล่ะ! ถ้า
“แหม… เห็นผมหิวล่ะสิ” โยฮันหันไปยิ้มเยาะทิมที่กำลังง่วนกับการชงกาแฟให้ลูกค้าอยู่“จะปาแก้วก็กลัวตกแตกอีก สงสัยต้องปามีดแทน” ทิมพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก ทำเอาโยฮันยิ้มแห้ง กลัวว่าเจ้านายจะทำจริง ๆ“หลงตัวเอง ชิ!” สกายหันไปจิกโยฮัน ก่อนจะเดินมาที่เคาน์เตอร์ จัดกาแฟกับเค้กวางในถาดแล้วยกไปเสิร์ฟตามออเดอร์โยฮันมองตามอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะกัดขนมปังในมือแล้วสะบัดอย่างแรงด้วยความไม่พอใจปนอารมณ์ดี“สกาย ฉันฝากดูร้านด้วยนะ จะเอาของไปส่งที่คลินิกหน่อย”“ได้ครับ”ทิมจัดกาแฟและขนมปังใส่ถุงกระดาษอย่างดี เดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์เตรียมจะออกจากร้าน“ต้องเอาไปส่งเองเลยเหรอ เพิ่งจะหายป่วย ให้สกายไปส่งให้ก็ได้นี่” โยฮันรีบพูดห้ามขึ้นมา แววตาสงสัยปนน้อยใจลึก ๆ“มันเรื่องของฉัน นายก็รีบกลับไปซะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้ว” ทิมพูดโดยไม่ได้ใส่ใจคนข้างหลังนัก รีบเปิดประตูแล้วเดินออกไปทันทีโยฮันเริ่มสงสัยในความใจดีที่เจ้านายมีให้กับหมอคนนี้ เหมือนมีอะไรมากกว่านั้น จึงรีบเดินออกจากร้านตามไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ณ คลินิกสัตว์“ผมเอากาแฟมา
ณ คาเฟ่ทันทีที่วอร์ก้าวตามโยฮันเข้ามาถึงด้านในคาเฟ่ ความประหลาดใจและความสงสัยก็ผุดขึ้นทันที‘เจ้านาย’ ที่ชายหนุ่มในชุดสูทเรียกร้องให้ช่วยเหลืออย่างร้อนรนเมื่อครู่ คือทิม เจ้าของร้านคาเฟ่แมวแห่งนี้นี่เอง‘ทำไมเจ้าของร้านคาเฟ่ธรรมดา ถึงมีคนเรียกว่าเจ้านาย และดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ด้วย...’คำถามมากมายซัดเข้ามาในหัว วอร์ยังคงนิ่งเงียบ ไม่แสดงอาการ แต่ในใจกลับเริ่มรู้สึกว่าทิมน่าจะมีเรื่องราวบางอย่าง ยิ่งรวมกับคนที่มาหาเมื่อวาน ก็ยิ่งทำให้มั่นใจว่าทิมไม่ใช่แค่เจ้าของคาเฟ่ธรรมดาแน่นอน ณ ห้องนอนของทิมวอร์กระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เดินเข้ามาใกล้เตียง พลางทิ้งคำถามไว้ในใจ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือรักษาอาการป่วยของคนตรงหน้าให้ปลอดภัยก่อนสายตาสำรวจอาการอย่างละเอียด เมื่อเห็นสภาพของทิมที่ใบหน้าแดงก่ำก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาสีหน้านิ่งสุขุมไว้ได้เป็นอย่างดี“ช่วยดูให้หน่อยครับหมอ! พี่เขาเริ่มพูดเพ้อไม่รู้เรื่องแล้วครับ!” โยฮันร้องขอเสียงสั่น มือไม้สั่นเทาไปด้วยความเป็นห่วงวอร์ใช้ที่วัดอุณหภูมิจ่อไปที่หน้าผากของทิม“ไข้สูงข
“นายกำลังทำอะไรอยู่ ประท้วงชีวิตอย่างนั้นเหรอ นายก็รู้ว่าอำนาจเท่านั้นที่จะคุมทุกคนได้ และทำได้ทุกอย่างอย่างที่นายต้องการ” พสินพูดเน้นย้ำทุกคำ"แล้วอำนาจมันทำให้พ่อกับแม่ฉันฟื้นขึ้นมาได้ไหมล่ะ และมันก็เพราะอำนาจนี่ไงที่ทำให้ทั้งสองท่านต้องจากฉันไปตลอดกาล” น้ำเสียงของทิมแฝงความเจ็บปวดลึกซึ้ง“นายก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้แล้ว ไม่ว่าตอนนี้นายจะรู้สึกยังไง ปู่ของนายก็ยังหวังว่าสักวันนายจะกลับมารับช่วงต่อ”“ฉันไม่ทำ! ใครอยากทำก็ทำไปเถอะ” ทิมปฏิเสธอย่างเด็ดขาดพสินยืดตัวขึ้นจากโต๊ะ เดินตรงเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร สายตาคมกริบจ้องมองดวงตาดุดันตรงหน้า“นายเลือกไม่ได้ตั้งแต่วินาทีที่เกิดมาแล้ว… และนายก็ไม่มีทางที่จะตายหนีหน้าที่ของนายได้ด้วย..!” พสินกระซิบเบาๆ ข้างหู ทิมไม่ได้มีท่าทีถอยหนีแม้แต่น้อย“หมายความว่ายังไง?” ทิมถามกลับอย่างเย็นชา“คิดว่าคนฐานะอย่างนายจะไม่มีใครจับตามองงั้นเหรอ? การที่นายได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแบบนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเองหรอกนะ เพราะมันมีคนคอยปกป้องและตามดูแลนายอยู่ตลอด”เขากระซิบต่อ“ชีวิตที่สงบสุขสำหรับหลานหัวหน้าแก๊งงั้นเหรอ… ต
ทิมสวมเพียงเสื้อยืดตัวบางสีขาว แขนเรียวกอดถุงกระดาษใส่ขนมปังอุ่นๆ ไว้แนบอกเพื่อกันไม่ให้โดนน้ำฝน ก่อนจะก้าวออกจากร้านด้วยความรีบเร่งร่างบางต้องวิ่งฝ่าสายฝนที่พัดแรงจนเสื้อผ้าชื้นเปียกทั่วตัวเกือบทันที กลุ่มผมเส้นเล็กชื้นแฉะแนบติดหน้าผาก แม้จะรู้สึกเย็นจนหนาวสั่น แต่หัวใจกลับเต็มไปด้วยความตั้งใจที่จะมาเยี่ยมเจ้าแมวที่รักปึ้ก.. ปึ้ก..เมื่อถึงหน้าคลินิก ทิมรีบเคาะประตูกระจกเบาๆ พร้อมกับส่ายตัวเพื่อสะบัดน้ำฝนออกบ้างพรึบ…!ประตูเปิดออก เผยให้เห็นวอร์ที่ยืนมองด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของผู้มาเยือนภายในคลินิกบรรยากาศภายในอบอุ่นและแห้งสบาย มีกลิ่นยาฆ่าเชื้อบางๆ ตัดกับสภาพอากาศภายนอกอย่างชัดเจน"มาทำไมตอนฝนตกหนักขนาดนี้ครับ?" วอร์ถามด้วยน้ำเสียงเข้มงวดแต่แฝงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด สายตามองสำรวจร่างกายที่เปียกจนเสื้อผ้าแนบติดเนื้อ เผยให้เห็นรูปร่างบางทิมยิ้มกว้าง ร่างสั่นเล็กน้อยจากความหนาว ก่อนจะยื่นถุงกระดาษที่ยังคงมีความอุ่นอยู่ออกมาให้"ผมมาเยี่ยมฮันนี่ครับ แล้วก็เอาขนมปังมาให้คุณหมอด้วย เผื่อว่าคุณยังไม่ได้ทานอะไร ร้านข้าวก็ปิดหมดแล้ว ผมอุ่นมาให้แล้วนะ"วอร์รับถ







