Lahat ng Kabanata ng นางหงส์เหนือบัลลังก์: Kabanata 11 - Kabanata 20

187 Kabanata

บทที่ 11 เล่ห์จันทร์พรางใจ

เมื่อความเจ็บปวดเปลี่ยนเป็นพลัง มู่หรงเสวี่ย จึงเลือกที่จะไม่ร้องไห้อ้อนวอนขอความเมตตาอีกต่อไป นางรู้ดีว่าการจะล้างมลทินให้ตระกูลมู่หรงที่มีความผิดฐานกบฏค้ำคออยู่นั้น นางต้องเข้าใกล้ "หัวใจ" ของผู้ที่ถืออำนาจสูงสุดให้ได้มากที่สุด แม้ว่าหัวใจดวงนั้นจะกลายเป็นก้อนหินไปแล้วก็ตามค่ำคืนนั้นที่ตำหนักจิ้งซิน บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงฟืนปะทุในเตาผิง กลิ่นกำยานหอมกรุ่นอวลไปทั่วห้องโถงกว้าง ทว่ากลับเป็นกลิ่นหอมที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดดุจม่านหมอกก่อนพายุจะพัดโหม มู่หรงเสวี่ย ในชุดผ้าไหมบางเบาสีขาวนวลที่ถูกจัดเตรียมไว้ ก้าวเท้าที่สั่นระริกเล็กน้อยเข้าไปด้านใน ความเย็นของพื้นหินอ่อนสัมผัสฝ่าเท้าป่าวเปลือยของนาง ยิ่งย้ำเตือนถึงสถานะที่ไร้ที่พึ่งในยามนี้ตงฟางเย่ ประทับนั่งอยู่หลังโต๊ะทรงงานมังกร พระพักตร์ครึ่งหนึ่งซ่อนอยู่ในเงามืด เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองแม้เพียงนิด ทว่ารังสีความกดดันและกลิ่นอายแห่งโทสะที่พยายามสะกดกลั้นไว้กลับแผ่ซ่านออกมาจนนางรู้สึกหายใจลำบาก"มานี่!"คำสั่งสั้นห้วนและทรงอำนาจนั้นทำให้หัวใจของนางกระตุกวูบ เสวี่ยเอ๋อเดินเข้าไปใกล้ช้า ๆ แทนที่จะก้มหน้าหลบตาอย่างสาวใช้ผู้หวาดกล
Magbasa pa

บทที่ 12 คำใส่ร้ายของจางกุ้ยเฟย

ตงฟางเย่ไม่ได้หลับ! เขายืนพิงเสาเตียงอยู่ในความมืด ดวงตาของเขาจ้องมองนางราวกับจะทะลุไปถึงวิญญาณมู่หรงเสวี่ยใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม แต่นางรวบรวมความกล้า ไม่หลบสายตา แล้วตัดสินใจเดินเข้าไปหาเขาแทนที่จะหนี นางคุกเข่าลงต่อหน้าเขาแต่ยังคงจ้องตา"หม่อมฉันกำลังหา 'ความจริง' เพคะ... ความจริงที่ฝ่าบาททรงแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น เพื่อที่จะได้มีเหตุผลเกลียดชังหม่อมฉันได้อย่างเต็มหัวใจ!"ตงฟางเย่ขบกรามแน่น "ความจริงหรือ? ความจริงคือพ่อเจ้าเป็นกบฏ!""หากเขาเป็นกบฏ ทำไมเขาถึงทิ้งกลไกป้องกันราชวงศ์ไว้ให้ฝ่าบาทในกล่องใบนั้นล่ะเพคะ!" นางชี้ไปที่กล่องไม้ "ฝ่าบาททรงเปิดมันออกดูเถิด หากข้างในมีหลักฐานว่าพ่อของหม่อมฉันทรยศ หม่อมฉันจะยอมให้ฝ่าบาทบั่นคอด้วยมือของพระองค์เองทันที!"ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทรงงาน มีเพียงเสียงฝนที่เริ่มตกลงมาหนักขึ้น ตงฟางเย่มองสลับระหว่างกล่องไม้กับดวงตาที่แน่วแน่ของหญิงสาวที่เขาทั้งรักทั้งแค้น...บรรยากาศในห้องทรงงานทวีความตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าก่อนที่ตงฟางเย่จะทันได้เอื้อมมือไปหยิบกล่องไม้ปริศนา เสียงประตูก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบ"ฝ่าบาท! แย่แล
Magbasa pa

บทที่ 13 การเผชิญหน้าของนางกบฎ

ตงฟางเย่ไม่ได้ขานรับ เขาเพียงแต่ยื่นจดหมายเล็กๆ ผ่านลูกกรงเข้ามา พร้อมกับยาขี้ผึ้งทาแผล "ที่นั่นอันตรายเกินไปสำหรับเจ้า การอยู่ในคุกนี้อาจจะดูโหดร้าย แต่เป็นที่เดียวที่คนของหลินกุ้ยเฟยจะเข้าถึงตัวเจ้าได้ยากที่สุด"เขาลดเสียงลงจนเป็นเสียงกระซิบ "ข้าเปิดกล่องไม้ได้แล้ว... เสวี่ยเอ๋อร์ สิ่งที่พ่อเจ้าทิ้งไว้ไม่ใช่แค่ความจริงเรื่องกบฏ แต่มันคือรายชื่อของคนในวังที่รับสินบนจากแคว้นศัตรู และชื่อแรกในนั้นคือ... พ่อของหลินกุ้ยเฟย"มู่หรงเสวี่ยเบิกตากว้าง "แล้วทำไมพระองค์ไม่...""ข้ายังต้องการหลักฐานมัดตัวที่ดิ้นไม่หลุด" ตงฟางเย่เอื้อมมือลอดลูกกรงมาลูบแก้มที่ซูบผอมของนางอย่างแผ่วเบา ความอ่อนโยนที่นางโหยหาพรั่งพรูออกมาในสัมผัสเดียว "อดทนเพื่อข้าอีกนิดได้หรือไม่? ข้าจะเปลี่ยนคุกแห่งนี้ให้กลายเป็นที่ล้างมลทินของตระกูลเจ้าเอง"ค่ำคืนในคุกหลวงเงียบสงัดจนน่าขนลุก มีเพียงเสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นหิน มู่หรงเสวี่ย นั่งกอดเข่าพิงผนังที่เย็นเยียบ นางรับรู้ได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่ทำให้สันหลังวูบวาบทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของผู้คุมที่ควรจะเดินตรวจตรากลับเงียบหายไป แทนที่ด้วยเสียงโลหะเสียดสีกันเบาๆ ชายชุด
Magbasa pa

บทที่ 14 อาภรณ์แห่งเกียรติยศ

สายตาของเขาที่เคยมองนางด้วยความชิงชัง บัดนี้กลับสั่นไหวด้วยความรู้สึกผิดและรักอันล้นปรี่ เขาเอื้อมมือหนาไปกุมมือที่เล็กกว่า... มือนั้นหาได้นุ่มนวลปานกลีบบัวเหมือนคุณหนูในห้องหอไม่ แต่มันกลับหยาบกร้าน และมีรอยแผลจากการตรากตรำซักล้างผ้าหนักอึ้งท่ามกลางน้ำแข็งมานับครั้งไม่ถ้วน เขาประคองมือนั้นขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ราวกับเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า ก่อนจะก้มลงจุมพิตที่หลังมือของนางอย่างแผ่วเบาและเนิ่นนาน ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของคนนับร้อยที่เฝ้ามองอยู่"มู่หรงเสวี่ย..." น้ำเสียงของเขาที่เคยดุดันสั่งการ บัดนี้กลับทุ้มต่ำและอ่อนโยนจนลมหายใจของนางสะดุด "ข้าเป็นคนเขลาที่ปล่อยให้เมฆหมอกแห่งความระแวงบังตา จนเกือบจะเสียเจ้าไปชั่วนิรันดร์ ข้าปล่อยให้เจ้าต้องทนทุกข์ในที่ที่มืดมิดที่สุด ทั้งที่เจ้าควรจะเป็นแสงสว่างข้างกายข้า"เขากระซิบประโยคที่ทำให้นางรู้สึกเหมือนวิญญาณที่เคยแหลกสลายกำลังถูกโอบอุ้มด้วยไออุ่น "แต่นับจากวันนี้ไป ชื่อของตระกูลมู่หรงจะถูกจารึกไว้ในพงศาวดารว่าเป็นผู้ซื่อสัตย์ภักดีต่อราชบัลลังก์ด้วยเลือดและวิญญาณ และเจ้า... เสวี่ยเอ๋อของข้า... เจ้าจะไม่อยู่ในฐานะนางกำนัลซักล้างชั้นต่ำที่ใคร
Magbasa pa

บทที่ 15 ก้าวแห่งพญาหงส์

เมื่อการสวมอาภรณ์เสร็จสิ้น มู่หรงเสวี่ยลืมตาขึ้นช้าๆ นางมองภาพสะท้อนของตนเองในคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ สตรีในนั้นดูสง่างามจนน่าเกรงขาม แววตาที่เคยหม่นแสงบัดนี้คมปลาบดุจปลายกระบี่"ฮองเฮาทรงพระสิริโฉมยิ่งนักพะย่ะค่ะ" เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมไปด้วยความสวามิภักดิ์ดังขึ้นจากด้านหลังมู่หรงเสวี่ยไม่ได้หันไปมอง แต่นางรู้ดีว่าเป็นใคร "พี่หลิวซิง... ท่านคิดว่าชุดที่หนักอึ้งนี้ จะช่วยปกปิดรอยแผลเป็นที่ใจข้าได้หรือไม่?"หลิวซิงในชุดเกราะแม่ทัพเต็มยศคุกเข่าลงข้างหนึ่ง "รอยแผลเป็นเหล่านั้นคือเกราะที่แข็งแกร่งที่สุดของพระองค์พะย่ะค่ะ ชุดสีแดงนี้มิได้ถูกย้อมด้วยสีจากเปลือกไม้ แต่ถูกย้อมด้วยหัวใจที่ทรหดของพระองค์ บัดนี้ถึงเวลาที่พญาหงส์จะทวงคืนน่านฟ้าแล้ว"มู่หรงเสวี่ยยกมือขึ้นลูบไล้ลายปักเฟิ่งหวงบนอกเสื้อ มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบ "จริงของท่าน... ความเจ็บปวดในวันนั้น คือน้ำมันที่เคี่ยวกรำให้เพลิงในใจข้าโชติช่วงขึ้นในวันนี้ ไปบอกตงฟางเย่... ข้าพร้อมจะไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่ 'พวกนาง' จัดเตรียมไว้ให้ข้าแล้ว"นางกำนัลอาวุโสประคอง 'มงกุฎหงส์ทองคำ' ขึ้นด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย มงกุฎนี้คือยอดงานปร
Magbasa pa

บทที่ 16 รัศมีแห่งหงส์เหนือแผ่นดิน

รัศมีแห่งหงส์เหนือแผ่นดินเมื่อฉลองพระองค์ตัวนอกซึ่งถักทอด้วยไหมทองคำสลับดิ้นแดงเข้มถูกสวมทับลงบนบ่า น้ำหนักของผ้าไหมเนื้อหนาที่ทับซ้อนกันหลายชั้นกดทับลงมาอย่างหนักแน่น น้ำหนักนั้นมิใช่เพียงอาภรณ์ แต่คือภาระหน้าที่และอำนาจวาสนาที่นางต้องแบกรับไว้ด้วยความเต็มใจ มู่หรงเสวี่ยยืดแผ่นหลังให้ตรงกว่าเดิม นางไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าจากน้ำหนักนั้น แต่นางกลับรู้สึกถึง "เกราะ" ที่กำลังห่อหุ้มจิตใจที่เคยแตกร้าวของนางไว้บนศีรษะของนางประดับด้วย มงกุฎทองคำรูปหงส์คาบแก้วระย้า ที่สลักเสลาอย่างประณีตหยดเย้อย ปีกหงส์แต่ละข้างแผ่สยายประดุจจะพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า มุกน้ำงามที่ห้อยระย้าสั่นไหวไปมาตามจังหวะการเยื้องกราย ก่อเกิดเสียงโลหะทองคำกระทบกันดัง กรุ๊งกริ๊ง กังวานใสสะอาดประดุจเสียงพิณสวรรค์ ทว่าในความใสสะอาดนั้นกลับแฝงไปด้วยความเย็นเยียบที่ข่มขวัญผู้ที่ได้ยินใบหน้าที่เคยซูบซีดจากความอดอยาก และกร้านลมฝนจากการตรากตรำในโรงซักล้าง บัดนี้ถูกชโลมด้วยแป้งหอมเนียนละเอียดประดุจหยกขาวชั้นเลิศ แต่งแต้มด้วยชาดสีแดงเข้มดุจโลหิตที่ริมฝีปากและหางตา เสริมให้นัยน์ตาหงส์ดูดุดันและทรงอำนาจความงามของนางในยามนี้ไม่ใช่ควา
Magbasa pa

บทที่ 17 บทเริ่มของการควบคุมวังหลัง

มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตา แววตาของนางไม่มีความโกรธแค้นหลงเหลืออยู่ มีเพียงความศรัทธาในรักที่ผ่านการเจียระไนจากความทุกข์ยาก นางวางมือลงบนฝ่ามือหนาของเขา ตงฟางเย่กระชับมือนางแน่นก่อนจะพานางเดินเคียงคู่กันขึ้นสู่ยอดสูงสุดของบันไดคำสัตย์สาบานต่อฟ้าดินเมื่อทั้งคู่ยืนอยู่หน้าแท่นบูชาฟ้าดิน ตงฟางเย่รับ ‘ตราลัญจกรหงส์ทองคำ’ จากขันทีคนสนิท แล้วบรรจงส่งมอบให้แก่มู่หรงเสวี่ยด้วยตัวเอง"ตรานี้คืออำนาจสั่งการวังหลัง และมือนี้คืออำนาจที่ข้าขอมอบให้เจ้าช่วยปกครองแผ่นดินเคียงคู่ข้า" เสียงของตงฟางเย่ดังกังวานไปทั่วลานหลวง "นับจากนี้ มู่หรงเสวี่ยคือหงส์เพียงนางเดียวในใจข้า และเป็นแม่ของแผ่นดินที่ใครจะลบหลู่มิได้!"ขุนนางและราษฎรนับหมื่นที่อยู่เบื้องล่างต่างตะโกนก้องพร้อมกันจนแผ่นดินสะเทือน: "ฮองเฮาทรงพระเจริญพันปี พันปี พันพันปี!"ท่ามกลางเสียงโห่ร้องที่กึกก้อง มู่หรงเสวี่ยหลั่งน้ำตาออกมาอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ไม่ใช่ความเศร้า แต่มันคือน้ำตาแห่งชัยชนะเหนือโชคชะตา นางมองลงไปที่มือของตนที่เคยหยาบกร้านจากการซักล้าง บัดนี้มันกำลังกำตราอำนาจสูงสุดไว้แน่นกลีบดอกท้อสีชมพูถูกโปรยลงมาจากยอดหอคอย ล่องลอยผ่านหน้
Magbasa pa

บทที่ 18 การปรากฏตัวของ 'กุ้ยเฟย'

ในท้องพระโรงยามเช้า บรรยากาศตึงเครียดจนสัมผัสได้ เสนาบดีฝ่ายซ้ายเฉินกั๋วกง ก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมฎีกาปึกใหญ่ในมือ"ฝ่าบาท... บัดนี้บ้านเมืองสงบสุข ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข แต่ในวังหลังกลับมีเพียงฮองเฮาเพียงนางเดียวที่ปรนนิบัติพระองค์ ตามโบราณราชประเพณี การมีทายาทมังกรจำนวนมากคือความมั่นคงของแผ่นดิน กระหม่อมและเหล่าขุนนางเห็นพ้องว่า ถึงเวลาที่ต้องคัดเลือกสตรีผู้เพียบพร้อมเข้าวังเพื่อคานอำนาจและเสริมบารมีพะย่ะค่ะ"ตงฟางเย่ขมวดคิ้วแน่น ดวงตาฉายแววไม่พอใจ "ข้าเคยประกาศแล้วว่าจะมีเพียงเสวี่ยเอ๋อร์คนเดียว!""ฝ่าบาท!" เสนาบดีเฉินคุกเข่าลง ตามด้วยขุนนางอีกนับสิบ "หากพระองค์ทรงดื้อรั้น จะทรงถูกครหาว่าหลุ่มหลงมเหสีจนละเลยราชประเพณี กระหม่อมขอถวายตัว 'เฉินรุ่ยหลิน' บุตรสาวของกระหม่อม ผู้ซึ่งกอปรด้วยรูปสมบัติและคุณสมบัติ เพื่อดำรงตำแหน่ง 'กุ้ยเฟย' คอยช่วยงานฮองเฮาพะย่ะค่ะ!"ข่าวการรับสนมเอกตำแหน่งกุ้ยเฟยแพร่ไปถึงตำหนักคุณหนิงอย่างรวดเร็ว มู่หรงเสวี่ยนิ่งเงียบ นางไม่ได้ร้องไห้เหมือนสตรีทั่วไป แต่นางกลับมองเห็นกระดานหมากที่ขุนนางเฒ่ากำลังเดินเกมในวันถัดมา เฉินรุ่ยหลิน เดินทางเข้าวังด้วยขบวนที่ยิ่งใหญ่ม
Magbasa pa

บทที่ 19 ความงามเคลือบยาพิษ

"พี่หญิงทรงตรากตรำนักเพคะ" รุ่ยหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "เมื่อเช้าหม่อมฉันเห็นพี่หญิงเรียกแม่ทัพหลิวซิงเข้าพบเพื่อหารือเรื่อง 'กองกำลังเก่าของตระกูลมู่หรง' แม้จะทรงดูเหนื่อยล้า แต่พี่หญิงก็ยังยืนกรานว่าจะจัดการเรื่องคนของตระกูลนางด้วยตัวเองโดยไม่ให้ใครเข้าแทรกแซง หม่อมฉันกลัวว่าพี่หญิงจะแบกรับภาระหนักเกินไปจนละเลยพระพลานามัย... และอาจจะลืมไปว่าเรื่องทหารนั้นเป็นหน้าที่ของฝ่าบาทเพียงผู้เดียว"สายลมยามบ่ายในอุทยานหลวงพัดพาเอากลิ่นดอกกุ้ยฮวาที่หอมหวานทว่าเจือด้วยความเย็นยะเยือก ตงฟางเย่ ประทับยืนนิ่ง ปล่อยให้ความเงียบงันกัดกินบรรยากาศรอบกาย หลังจากที่ เฉินรุ่ยหลิน ก้มหน้าถอยออกไปอย่างนอบน้อมทิ้งไว้เพียง "ความปรารถนาดี" ที่กรีดลึกเข้าไปในความทรงจำเมล็ดพันธุ์ในเงามืดบรรยากาศภายในตำหนักทรงอักษรพลันหนักอึ้งดุจมีก้อนศิลาพันชั่งกดทับ แสงเทียนสั่นไหววูบวาบตามจังหวะลมหายใจที่ติดขัดของ ตงฟางเย่ พระองค์ประทับนิ่งดุจรูปสลัก ทอดพระเนตรมองฎีกาลับที่วางแผ่อยู่เบื้องหน้า โดยมี รุ่ยหลิน สนมผู้เล่ห์เหลี่ยมยืนก้มหน้าพรั่งพรูวาจาอยู่ไม่ไกลคำพูดของรุ่ยหลินนั้นเปรียบเสมือนน้ำผึ้งที่อาบยาพิษร้า
Magbasa pa

บทที่ 20 ศิลปะแห่งการเอาใจ

ภายในตำหนักพักผ่อนของเฉินกุ้ยเฟย กลิ่นกำยานกุหลาบหอมกรุ่นจางๆ อบอวลไปทั่วห้องที่ประดับประดาด้วยม่านไหมสีชมพูกลีบบัว เฉินรุ่ยหลิน นั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ แสงเทียนวูบไหวสะท้อนดวงตาที่เรียวยาวและเยือกเย็นของนาง นางหยิบปิ่นปักผมทับทิมน้ำงามขึ้นมาทาบที่มวยผมช้าๆ พิจารณาความงามของตนเองด้วยความลุ่มลึกนางมิใช่สตรีที่จะกรีดร้องหัวเราะเยาะเย้ยผู้อื่นอย่างโง่เขลา เพราะสำหรับนาง ความสะใจที่แท้จริงคือความเงียบเชียบที่ทรงพลังรอยยิ้มในความมืด"นายหญิงเพคะ..." ชุ่ยเอ๋อร์ นางกำนัลคนสนิทก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหลัง แววตาแฝงด้วยความตื่นเต้น "สายของเราแจ้งมาว่า ฝ่าบาทเพิ่งเสด็จออกจากตำหนักคุณหนิงด้วยสีพระพักตร์ที่เคร่งเครียดและบึ้งตึงยิ่งนัก ทรงมิได้ประทับเสวยมื้อค่ำกับฮองเฮาตามที่เคยเป็นมาทุกวันพะย่ะค่ะ"เฉินรุ่ยหลินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะหยักโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างสุนทรีย์ นางวางปิ่นทับทิมลงบนถาดหยกเบาๆ เสียงโลหะกระทบหินดังกังวานใสเสนาะหู"นั่นเป็นเรื่องธรรมดา..." รุ่ยหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับกำลังขับขานบทกวี "ความรักที่สร้างขึ้นบน 'ความรู้สึกผิด' มักจะพังทลายลงได้ง่ายด้วย '
Magbasa pa
PREV
123456
...
19
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status