5 Answers2025-10-04 12:46:42
การตามหา 'โคลงโลกนิติ' ฉบับแปลเป็นเรื่องที่ผมเจอความหลากหลายของรูปแบบการตีความมากมาย
ผมอ่านเจอฉบับแปลที่เป็นภาษาไทยสมัยใหม่และฉบับคำอธิบายเชิงวิชาการ ซึ่งมักเป็นการแปลหรือเรียบเรียงความหมายให้เข้าใจง่ายขึ้น ไม่ใช่การแปลเป็นภาษาอื่น เสมอไป แต่ก็มีงานแปลบางชิ้นเป็นภาษาอังกฤษปรากฏในรูปแบบบทความวิชาการหรือวิทยานิพนธ์ที่ตีความเนื้อหาเชิงวรรณกรรมและบริบทประวัติศาสตร์ ฉบับพิมพ์ขายทั่วไปมักเป็นฉบับเรียบเรียงที่อธิบายคำศัพท์โบราณและความหมายของโคลงมากกว่าเป็นงานแปลตรงตัว
แหล่งหาที่ผมชอบคือร้านหนังสือใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ และร้านหนังสือออนไลน์ของไทยที่มีหมวดวรรณกรรมเก่า รวมถึงหอสมุดของมหาวิทยาลัยหรือหอสมุดแห่งชาติที่มักมีทั้งฉบับเก่าและบทความแปลเก็บไว้ ถ้าอยากได้แบบอ่านง่าย ให้มองหาคำว่า 'ฉบับเรียบเรียง' หรือ 'คำอธิบาย' เพราะมันช่วยให้เข้าใจภาษาบาลี-สันสกฤตและคำโบราณได้ดีขึ้น สุดท้ายแล้วการอ่านหลายฉบับช่วยให้มุมมองกว้างขึ้นและรู้สึกเชื่อมโยงกับยุคสมัยของงานชิ้นนี้ได้ดีขึ้น
4 Answers2026-01-10 16:43:06
แค่พูดถึงชื่อ 'โคลงโลกนิติ' ก็ทำให้ภาพของบทกลอนที่คอยเตือนสติลอยขึ้นมาในหัวทันที ผมเติบโตมากับเสียงอ่านโคลงที่ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านชอบยกมาอ้างเป็นบทเรียนชีวิต เล่ากันว่าต้นตอของงานชิ้นนี้มีหลายตำนานซ้อนกันไป หนึ่งในเรื่องเล่าเก่าแก่บอกว่าผู้แต่งเป็นกวีประจำราชสำนักที่แต่งขึ้นเพื่อเตือนพระมหากษัตริย์และชนชั้นนำเรื่องความไม่เที่ยงของอำนาจและความดี ความเชื่อนี้เกิดจากเนื้อหาโคลงที่เน้นการชี้นิ้วสอนเช่นเดียวกับโบราณคดีวรรณกรรมอื่น ๆ อีกเรื่องเล่าหนึ่งที่ผมเคยได้ยินบ่อยคือว่าบทโคลงเหล่านี้เริ่มจากพระสงฆ์หรือญาติโยมผู้มีความรู้ที่ต้องการสะท้อนหลักธรรมะในภาษาที่ประชาชนเข้าใจได้ จึงกลายเป็นโคลงสั้น ๆ ที่สามารถขับร้องหรือท่องจำได้ง่าย ความเรียบง่ายของภาษาทำให้หลายคนเชื่อว่ามันเกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านไม่ใช่แค่หน้าที่ของราชสำนัก นอกจากนี้ยังมีตำนานเล่าต่อว่า 'โคลงโลกนิติ' เคยถูกปรับปรุงหรือรวบรวมจากบทกลอนหลายชิ้นที่หมุนเวียนในท้องถิ่นจนกลายเป็นชุดเดียวกัน และนั่นอธิบายได้ว่าทำไมบางฉบับจึงมีคำหรือน้ำเสียงต่างกันบ้างเหมือนที่เห็นในงานอย่าง 'นิทานชาดก' สรุปแบบไม่เป็นพิธีรีตองก็คือผมชอบคิดว่า 'โคลงโลกนิติ' เป็นทั้งผลผลิตของสังคมชั้นสูงและเสียงสะท้อนของคนธรรมดาในเวลาเดียวกัน ตำนานต่าง ๆ ที่ล้อมรอบงานชิ้นนี้ทำให้มันดูมีชีวิตและเดินไปพร้อมกับคนไทยในทุกยุคสมัย
3 Answers2026-01-10 06:02:53
ตั้งแต่เริ่มสนใจวรรณคดีไทย ฉันมักจะติดใจกับงานที่มีร่องรอยการส่งต่อด้วยลายมือมากกว่าการพิมพ์ และ 'โคลงโลกนิติ' คือหนึ่งในนั้นที่ทำให้ฉันหลงใหล
งานชิ้นนี้ไม่ได้มีชื่อผู้แต่งชัดเจนเหมือนนิยายสมัยใหม่ หลักฐานชี้ว่าเป็นบทประพันธ์ประเภทคติสอนใจที่ไหลเวียนในรูปแบบต้นฉบับลายมือมาตั้งแต่สมัยอยุธยาไปจนถึงต้นรัตนโกสินทร์ ฉันมองว่าโครงสร้างภาษาและสำนวนบางตอนสะท้อนรอยแรกรากของวรรณคดีโบราณ จึงมีนักวรรณคดีสันนิษฐานกันว่าเป็นงานรวมจากสำนักวรรณกรรมหรือรัชสำนัก มากกว่าจะเป็นผลงานของบุคคลเดียวแบบชัดแจ้ง
เมื่อพูดถึงการเผยแพร่เป็นรูปเล่มที่จับต้องได้จริง ๆ ฉันเชื่อว่า 'โคลงโลกนิติ' ถูกพิมพ์และเผยแพร่เป็นหนังสือในสมัยรัชกาลที่ 5 ถึงต้นรัชกาลต่อมา เมื่อเทคโนโลยีการพิมพ์แพร่หลายขึ้น ผู้คนจึงเริ่มรวมและจัดพิมพ์บทโคลงประเภทนี้เป็นเล่มเพื่อการศึกษาและเผยแพร่ทั่วไป ก่อนหน้านั้นมันถูกแลกเปลี่ยนในรูปแบบคัดลอกและสอนปากเปล่าเป็นส่วนใหญ่
ท้ายที่สุด ฉันมองว่าความไม่ชัดเจนเรื่องผู้แต่งกลับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของ 'โคลงโลกนิติ' — มันเหมือนสมบัติเก่า ๆ ที่มีใครต่อใครร่วมกันดูแลผ่านยุคสมัย ซึ่งทำให้บทกลอนเหล่านี้ยังคงมีชีวิตอยู่ในห้วงความทรงจำของคนอ่านรุ่นแล้วรุ่นเล่า
3 Answers2026-01-10 01:21:06
แปลกแต่สนุกที่เรื่องราวเบื้องหลังผู้แต่ง 'โคลงโลกนิติ' มักจะเป็นเรื่องที่ผู้คนถกเถียงกันมากกว่าการบอกวันเดือนปีเกิดชัดเจน ในมุมมองผม ข้อมูลเชิงชีวประวัติของผู้แต่งชิ้นนี้ไม่ได้มีบันทึกชัดเจนเหมือนกวีสมัยใหม่หลายคน จึงสรุปตรงๆ ว่าไม่น่าจะมีบันทึกกำเนิดที่แน่นอนว่าเกิดที่ไหน เพราะงานลักษณะนี้มักถูกส่งต่อและคัดลอกผ่านวัดหรือคณะวรรณคดีในราชสำนัก ทำให้ต้นฉบับดั้งเดิมหายหรือไม่มีการลงนามชัดเจน
พอพูดถึงการศึกษา ผมมักนึกถึงรูปแบบการเรียนรู้ของคนเขียนโคลงในยุคก่อน ที่ไม่ได้เรียนจบแบบปริญญาสถาบันสมัยใหม่ แต่เป็นการศึกษาแบบครู–ศิษย์และการศึกษาที่วัด คนที่เขียนบทประพันธ์ธรรมะหรือแนวนโยบายจริยธรรมอย่าง 'โคลงโลกนิติ' มักมีพื้นฐานรู้หนังสือไทย สวดบาลี และความเข้าใจในคัมภีร์พุทธศาสนา ทั้งนี้จึงสบายใจได้ว่าแทนจะมีปริญญาอย่างที่ยุคปัจจุบันเข้าใจ พวกเขาได้รับการฝึกฝนเชิงภาษาศิลป์และศาสนาอย่างเข้มข้น ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับผู้เรียบเรียงและเล่าเรื่องใน 'รามเกียรติ์' ของไทย ที่มักมาจากแวดวงวัดหรือราชสำนักมากกว่าโรงเรียนอย่างเป็นทางการ
1 Answers2026-01-10 08:08:14
บ่อยครั้งที่ฉันต้องการสรุปสั้นๆ เกี่ยวกับผู้แต่ง 'โคลงโลกนิติ' เพื่อใช้เป็นเกริ่นนำก่อนอ่านต้นฉบับหรืออ้างอิงในการพูดคุย ฉันมักไล่ดูแหล่งที่ให้ภาพรวมให้ชัดและกระชับ—แหล่งที่แนะนำได้ผลดีคือหอสมุดของสถาบันที่เชื่อถือได้และสารานุกรมออนไลน์ที่มีการอ้างอิง เพราะจะได้ข้อมูลพื้นฐาน เช่น ชื่อ-นามสกุลโดยย่อ สมัยที่มีชีวิต ผลงานสำคัญ และความสำคัญของผลงานนั้นๆ ซึ่งเพียงพอสำหรับการเขียนบันทึกย่อหรือโพสต์สั้นๆ ในบอร์ดวรรณกรรม
หน่วยงานแรกที่ฉันมักแวะคือเว็บไซต์ของหอสมุดแห่งชาติหรือหอสมุดมหาวิทยาลัยใหญ่ เช่น คณะอักษรศาสตร์ของมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง เพราะมักมีหน้ารวบรวมผลงานไทยโบราณพร้อมประวัติผู้แต่งแบบย่อและบรรณานุกรมสั้นๆ นอกจากนี้ 'สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน' ฉบับออนไลน์มักมีบทสรุปที่อ่านง่ายและเชื่อถือได้ ส่วนวิกิพีเดียภาษาไทยก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเมื่อต้องการภาพรวมรวดเร็ว แต่อย่าลืมดูบันทึกอ้างอิงท้ายบทความเพื่อยืนยันความถูกต้องและหาแหล่งอ้างอิงเชิงลึกหากต้องการข้อมูลเพิ่ม
อีกกลุ่มที่ไม่ควรพลาดคือฐานข้อมูลวารสารและวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัย เช่น ThaiJO (Thai Journals Online) และคลังวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ เพราะมักมีบทความสั้นหรือบทคัดย่อที่สรุปประวัติผู้แต่งควบคู่กับการวิเคราะห์งานวรรณกรรม แม้บทความเต็มอาจเชิงวิชาการ แต่บทคัดย่อจะให้สรุปย่อที่เหมาะกับการทำความเข้าใจเบื้องต้น นอกจากนี้บางหอสมุดดิจิทัลยังมีแค็ตตาล็อกแบบ MARC ที่ประกอบด้วยย่อประวัติผู้แต่งในฟิลด์ต่างๆ ซึ่งสามารถคัดมาใช้เป็นข้อความสั้นๆ ได้ทันที
เมื่อเลือกสรุปจากแหล่งต่างๆ ฉันจะเน้นเลือกข้อความที่สั้น กระชับ และอ้างอิงได้ เช่น ระบุปีครองชีวิต ถิ่นกำเนิด ถ้ามีตำแหน่งทางราชการหรือการศึกษาเด่นๆ และเหตุผลที่ 'โคลงโลกนิติ' มีความสำคัญทางวรรณศิลป์ ข้อสรุปแบบสั้นๆ เหล่านี้ทำให้คนอ่านเข้าใจบริบทและอยากลงลึกต่อ ส่วนแหล่งที่ฉันให้ความไว้วางใจมากที่สุดคือเนื้อหาจากหอสมุดแห่งชาติ มหาวิทยาลัย และบทความวิชาการที่สรุปย่อไว้อย่างชัดเจน เพราะมันทั้งกระชับและน่าเชื่อถือ—ท้ายที่สุดแล้วการมีสรุปสั้นๆ ที่ดีเหมือนมีเข็มทิศเล็กๆ ไว้นำทางก่อนดำน้ำลงไปในบทกวีของ 'โคลงโลกนิติ' ซึ่งฉันยังคงคิดว่าเป็นประสบการณ์ที่เติมมุมมองใหม่ให้กับการอ่านทุกครั้ง
2 Answers2026-01-10 06:52:54
ตั้งแต่ได้หลงใหลในกลอนโบราณ การตามหาแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้สำหรับ 'โคลงโลกนิติ' กลายเป็นหนึ่งในงานอดิเรกที่ทำให้หัวใจเต้นแรงไปพร้อมกัน
ผมมักเริ่มจากแหล่งที่เป็นต้นทางของเอกสารเก่าๆ ก่อน เช่น สำนักพิมพ์ของหน่วยงานราชการที่มีหน้าที่เก็บรักษาข้อความโบราณ เพราะงานที่ตีพิมพ์โดย 'กรมศิลปากร' หรือสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมักมาพร้อมบรรณานุกรมและคำชี้แจงต้นฉบับ ซึ่งสำคัญมากเมื่ออยากทราบประวัติและร่องรอยของผู้แต่ง นอกจากนี้ 'หอสมุดแห่งชาติ' มีคอลเล็กชันต้นฉบับและสำเนาโบราณหลายรายการ ทั้งฉบับลายมือและฉบับพิมพ์เก่า ซึ่งอ่านประกอบกับบรรทัดอธิบายจะช่วยให้เข้าใจความเป็นมาของงานได้ชัดขึ้น
อีกมุมที่ผมให้ความสำคัญคืองานวิชาการ เช่น บทความในวารสารภาษาและวรรณคดีไทย หรือวิทยานิพนธ์ของนิสิต/นักศึกษาที่มักมีการสำรวจเอกสารต้นฉบับอย่างละเอียด ฐานข้อมูลวารสารมหาวิทยาลัยและระบบห้องสมุดดิจิทัลของมหาวิทยาลัยต่างๆ ช่วยให้ผมเข้าถึงบทวิเคราะห์เชิงวิชาการได้ง่ายขึ้น หากต้องการมุมมองเชิงเปรียบเทียบก็สามารถใช้ฐานข้อมูลระหว่างประเทศเช่น WorldCat หรือ Google Scholar เพื่อตรวจหาการอ้างอิงงานแปลหรือการวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์นอกประเทศด้วย
เมื่อรวมกันแล้ว แหล่งอ้างอิงที่ผมมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีได้แก่ งานพิมพ์ของหน่วยงานอนุรักษ์ (กรมศิลปากร), คลังต้นฉบับในหอสมุดระดับชาติ, วิทยานิพนธ์และบทความวิชาการจากมหาวิทยาลัย และฐานข้อมูลสากลสำหรับการเปรียบเทียบ อย่าลืมตรวจดูข้อมูลฉบับพิมพ์ว่าผู้เรียบเรียงระบุแหล่งที่มาอย่างไร เพราะนั่นจะเป็นกุญแจที่เปิดประตูสู่การเข้าใจทั้งผู้แต่งและบริบทของ 'โคลงโลกนิติ' ได้ลึกขึ้น — แล้วก็รู้สึกว่าแต่ละครั้งที่อ่านเจอบทความใหม่ มุมมองต่อบทกลอนเก่า ๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างน่าสนุกเสมอ
4 Answers2025-10-22 10:46:26
คนที่อ่านบทกวีเก่าๆ จะได้ยินสำเนียงศิลป์จากยุครัชกาลที่สองชัดเจนใน 'โคลงโลกนิติ' ซึ่งผู้แต่งคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ของกรุงรัตนโกสินทร์ งานเขียนชิ้นนี้เป็นโคลงที่มีลักษณะเตือนใจและให้คติธรรม ผสมกับความละเมียดละไมทางภาษาแบบราชสำนัก ทำให้มันยังถูกอ้างถึงในบทสนทนาเกี่ยวกับคุณธรรมและความประพฤติ
วัยเด็กของพระองค์เติบโตในแวดวงราชการและศิลปวัฒนธรรม ตั้งแต่ยังหนุ่มก็ได้รับการสอนงานประพันธ์และร้อยกรอง จึงไม่แปลกที่สำนวนของพระองค์จะเต็มไปด้วยความช่ำชองทั้งโครงสร้างโคลงและจังหวะสัมผัส พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ในปี 1809 และในช่วงนั้นได้ส่งเสริมศิลปกรรมต่างๆ ทำให้บรรยากาศทางวรรณกรรมเติบโตขึ้นด้วย
เมื่ออ่าน 'โคลงโลกนิติ' ในมุมรักภาษาผมรู้สึกว่าแต่ละวรรคมีความตั้งใจจะสอนคนให้อยู่ร่วมกันอย่างสมเหตุสมผล และสะท้อนค่านิยมของสังคมสมัยนั้นได้ชัดเจน งานชิ้นนี้จึงไม่ใช่แค่บทกลอนไทยโบราณ แต่เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันอย่างนุ่มนวล
2 Answers2026-01-10 08:11:20
เคยแปลกใจว่าบทประพันธ์โบราณบางชิ้นกลับมีประวัติศาสตร์ซับซ้อนกว่าที่คาดไว้ — อย่าง 'โคลงโลกนิติ' ก็ไม่ต่างกัน เรื่องเกี่ยวกับแหล่งรวมประวัติและผู้แต่งของงานชิ้นนี้มีทั้งฉบับรวบรวมเชิงวิชาการและบทความวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในสำนักพิมพ์ของหน่วยงานทางวัฒนธรรมต่างๆ
ในฐานะคนที่คลุกคลีกับงานวรรณคดีเก่า ผมมักเจอฉบับตีพิมพ์ของ 'โคลงโลกนิติ' ในสองรูปแบบหลัก ๆ หนึ่งคือฉบับวิจัยหรือตีพิมพ์ซ้ำโดยสถาบันที่ทำงานด้านโบราณคดีและวรรณคดี ซึ่งมักมีคำอธิบายประกอบและบรรณานุกรม เช่น งานที่ออกโดยหน่วยงานรัฐหรือสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย อีกแบบเป็นบทความวารสารหรือวิทยานิพนธ์ที่เจาะลึกประเด็นผู้ประพันธ์ ข้อพิสูจน์เชิงภาษาศาสตร์ และบริบททางประวัติศาสตร์ของบทประพันธ์เหล่านี้
ภาพรวมที่ผมเห็นคือยังไม่มีหนังสือบูรณาการฉบับเดียวที่เป็น 'ประวัติฉบับสมบูรณ์' ของ 'โคลงโลกนิติ' ซึ่งทำให้การตามรอยผู้แต่งต้องอาศัยการรวมชิ้นส่วนจากหลายแหล่ง — ฉบับตีพิมพ์ทางการ, บทความในวารสารวิชาการ, งานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา และคอมเมนทารีโบราณในหอสมุดเก็บต้นฉบับ งานเหล่านี้เมื่ออ่านรวมกันจะให้ภาพทั้งข้อถกเถียงเรื่องสมัยรัชกาลที่แต่ง รูปแบบภาษา และการอ้างอิงถึงผู้รจนา หากต้องการอ่านครบ ๆ ผมแนะนำให้เริ่มจากฉบับตีพิมพ์ที่มีบรรณานุกรมดี ๆ แล้วขยับไปอ่านบทความวิชาการที่อ้างถึงต้นฉบับต่าง ๆ — กระบวนการแบบนี้ทำให้เห็นทั้งมุมของนักประพันธ์ นักวิจัย และบริบทสังคมที่ล้อมรอบบทประพันธ์ได้ชัดขึ้น
4 Answers2026-01-10 21:10:27
เราเคยตั้งใจอ่าน 'โคลงโลกนิติ' แบบละเอียดจนรู้สึกว่ามันทอความคิดและค่านิยมของสังคมเก่าไว้เป็นแผ่นผ้าเนื้อดี งานชิ้นนี้โดยรวมมักถูกมองว่าเป็นกลอนคติธรรมที่มีรากในวรรณกรรมไทยโบราณ แต่นักประวัติศาสตร์วรรณกรรมหลายคนยังคงโต้แย้งเรื่องผู้แต่งที่แน่ชัด — เอกสารเก่า ๆ ไม่ได้ลงชื่อแบบชัดเจน ทำให้มีการสันนิษฐานกันว่าอาจเป็นผลงานของนักประพันธ์ในสำนักหลวงหรือผู้รู้ฝ่ายศาสนาในรัชกาลก่อน ๆ มากกว่าจะเป็นคนธรรมดาคนเดียว งานภาษาและร่องรอยสำนวนบ่งชี้ถึงความเป็นวรรณกรรมสมัยอยุธยา-ต้นรัตนโกสินทร์ แต่การจับคู่สำนวนกับบุคคลเฉพาะยังไม่สามารถยืนยันได้เมื่อนำเอกสารหลายฉบับมาวิเคราะห์
ในการแพร่หลายของ 'โคลงโลกนิติ' ผ่านยุคสมัย ผมเห็นว่ามีการทำฉบับเรียบเรียงและคำอธิบายเพื่อการศึกษาแพร่หลายมากขึ้น นักปราชญ์และบรรณาธิการสมัยใหม่มักจัดพิมพ์เป็นฉบับเรียงความพร้อมคำแปลภาษาไทยร่วมสมัยและบรรทัดอธิบาย ทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงข้อความโบราณได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีบทความวิชาการ แปลเป็นภาษาอังกฤษในกรอบงานวิจัย รวมถึงการรวบรวมเข้าเล่มในตำราวรรณคดีไทย ซึ่งทั้งหมดช่วยให้เนื้อหาไม่ตายจากวงการศึกษาและยังคงมีชีวิตในห้องสมุดนอกเหนือจากการเล่าปากต่อปาก ผมมักจะกลับไปอ่านบ้างเมื่ออยากเข้าใจหลักคิดโบราณอย่างลึกซึ้งและรู้สึกว่ามันยังให้บทเรียนที่ใช้ได้ในยุคนี้
4 Answers2025-11-27 11:26:00
หนึ่งในงานโคลงโบราณที่ฉันชอบเปิดอ่านคือ 'โคลงโลกนิติ' เพราะมันสะท้อนหลักคุณธรรมและมุมมองทางสังคมที่ลึกซึ้งกว่าที่เห็นในคำเดียว
จากที่อ่านและคุยกับคนรักวรรณคดีหลายคน ผมสรุปว่าเรื่องผู้แต่งของ 'โคลงโลกนิติ' ไม่ได้มีบันทึกชัดเจนเหมือนงานยุคหลัง ๆ หลายงานจึงถูกระบุว่าเป็นงานอธิบายจริยธรรมที่แต่งขึ้นในสมัยอยุธยา หรือต้นรัตนโกสินทร์ โดยยึดหลักจากรูปแบบภาษา คำประพันธ์ และแนวความคิดที่ใกล้เคียงกับงานในวังโบราณ
ผมมักเทียบกับฉากและสำนวนใน 'ขุนช้างขุนแผน' เพื่อช่วยอธิบายว่าภาษาระดับราชสำนักและโครงร้อยกรองของยุคนั้นมีลักษณะอย่างไร แม้จะยังมีการโต้แย้งกันในหมอนักวิชาการ แต่โดยรวมงานนี้ถูกมองว่าเป็นผลงานที่สะท้อนค่านิยมสังคมฝ่ายผู้ปกครองและนักบวชในอดีต ซึ่งเป็นเหตุผลที่มันยังถูกอ้างถึงในบทเรียนมาจนวันนี้