ผมมองว่าการกลับมาของจัสติน หลินกับแฟรนไชส์ครั้งนี้มีความสำคัญมาก เพราะเขาเคยกำกับ 'The Fast and the Furious: Tokyo Drift' มาก่อนแล้ว และพอได้กลับมารับหน้าที่กำกับ 'Fast Five' เขาก็พาเรื่องราวให้กว้างขึ้นทั้งในแง่ของขนาดฉาก แอ็คชันที่เน้นความสมจริงของสตันท์ และการกระจายน้ำหนักบทให้กับตัวละครหลายตัวอย่างเป็นธรรมขึ้น ภาพลักษณ์ของซีรีส์จึงค่อยๆ เปลี่ยนจากเรื่องราวรถซิ่งใต้ดินไปสู่แฟรนไชส์แอ็คชันระดับโลก ฉากที่คนนึกถึงบ่อยที่สุดคือการลากตู้เซฟขนาดยักษ์กลางถนนในเมือง ซึ่งกลายเป็นซิกเนเจอร์ของภาคนี้และสะท้อนเทสต์การกำกับที่เน้นความตื่นเต้นแบบจับต้องได้