LOGINมายูกับโอกิทรุดตัวลงกับพื้นหินข้างๆ ประตูมิติสีขาวสว่างจ้าที่เพิ่งปรากฏขึ้นจากการสลายตัวของเงาอสูรผู้เฝ้าทาง ลำแสงอ่อนโยนของมันสาดส่องไปบนใบหน้าของทั้งคู่ เป็นแสงแห่งความหวังเพียงหนึ่งเดียวในความมืดมิดของป่าต้องสาป
ความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจมพวกเขาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าการถูกโจมตีทางกายภาพ มายูหอบหายใจอย่างหนัก เธอใช้พลังฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาโอกิในระหว่างการต่อสู้ ทำให้ตอนนี้ร่างกายของเธอแทบจะหมดสิ้นพลังงาน “เรา… เราชนะแล้วโอกิ” มายูพูดเสียงแผ่ว แต่ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโล่งใจ โอกิพยักหน้าอย่างช้าๆ เขาลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล มือที่กำมีดอาคมของเขาสั่นเล็กน้อย เขาหันไปมองประตูมิติที่เรืองแสงอยู่ตรงหน้า “เราทำได้มายู… แต่ดูเหมือนว่าหนทางกลับบ้านจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” โอกิพูด เขาเลื่อนมือไปสัมผัสที่ซากของเงาอสูรผู้เฝ้าทางที่สลายไป มันทิ้งไว้เพียงกองหินสีดำที่ถูกฉาบด้วยควันสีม่วงจางๆ “หมายความว่าไงโอกิ?” มายูถามอย่างกังวล โอกิใช้มีดอาคมเขี่ยซากหินนั้น ก่อนจะพบกับสิ่งของที่ซ่อนอยู่ใต้ซาก: มันคือแผ่นหินขนาดเท่าฝ่ามือ มีสัญลักษณ์โบราณสลักอยู่ และมีพลังงานมืดมิดบางอย่างแผ่ออกมา “ฉันคิดว่านี่คือสิ่งที่มันเฝ้าอยู่” โอกิพูดพลางหยิบแผ่นหินนั้นขึ้นมา มายูใช้พลังฟื้นฟูของเธอส่องสว่างที่แผ่นหิน เผยให้เห็นสัญลักษณ์ที่สลักไว้ มันเป็นภาพของหีบไม้โบราณที่ตั้งอยู่บนแท่นหิน และมีวงกลม 5 วงล้อมรอบหีบนั้น “มันคือแผนที่เหรอ?” มายูถาม “ไม่แน่ใจ… แต่ฉันคิดว่ามันคือคำเตือน” โอกิพูด เขาพยายามอ่านสัญลักษณ์โบราณนั้นอย่างตั้งใจ “สัญลักษณ์พวกนี้… มันไม่ใช่แค่ภาพวาด แต่มันคือคำจารึกโบราณ…” โอกิใช้เวลานับสิบนาทีในการพยายามแปลความหมายของสัญลักษณ์เหล่านั้นอย่างตั้งใจ มายูนั่งเฝ้าเขาอย่างเงียบๆ พยายามรวบรวมพลังฟื้นฟูของเธอเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่ไม่คาดฝัน “เจอแล้วมายู… ฉันอ่านออกแล้ว” โอกิพูดด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด มายูเงยหน้าขึ้นมองโอกิทันที “มันว่ายังไงบ้างโอกิ?” โอกิกำแผ่นหินไว้แน่น ดวงตาของเขามองไปที่หีบไม้ที่พวกเขาเพิ่งผนึกไว้ตรงลานสระน้ำ “มันบอกว่า… ‘กุญแจทั้งห้าถูกซ่อนไว้ ภายใต้คำสาปของป่าต้องสาป หากผู้ใดพึงปรารถนาปลดผนึกหรือผนึกชั่วนิรันดร์ จักต้องรวบรวมผ้ายันต์ผนึกวิญญาณทั้งห้าผืน’” มายูหน้าซีด “ผ้ายันต์ผนึกวิญญาณ? หมายความว่าเราต้องหาผ้ายันต์ทั้ง 5 ผืนก่อนที่เราจะกลับบ้านได้เหรอ?” “ไม่เชิง” โอกิพูด เขามองไปที่ประตูมิติสีขาว “ประตูนี้เปิดแล้ว เรากลับบ้านได้ แต่… ถ้าเรากลับไปตอนนี้… การผนึกหีบที่เธอทำไว้มันจะไม่ยั่งยืนหรอก มายู” “นายรู้ได้ยังไง?” “คำจารึกบอกไว้… ‘พลังบริสุทธิ์จักเพียงชะลอการปลดปล่อย แต่พลังผนึกที่แท้จริงต้องมาจากกุญแจทั้งห้าเท่านั้น’” โอกิถอนหายใจอย่างหนัก “มายู… การผนึกครั้งที่สองของเธอเมื่อคืนนี้… มันแค่ซื้อเวลาให้เราเท่านั้น” มายูเงียบไปครู่หนึ่ง เธอมองไปที่ขวดวิญญาณในมือ ขวดนั้นยังคงสั่นสะเทือนเบาๆ ตลอดเวลา “แล้วเราจะทำยังไงดีโอกิ?” มายูถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสับสน “เราควรจะกลับบ้านไปขอความช่วยเหลือจากไอโกะ หรือจะตามหาผ้ายันต์ที่นี่?” “ถ้าเรากลับไปตอนนี้… เราก็แค่หนีปัญหาไป” โอกิพูด “หีบนั่นจะเปิดออกในไม่ช้า และเงาดำจะแผ่กระจายไปทั่วโลกของเรา นั่นคือเหตุผลที่เรามาที่นี่แต่แรกไม่ใช่เหรอ? เพื่อหยุดมัน!” “แต่เราแทบจะไม่รอดจากการต่อสู้ครั้งล่าสุดเลยนะโอกิ!” มายูพยายามใช้เหตุผล “เราบาดเจ็บทั้งคู่ เราแทบไม่เหลือพลังงานแล้วนะ” “นั่นคือเหตุผลที่เราต้องฝึกฝนพลังฟื้นฟูของเธอให้เชี่ยวชาญกว่านี้ มายู” โอกิยืนกราน “และเราก็ต้องใช้ข้อมูลจากแผ่นหินนี้ให้เป็นประโยชน์” โอกิชี้ไปที่สัญลักษณ์บนแผ่นหิน “คำจารึกนี้มีคำใบ้เกี่ยวกับที่ตั้งของผ้ายันต์ผืนแรก… มันบอกว่า: ‘ผืนแรกซ่อนอยู่ใต้สายตาของอสูรร้าย ผู้ที่หลับใหลอยู่ใต้รากไม้ที่ดำมืดที่สุด… และจะปรากฏขึ้นเมื่อยามแสงแห่งชีวิตส่องกระทบ’” มายูคิดอย่างหนัก เธอรู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเธอไปตลอดกาล “ใต้รากไม้ที่ดำมืดที่สุด… หมายถึงที่ที่เราเจอเงาปีศาจผู้พิทักษ์ต้นไม้สีดำนั่นเหรอ?” มายูถาม “อาจจะใช่” โอกิพูด “แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ… ‘และจะปรากฏขึ้นเมื่อยามแสงแห่งชีวิตส่องกระทบ’” “แสงแห่งชีวิต…” มายูพึมพำ “หมายถึงอะไรกัน? แสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องเข้ามาในป่านี้ได้เลยนะ” โอกิและมายูมองหน้ากัน ก่อนที่ความคิดหนึ่งจะผุดขึ้นมาในหัวของทั้งคู่พร้อมกัน “พลังของเธอ!” โอกิพูดอย่างตื่นเต้น “แสงแห่งชีวิตก็คือพลังฟื้นฟูของเธอไง มายู!” “ถ้าอย่างนั้น… เราต้องกลับไปที่ลานต้นไม้สีดำอีกครั้งเหรอ?” มายูถามด้วยความหวาดหวั่น “เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วมายู” โอกิพูด “เราต้องไปหาผ้ายันต์ผืนแรกก่อนที่เงาดำจะฟื้นตัวกลับมา” การกลับไปสู่ลานต้นไม้สีดำและความซับซ้อนของสถานการณ์ หลังจากพักฟื้นร่างกายจนมั่นใจว่าพอจะต่อสู้ได้อีกครั้ง โดยการใช้คาถาฟื้นฟูของมายูอย่างต่อเนื่อง ทั้งคู่ก็ตัดสินใจที่จะกลับไปยังลานต้นไม้สีดำ พวกเขาต้องทิ้งประตูมิติสีขาวไว้เบื้องหลัง เลือกที่จะเผชิญหน้ากับความจริงแทนที่จะหนีไปสู่ความปลอดภัยชั่วคราว การเดินทางกลับไปยังลานต้นไม้สีดำนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด มายูห่อขวดวิญญาณไว้ในผ้าพันคอของโอกิ เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนของวิญญาณที่ถูกกักเก็บไว้ ขณะที่โอกิเป็นผู้ถือไฟฉายและมีดอาคมนำทางไปในความมืดมิด “มายู… เธอรู้สึกยังไงบ้าง?” โอกิถาม เมื่อสังเกตเห็นว่า มายูจับที่หน้าอกของเธอแน่น “ฉันรู้สึกถึงหีบนั่นตลอดเวลาเลยโอกิ” มายูพูด “มันเหมือนมีคลื่นเสียงบางอย่างกำลังเรียกหาฉันอยู่ลึกๆ… แต่ตอนนี้มันมีพลังงานอีกอย่างแทรกเข้ามาด้วย” “พลังงานอะไร?” “พลังงานของผ้ายันต์ที่ถูกผนึก” มายูตอบ “มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์กว่าพลังของฉันเสียอีก… ฉันสัมผัสได้ว่ามันถูกสร้างมาเพื่อควบคุมพลังงานมืดโดยเฉพาะ” “ถ้าอย่างนั้นก็เป็นสัญญาณที่ดี” โอกิพูด “แสดงว่าเรามาถูกทางแล้วมายู” เมื่อมาถึงลานต้นไม้สีดำ ทั้งคู่ก็ต้องเผชิญหน้ากับภาพที่ไม่น่าจดจำของรากไม้ที่ใหญ่โตและบิดเบี้ยว ต้นไม้สีดำยังคงตั้งตระหง่านอยู่กลางลาน แต่ตอนนี้มันดูเงียบสงบอย่างน่ากลัว “เราต้องหาใต้รากไม้ที่ใหญ่ที่สุด” โอกิพูดพลางใช้ไฟฉายส่องไปที่รากไม้ขนาดยักษ์ของต้นไม้สีดำ “แล้วเราจะทำยังไงให้มันปรากฏขึ้นมาล่ะโอกิ?” มายูถาม “รากไม้นั่นมันแข็งแกร่งมากเลยนะ” “เราต้องใช้พลังของเธอมายู” โอกิพูด “ลองใช้พลังฟื้นฟูของเธอฉายเข้าไปที่รากไม้ดูสิ… ลองใช้มันเป็นแสงสว่างแห่งชีวิตอย่างที่คำจารึกบอก” มายูพยักหน้า เธอรวบรวมสมาธิอย่างเต็มที่ ก่อนจะยกมือขึ้นเหนือรากไม้ที่ใหญ่ที่สุด เธอไม่ได้ร่ายคาถารักษา แต่ร่ายคาถาที่เปลี่ยนพลังงานฟื้นฟูให้เป็นลำแสงบริสุทธิ์ “โอ้ พลังแห่งปฐพี… จงสำแดงแสงแห่งชีวิต… ณ ที่ซ่อนเร้น… จงเปิดเผยผ้ายันต์ผนึกวิญญาณ!” ทันใดนั้น ลำแสงสีเขียวทองอ่อนๆ ก็พุ่งออกมาจากมือของมายูและพุ่งเข้าสู่รากไม้ที่ใหญ่โต เมื่อแสงนั้นสัมผัสกับรากไม้ รากไม้สีดำก็เริ่มเรืองแสงสีม่วงหม่น ก่อนที่จะค่อยๆ ปริแตกออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นโพรงเล็กๆ ที่อยู่ด้านใน “ดูนั่นโอกิ!” มายูร้องด้วยความตื่นเต้น ในโพรงนั้น มีวัตถุบางอย่างเรืองแสงสีทองอ่อนๆ อยู่ มันคือผืนผ้าสีขาวที่เต็มไปด้วยอักขระโบราณสีทองที่เปล่งประกาย ผ้ายันต์ผืนแรกที่พวกเขาตามหา! โอกิรีบเข้าไปในโพรงทันที เขาหยิบผ้ายันต์นั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เมื่อเขาแตะต้องมัน ผ้ายันต์ก็ส่องแสงสว่างจ้า ก่อนที่แสงนั้นจะพุ่งเข้าสู่ร่างกายของโอกิ “อั่ก!” โอกิร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด “โอกิ! เกิดอะไรขึ้น!” มายูรีบวิ่งเข้าไปหาเขา โอกิทรุดตัวลงกับพื้น ผ้ายันต์ยังคงอยู่ในมือของเขา แต่ตอนนี้มันหยุดเรืองแสงแล้ว โอกิหายใจหอบถี่ แต่ก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ “ไม่ต้องกลัวมายู… ฉันไม่เป็นไร” โอกิพูด “มัน… มันแค่ถ่ายทอดพลังบางอย่างมาให้ฉัน” “พลังอะไร?” “พลังในการต้านทานเงาปีศาจ” โอกิอธิบาย “ฉันรู้สึกเหมือนมีเกราะป้องกันบางอย่างหุ้มอยู่รอบตัวฉัน… พลังของผ้ายันต์นี้… มันถูกผนึกไว้ในตัวฉันแล้ว” มายูมองผ้ายันต์ในมือของโอกิอย่างสงสัย “ผ้ายันต์นี้… มันไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อผนึกหีบอย่างเดียว แต่มันถูกสร้างมาเพื่อเสริมพลังให้กับผู้ที่ครอบครองด้วยเหรอ?” “อาจจะใช่” โอกิพูด “นี่เป็นเพียงผืนแรก… เราต้องหาอีกสี่ผืนมายู ถ้าเรามีผ้ายันต์ครบทั้งหมด เราก็จะมีพลังมากพอที่จะเผชิญหน้ากับอะไรก็ได้” แต่ทันใดนั้น เสียงคำรามที่คุ้นเคยก็ดังก้องไปทั่วทั้งลาน ต้นไม้สีดำที่เคยเงียบสงบก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และเงาปีศาจตัวเล็กๆ นับร้อยตัวก็เริ่มก่อตัวขึ้นจากผิวดินรอบๆ ต้นไม้ “แย่แล้ว! พวกมันกลับมาแล้ว!” โอกิพูดอย่างตื่นตระหนก “การใช้พลังของเธอทำให้พวกมันตื่นขึ้นมา!” “เราต้องหนีโอกิ!” มายูตะโกน “ไม่ทันแล้วมายู!” โอกิพูด เขายืนขึ้นอย่างมั่นคง โดยมีผ้ายันต์ผืนแรกอยู่ในมือ “เราต้องสู้! เราต้องใช้ผ้ายันต์ผืนนี้ในการต่อสู้ครั้งนี้!” การต่อสู้เพื่อผ้ายันต์ผืนแรกและบทเรียนใหม่ เงาปีศาจตัวเล็กๆ นับร้อยตัวพุ่งเข้าใส่พวกเขาพร้อมกัน โอกิใช้มีดอาคมฟันเข้าใส่เงาปีศาจเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว มายูยืนอยู่ข้างหลังเขา คอยรักษาและเสริมพลังให้เขาอย่างต่อเนื่อง “มายู! ใช้พลังของเธอโจมตีพวกมันด้วยสิ!” โอกิพูดขณะที่เขาฟันเงาปีศาจตัวหนึ่งจนสลายไป “ฉันทำไม่ได้โอกิ! พลังของฉันมีไว้เพื่อรักษาเท่านั้น!” มายูพูด “เธอต้องทำได้มายู! ลองใช้พลังของเธอพุ่งเข้าไปที่พวกมันดูสิ! ลองเปลี่ยนมันให้เป็นแสงสว่างแห่งการทำลายล้าง!” โอกิพูดอย่างเร่งรีบ มายูรวบรวมสมาธิ เธอหลับตาลง ก่อนจะจินตนาการถึงพลังฟื้นฟูของเธอให้เปลี่ยนเป็นลำแสงที่รุนแรง เธอพุ่งมือไปข้างหน้า ก่อนจะปล่อยลำแสงสีเขียวทองอ่อนๆ พุ่งเข้าใส่กลุ่มเงาปีศาจ “จงทำลาย!” มายูคำราม ลำแสงนั้นพุ่งเข้าใส่กลุ่มเงาปีศาจอย่างรวดเร็ว และเงาปีศาจเหล่านั้นก็สลายไปในทันที! “ได้ผล! มายู! เธอทำได้แล้ว!” โอกิพูดด้วยความตื่นเต้น “ฉัน… ฉันทำได้แล้วจริงๆ ด้วย!” มายูพูดอย่างทึ่งในพลังใหม่ของตัวเอง ตอนนี้ การต่อสู้ดำเนินไปอย่างสมดุล โอกิใช้มีดอาคมฟันเข้าใส่เงาปีศาจอย่างดุดัน มายูใช้พลังโจมตีของเธอสลายเงาปีศาจเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง พวกเขาต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร จนกระทั่งเงาปีศาจตัวสุดท้ายก็สลายไปในที่สุด มายูและโอกิทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความเหนื่อยล้าอีกครั้ง แต่ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งชัยชนะ “เรา… เราชนะอีกแล้วโอกิ!” มายูพูด “แน่นอนอยู่แล้วมายู” โอกิพูด “เรามีผ้ายันต์ผืนแรกอยู่ในมือแล้ว… และเธอเองก็ได้ค้นพบพลังที่แท้จริงของตัวเองแล้วด้วย” มายูพยักหน้า เธอมองไปที่โอกิด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความรักและความผูกพันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น “เราจะไปหาผ้ายันต์อีกสี่ผืนที่เหลือได้ที่ไหนโอกิ?” มายูถาม โอกิยิ้มเล็กน้อย เขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง และหยิบแผ่นหินที่ถูกจารึกไว้ขึ้นมาอีกครั้ง “คำใบ้ต่อไปอยู่ในนี้แหละมายู…” โอกิพูด “‘ผืนที่สองซ่อนอยู่ในหุบเขาแห่งความเงียบงัน ที่ซึ่งเสียงกระซิบของคนตายไม่เคยหยุดลง…’” มายูกับโอกิมองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความตื่นเต้น ความหวาดกลัว และความมุ่งมั่นที่จะทำภารกิจให้สำเร็จให้ได้ “เราจะไปที่นั่นกันเถอะโอกิ” มายูพูด “เราต้องหาผ้ายันต์ให้ครบทั้งห้าผืน ก่อนที่หีบจะเปิดออกอีกครั้ง!” โอกิพยักหน้า เขายื่นมือไปหามายู ทั้งคู่จับมือกันแน่น ก่อนจะเดินก้าวเข้าไปในความมืดมิดของป่าต้องสาบอีกครั้ง เพื่อตามหาผ้ายันต์ผืนที่สอง... เนื้อหาในตอนนี้มีความซับซ้อนตามที่ต้องการ โดยเน้นที่การค้นพบผ้ายันต์ผืนแรก และการพัฒนาพลังของมายูในการโจมตีพร้อมกับบทสนทนาที่แสดงถึงความผูกพันของทั้งคู่ คุณอยากให้การเดินทางไปยัง "หุบเขาแห่งความเงียบงัน"ท้องฟ้ายามค่ำคืนเหนือยอดเขาไฟอัคคีแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานยาม ดวงจันทร์สีเลือด โคจรขึ้นมาเต็มดวง แสงสีโลหิตอาบไล้ทิวทัศน์รอบข้างให้ดูน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม เสียงคำรามกึกก้องจากปากปล่องภูเขาไฟดังกึกก้องไม่หยุดหย่อน ราวกับเสียงหายใจอันหนักหน่วงของอสูรร้ายที่กำลังจะตื่นจากการหลับใหลที่ยาวนานนับพันปี กลิ่นกำมะถันและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ยิ่งสร้างความกดดันอันหนักอึ้งให้แก่ อิจิ และ ฮารุ ที่กำลังปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขา “อีกนิดเดียวอิจิ! เราจะไปถึงแล้ว!” ฮารุตะโกนบอก เสียงของเธอสั่นเครือจากความเหนื่อยล้าและความหวาดกลัว แต่ดวงตาของเธอยังคงเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ผ้ายันต์แห่งความจริงที่สถิตอยู่ในฝ่ามือของเธอเรืองแสงสีรุ้งอ่อนๆ ตอบรับกับพลังงานมหาศาลของดวงจันทร์สีเลือด “ฉันรู้ฮารุ… ฉันสัมผัสได้ถึงมัน” อิจิตอบ เขาปีนป่ายก้อนหินที่แหลมคมอย่างรวดเร็ว แม้ร่างกายจะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ แต่จิตใจของเขามุ่งมั่นกว่าครั้งไหนๆ ดาบในมือของเขาเปล่งประกายสีเงินจางๆ พร้อมรับมือกับทุกสิ่ง ลมพายุโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นบนยอดเขา เสียงกรีดร้องโหยหวนคล้ายเสียงวิญญาณดังมาจากปากปล่องภูเขาไฟที่กำลังคุกรุ่น ลาวาสีแด
สายลมแห่งยามรุ่งอรุณพัดโชยมาปะทะร่าง อิจิ และ ฮารุ ที่ยืนอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ แสงแรกของดวงอาทิตย์สาดส่องลงมายังทิวทัศน์เบื้องหน้า เผยให้เห็นยอดเขาไฟที่สูงเสียดฟ้า มันตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางผืนป่าดิบชื้นที่พวกเขาเพิ่งฝ่าฟันออกมา หมอกจางๆ ลอยปกคลุมรอบฐานของภูเขาไฟราวกับผ้าห่มสีขาว กลิ่นกำมะถันจางๆ ลอยมาตามลมเป็นสัญญาณเตือนถึงพลังงานที่ไม่สงบนิ่งที่อยู่ภายใน “นั่นแหละ… ยอดเขาไฟ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความกังวล “มันดูน่ากลัวกว่าที่คิดไว้เยอะเลยนะอิจิ” อิจิพยักหน้า สีหน้าของเขาเคร่งเครียด “ใช่… พลังงานมืดมิดที่แผ่ออกมาจากที่นั่นมันมหาศาลมาก ‘ผู้ตื่น’ กำลังจะถูกปลดปล่อยออกมาในไม่ช้า” ผ้ายันต์แห่งความจริงที่ผนึกอยู่ในฝ่ามือของฮารุเรืองแสงจางๆ เป็นการยืนยันถึงความรู้สึกของอิจิ พวกเขามีเวลาเพียงสองราตรีเท่านั้นก่อนที่ ดวงจันทร์สีเลือด จะปรากฏขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พันธนาการของ ‘ผู้ตื่น’ จะอ่อนแอที่สุด “เราต้องไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุด” อิจิกล่าว “และเราต้องหารหัสลับแห่งบรรพกาลให้เจอด้วย” “รหัสลับนั่น… มันอยู่ที่ไหนกันนะ?” ฮารุถาม “จิตวิญญาณแห่งต้นไม้บอกแค่ว่ามันอยู่ในผืนป่าแห
คืนเดือนมืดปกคลุมผืนป่าดิบชื้นทางตอนเหนือของสยามประเทศ แสงจันทร์แทบไม่สามารถส่องผ่านม่านไม้หนาทึบลงมาได้ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และเสียงลมกระโชกแรงที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าให้เสียดสีกันเป็นระยะ ราวกับเสียงกระซิบกระซาบจากวิญญาณแห่งป่า อิจิและฮารุยังคงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิอ่อนล้าจากบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนฮารุก็ดูซีดเซียวจากการใช้พลังแห่งชีวิตครั้งล่าสุด แต่ดวงตาของทั้งคู่ยังคงฉายแววความมุ่งมั่นที่จะค้นหาผ้ายันต์ผืนสุดท้ายที่ปรากฏในนิมิตของฮารุ “อากาศที่นี่มันแปลกๆ นะอิจิ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา “มันเย็นยะเยือกกว่าที่ควรจะเป็น… เหมือนมีบางอย่างกำลังจับจ้องเราอยู่” “ใช่… ฉันก็รู้สึกได้” อิจิตอบ เขากระชับดาบในมือแน่นขึ้น “พลังงานที่นี่ไม่ใช่พลังงานของปีศาจ แต่มันเป็นพลังที่เก่าแก่กว่านั้น… ลึกซึ้งกว่านั้น” ตามนิมิตของฮารุ ผ้ายันต์ผืนสุดท้ายถูกซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าในป่าลึกแห่งนี้ ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ และมีแสงสีม่วงเข้มเปล่งออกมาจากรากของมัน “เรามาถูกทางแล้วใช่ไหมอิจิ?” ฮารุถาม “ฉันหวังว่าอย่างนั้นฮารุ
คืนเดือนมืดปกคลุมผืนป่าดิบชื้นทางตอนเหนือของสยามประเทศ แสงจันทร์แทบไม่สามารถส่องผ่านม่านไม้หนาทึบลงมาได้ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม และเสียงลมกระโชกแรงที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าให้เสียดสีกันเป็นระยะ ราวกับเสียงกระซิบกระซาบจากวิญญาณแห่งป่า อิจิและฮารุยังคงก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิอ่อนล้าจากบาดแผลที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ส่วนฮารุก็ดูซีดเซียวจากการใช้พลังแห่งชีวิตครั้งล่าสุด แต่ดวงตาของทั้งคู่ยังคงฉายแววความมุ่งมั่นที่จะค้นหาผ้ายันต์ผืนสุดท้ายที่ปรากฏในนิมิตของฮารุ “อากาศที่นี่มันแปลกๆ นะอิจิ” ฮารุพึมพำ น้ำเสียงของเธอแผ่วเบา “มันเย็นยะเยือกกว่าที่ควรจะเป็น… เหมือนมีบางอย่างกำลังจับจ้องเราอยู่” “ใช่… ฉันก็รู้สึกได้” อิจิตอบ เขากระชับดาบในมือแน่นขึ้น “พลังงานที่นี่ไม่ใช่พลังงานของปีศาจ แต่เป็นพลังที่เก่าแก่กว่านั้น… ลึกซึ้งกว่านั้น” ตามนิมิตของฮารุ ผ้ายันต์ผืนสุดท้ายถูกซ่อนอยู่ใต้ต้นไม้โบราณที่สูงเสียดฟ้าในป่าลึกแห่งนี้ ต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปทั่วบริเวณ และมีแสงสีม่วงเข้มเปล่งออกมาจากรากของมัน “เรามาถูกทางแล้วใช่ไหมอิจิ?” ฮารุถาม “ฉันหวังว่าอย่างนั้นฮารุ” อ
แสงอาทิตย์ยามบ่ายแผดเผาทะเลทรายอันกว้างใหญ่ให้ระอุเป็นเพลิง พื้นทรายสีทองทอดยาวสุดลูกหูลูกตา บิดเบือนภาพลวงตาจากความร้อนจนผืนฟ้าและพื้นทรายดูเหมือนจะบรรจบกัน อิจิและฮารุเดินฝ่าพายุทรายที่เริ่มก่อตัวอย่างเชื่องช้า ร่างกายของอิจิยังคงไม่สมบูรณ์ บาดแผลที่สีข้างส่งสัญญาณเจ็บแปลบทุกครั้งที่เขาขยับตัว ส่วนฮารุก็ดูอ่อนแรงจากการใช้พลังแห่งชีวิตเมื่อครั้งก่อน แต่ดวงตาของพวกเขายังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “นี่มัน… กว้างใหญ่กว่าที่คิดเยอะเลยนะอิจิ” ฮารุเอ่ย น้ำเสียงของเธอแหบแห้งจากการเดินทาง “นายแน่ใจนะว่าเรามาถูกทาง?” “สัญลักษณ์บนผ้ายันต์บอกใบ้ถึงภูเขาที่มีลำธารไหลผ่าน… หรือถ้ำที่มีน้ำตก” อิจิตอบ พยายามกลั้นเสียงหอบหายใจ “และจากแผนที่ที่ศาลเจ้าเผยให้เห็น… สถานที่นั้นอยู่กลางทะเลทรายแห่งนี้” ลมพายุทรายเริ่มโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้น เม็ดทรายเล็กๆ ปลิวว่อนกระทบใบหน้าจนรู้สึกเจ็บแสบ ทัศนวิสัยเริ่มเลือนรางลงเรื่อยๆ จนแทบมองไม่เห็นอะไรที่อยู่ตรงหน้า อิจิยกแขนขึ้นบังใบหน้าของฮารุไว้ “พายุทรายกำลังมาแล้ว! เราต้องหาที่กำบัง!” อิจิตะโกนบอก เสียงของเขาแทบจะถูกกลืนหายไปในเสียงลม ในชั่วพริบตาเดียว พายุทรายก็
มายูกับโอกิทรุดตัวลงกับพื้นหินข้างๆ ประตูมิติสีขาวสว่างจ้าที่เพิ่งปรากฏขึ้นจากการสลายตัวของเงาอสูรผู้เฝ้าทาง ลำแสงอ่อนโยนของมันสาดส่องไปบนใบหน้าของทั้งคู่ เป็นแสงแห่งความหวังเพียงหนึ่งเดียวในความมืดมิดของป่าต้องสาปความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจมพวกเขาอย่างรุนแรงยิ่งกว่าการถูกโจมตีทางกายภาพ มายูหอบหายใจอย่างหนัก เธอใช้พลังฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาโอกิในระหว่างการต่อสู้ ทำให้ตอนนี้ร่างกายของเธอแทบจะหมดสิ้นพลังงาน“เรา… เราชนะแล้วโอกิ” มายูพูดเสียงแผ่ว แต่ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโล่งใจโอกิพยักหน้าอย่างช้าๆ เขาลุกขึ้นนั่งอย่างทุลักทุเล มือที่กำมีดอาคมของเขาสั่นเล็กน้อย เขาหันไปมองประตูมิติที่เรืองแสงอยู่ตรงหน้า“เราทำได้มายู… แต่ดูเหมือนว่าหนทางกลับบ้านจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” โอกิพูด เขาเลื่อนมือไปสัมผัสที่ซากของเงาอสูรผู้เฝ้าทางที่สลายไป มันทิ้งไว้เพียงกองหินสีดำที่ถูกฉาบด้วยควันสีม่วงจางๆ“หมายความว่าไงโอกิ?” มายูถามอย่างกังวลโอกิใช้มีดอาคมเขี่ยซากหินนั้น ก่อนจะพบกับสิ่งของที่ซ่อนอยู่ใต้ซาก: มันคือแผ่นหินขนาดเท่าฝ่ามือ มีสัญลักษณ์โบราณสลักอยู่ และมีพลังงานมืดมิดบางอย่างแผ่ออกมา“ฉันคิด







