ถ้าต้องเลือกระหว่างฉบับปกอ่อนทั่วไปกับฉบับปกแข็งแบบนักสะสม ฉันจะชอบฉบับที่มีการตรวจแก้คำผิดเรียบร้อยและใช้คำแปลที่สอดคล้องกับเล่มก่อนหน้า เพราะการเปลี่ยนชื่อตัวละครหรือศัพท์เฉพาะกลางซีรีส์ทำให้หลุดจากอารมณ์ได้ง่าย ๆ เหมือนตอนที่อ่าน 'The Lord of the Rings' ฉบับแปลที่เปลี่ยนชื่อสถานที่กลางเรื่อง—มันสะดุดและทำให้เสียสมาธิ
ใน 'X-Men: Dark Phoenix' หลักๆ ที่กลับมาจากภาคก่อนหน้าคือบรรดาตัวละครรุ่น Young/Professor ที่แฟนๆ คุ้นเคย: James McAvoy ในบท Charles Xavier กับ Michael Fassbender ในบท Erik / Magneto ทั้งคู่เดิมทีปรากฏตัวมาตั้งแต่ยุคที่ทีมภาคใหม่เริ่มต้นและยังคงเป็นแกนหลักของจักรวาลยุคนี้ ขณะที่ Jennifer Lawrence กลับมารับบท Mystique ต่อเนื่องจากภาคก่อนๆ เช่นกัน
อีกกลุ่มที่กลับมาจากภาคก่อนคือ Nicholas Hoult ในบท Beast, Sophie Turner ในบท Jean Grey, Tye Sheridan ที่เล่น Cyclops, Alexandra Shipp ในบท Storm และ Kodi Smit-McPhee ในบท Nightcrawler — คนเหล่านี้เข้ามาเติมสีสันให้เส้นเรื่องของทีมรุ่นใหม่มีต่อเนื่องจากภาคก่อนหน้า ไม่ได้เป็นแค่การยกทีมมาแบบโชว์หน้า แต่แต่ละคนมีบทบาทที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของตัวละครในหนัง ทำให้รู้สึกว่าการกลับมาครั้งนี้มีความหมายสำหรับทั้งแฟนเก่าและคนที่ตามมาจากภาคหลังๆ เหมือนกัน
จำได้ว่าครั้งแรกที่ได้ยินซาวด์แทร็กจาก 'Harry Potter and the Order of the Phoenix' ทำให้รู้สึกเหมือนได้กลับเข้าไปในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป เพลงบางชิ้นโดดเด่นเพราะมันจับจังหวะของการต่อสู้และความหวังได้ชัดเจน ในใจฉันมีสองเพลงที่สะดุดหูที่สุดคือเพลงจังหวะยกขึ้นที่มาพร้อมกับความรู้สึกของการรวมตัวและบทเพลงเบา ๆ ที่เล่นในฉากส่วนตัวของตัวละคร เพลงแรกให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่แบบขบวนการต่อสู้ ภาพพลุไฟและความฮึกเหิมเหมือนเด็กรวมตัวกันซ้อม ในขณะที่อีกเพลงที่เงียบและเรียบง่ายใช้เปียโน/เครื่องสายเป็นหลัก มันทำหน้าที่เป็นช่องว่างทางอารมณ์ให้คนดูได้ค่อย ๆ ซึมซับความเปราะบางของสถานการณ์