LOGINแต่จู่ๆ วอร์กลับชะงักนิ่งไป เขาลูกไล้แก้มเนียนเบาๆ ด้วยสายตาสับสน ก่อนจะคลายอ้อมแขนออกจากเอวบางให้เป็นอิสระ แล้วถอยกลับไปพิงหมอนเหมือนเดิม
ทิมลืมตาขึ้นมองด้วยความงุนงง ในใจรู้ชัดเจนว่าวอร์ไม่ได้มีใจให้ตนตั้งแต่แรก เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่อารมณ์พาไปเท่านั้น “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ส่วนชุด เดี๋ยวสายๆ ผมจะให้สกายมาเอา” ทิมพูดจบก็รีบลุกเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับไปล่ำลา วอร์นั่งมองตามหลังจนร่างบางลับสายตา เสียงประตูปิดลงเบาๆ แต่ความว่างเปล่ากลับดังก้องในอก ความรู้สึกสับสนปนเป เขาสงสารและห่วงใยทิม แม้จะรู้สึกดี… แต่มันยังไม่ใช่ความรักอย่างที่ทิมต้องการ… ในเวลาบ่าย คลินิกของวอร์ แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านกระจกใสหน้าคลินิก ส่องลงมาที่ถุงกระดาษบรรจุผ้าพับเรียบร้อยวางอยู่บนเคาน์เตอร์ ขณะที่เงาร่างของหนุ่มน้อยวิ่งข้ามถนนมาด้วยใบหน้าสดใส ก่อนเปิดประตูเข้ามาอย่างตั้งใจ “ผมมาเอาเสื้อให้พี่ทิมครับ” สกายก้มหัวทักทาย “อยู่ในถุงกระดาษบนนั้นครับ” วอร์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มือยังคงจัดการเอกสารโดยไม่ได้สนใจคนที่เข้ามา สกายรับถุงมา ก่อนจะพูดต่ออย่างลังเล “เมื่อคืนพี่ทิมเมามากเลยใช่ไหมครับ ผมมักเห็นพี่ทิมเศร้าบ่อยๆ แต่ก็ฝืนยิ้มอยู่เสมอ ไม่รู้ว่าเขาเก็บเรื่องอะไรไว้ในใจ ถึงจะเห็นเขายิ้มง่าย แต่เขา… ก็ไม่เคยเล่าเรื่องในใจให้ใครฟังเลยล่ะครับ” วอร์หยุดมือทันที ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สนใจคำพูดเมื่อครู่อยู่ไม่น้อย “คุณทำงานที่คาเฟ่นานหรือยังครับ” “สามปีแล้วครับ ผมเป็นพนักงานคนแรก แล้วก็เป็นคนเดียวจนถึงตอนนี้” สกายยิ้มฝืน “พี่ทิมไม่เคยรับใครเพิ่ม บอกว่าอยากทำเองทุกอย่าง จะได้ไม่ว่างจนเกินไป… เวลาเขาว่างหรืออยู่คนเดียวก็จะดูเศร้ามากเลยล่ะครับ” “แล้วคนที่มาหาประจำล่ะครับ เหมือนจะเป็นลูกครึ่งเกาหลี เขาเป็นญาติเหรอครับ” วอร์ถามต่อ สายตาคมกริบซ่อนความอยากรู้ “พี่โยฮันเหรอครับ เขาเป็นคนของบ้านพี่ทิมน่ะครับ ชอบมาตามพี่ทิมกลับบ้านบ่อยมาก แต่พี่ทิมไม่ยอม… จนเวลาผ่านไป ก็กลายเป็นแค่แวะเวียนมาดูแลแทนครับ” “งั้นเหรอครับ” วอร์พูดเบาๆ นึกถึงท่าทางระแวงและความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ในสายตาของทิม “แต่ผมเห็นว่าพี่ทิมใจดีกับพี่หมอมากเลยนะครับ คงเพราะพี่หมอรักษาแมวให้เขา” สกายยิ้มกว้างขึ้น “ดูเขาจะรักแมวมากเลยนะครับ” “ใช่ครับ เมื่อก่อนเคยมีแมวที่เขาเลี้ยงไว้ตัวนึงป่วยตาย พี่ทิมเศร้าอยู่เป็นอาทิตย์เลยครับ ตอนนั้น… เขาซูบผอมไปตั้งเยอะ” “อ๋อ ครับ…” คำตอบนั้นยิ่งตอกย้ำความรู้สึกบางอย่างในใจของวอร์ “ผมออกมานานแล้ว งั้นผมกลับก่อนนะครับ หน้าร้านไม่มีคนดูด้วย” สกายก้มหัวรับ พร้อมถือถุงกระดาษเดินไปทางประตู “แล้วคุณทิมไม่อยู่เหรอครับ” วอร์รีบถามขึ้น “เห็นบอกว่าปวดหัว กลับขึ้นไปนอนที่ห้องแล้วครับ เดินโซเซด้วย สงสัยคงแฮงก์หนักจากเมื่อคืนแน่เลย” สกายหันมาตอบ “อ๋อ… ครับ” เมื่อประตูปิดลง วอร์ยืนนิ่งเงียบ ความรู้สึกผิดกดทับหน้าอกหนักขึ้นอีกเท่าตัว เขาปล่อยให้ทิมกลับไปทั้งสภาพอ่อนเพลียและเจ็บปวดแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้แสดงออกใดๆ มีเพียงความคิดและความรู้สึกที่ยังคงสั่นไหวไปกับเรื่องราวของชายที่ชื่อว่า 'ทิม' ค่ำวันนั้น แสงไฟสลัวส่องสว่างทั่วคาเฟ่ที่เพิ่งจัดเก็บเรียบร้อย ทิมก้าวลงบันไดช้าๆ ยังรู้สึกเจ็บตึงเมื่อขยับตัว เขาเดินตรวจดูความเรียบร้อยรอบร้านด้วยสายตาอ่อนล้าไม่หาย กริ๊ง…! เสียงกระดิ่งประตูดังแว่วขึ้น ทิมหันไปมอง เห็นวอร์ยืนถือถุงกระดาษใบเล็กอยู่หน้าประตู “ร้านปิดแล้วครับ ขนมปังก็หมดแล้วด้วย” ทิมพูดเสียงเบา พร้อมก้าวเข้าไปหาด้วยความลังเล “ผมเอายามาให้ คิดว่าคุณคงจะปวดอยู่” วอร์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ยื่นถุงออกมาให้คนตรงหน้า “อ๋อ… ผมดีขึ้นแล้วครับ แต่ก็ขอบคุณมากนะครับ” ทิมรับถุงมาถือแน่น รีบหลบสายตาลงมองพื้น ยังคงประหม่าเมื่อเจอหน้าวอร์ “ไม่เป็นไรครับ” วอร์ตอบสั้นๆ ก่อนจะหันหลังเดินออกจากร้านไปอย่างเงียบๆ ทิมยืนมองร่างที่หายลับไปในความมืดอย่างงุนงง ความเจ็บแปลบซัดเข้ามาในอก ยอมทำเรื่องแบบนั้นกับคนที่ชอบ แต่กลับได้รับเพียงสายตาเย็นชาและการจากลาที่ห่างเหินเช่นเดิม ทิมถอนหายใจยาวลึก เดินคอตกกลับขึ้นบันไดไปชั้นสอง หลายวันต่อมา (ตกเย็น) เมฆดำทมิฬปกคลุมทั่วท้องฟ้า ฝนกระหน่ำสาดลงมาเป็นสายจนมองไม่เห็นถนนข้างหน้า เสียงฝนกระทบกระเบื้องหลังคาดังก้อง รถหรูคันใหญ่แล่นมาจอดหน้าคาเฟ่อย่างรีบร้อน ประตูเปิดออก ชายหนุ่มลูกครึ่งวิ่งฝ่าสายฝนพรวดเข้ามาในร้านจนตัวเปียกชุ่ม “ฝนนี่ก็จะตกอะไรนักหนาวะ! เปียกหมดแล้วเนี่ย!” โยฮันเขย่าตัวสะบัดน้ำฝนเหมือนสุนัขเปียกขน พูดเสียงดังลั่นร้าน ทิมยืนหลังเคาน์เตอร์ เงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาเย็นชา มือยังคงเช็ดแก้วกาแฟอย่างใจเย็น “ทำไมนายไม่พกร่ม จะได้ไม่เปียกฝน” “เป็นถึงมาเฟียดันพกร่มเดินไปเดินมา เสียภาพพจน์หมดความน่าเกรงขามพอดี!” โยฮันบ่นอุบ “งั้นก็อย่าบ่น” “พี่รู้เรื่องประชุมวันนี้แล้วใช่ไหมเนี่ย” โยฮันเปลี่ยนเป็นท่าทางจริงจังขึ้น “รู้แล้ว” “แล้วทำไมพี่ไม่รีบเปลี่ยนชุดล่ะ!” “ทำไมต้องเปลี่ยน ฉันเก็บร้านเสร็จแล้ว จะไปเลยตอนนี้ก็ได้” ทิมเช็ดมือกับผ้าสะอาดจนแห้ง ก่อนจะหันมาสนใจคนตรงหน้า “พี่จะใส่เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์ตัวใหญ่แบบนี้อะนะ!!! ตายๆ เป็นถึงนายน้อยมาเฟีย พูดไปใครจะเชื่อว่าจะมาเป็นหัวหน้าคนใหม่!” โยฮันร้องเสียงหลง “ไม่ไปแล้วใช่ไหม… ฉันจะขึ้นไปนอน” ทิมพลิกตัวเตรียมเดินขึ้นบันไดอย่างไม่แยแส “ไปครับ! ไป! เชิญเลยครับนายน้อย” โยฮันรีบประจบยกมือไหว้ ก้าวเข้าขวางหน้าไว้ ทิมหันกลับมามอง ก่อนจะชี้มือไปที่มุมร้าน “เอาร่มไปด้วย” โยฮันมองตามสายตา ชะงักค้างไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นร่มคันเล็กลายผลไม้พิมพ์เต็มผืนผ้า “เดี๋ยวนะ… ร่ม… ลายผลไม้รวม…” โยฮันยิ้มแห้งยืดไร้ความรู้สึก “มานี่! ฉันกางเอง!” ทิมก้าวเข้ามาจะคว้าร่มคืนอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่เป็นไรครับ! ผมกางให้เอง แฮะๆ” โยฮันมือไวกว่า คว้าไว้ได้ก่อนแล้วกางร่มคันเล็กนั้นขึ้นครอบเหนือศีรษะทิม เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ยอมรับชะตากรรม “เชิญครับพี่ทิม ขอเดินนำหน้านิดนึงนะครับ เดี๋ยวร่มไม่กว้างพอครอบพี่” โยฮันพยายามทำตัวน่ารักเพื่อให้คนพี่อารมณ์ดี แต่ก็ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ตลอด ณ ตึกใหญ่แห่งหนึ่ง (กลางดึก) ตึกระฟ้าสีเทาเข้มตั้งตระหง่านกลางเมือง ท่ามกลางความเงียบสงบของค่ำคืน ประตูลิฟต์กระจกเงาเปิดรับนายน้อยและมือขวาขึ้นไปยังชั้นสูงสุด ซึ่งเป็นเขตห้ามเข้าเว้นแต่ผู้มีอำนาจสูง ทิมยืนพิงผนังลิฟต์ มือสอดในกระเป๋ากางเกง สีหน้าเฉยชาไร้อารมณ์ “ประชุมเรื่องอะไร? ทำไมต้องลากฉันมาถึงที่นี่ด้วย” “อ้าว! พี่ไม่ได้อ่านรายละเอียดที่ผมส่งให้เลยเหรอเนี่ย” โยฮันตอบกลับด้วยน้ำเสียงตกใจ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง “ก็เรื่องให้พี่พสินขึ้นเป็นรองหัวหน้าไงครับ งานสำคัญแบบนี้พี่ไม่มาไม่ได้เด็ดขาด เพราะพี่คือคนสำคัญของแก๊งเรา” “หึ… ใครอยากเป็นกัน” ทิมพึมพำเบาๆ แววตายังคงเย็นชา ติ๊ง! ประตูลิฟต์เลื่อนเปิดออก ทันทีที่ก้าวเท้าออกมา สายตาจากเหล่าชายในชุดสูทสีดำที่ยืนรออยู่ทั่วห้องโถงกว้างก็พุ่งมารวมที่ตัวทิมอย่างพร้อมเพรียง มีทั้งสายตาแห่งความสงสัย ดูถูก และจับจ้อง “มองเหี้ยอะไรกัน!!!” โยฮันตะโกนลั่น “เดี๋ยวก็ควักลูกตาพวกมึงออกให้หมดซะนี่!!” เหล่าคนรอบข้างรีบหันหน้าหนีลงมองพื้นทันที “เชิญครับ… นายน้อย” โยฮันก้มหน้ารับเจ้านายอย่างนอบน้อม พร้อมกางแขนนำทาง แต่เสียงหัวเราะเยาะก็ดังขึ้นจากมุมประตู “หึ… ถ้าไม่ได้เกิดมามีบุญ ฉันคงนึกว่าเด็กส่งอาหาร” ชายหนุ่มแต่งตัวจัดจ้านพูดขบขัน มองจิกที่ชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ของทิมอย่างดูถูก “ทำตัวสบายไปวันๆ ให้คนอื่นไปเสี่ยงตายแทน นี่น่ะเหรอว่าที่หัวหน้าคนต่อไป ขายขี้หน้าชะมัด” ชายอีกคนยืนกอดอกพิงกรอบประตู พูดเสียงเยาะเย้ยเบาๆ “ไม่มีมาดของคนที่จะเป็นหัวหน้าเอาซะเลย! เสียเวลาลูกตาชะมัด!!” ชายผมทรงสกินเฮดคาบอมยิ้มในปากพูดต่อ พร้อมขยับลิ้นเลียอมยิ้มจนด้ามจับขยับโยกเยก ทิมชะงักเท้าทันที หันมามองโยฮันด้วยสายตาเย็นเฉียบ “เมื่อกี้มันพูดว่าไงนะ?” “พี่ทิมครับ… คนนี้ชื่อเฟรม เป็นหัวหน้าหน่วยที่ห้า ฝ่ายทวงหนี้นะครับ พี่อย่าไปยุ่งกับเขาดีกว่า” โยฮันรีบกระซิบแนะนำ “ฉันไม่ได้ถามว่ามันเป็นใคร!” ทิมตัดบทเสียงเข้ม ก่อนจะหันกลับไปมองเฟรมด้วยสายตาแหลมคม ชายตรงหน้ารู้สึกเสียวสันหลังวูบแวบหนึ่ง ก่อนจะปรับอารมณ์กลับมา “นอกจากจะไร้ความสามารถแล้ว ยังหูไม่ดีอีกเหรอเนี่ย” เฟรมยิ้มเยาะ “ฉันบอกว่าเสียดายลูกตาที่มองแกไง จำได้หรือยังวะ!” “ได้ยินชัดเจนเลย…” ทิมก้าวเข้ามาใกล้ ไม่ละสายตาจากอีกฝ่าย “โยฮัน… ฉันจะสอนอะไรให้นะ” โยฮันมองนายน้อยด้วยสายตาสงสัย ขณะที่ทุกคนในห้องโถงเงียบเสียงลง สายตาจับจ้องดูเหตุการณ์ตรงหน้า ก่อนที่ใครจะทันตั้งตัว ทิมก้าวประชิดตัวเฟรมในพริบตา มือขวาจับปลายอมยิ้มที่โผล่พ้นริมฝีปากอีกฝ่ายแน่น กระชากออกมาอย่างแรงจนเกิดเสียงเสียดฟัน แล้วหันด้ามจับพลาสติกสีขาวทื่อแทงเข้าไปตรงกลางดวงตาของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วชนิดที่ทุกคนในห้องมองตามแทบไม่ทัน “อ๊ากกกกกกกกกกก!!!! ตาฉัน!!!” ชายผมสกินเฮดยกมือกุมหน้า ร่างเซถลาถอยไปสามก้าว ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดจนทนไม่ไหว “ถ้าบอกว่าจะควักลูกตา ก็ต้องทำให้ดูเป็นตัวอย่างซะก่อน” ทิมพูดเสียงราบเรียบเย็นชา ไม่ได้สนใจคนที่ร้องโอดครวญอยู่เลย ก่อนจะหันหลังเดินต่อไปอย่างสบายใจราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “แกกกก!!! กล้าทำคุณเฟรมเหรอ!!!!” ชายกำยำร่างสูงใหญ่ ลูกน้องมือขวาของหัวหน้าหน่วยที่ห้าตะโกนโกรธลั่น กระโจนเข้ามาหานายน้อยแห่งแก๊งจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว ปั้ง!!!! เสียงปืนดังสนั่นก่อนที่ร่างใหญ่จะทันแตะถึงตัวทิม ควันขาวลอยจางที่ปลายกระบอกปืนในมือโยฮัน ดวงตาคมกริบเย็นเยียบเหลือบมองเล็กน้อย ร่างของคนที่วิ่งเข้ามาล้มลงแน่นิ่งตรงหน้า กระสุนเจาะเข้าที่กลางหน้าผากอย่างแม่นยำ ทิมไม่หันกลับไปมองด้วยซ้ำ ยังคงเดินไปข้างหน้าตามปกติ ทุกคนในห้องเงียบกริบ ไม่มีท่าทีตกใจหรือหวาดกลัว ราวกับชินชา “ลากมันไปทิ้งซะ!” โยฮันสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชาให้ลูกน้องที่รอรับคำสั่งจัดการต่อ ก่อนจะเก็บปืนซ่อนไว้ที่เอว แล้วรีบวิ่งตามเจ้านายไปพร้อมรอยยิ้มกว้าง “พี่ทิมครับ… ผมทำดีไหมครับ?” “อืม… ดีขึ้น” คำชมสั้นๆ จากปากคนเย็นชา ทำให้โยฮันยิ้มแก้มปริแทบลอย “นายไม่พกมีดหรือไง? ทีหลังห้ามใช้ปืนในอาคารอีก มันหนวกหู” ทิมพูดต่อเสียงเรียบ รอยยิ้มของโยฮันจึงหุบลงทันที “ขอโทษคร้าบบ… ว่าแต่ เราต้องหาหัวหน้าหน่วยทวงหนี้คนใหม่แล้วสิ จะเอาใครดีน้าาา” “มันไม่ใช่หน้าที่ของนาย เปิดประตูสิ!” ทิมหยุดที่หน้าประตูไม้เนื้อแข็งบานใหญ่ พูดกระแทกเสียงเล็กน้อยให้ลูกน้องรู้ตัว “อ้อ… ขอโทษครับๆ แฮะๆ” โยฮันรีบกดรหัสเปิดประตูอย่างรวดเร็ว ทิมก้าวเข้าไปเป็นคนแรก ตามด้วยโยฮันผู้เป็นมือขวา และคนอื่นๆ ที่ยืนรออยู่ก่อนหน้านี้ก็เดินตามเข้ามาเป็นแถว บางคนก้าวข้ามร่างลูกน้องที่นอนตายอยู่หน้าประตูราวกับเป็นเรื่องปกติ ไร้ซึ่งความเห็นใจเลยแม้แต่น้อย ในห้องประชุม ห้องประชุมกว้างขวางตกแต่งในโทนมืด เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งเงางามตั้งเรียงราย หัวหน้าหน่วยทั้งแปดหน่วยนั่งประจำที่รอบโต๊ะไม้ยาว และยังมีที่ว่างข้างหัวโต๊ะกับตรงข้ามทิมสำหรับคนสำคัญอีกสองคน ประตูด้านในหลังห้องประชุมเปิดออกช้าๆ ชายชราผู้เป็นปู่เดินเข้ามาด้วยท่าทางองอาจน่าเกรงขาม ตามมาด้วยพสิน ชายหนุ่มหน้าตาดีดวงตาคมกริบ ชายชรานั่งลงที่ตำแหน่งหัวโต๊ะ พสินเดินมายืนที่เก้าอี้ประจำตรงข้ามทิม ทันทีที่ชายชรานั่งลง ทุกคนในห้องก็ลุกขึ้นยืนทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง มีเพียงทิมที่นั่งหน้าตาเฉย ไม่ทำความเคารพใดๆ สายตาไม่เคยเหลือบมองผู้เป็นปู่แม้แต่ครั้งเดียว เมื่อทำความเคารพเสร็จ ทุกคนก็กลับลงนั่งตามเดิม “หัวหน้าหน่วยที่ห้าไปไหน ยังไม่มาเหรอ” ชายชราถามเสียงต่ำเมื่อเห็นที่นั่งว่างอยู่ “ขอโทษด้วยครับนายท่าน… คือว่าเขาไม่อยากมีตาแล้ว พี่ทิมเลยช่วยเอาออกให้เสร็จสรรพน่ะครับ ตอนนี้น่าจะกำลังเดินทางไปโรงพยาบาล คงร่วมประชุมไม่ได้แล้วครับ” โยฮันซึ่งยืนอยู่หลังเก้าอี้ของทิมตอบด้วยรอยยิ้มแห้งๆ อย่างไม่เกรงกลัว “อ้อ… งั้นก็คงทำงานต่อไม่ได้แล้ว ตั้งหัวหน้าหน่วยทวงหนี้คนใหม่เลยแล้วกัน” ชายชราพูดราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่ “วันนี้ที่เรียกมาก็เพื่อจะประกาศ ทุกคนคงรู้อยู่แล้ว ฉันจะไม่พูดให้มากความ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พสินจะรับตำแหน่งรองหัวหน้า ควบตำแหน่งหัวหน้าหน่วยที่สองด้วย… งานแรกที่แกต้องทำ คือเลือกคนที่มีความสามารถมารับตำแหน่งหัวหน้าหน่วยทวงหนี้ อย่าให้ฉันต้องผิดหวัง” “ผมจะไม่ทำให้ผิดหวังครับ” พสินรับคำด้วยน้ำเสียงมั่นคงแต่จู่ๆ วอร์กลับชะงักนิ่งไป เขาลูกไล้แก้มเนียนเบาๆ ด้วยสายตาสับสน ก่อนจะคลายอ้อมแขนออกจากเอวบางให้เป็นอิสระ แล้วถอยกลับไปพิงหมอนเหมือนเดิมทิมลืมตาขึ้นมองด้วยความงุนงง ในใจรู้ชัดเจนว่าวอร์ไม่ได้มีใจให้ตนตั้งแต่แรก เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแค่อารมณ์พาไปเท่านั้น“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ ส่วนชุด เดี๋ยวสายๆ ผมจะให้สกายมาเอา” ทิมพูดจบก็รีบลุกเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับไปล่ำลาวอร์นั่งมองตามหลังจนร่างบางลับสายตา เสียงประตูปิดลงเบาๆ แต่ความว่างเปล่ากลับดังก้องในอก ความรู้สึกสับสนปนเป เขาสงสารและห่วงใยทิม แม้จะรู้สึกดี… แต่มันยังไม่ใช่ความรักอย่างที่ทิมต้องการ… ในเวลาบ่ายคลินิกของวอร์แสงแดดยามบ่ายลอดผ่านกระจกใสหน้าคลินิก ส่องลงมาที่ถุงกระดาษบรรจุผ้าพับเรียบร้อยวางอยู่บนเคาน์เตอร์ ขณะที่เงาร่างของหนุ่มน้อยวิ่งข้ามถนนมาด้วยใบหน้าสดใส ก่อนเปิดประตูเข้ามาอย่างตั้งใจ“ผมมาเอาเสื้อให้พี่ทิมครับ” สกายก้มหัวทักทาย“อยู่ในถุงกระดาษบนนั้นครับ” วอร์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มือยังคงจัดการเอกสารโดยไม่ได้สนใจคนที่เข้ามาสกายรับถุงมา ก่อนจะพูดต่ออย่างล
“ก็คุณถาม… ผมก็แค่ตอบตามความจริง ถ้าคุณจะเอาผมไปต่อรอง หรือจะขายผม… ก็ตามใจครับ ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว… ขอแค่คุณช่วยดูแลพวกเจ้าเหมียวให้ผมก็พอ… ขอร้องละครับ… ดูแลพวกมันให้ดี… แค่นั้น… ผมยอมทุกอย่างเลย ฮือออ”ทิมยกมือทั้งสองข้างเกาะแขนแกร่งแน่น ร้องขออย่างสิ้นหวัง วอร์ถอนหายใจยาว ก่อนจะโอบดึงร่างบางเข้ามากอดอย่างอ่อนโยน ทิ้งความเย็นชาทั้งหมดไว้เบื้องหลังทิมร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวสั่น รับรู้ถึงความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับมาก่อน ค่อยๆ คลายความตึงเครียดลงในอ้อมแขนของคนที่เขาเผลอไว้ใจไปโดยไม่รู้ตัว“คุณไม่ควรไว้ใจคนที่เพิ่งรู้จักได้ไม่นานนะครับ”“รอบตัวผมมีใครไว้ใจได้ที่ไหนกัน อึก… คุณเป็นคนเดียวที่ดูแลแมวให้ผม เพราะเจ้าเหมียวพวกนั้นคือเหตุผลที่ผมยังมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ฮือออ…”“ผมเข้าใจแล้ว ไม่ร้องแล้วนะครับ” วอร์ลูบหลังปลอบเบาๆ จนเสียงร้องไห้ค่อยๆ แผ่วลงทิมขยับถอยออกมาเล็กน้อย มือยังเกาะเสื้อวอร์ไม่ปล่อย ดวงตาแดงก่ำมองขึ้นอย่างประหม่า“คุณ… จะไม่ผลักไสผมแล้วใช่ไหมครับ”วอร์ไม่ตอบทันที เพียงแต่ยกนิ้วโป้งเช็ดน้ำตาที่แก้มให้อย่างอ่อนโยน
พรึบ! พรึบ! พรึบ!กระดาษปึกหนาถูกโยนมาตรงหน้า ปลิวว่อนกระจายตกลงบนพื้นหินอ่อนทั่วห้อง“นี่คือประวัติการรักษาทั้งหมดของฉัน ฉันเหลือเวลาอีกแค่สามเดือน รู้ว่าฉันทำไม่ดีกับแกไว้มาก แต่ฉันจะไม่ขอโทษ เพราะทุกสิ่งที่ทำ ก็เพื่อให้แกเข้มแข็งอย่างที่เห็นวันนี้!” ชายชราเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ดูอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด“การส่งพ่อกับแม่ของผมไปตายเนี่ยนะครับ? ต้องการให้ผมเข้มแข็ง… สละได้แม้กระทั่งลูกตัวเอง ปู่โหดเหี้ยมเกินไปแล้วครับ!!” มือทิมเกร็งแน่นจนขาวซีด เขาเผลอส่งเสียงดังขึ้นเมื่อนึกถึงความเจ็บปวดที่ฝังลึก“แกคิดว่าการเป็นมาเฟียมันง่ายนักหรือไง? ยืนอยู่ที่สูง ต้องคุมคนเป็นร้อยเป็นพัน ไม่ใช่แค่มีอำนาจก็ทำได้ เราต้องเก่งพอ! ต้องโหดพอ! ต้องเหี้ยมพอ… ถึงจะกุมทุกอย่างไว้ในมือได้! แต่พ่อแกอ่อนแอเกินไป ถ้าฉันไม่จัดการเอง แกคิดว่าจะมีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้ไหม?”“เพราะพ่อรู้ว่าปู่เป็นแบบนี้ไง! ถึงไม่ยอมให้ผมลำบาก แต่สุดท้าย… พ่อก็สู้ปู่ไม่ได้อยู่ดี” น้ำเสียงของทิมสั่นเครือ ดวงตายังคงจ้องผู้เป็นปู่ไม่วางตา ปนไปด้วยความโกรธแค้นที่ซ่อนเร้น“ใครใช้ให้มันคิดจะพาแกหนีไปล่ะ! ถ้า
“แหม… เห็นผมหิวล่ะสิ” โยฮันหันไปยิ้มเยาะทิมที่กำลังง่วนกับการชงกาแฟให้ลูกค้าอยู่“จะปาแก้วก็กลัวตกแตกอีก สงสัยต้องปามีดแทน” ทิมพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก ทำเอาโยฮันยิ้มแห้ง กลัวว่าเจ้านายจะทำจริง ๆ“หลงตัวเอง ชิ!” สกายหันไปจิกโยฮัน ก่อนจะเดินมาที่เคาน์เตอร์ จัดกาแฟกับเค้กวางในถาดแล้วยกไปเสิร์ฟตามออเดอร์โยฮันมองตามอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะกัดขนมปังในมือแล้วสะบัดอย่างแรงด้วยความไม่พอใจปนอารมณ์ดี“สกาย ฉันฝากดูร้านด้วยนะ จะเอาของไปส่งที่คลินิกหน่อย”“ได้ครับ”ทิมจัดกาแฟและขนมปังใส่ถุงกระดาษอย่างดี เดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์เตรียมจะออกจากร้าน“ต้องเอาไปส่งเองเลยเหรอ เพิ่งจะหายป่วย ให้สกายไปส่งให้ก็ได้นี่” โยฮันรีบพูดห้ามขึ้นมา แววตาสงสัยปนน้อยใจลึก ๆ“มันเรื่องของฉัน นายก็รีบกลับไปซะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้ว” ทิมพูดโดยไม่ได้ใส่ใจคนข้างหลังนัก รีบเปิดประตูแล้วเดินออกไปทันทีโยฮันเริ่มสงสัยในความใจดีที่เจ้านายมีให้กับหมอคนนี้ เหมือนมีอะไรมากกว่านั้น จึงรีบเดินออกจากร้านตามไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ณ คลินิกสัตว์“ผมเอากาแฟมา
ณ คาเฟ่ทันทีที่วอร์ก้าวตามโยฮันเข้ามาถึงด้านในคาเฟ่ ความประหลาดใจและความสงสัยก็ผุดขึ้นทันที‘เจ้านาย’ ที่ชายหนุ่มในชุดสูทเรียกร้องให้ช่วยเหลืออย่างร้อนรนเมื่อครู่ คือทิม เจ้าของร้านคาเฟ่แมวแห่งนี้นี่เอง‘ทำไมเจ้าของร้านคาเฟ่ธรรมดา ถึงมีคนเรียกว่าเจ้านาย และดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ด้วย...’คำถามมากมายซัดเข้ามาในหัว วอร์ยังคงนิ่งเงียบ ไม่แสดงอาการ แต่ในใจกลับเริ่มรู้สึกว่าทิมน่าจะมีเรื่องราวบางอย่าง ยิ่งรวมกับคนที่มาหาเมื่อวาน ก็ยิ่งทำให้มั่นใจว่าทิมไม่ใช่แค่เจ้าของคาเฟ่ธรรมดาแน่นอน ณ ห้องนอนของทิมวอร์กระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เดินเข้ามาใกล้เตียง พลางทิ้งคำถามไว้ในใจ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือรักษาอาการป่วยของคนตรงหน้าให้ปลอดภัยก่อนสายตาสำรวจอาการอย่างละเอียด เมื่อเห็นสภาพของทิมที่ใบหน้าแดงก่ำก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย แต่ยังคงรักษาสีหน้านิ่งสุขุมไว้ได้เป็นอย่างดี“ช่วยดูให้หน่อยครับหมอ! พี่เขาเริ่มพูดเพ้อไม่รู้เรื่องแล้วครับ!” โยฮันร้องขอเสียงสั่น มือไม้สั่นเทาไปด้วยความเป็นห่วงวอร์ใช้ที่วัดอุณหภูมิจ่อไปที่หน้าผากของทิม“ไข้สูงข
“นายกำลังทำอะไรอยู่ ประท้วงชีวิตอย่างนั้นเหรอ นายก็รู้ว่าอำนาจเท่านั้นที่จะคุมทุกคนได้ และทำได้ทุกอย่างอย่างที่นายต้องการ” พสินพูดเน้นย้ำทุกคำ"แล้วอำนาจมันทำให้พ่อกับแม่ฉันฟื้นขึ้นมาได้ไหมล่ะ และมันก็เพราะอำนาจนี่ไงที่ทำให้ทั้งสองท่านต้องจากฉันไปตลอดกาล” น้ำเสียงของทิมแฝงความเจ็บปวดลึกซึ้ง“นายก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องที่แก้ไขไม่ได้แล้ว ไม่ว่าตอนนี้นายจะรู้สึกยังไง ปู่ของนายก็ยังหวังว่าสักวันนายจะกลับมารับช่วงต่อ”“ฉันไม่ทำ! ใครอยากทำก็ทำไปเถอะ” ทิมปฏิเสธอย่างเด็ดขาดพสินยืดตัวขึ้นจากโต๊ะ เดินตรงเข้ามาใกล้จนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตร สายตาคมกริบจ้องมองดวงตาดุดันตรงหน้า“นายเลือกไม่ได้ตั้งแต่วินาทีที่เกิดมาแล้ว… และนายก็ไม่มีทางที่จะตายหนีหน้าที่ของนายได้ด้วย..!” พสินกระซิบเบาๆ ข้างหู ทิมไม่ได้มีท่าทีถอยหนีแม้แต่น้อย“หมายความว่ายังไง?” ทิมถามกลับอย่างเย็นชา“คิดว่าคนฐานะอย่างนายจะไม่มีใครจับตามองงั้นเหรอ? การที่นายได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแบบนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเองหรอกนะ เพราะมันมีคนคอยปกป้องและตามดูแลนายอยู่ตลอด”เขากระซิบต่อ“ชีวิตที่สงบสุขสำหรับหลานหัวหน้าแก๊งงั้นเหรอ… ต



![นรสิงห์ [มาเฟียร้ายรัก]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



