LOGINทันทีที่เสียงบรรยายเรื่องราวเก่าแก่เงียบหายไป ความเงียบอันเยือกเย็นก็เข้าปกคลุมลานกว้างนั้นอีกครั้ง มีเพียงเสียงน้ำหยดติ๋งๆ จากแท่นหินโบราณที่ตั้งอยู่กลางสระน้ำสีดำสนิท และเสียงหายใจถี่กระชั้นของ มายู กับโอกิเท่านั้น
ลำแสงจากไฟฉายของโอกิส่องไปที่สระน้ำ เผยให้เห็นผิวน้ำที่กำลังก่อตัวเป็นคลื่นลูกใหญ่ เงาดำจำนวนนับไม่ถ้วนที่พุ่งออกมาจากผิวน้ำนั้นไม่ใช่เงาที่กระจัดกระจาย แต่เป็นรูปร่างของสิ่งมีชีวิตที่คล้ายหนามแหลม คล้ายควันดำที่ถูกอัดแน่นจนแข็งตัว พวกมันเคลื่อนไหวอย่างว่องไวและไร้ทิศทางราวกับฝูงแมลงที่ถูกรบกวน แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือร่างเงายักษ์ที่ผุดขึ้นมาจากใจกลางสระน้ำ ร่างนั้นสูงใหญ่เกินกว่าต้นไม้ที่ปกคลุมป่า มันมีเขาที่บิดเกลียวและโค้งงอราวกับกิ่งก้านที่ตายแล้วของต้นไม้สีดำ มีดวงตาสีแดงฉานเปล่งประกายดุจถ่านไฟที่กำลังลุกโชนนับร้อยดวงบนใบหน้าอันบิดเบี้ยวคล้ายหัวกะโหลก มันคือ "เงาอสูรเฝ้าหีบ" (The Ward of the Shadow Chest) “นั่นมัน… ไม่ใช่แค่เงาปีศาจแล้ว!” โอกิพูดเสียงพร่า มือที่กำมีดอาคมของเขาสั่นเล็กน้อย แต่สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ศัตรูอย่างไม่ลดละ มายูที่ยืนอยู่ข้างเขา ใบหน้าซีดเผือด แต่แววตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธอกระชับขวดวิญญาณในมือแน่น “มันคือ… ผู้เฝ้าหีบที่แท้จริง… พลังของมัน… มหาศาลเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้” ขณะที่ทั้งคู่กำลังประเมินสถานการณ์ เงาอสูรเฝ้าหีบก็เงยหน้าขึ้นสู่ความมืดมิดเบื้องบน พร้อมกับส่งเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งป่า ราวกับเสียงของแผ่นดินไหว แรงสั่นสะเทือนนั้นทำให้ มายูและโอกิต้องยกมือขึ้นอุดหู และร่างเงาปีศาจตัวเล็กๆ ที่คล้ายหนามแหลมนับพันตัวก็พุ่งเข้าใส่พวกเขาเป็นระลอกแรก “ถอยไปโอกิ!” มายูตะโกน โอกิตอบสนองทันที เขาโยนไฟฉายลงพื้นเพื่อให้ลำแสงยังคงส่องสว่าง ก่อนจะยกมีดอาคมขึ้นป้องกันตัว เงาปีศาจตัวเล็กๆ เหล่านั้นพุ่งเข้าใส่เขาพร้อมกัน แต่โอกิก็ตอบโต้ด้วยความเร็ว เขาหมุนตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับตวัดมีดเป็นวงกว้าง มีดอาคมผ่าร่างเงาเหล่านั้นได้สำเร็จ ทำให้พวกมันสลายกลายเป็นควันดำจางๆ “แกก็รู้ว่าต้องทำยังไง มายู! จัดการดวงวิญญาณพวกนี้ซะ!” โอกิตะโกน ขณะที่รับการโจมตีจากอีกระลอกหนึ่ง มายูพยักหน้า เธอยกขวดวิญญาณขึ้น พร้อมกับร่ายคาถาบทเดิมอย่างรวดเร็ว แม้จะยังรู้สึกอ่อนเพลีย แต่เธอก็ต้องทำหน้าที่ของเธอให้สมบูรณ์ แสงสีดำอมม่วงจากเงาปีศาจที่สลายตัวเริ่มถูกดูดเข้าไปในขวดทีละดวงๆ แต่จำนวนของพวกมันนั้นมากมายเกินไป “มันเยอะเกินไปโอกิ! ฉันเก็บไม่ทัน!” มายูร้อง ทันใดนั้น เงาอสูรเฝ้าหีบก็ยกแขนขนาดมหึมาขึ้น พลังงานสีดำอมม่วงรวมตัวกันที่ปลายนิ้ว ก่อนจะพุ่งเข้าใส่โอกิราวกับสายฟ้าสีดำ โอกิไม่สามารถหลบพ้นได้ทัน ร่างของเขาถูกกระแทกเข้ากับโคนต้นไม้อย่างรุนแรงอีกครั้ง เลือดสดๆ ไหลซึมออกจากศีรษะ “อั่ก!” โอกิไอออกมาอย่างแรง มีดอาคมหลุดจากมือเขาและไปตกอยู่ข้างแท่นหินกลางสระ “โอกิ!” มายูตะโกนอย่างตื่นตระหนก เธอวิ่งไปหาโอกิทันที แต่เงาปีศาจตัวเล็กๆ ก็เข้าขวางทางเธอไว้ “อย่าเข้ามา!” เสียงคำรามของเงาอสูรดังก้อง “พลังของเจ้าน่าสนใจ… แต่ผู้ชายคนนี้… สร้างความรำคาญ!” “แกต้องการอะไรจากพวกเรากันแน่!” มายูตะโกนใส่เงาอสูร ขณะที่เธอพยายามใช้ขวดวิญญาณป้องกันตัวเองจากการโจมตีของเงาปีศาจตัวเล็กๆ แต่พวกมันก็ไม่ได้มีวิญญาณที่กักเก็บได้ง่ายๆ เหมือนตัวก่อนหน้า “สิ่งที่ข้าต้องการคือ… พลังที่สามารถปลดปล่อยข้าได้อย่างสมบูรณ์!” เงาอสูรตอบ เสียงของมันเต็มไปด้วยความกระหายอำนาจ “พลังที่ซ่อนอยู่ในตัวพวกเจ้า… คือกุญแจสำคัญ!” โอกิพยายามยันตัวลุกขึ้น เขารู้สึกมึนงงไปหมด แต่เขาก็รู้ว่าเขาต้องทำอะไรสักอย่าง เขาพยายามคลานไปหามีดอาคมที่อยู่กลางสระน้ำ “มายู… อย่าสนใจมัน… รีบไปที่หีบ…!” โอกิพูดอย่างยากลำบาก “หีบนั่น… อาจจะเป็นวิธีเดียวที่จะหยุดมันได้!” คำพูดของโอกิทำให้มายูชะงัก เธอเข้าใจทันที นี่อาจเป็นความหวังสุดท้ายของพวกเขา หากหีบนี้คือต้นตอของเงาดำทั้งหมด การจัดการกับหีบอาจเป็นวิธีเดียวที่จะยุติเรื่องทั้งหมดนี้ได้ “โอกิ… นายแน่ใจนะ?” มายูถามอย่างกังวล “ฉันจะถ่วงเวลาให้เอง! ไปซะ!” โอกิตะโกน เขาลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก แล้วใช้พลังเฮือกสุดท้ายพุ่งไปที่กลุ่มเงาปีศาจตัวเล็กๆ ที่อยู่รอบๆ มีดอาคมของเขา ขณะที่โอกิกำลังต่อสู้กับกลุ่มเงาปีศาจตัวเล็กๆ อย่างดุเดือดเพื่อเบิกทางให้ มายู ร่างกายของเขาก็ถูกเงาปีศาจพุ่งชนและสร้างบาดแผลหลายแห่ง แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดและพุ่งเข้าไปกลางวงเงาปีศาจอย่างไม่ลดละ “ฉันจะไป!” มายูตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เธอหยิบไฟฉายที่โอกิทำหล่นขึ้นมาถือ ก่อนจะเริ่มวิ่งไปที่ขอบสระน้ำสีดำสนิท “หยุดเดี๋ยวนี้! เจ้าเด็กโง่!” เงาอสูรเฝ้าหีบคำรามอย่างเกรี้ยวกราด มันยกเท้าขนาดมหึมาขึ้นและกระทืบลงบนพื้นดินอย่างแรง การกระทืบครั้งนั้นส่งคลื่นพลังงานสีดำพุ่งเข้าใส่มายู มายูหลบคลื่นพลังงานนั้นอย่างฉิวเฉียด แต่เธอก็ล้มลงที่ขอบสระ มือของเธอยังคงกำขวดวิญญาณและไฟฉายเอาไว้แน่น “ไม่ทันแล้ว มายู! พลังของหีบกำลังตื่นขึ้น!” เสียงของเงาอสูรดังก้องในหัวของมายู ขณะที่มายูกำลังลุกขึ้น เธอก็สังเกตเห็นว่าน้ำในสระสีดำเริ่มเรืองแสงสีม่วงหม่นอย่างรุนแรง และหีบไม้ที่อยู่กลางแท่นหินก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเช่นกัน “มันกำลังจะปลดปล่อยพลังทั้งหมด!” มายูคิดในใจ เธอต้องรีบไปที่หีบให้ได้ “โอกิ! ฉันไปแล้วนะ!” มายูตะโกนบอกโอกิ “ไปเลยมายู! ฉันจะรออยู่ตรงนี้!” โอกิที่ต่อสู้อยู่ตอบกลับมาด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น มายูมองไปที่สระน้ำสีดำสนิท เธอรู้ว่าเธอต้องทำอะไร เธอกระโดดลงไปในสระน้ำสีดำนั้นทันที น้ำในสระนั้นเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็ง และความมืดมิดก็กลืนกินเธอไปทันที ขณะที่มายูดำดิ่งลงไปในน้ำ ไฟฉายในมือของเธอก็ดับลงทันที ความมืดมิดเข้าครอบงำเธอ มายูรู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของมหาสมุทรที่ไม่มีที่สิ้นสุด เธอพยายามว่ายน้ำไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง แต่ความมืดมิดนั้นกลับหนาแน่นราวกับกำแพง “ฉันต้องไป… ฉันต้องไปให้ถึงหีบ!” มายูคิดในใจ เธอพยายามรวบรวมสติ และใช้สัญชาตญาณในการว่ายน้ำ ทันใดนั้น มายูก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น มันดึงเธอไปทางแท่นหินโบราณที่อยู่กลางสระน้ำ เธอรู้ว่าเธอมาถูกทางแล้ว มายูพยายามว่ายน้ำตามแรงดึงดูดนั้นอย่างสุดกำลัง และในที่สุด เธอก็มาถึงแท่นหินโบราณนั้น มายูปีนขึ้นไปบนแท่นหินอย่างทุลักทุเล เธอหายใจหอบถี่ด้วยความเหนื่อยล้า และเมื่อเธอมองไปยังหีบไม้โบราณที่อยู่ตรงหน้า เธอต้องตกตะลึง หีบไม้ไม่ได้เป็นเพียงหีบธรรมดา มันมีลวดลายสลักเป็นรูปดวงตาสีแดงฉานนับพันดวงที่กำลังกระพริบ และมีห่วงโซ่สีดำสนิทพันรอบหีบเอาไว้หลายชั้น แต่ห่วงโซ่เหล่านั้นกำลังปริแตกออกทีละเส้นๆ “ไม่นะ! มันกำลังจะเปิด!” มายูอุทาน เธอยกขวดวิญญาณในมือขึ้นมาดู มันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับว่าวิญญาณเงาปีศาจที่ถูกกักเก็บไว้กำลังพยายามดิ้นรนออกมา มายูรู้ว่าเธอไม่มีเวลาแล้ว เธอต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดยั้งหีบนี้ ก่อนที่พลังทั้งหมดจะถูกปลดปล่อยออกมา เธอพยายามหาจุดอ่อนของหีบ แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่สามารถทำลายหีบได้ “โอกิ! ฉันไม่รู้จะทำยังไงดี!” มายูตะโกนเสียงดัง แต่เสียงของเธอถูกกลืนหายไปในความมืดมิดและเสียงคำรามของเงาอสูรที่ต่อสู้อยู่กับโอกิ ทันใดนั้น มายูก็รู้สึกถึงพลังงานมหาศาลที่พุ่งออกมาจากหีบ มันไม่ใช่พลังงานที่มุ่งร้าย แต่มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และทรงพลัง มันสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างของเธอ และในเสี้ยววินาทีนั้น มายูก็รู้ว่าเธอต้องทำอะไร เธอรู้ว่าพลังงานบริสุทธิ์ของเธอคือสิ่งที่เงาปีศาจต้องการ และมันก็เป็นสิ่งที่สามารถหยุดยั้งหีบได้เช่นกัน มายูสูดหายใจเข้าลึกๆ เธอยกมือขึ้นเหนือหีบไม้โบราณ ก่อนจะเริ่มร่ายคาถาที่เธอไม่เคยร่ายมาก่อน มันไม่ใช่คาถาในการกักเก็บวิญญาณ แต่เป็นคาถาในการผสานพลังงาน “โอ้ พลังแห่งป่า… จงฟังคำวิงวอน… จงผสานพลังบริสุทธิ์… กับอำนาจแห่งความมืดมิด… จงผนึกหีบอาคมนี้… ไว้ชั่วนิรันดร์!” ขณะที่มายูร่ายคาถา พลังงานบริสุทธิ์จากร่างของเธอก็พุ่งเข้าสู่หีบไม้โบราณทันที แสงสีขาวสว่างจ้าปะทะกับลำแสงสีดำอมม่วงที่พวยพุ่งออกมาจากหีบ เกิดเป็นประกายแสงที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งป่า ด้านนอกสระน้ำ โอกิที่กำลังต่อสู้อยู่กับเงาปีศาจตัวเล็กๆ ต้องชะงัก เขามองไปที่ลำแสงสีขาวสว่างจ้าที่พุ่งออกมาจากสระน้ำด้วยความตกตะลึง “มายู!” โอกิร้อง เขาพยายามจะวิ่งไปหามายู แต่เงาปีศาจตัวเล็กๆ ก็เข้าขวางทางเขาไว้ “แกไม่รอดหรอก!” โอกิคำราม เขาใช้มีดอาคมฟันเข้าใส่เงาปีศาจเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง แต่จำนวนของพวกมันนั้นมากมายเกินไป ขณะที่มายูกำลังผสานพลังงานของเธอกับหีบไม้โบราณ เธอก็รู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกดูดพลังงานออกไปทีละน้อยๆ ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วทั้งร่าง แต่เธอก็ยังคงร่ายคาถาต่อไปอย่างไม่ลดละ “ฉันต้องทำได้… ฉันต้องทำได้!” มายูคิดในใจ ในที่สุด คาถาของมายูก็สำเร็จ แสงสีขาวสว่างจ้าและลำแสงสีดำอมม่วงผสานกันจนกลายเป็นลำแสงสีทองอ่อนๆ ก่อนจะพุ่งเข้าสู่หีบไม้โบราณอย่างรวดเร็ว ห่วงโซ่สีดำที่ปริแตกก็เริ่มประสานกันอีกครั้ง และหีบไม้ก็กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง มายูทรุดตัวลงบนแท่นหินด้วยความเหนื่อยล้า เธอหายใจหอบถี่ แต่ก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ “ฉันทำได้แล้ว…” มายูพึมพำ ด้านนอกสระน้ำ เงาอสูรเฝ้าหีบที่กำลังจะเข้ามาโจมตีโอกิก็ชะงัก ร่างของมันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ดวงตาสีแดงฉานนับร้อยดวงของมันจ้องมองมาที่มายูด้วยความตกตะลึง “ไม่นะ! เป็นไปไม่ได้!” เงาอสูรคำรามอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าเด็กโง่! เจ้าทำลายแผนของข้า!” เงาอสูรพุ่งตัวเข้าใส่มายูอย่างรวดเร็ว โอกิที่เห็นเหตุการณ์นั้นก็พุ่งตัวเข้าไปขวางทันที “ไม่ยอมให้แกทำร้ายมายูหรอก!” โอกิคำราม เขายกมีดอาคมขึ้นฟันเข้าใส่ร่างเงาอสูรอย่างสุดกำลัง มีดอาคมไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับเงาอสูรได้เลย แต่การกระทำของโอกิก็ทำให้เงาอสูรชะงักไปครู่หนึ่ง “แก… แกมันน่ารำคาญจริงๆ!” เงาอสูรพูดเสียงเยือกเย็น ก่อนจะใช้แขนขนาดมหึมาตบเข้าใส่โอกิอย่างรุนแรง โอกิถูกกระแทกเข้ากับต้นไม้ข้างหลังอีกครั้ง ร่างของเขากระเด็นไปไกลจนหมดสติ มายูที่เห็นเหตุการณ์นั้นก็ร้องไห้ออกมาด้วยความตกใจ “โอกิ!” มายูพยายามจะลุกขึ้นไปหาโอกิ แต่เงาอสูรก็ก้าวเข้ามาประชิดเธออย่างรวดเร็ว “ตอนนี้… ถึงตาของเจ้าแล้ว!” เงาอสูรพูดเสียงเย็นเยียบ ก่อนจะยกมือขึ้นเหนือศีรษะของมายู มายูหลับตาลงอย่างยอมจำนน เธอรู้ว่าเธอไม่มีทางสู้กับมันได้เลย แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เธอก็รู้สึกถึงพลังงานบริสุทธิ์ที่กลับเข้ามาในร่างของเธออีกครั้ง “ฉัน… ฉันไม่ยอมแพ้หรอก!” มายูลืมตาขึ้น ดวงตาของเธอฉายแววความมุ่งมั่นอีกครั้ง มายูรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี ก่อนจะใช้ขวดวิญญาณในมือฟาดเข้าที่ศีรษะของเงาอสูรอย่างแรง “แกไม่รอดหรอก!” มายูตะโกน เงาอสูรคำรามด้วยความเจ็บปวด ร่างของมันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนจะสลายกลายเป็นควันดำจางๆ ไปในที่สุด มายูทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้า เธอหายใจหอบถี่ ก่อนจะคลานไปหาโอกิที่หมดสติอยู่ “โอกิ… นายไม่เป็นอะไรนะ…” มายูพูดเสียงสั่น เธอโอบกอดโอกิไว้แน่น ขณะที่มายูกำลังกอดโอกิอยู่นั้น เธอก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากพื้นดินอีกครั้ง มายูเงยหน้าขึ้นมอง และก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นว่าหีบไม้โบราณที่เธอเพิ่งผนึกไปนั้นกลับสั่นสะเทือนอีกครั้ง และมีรอยร้าวปรากฏขึ้นบนหีบ! “ไม่นะ! ทำไมถึงเป็นแบบนี้!” มายูอุทาน มายูรู้ว่าเธอไม่มีทางเลือกแล้ว เธอต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อหยุดยั้งหีบนี้ ก่อนที่พลังทั้งหมดจะถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง มายูตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เธอรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี ก่อนจะใช้พลังบริสุทธิ์ของเธอผสานกับหีบไม้โบราณอีกครั้ง แสงสีขาวสว่างจ้าและลำแสงสีดำอมม่วงผสานกันจนกลายเป็นลำแสงสีทองอ่อนๆ อีกครั้ง มายูร่ายคาถาเดิมซ้ำอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอร่ายคาถาด้วยพลังทั้งหมดที่มี “โอ้ พลังแห่งป่า… จงฟังคำวิงวอน… จงผสานพลังบริสุทธิ์… กับอำนาจแห่งความมืดมิด… จงผนึกหีบอาคมนี้… ไว้ชั่วนิรันดร์!” ในที่สุด คาถาของมายูก็สำเร็จ แสงสีทองอ่อนๆ พุ่งเข้าสู่หีบไม้โบราณอย่างรวดเร็ว รอยร้าวบนหีบก็ค่อยๆ หายไป และหีบไม้ก็กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง มายูทรุดตัวลงบนแท่นหินด้วยความเหนื่อยล้า เธอหายใจหอบถี่ แต่ก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ “ฉันทำได้แล้ว…” มายูพึมพำ มายูหันไปมองโอกิที่หมดสติอยู่ เธอรู้ว่าพวกเขาปลอดภัยแล้ว มายูโอบกอดโอกิไว้แน่น ก่อนจะปล่อยให้ความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำเธอไปในที่สุดท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือยอดเขาไฟอัคคีแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานยาม ดวงจันทร์สีเลือด โคจรขึ้นมาเต็มดวง แสงสีโลหิตอาบไล้ทิวทัศน์รอบข้างให้ดูน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม เสียงคำรามกึกก้องจากปากปล่องภูเขาไฟดังกึกก้องไม่หยุดหย่อน ราวกับเสียงหายใจอันหนักหน่วงของอสูรร้ายที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหลที่ยาวนานนับพันปี กลิ่นกำมะถันและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ยิ่งสร้างความกดดันอันหนักอึ้งให้แก่ อิจิ และ ฮารุ ที่กำลังปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขา “อีกนิดเดียวอิจิ! เราจะไปถึงแล้ว!” ฮารุตะโกนบอก เสียงของเธอสั่นเครือจากความเหนื่อยล้าและความหวาดกลัว แต่ดวงตาของเธอยังคงเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ผ้ายันต์แห่งความจริงที่สถิตอยู่ในฝ่ามือของเธอเรืองแสงสีรุ้งอ่อนๆ ตอบรับกับพลังงานมหาศาลของดวงจันทร์สีเลือด “ฉันรู้ฮารุ… ฉันสัมผัสได้ถึงมัน” อิจิตอบ เขาปีนป่ายก้อนหินที่แหลมคมอย่างรวดเร็ว แม้ร่างกายจะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ แต่จิตใจของเขามุ่งมั่นกว่าครั้งไหนๆ ดาบในมือของเขาเปล่งประกายสีเงินจางๆ พร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ลมพายุโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นบนยอดเขา เสียงกรีดร้องโหยหวนคล้ายเสียงวิญญาณดังมาจากปากปล่องภูเขาไฟที่กำลังคุกรุ่น ลาวาสีแด
สายลมแห่งยามรุ่งอรุณพัดโชยมาปะทะร่าง อิจิ และ ฮารุ ที่ยืนอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ แสงแรกของดวงอาทิตย์สาดส่องลงมายังทิวทัศน์เบื้องหน้า เผยให้เห็นยอดเขาไฟที่สูงเสียดฟ้า มันตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางผืนป่าดิบชื้นที่พวกเขาเพิ่งฝ่าฟันออกมา หมอกจางๆ ลอยปกคลุมรอบฐานของภูเขาไฟราวกับผ้าห่มสีขาว กลิ่นกำมะถันจางๆ ลอยมาตามลมเป็นสัญญาณเตือนถึงพลังงานที่ไม่สงบนิ่งที่อยู่ภายใน “นั่นแหละ… ยอดเขาไฟ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความกังวล “มันดูน่ากลัวกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะอิจิ” อิจิพยักหน้า สีหน้าของเขาเคร่งเครียด “ใช่… พลังงานมืดมิดที่แผ่ออกมาจากที่นั่นมันมหาศาลมาก ‘ผู้ตื่น’ กำลังจะถูกปลดปล่อยออกมาในไม่ช้า” ผ้ายันต์แห่งความจริงที่ผนึกอยู่ในฝ่ามือของฮารุเรืองแสงจางๆ เป็นการยืนยันถึงความรู้สึกของอิจิ พวกเขามีเวลาเพียงสองราตรีเท่านั้นก่อนที่ ดวงจันทร์สีเลือด จะปรากฏขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พันธนาการของ ‘ผู้ตื่น’ จะอ่อนแอที่สุด “เราต้องไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุด” อิจิกล่าว “และเราต้องหารหัสลับแห่งบรรพกาลให้เจอด้วย” “รหัสลับนั่น… มันอยู่ที่ไหนกันนะ?” ฮารุถาม “จิตวิญญาณแห่งต้นไม้บอกแค่ว่ามันอยู่ในผืนป่าแห
คืนเดือนมืดปกคลุมผืนป่าดิบชื้นทางตอนเหนือของสยามประเทศ แสงจันทร์แทบไม่สามารถส่องผ่านม่านไม้หนาทึบลงมาได้ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และเสียงลมกระโชกแรงที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าให้เสียดสีกันเป็นระยะ ราวกับเสียงกระซิบกระซาบจากวิญญาณแห่งป่า อิจิและฮารุยังคงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิอ่อนล้าจากบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนฮารุก็ดูซีดเซียวจากการใช้พลังแห่งชีวิตครั้งล่าสุด แต่ดวงตาของทั้งคู่ยังคงฉายแววความมุ่งมั่นที่จะค้นหาผ้ายันต์ผืนสุดท้ายที่ปรากฏในนิมิตของฮารุ “อากาศที่นี่มันแปลกๆ นะอิจิ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา “มันเย็นยะเยือกกว่าที่ควรจะเป็น… เหมือนมีบางอย่างกำลังจับจ้องเราอยู่” “ใช่… ฉันก็รู้สึกได้” อิจิตอบ เขากระชับดาบในมือแน่นขึ้น “พลังงานที่นี่ไม่ใช่พลังงานของปีศาจ แต่มันเป็นพลังที่เก่าแก่กว่านั้น… ลึกซึ้งกว่านั้น” ตามนิมิตของฮารุ ผ้ายันต์ผืนสุดท้ายถูกซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าในป่าลึกแห่งนี้ ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ และมีแสงสีม่วงเข้มเปล่งออกมาจากรากของมัน “เรามาถูกทางแล้วใช่ไหมอิจิ?” ฮารุถาม “ฉันหวังว่าอย่างนั้นฮารุ
คืนเดือนมืดปกคลุมผืนป่าดิบชื้นทางตอนเหนือของสยามประเทศ แสงจันทร์แทบไม่สามารถส่องผ่านม่านไม้หนาทึบลงมาได้ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และเสียงลมกระโชกแรงที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าให้เสียดสีกันเป็นระยะ ราวกับเสียงกระซิบกระซาบจากวิญญาณแห่งป่า อิจิและฮารุยังคงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิอ่อนล้าจากบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนฮารุก็ดูซีดเซียวจากการใช้พลังแห่งชีวิตครั้งล่าสุด แต่ดวงตาของทั้งคู่ยังคงฉายแววความมุ่งมั่นที่จะค้นหาผ้ายันต์ผืนสุดท้ายที่ปรากฏในนิมิตของฮารุ “อากาศที่นี่มันแปลกๆ นะอิจิ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา “มันเย็นยะเยือกกว่าที่ควรจะเป็น… เหมือนมีบางอย่างกำลังจับจ้องเราอยู่” “ใช่… ฉันก็รู้สึกได้” อิจิตอบ เขากระชับดาบในมือแน่นขึ้น “พลังงานที่นี่ไม่ใช่พลังงานของปีศาจ แต่เป็นพลังที่เก่าแก่กว่านั้น… ลึกซึ้งกว่านั้น” ตามนิมิตของฮารุ ผ้ายันต์ผืนสุดท้ายถูกซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าในป่าลึกแห่งนี้ ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ และมีแสงสีม่วงเข้มเปล่งออกมาจากรากของมัน “เรามาถูกทางแล้วใช่ไหมอิจิ?” ฮารุถาม “ฉันหวังว่าอย่างนั้นฮารุ” อ
แสงอาทิตย์ยามบ่ายแผดเผาทะเลทรายอันกว้างใหญ่ให้ระอุเป็นเพลิง พื้นทรายสีทองทอดยาวสุดลูกหูลูกตา บิดเบือนภาพลวงตาจากความร้อนจนผืนฟ้าและพื้นทรายดูเหมือนจะบรรจบกัน อิจิและฮารุเดินฝ่าพายุทรายที่เริ่มก่อตัวอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิยังคงไม่สมบูรณ์ บาดแผลที่สีข้างส่งสัญญาณเจ็บแปลบทุกครั้งที่เขาขยับตัว ส่วนฮารุก็ดูอ่อนแรงจากการใช้พลังแห่งชีวิตเมื่อครั้งก่อน แต่ดวงตาของพวกเขายังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “นี่มัน… กว้างใหญ่กว่าที่คิดเยอะเลยนะอิจิ” ฮารุเอ่ย น้ำเสียงของเธอแหบแห้งจากการเดินทาง “นายแน่ใจนะว่าเรามาถูกทาง?” “สัญลักษณ์บนผ้ายันต์บอกใบ้ถึงภูเขาที่มีลำธารไหลผ่าน… หรือถ้ำที่มีน้ำตก” อิจิตอบ พยายามกลั้นเสียงหอบหายใจ “และจากแผนที่ที่ศาลเจ้าเผยให้เห็น… สถานที่นั้นอยู่กลางทะเลทรายแห่งนี้” ลมพายุทรายเริ่มโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น เม็ดทรายเล็กๆ ปลิวว่อนกระทบใบหน้าจนรู้สึกเจ็บแสบ ทัศนวิสัยเริ่มเลือนรางลงเรื่อยๆ จนแทบมองไม่เห็นอะไรที่อยู่ตรงหน้า อิจิยกแขนขึ้นบังใบหน้าของฮารุไว้ “พายุทรายกำลังมาแล้ว! เราต้องหาที่กำบัง!” อิจิตะโกนบอก เสียงของเขาแทบจะถูกกลืนหายไปในเสียงลม ในชั่วพริบตาเดียว พายุทรายก็
มายูกับโอกิทรุดตัวลงกับพื้นหินข้างๆ ประตูมิติสีขาวสว่างจ้าที่เพิ่งปรากฏขึ้นจากการสลายตัวของเงาอสูรผู้เฝ้าทาง ลำแสงอ่อนโยนของมันสาดส่องไปบนใบหน้าของทั้งคู่ เป็นแสงแห่งความหวังเพียงหนึ่งเดียวในความมืดมิดของป่าต้องสาปความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจมพวกเขาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าการถูกโจมตีทางกายภาพ มายูหอบหายใจอย่างหนัก เธอใช้พลังฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาโอกิในระหว่างการต่อสู้ ทำให้ตอนนี้ร่างกายของเธอแทบจะหมดสิ้นพลังงาน“เรา… เราชนะแล้วโอกิ” มายูพูดเสียงแผ่ว แต่ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโล่งใจโอกิพยักหน้าอย่างช้าๆ เขาลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล มือที่กำมีดอาคมของเขาสั่นเล็กน้อย เขาหันไปมองประตูมิติที่เรืองแสงอยู่ตรงหน้า“เราทำได้มายู… แต่ดูเหมือนว่าหนทางกลับบ้านจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” โอกิพูด เขาเลื่อนมือไปสัมผัสที่ซากของเงาอสูรผู้เฝ้าทางที่สลายไป มันทิ้งไว้เพียงกองหินสีดำที่ถูกฉาบด้วยควันสีม่วงจางๆ“หมายความว่าไงโอกิ?” มายูถามอย่างกังวลโอกิใช้มีดอาคมเขี่ยซากหินนั้น ก่อนจะพบกับสิ่งของที่ซ่อนอยู่ใต้ซาก: มันคือแผ่นหินขนาดเท่าฝ่ามือ มีสัญลักษณ์โบราณสลักอยู่ และมีพลังงานมืดมิดบางอย่างแผ่ออกมา“ฉันคิด




![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


