LOGIN"พี่อยากรับผิดชอบนิลกับลูก" "รับผิดชอบ! แบบไหน?" ดวงตากลมโตที่รื้นไปด้วยหยดน้ำตาจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไร้ซึ่งความไว้เนื้อเชื้อใจ ไม่มีแล้วทั้งความรักและความเทิดทูนเหมือนดั่งเก่าก่อน "พี่อยากให้นิลและลูกกลับไปอยู่ที่บ้าน" พอรับรู้ความต้องการของเขา รอยยิ้มสมเพชแกมเวทนาก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเศร้าหมอง "ในฐานะอะไรคะ คนใช้? หรือเมียน้อย?" "พี่ไม่อยากให้นิลคิดแบบนั้น ตอนนี้นิลเป็นแม่ของลูกพี่แล้ว" "อยู่ที่ไหนนิลก็เป็นแม่ของลูกทั้งนั้น" "พี่ไม่อยากให้นิลอยู่คนเดียว คนท้องอยู่คนเดียวมันอันตรายนิลก็รู้" ความดื้อดึงของเธอเริ่มทำให้จอมพลหัวเสีย "ถ้านิลไม่ห่วงตัวเองก็ควรห่วงลูกบ้าง" "แล้วถ้านิลบอกว่าไม่ไปละ" ว่าที่คุณแม่เสียงแข็งขึ้นทันควัน เมื่อโดนกล่าวหาว่าไม่เป็นห่วงลูก "งั้นพี่คงต้องใช้กฎหมายเข้าช่วย" จอมพลสบประสานสายตากับหญิงสาวยามเอื้อนเอ่ยประโยคข่มขู่ออกมาอย่างชัดถ่อยชัดคำ "คุณจะแย่งลูกไปจากนิล?" เธอไม่คิดว่าจอมพลจะใจร้ายได้ขนาดนี้ แล้วถ้าหากเขาทำตามดั่งปากว่าจริงๆ เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะชนะ แค่คิดก็แพ้แล้ว... "ถ้ามันจำเป็น พี่ก็ต้องทำ"
View More“ไอ้นิล! ไอ้นิล!”
เสียงร้องเรียกของเพื่อนสนิทไม่ได้ทำให้ ‘จันทร์นิล’ หยุดมือจากการจัดดอกไม้ใส่แจกันใบงาม หญิงสาวทำเพียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยแล้วส่งยิ้มหวานๆ ให้อย่างเคย
เธอชินแล้วกับพฤติกรรมชอบเล่นใหญ่ของ ‘กิรณา หรือ กันต์’ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียว
“ฉันมีอะไรจะมาบอก... แต่แกดูไม่ค่อยอยากรู้เท่าไหร่ จะบอกหรือไม่บอกดีน้าาา”
กิรณายืนทิ้งสะโพกพิงกับเคาว์เตอร์ในห้องครัว ที่จันทร์นิลใช้เป็นพื้นที่สำหรับจัดดอกไม้ แล้วยกแขนขึ้นกอดอกเชิดหน้าเล็กน้อย กลอกตาไปมาทำทีราวกับคนกำลังคิดไม่ตก
แต่มีหรือที่จันทร์นิลจะมองเพื่อนสนิทของตัวเองไม่ออก
“มีอะไรก็รีบๆ พูดมาเถอะ เดี๋ยวก็อกแตกตายกันพอดี”
คราวนี้คนมีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังยิ้มแป้น กิรณามองซ้ายทีขวาทีอย่างระแวดระวัง เมื่อเห็นว่าปลอดคนนอกเธอจึงค่อยๆ ขยับเข้าไปหาเพื่อน เอามือป้องปากแล้วกระซิบกระซาบเบาๆ ให้ได้ยินกันแค่สองคน
“ฉันได้ยินมาว่าคุณจอมพลจะกลับจากจีนวันนี้”
คำบอกเล่าจากเพื่อนสนิททำจันทร์นิลตาลุกวาว ก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายพลันพากันเต้นกระหน่ำยามได้ยินชื่อของเขา
ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของหัวใจ...
“กี่โมง”
จันทร์นิลละมือจากกรรไกรตัดแต่งก้านดอกไม้ แล้วหันมาทางกิรณาเพื่อจดจ่อรอฟังคำตอบ
“ได้ยินมาว่าตอนเย็นๆ แต่ไม่รู้ว่าเย็นกี่โมง”
พอเห็นแววตาของอีกฝ่าย กิรณาก็นึกอยากเอ่ยปากแซวเสียเหลือเกิน อะไรจะเป็นประกายขนาดนั้น!
“งั้นแกจัดดอกไม้ที่เหลือแทนฉันหน่อยนะ ฉันจะไปเตรียมของทำมื้อเย็น”
“ตอนนี้เนี่ยนะ?”
กิรณาเหลือบมองนาฬิกาบนฝาผนังแล้วร้องถามเสียงหลง ก็ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรง ยังเหลืออีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะถึงมื้อค่ำของบรรดาเจ้าขุนมูลนาย หรือเรียกง่ายๆ ว่าเจ้าของคฤหาสน์ที่พวกเธอพึ่งพาใบบุญอยู่ในขณะนี้
“ฉันแค่จะไปเตรียมของไว้เฉยๆ จะได้รู้ด้วยไงว่ายังขาดเหลืออะไรบ้าง”
ชี้แจงจบจันทร์นิลก็เดินตัวปลิวหายเข้าไปในห้องเก็บวัตถุดิบด้านหลังครัว ปล่อยเพื่อนสาวทิ้งไว้กับกองดอกไม้ช่อโตหลากสีที่ยังจัดใส่แจกันไม่แล้วเสร็จ
หญิงสาวจึงไม่ทันเห็นว่าคนข้างหลังมองตามด้วยแววตาสุดแสนจะเป็นห่วงมากแค่ไหน ก่อนกิรณาถอนลมหายใจออกมายาวพรืดแล้วบ่นพึมพำกับตังเอง
“ไอ้นิลเอ๊ยยย... ฉันละกลัวแกจะพลัดตกสวรรค์ลงมาจริงๆ ขออย่าให้เป็นแบบที่คิดเล๊ยยย สาธุ!”
กิรณายกมือขึ้นพนมท่วมหัว แล้ววอนขอต่อดินฟ้าอากาศแถวนั้นลอยๆ เมื่อไม่อยากให้สิ่งที่ตนคิดและแอบกังวลเกิดขึ้นจริงกับเพื่อนสาวของเธอ
‘ความสัมพันธ์ลับ’ ระหว่างจันทร์นิลกับคุณจอมพลผู้เป็นเจ้านาย เกิดขึ้นเมื่อราวๆ สองปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่พวกเธอทั้งสองเรียนจบจากมหาวิทยาลัยคณะคหกรรมศาสตร์และย้ายเข้ามาทำงานในห้องครัวที่คฤหาสน์หลังนี้
ไม่รู้เป็นเพราะบุพเพสันนิวาสหรือโชคชะตาที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง จึงนำพาจันทร์นิลมาเจอความสัมพันธ์ที่ยากจะคาดเดาแบบนี้ เมื่อเดิมทีความตั้งใจของจันทร์นิลหลังเรียนจบคือการกลับบ้านเกิดเพื่อไปดูแลยาย แต่ในระหว่างที่หญิงสาวใกล้จะถึงฝั่งฝันนั้น ผู้เป็นยายดันมาด่วนจากไปเสียก่อน
นั่นจึงทำให้จันทร์นิลเคว้งคว้างไปพักใหญ่ เพราะนอกจากยายที่เลี้ยงมา หญิงสาวก็เหลือตัวคนเดียว ไม่มีเครือญาติที่ไหนอีก เลยเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กิรณาชวนเพื่อนสนิทเข้ามาทำงานในบ้านหลังนี้ ซึ่งมีแม่บังเกิดเกล้าของเธอทำงานเป็นหัวหน้าแม่บ้านอยู่ก่อนแล้ว
กว่ากิรณาจะรู้เรื่องราวของเพื่อนสนิทและเจ้าของบ้าน ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ก็เลยเถิดไปไกลจนเกินจะกู่กลับ
กิรณาจะเป็นไม่กังวลเลยสักนิด ถ้าหากสถานะของคนทั้งคู่ไม่ห่างไกลราวฟ้ากับเหวเช่นนี้ เธอกลัวเหลือเกิน... กลัวว่าสักวันหนึ่งเพื่อนสนิทของเธอจะถูกหักปีก จนล่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าแล้วบาดเจ็บปางตาย
มื้อค่ำในบ้าน ‘พณิชพัทร์’ วันนี้มีสีสันและเสียงหัวเราะมากกว่าหลายวันที่ผ่านมา เนื่องจาก ‘จอมพล’ ลูกชายเพียงคนเดียวของ ‘คุณหญิงสโรชา’ กับ ‘คุณท่านอติรุจ’ บินกลับมาทันเวลาได้นั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารมื้อค่ำกับคนในครอบครัว หลังต้องห่างหายไปทำงานไกลถึงประเทศจีนนานเกือบหนึ่งสัปดาห์เต็ม
“แม่ไม่คิดว่าลูกจะกลับมาไวขนาดนี้”
คุณหญิงสโรชาชวนคุย พร้อมทั้งตักกับข้าวกับปลาเติมใส่จานให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไม่ขาด
“งานเสร็จไวน่ะครับก็เลยรีบกลับ คุณแม่ก็รู้นี่ครับ ว่าผมอยู่ห่างจากคุณแม่นานๆ ไม่ได้ ไม่งั้นความคิดถึงคงทำงานหนักแย่...”
ยังไม่ทันสิ้นประโยคออดอ้อนออเซาะของจอมพลดี เสียงกระแอมไอจากคนที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
“กลับมาเหนื่อยๆ แกควรรีบไปพักผ่อนนะ ไม่ใช่มานั่งจีบเมียชาวบ้านเขาแบบนี้”
“แบบนี้เรียกว่าอิจฉาหรือเปล่าครับคุณพ่อ”
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาซึ่งถอดแบบมาจากผู้เป็นบิดาหันกลับไปยอกย้อนกวนประสาทอย่างไม่เกรงกลัว
หน้าเหมือนแล้วไง... จอมพลไม่คิดหวั่น ในเมื่อพ่อเริ่มเปิดศึกก่อน เขาก็หาได้กลัวไม่ ในเมื่อมีแม่อยู่ทั้งคน
“มีอะไรให้ต้องอิจฉาคนมาทีหลังอย่างแก”
“คุณพ่อเคยถามคุณแม่บ้างหรือเปล่าครับ ว่าท่านรักใครมากกว่ากัน”
“ไม่จำเป็น! เพราะสุดท้ายแม่แกก็ต้องนอนเตียงเดียวกับฉันอยู่ดี”
อติรุจสาดประโยคเด็ดชนะน็อกใส่เจ้าลูกชายตัวดี เขาไม่เคยแพ้ใครอยู่แล้ว นอกจาก ‘เมีย’
“หู้ววว แรงมาก คุณแม่ดูคุณพ่อพูดจาสิครับ”
ในเมื่อสู้ไม่ไหวจอมพลจึงต้องหันไปหาตัวช่วย ทว่าครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ผล แม่ดันคลุมกำเนิดเขาเสียได้ แถมยังออกโรงปกป้องสามีอีกต่างหาก
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแม่เขาจะเลือกใครระหว่างลูกกับสามี แน่นอนว่าแม่เลือก สามี! จอมพลกล้าเอาหัวเป็นประกัน
“พอได้แล้วทั้งคู่เลย ทะเลาะกันเป็นเด็กๆ ไปได้ ลูกนี่ตัวดีเลยนะจอมพลชอบไปก่อกวนพ่อเขานักละ”
สิ่งที่ได้ยินกลายเป็นเหตุการณ์ปกติสำหรับคนเป็นแม่และเมียอย่างสโรชาไปแล้ว นางต้องเจอทุกครั้งยามสองพ่อลูกคู่นี้เผชิญหน้ากัน
และเป็นทุกครั้งที่สโรชาต้องเป็นฝ่ายห้ามทัพสองพ่อลูกคู่นี้อยู่ร่ำไป สงสัยนางคงต้องหาลูกสะใภ้เข้าบ้านแล้วจริงๆ เผื่อจะจบปัญหายื้อแย้งไร้สาระนี้ได้
อันที่จริงก็ไม่จำเป็นต้องหา... ในเมื่อคู่หมั้นคู่หมายของลูกชายมีตัวตนอยู่แล้ว เหลือเพียงแต่ป่าวประกาศและทำทุกอย่างให้ถูกต้อง
“ปกป้องกันเก่ง งั้นผมไปดีกว่าเหม็นกลิ่นความรักแถวนี้”
ฟังเหมือนคนพูดต้องการจะพูดกระทบ ทว่าบนใบหน้าเจ้าของประโยคกลับมีแต่รอยยิ้มแต่งแต้ม
จอมพลไม่ได้จริงจังกับสงครามนี้นัก ด้วยรู้ดีว่าทั้งพ่อและแม่รักตนมากแค่ไหน เขาแค่ต้องการจะหยอกล้อสร้างสีสันให้คนในครัวครัวตามประสาลูกชายคนเดียว
“ไม่เอาของหวานหรือผลไม้หน่อยเหรอลูก”
“ไม่ครับ แม่ก็รู้ว่าผมไม่ชอบของหวาน แต่อีกสักหนึ่งชั่วโมงผมขอเป็นชาร้อนๆ สักแก้ว... รบกวนนิลช่วยเอาขึ้นไปให้ผมบนห้องทำงานทีนะครับ”
ประโยคแรกจอมพลตอบคำถามของผู้เป็นแม่ แต่ประโยคหลังเขาหันกลับไปพูดกับใครอีกคน... ที่ยกของหวานเข้ามาเสิร์ฟข้างกายเขาพอดี
“อีกหนึ่งชั่วโมงนิลจะยกชาขึ้นไปให้ค่ะ”
จันทร์นิลรับคำสั่ง พร้อมทั้งค่อยๆ จัดแจงลำเลียงอาหารหวานขึ้นโต๊ะให้คุณหญิงกับคุณท่านอย่างตั้งใจ
ส่วนสำนึกอีกเสี้ยวหนึ่งก็พยายามเก็บอาการเต็มที่ เธอทำทีราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับปลายนิ้วมือหยาบกร้านของจอมพล ที่กำลังฉวยโอกาสแอบล้วงมือเข้าไปลูบไล้อยู่เหนือหน้าขาเรียวสวยของเธออย่างจาบจ้วง ภายใต้กระโปรงผ้าพลิ้วไหวตัวงาม
สัมผัสเรียกร้องของเขาปลุกเอาความรู้สึกวาบหวามในส่วนลึกของจันทร์นิลให้ตื่นเตลิด อีกทั้งยังพลันพาหัวใจดวงน้อยเต้นแรงกระหน่ำ เพราะไม่คาดคิดว่าจอมพลจะกล้าทำเรื่องน่าอายแบบนี้ต่อหน้าบุพการีของเขาเอง
จันทร์นิลรู้ดีว่าชายหนุ่มต้องการอะไรจากเธอ... เพราะขณะนี้เธอเองก็ ‘คิดถึง’ เขาไม่แพ้กัน
หลังจากแวะทำบุญที่วัดเนื่องในโอกาสครบรอบวันตายให้ตากับยายเสร็จ จันทร์นิลก็พาสามีและลูกๆ กลับมาพักผ่อนที่บ้านเกิดในอำเภอปากช่องหลายปีที่ผ่านมาบ้านหลังนี้เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก จอมพลให้ช่างเข้ามาปรับปรุงและตกแต่งภายในใหม่ทั้งหมด เพื่อความสะดวกสบายของคนในครอบครัวยามต้องแวะเวียนมาทำบุญและค้างคืนที่นี่เป็นประจำทุกปี“ยืนมองอะไรอยู่ครับ”ร่างเล็กที่กำลังยืนเหม่อมองบ้านรั้วติดกัน แล้วหวนคิดถึงเรื่องราวในอดีตสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกคนเป็นสามีสวมกอดจากทางด้านหลัง“มองบ้านแอ้มน่ะค่ะ” จันทร์นิลแบนสายตากลับไปมองบ้านหลังข้างๆ อีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันมันถูกปล่อยทิ้งร้างจนแทบไม่เหลือเค้าเดิมหลังจากป้าลดาวัลย์จากไป อริสาก็พาลูกชายย้ายไปอยู่กับพ่อของลูกที่อำเภอแก่งคอย และที่สำคัญใครจะไปคาดคิดว่าเจ้าเสือโคร่งจะเป็นถึงลูกชายเจ้าของบริษัทปูนซีเมนต์ยักใหญ่แห่งหนึ่งในไทย“ป่านนี้ยายหน้าหยิ่งกับลูกชายคงใช้ชีวิตสุขสบายไปแล้วละมั้ง”“คงงั้นมั้งคะ” จันทร์นิลหลุดขำกับประโยคเหน็บแนมของคนเป็นสามี ในขณะที่สายตายังจับจ้องที่บ้านหลังนั้นอยู่ “เห็นแล้วก็นึกถึงอดีตนะคะ”เธอกับอริสายังคงติดต่อกันเรื่อยมา มีนัดเจอกันบ้างตอนท
5 ปีผ่านไป...หลังเลิกงานจอมพลก็ตรงไปรับลูกที่โรงเรียนตามปกติ ทว่าวันนี้ท่าทีของสองแฝดกลับผิดแปลกไป ทั้งคู่นั่งเงียบปากมาตลอดทางไร้เสียงเจื้อยแจ้วเหมือนอย่างเคยคนเป็นพ่อจึงได้แต่สงสัยเก็บงำความอยากรู้อยากเห็นไว้ในใจ เพราะถามอะไรไปลูกชายก็ไม่ยอมตอบกระทั่งมินิเวนคนหรูแล่นเข้ามาจอดเทียบที่หน้าประตูคฤหาสน์ สองแฝดจอมป่วนก็กุลีกุจอรีบลงจากรถ แล้ววิ่งตรงเข้าไปด้านในทันที ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป้าหมายของทั้งคู่อยู่ที่ไหน คงไม่พ้นปู่กับย่าผู้ตามใจหลานอยู่เป็นนิจแน่ๆ“ปู่คร้าบบบ เจ้าขุนกลับมาแล้วววว”“ย่าคร้าบบ เจ้านายก็กลับมาแล้วคร้าบ”เสียงอ่อนเสียงหวานดังขึ้นทั้งที่ยังไม่เห็นตัวเจ้าของ ทำเอาคนเป็นปู่กับย่าแย้มยิ้มด้วยใบหน้าชื่นบาน หลังนั่งเหงาอยู่ในบ้านแสนเงียบมาทั้งวัน นี่ถ้าเป็นไปได้อติรุจกับสโรชาแทบไม่อยากให้หลานๆ ไปโรงเรียนเลยด้วยซ้ำ“เหนื่อยไหมครับคนเก่งของย่า”คุณหญิงสโรชารับร่างหลานชายทั้งสองคนที่พุ่งตรงเข้าสู้อ้อมกอดอย่างแสนรัก สลับกับจูบกระหม่อมบางด้วยความคิดถึง“ไม่เหนื่อยครับ/ไม่เหนื่อยครับ” สองศรีพี่น้องประสานเสียงตอบพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะหันขวับกลับมาจ้องหน้ากันและกันด้วยท่าที
“คุณเจ้านาย คุณเจ้าขุน บอกผมมาเดียวนี้นะ ต้องทำยังไงแม่ของพวกคุณถึงจะยอมใจอ่อน”ร่างสูงในชุดสูทพอดีตัวเพราะเพิ่งกลับจากที่ทำงาน จ้องเขม็งมาที่ลูกชายวัยหนึ่งขวบทั้งสองคนอย่างคาดคั้น “ถ้าไม่ยอมบอกผมจะปล่อยให้พวกคุณอด!” ไม่ทำพูดเปล่า จอมพลชักช้อนในมือออกห่างจากปากเล็กๆ ของลูกชาย พร้อมยกถ้วยข้าวเบี่ยงหนี “แอ้... แง้...” นั่นจึงเป็นเหตุให้จอมเขมือบทั้งสองตีมือตีไม้ลงบนโต๊ะทานอาหาร พร้อมส่งเสียงร้องอย่างขัดใจ “ผมไม่ใจอ่อนง่ายๆ หรอกนะ” คนถูกเมียใช้ให้ป้อนข้าวลูกทันทีที่กลับมาถึงบ้าน โดยไม่ถงไม่ถามถึงความเหน็ดเหนื่อยเลยสักคำ เชิดหน้าขึ้นอย่างเหนือกว่า ช่วงเวลาแบบนี้ต้องเก็บเกี่ยว มีโอกาสไม่มากที่จะเอาชนะเจ้าสองตัวนี้ได้สักที ก็ใช่สิ! เขามันไม่สำคัญแล้วนี่ ตั้งแต่เจ้าสองหน่อนี้เกิดมาใครๆ ก็เรียกหา แต่น้องเจ้านาย น้องเจ้าขุน ส่วนไอ้จอมพลคนนี้ถูกเบียดตกกระป๋องดัง ปุ๊ก! ขนาดพ่อกับแม่บังเกิดเกล้ายังไม่แยแสแม้แต่เงา เกิดเป็นไอ้จอมพลชีวิตช่างรันทด เคยเป็นที่หนึ่งมาตลอดจะต้องมาพ่ายแพ้ให้กับ ‘ผลงานชินโบว์แดง’ ของตัวเอง จะโกรธก็โกร
เช้ามืดในวันถัดมาเหตุการณ์ที่ทุกคนต่างเป็นกังวลก็มาถึง เป็นเรื่องน่ายินดีที่ทายาทรุ่นต่อไปของตระกูลพณิชพัทร์กำลังจะถือกำเนิด แต่นั่นไม่มากพอที่จะลดทอนความหวาดหวั่นถึงความปลอดภัยของคนเป็นแม่ได้ กลางดึกของเมื่อคืนจันทร์นิลมีอาการปวดช่วงล่างบริเวณเอว ซึ่งนั่นเกิดขึ้นอยู่เป็นนิจนับตั้งแต่ครรภ์เข้าสู่เดือนที่หกเพราะต้องแบกรับน้ำหนักของทารกไว้ถึงสองคนในคราวเดียว แต่เมื่อคืนอาการปวดกลับแทรกขึ้นมาเป็นระยะ แม้เปลี่ยนท่าทางก็ยังไม่หาย ทั้งยังสังเกตุเห็นว่าคืนนี้พ่อยอดดวงใจทั้งสองของเธอดิ้นน้อยผิดปกติ จันทร์นิลจึงบอกให้จอมพลเร่งพาเธอมาโรงพยาบาล เธอถูกพาเข้าห้องคลอดทันทีที่มาถึง ทั้งสูติแพทย์ ทั้งแพทย์เฉพาะทางด้านหัวใจ รวมถึงพยาบาลต่างเข้ามารุมทึ้งเธอในห้องคลอดเต็มไปหมด เสี้ยววินาทีของความเป็นและความตายรออยู่ตรงหน้า ว่าที่คุณแม่กลับไม่ได้นึกถึงชีวิตของตนเอง ความกลัวทั้งหมดถูกถ่ายเทไปที่ลูก ในใจของจันทร์นิลภาวนาอยู่อย่างเดียว คือขอให้ลูกๆ ปลอดภัยเท่านั้นพอ “ลูกของเราจะปลอดภัยใช่ไหมคะ” น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยถามพ่อของลูกที่ยืนอยู่ข้างกาย “ครับ
reviews