Masukสายถูกตัดอย่างไร้เยื่อไย แต่ไม่เป็นไรน้ำตาลคนนี้ไม่หวั่น แค่ได้ยินเสียงของเขาผ่านปลายสายไม่ถึงนาที ก็ช่วยต่อลมหายใจให้อยู่ได้ทั้งวัน
แต่แล้วเมื่อคิดบางอย่างได้จึงรีบเข้าไลน์ของแม่และกดโทรออกทันที
“แม่คะ ตอนแม่เริ่มจีบพ่อ แม่ไปขอพรที่ไหนคะ” เธอรีบถามในสิ่งที่สงสัยทันทีที่แม่รับสาย
(พระแม่ลักษมีจ้ะ)
“พาตาลไปหน่อสิคะ อยากไปขอพร”
(ได้สิจ้ะ แต่วันนี้คุณแม่ไม่ว่างนะ มาทำสวย)
“วันหลังก็ได้ค่า จองตัวคุณแม่ไว้”
(ว่าแต่จะไปขอพรให้สมหวังกับหนุ่มคนไหนน้า…) เสียงเกวลินที่ตอบกลับมาแอบแฝงด้วยความล้อเลียน
“ถ้าได้คนนี้ลูกสาวแม่ไม่หาผู้ชายคนอื่นแล้วค่ะ” เธอตอบ พลางกลั้นยิ้มจนแก้มป่อง “ถ้าได้คนนี้เป็นแฟนก่อนเรียนจบ แม่เตรียมหาฤกษ์แต่งงานได้เลยค่ะ”
(พูดซะแม่อยากเห็นหน้าผู้ชายคนนั้น ที่มาทำให้ลูกสาวของแม่คลั่งรักได้มากขนาดนี้) เกวลินพูดแล้วหัวเราะเบาๆ แต่ในน้ำเสียงกลับมีความเอ็นดูแฝงอยู่
ได้ยินลูกสาวพูดถึงผู้ชายคนนี้บ่อยมากแต่ไม่เคยเห็นหน้าเลย น้ำตาลเอาแต่บอกว่ายังไม่ถึงเวลา เห็นลูกสาวดูมั่นคงกับคนนี้มาครึ่งปีเลยอยากเห็นหน้าค่าตาว่าประมาณไหน ถึงทำให้ลูกสาวของเธอหลงจนหัวปักหัวปำได้มากถึงเพียงนี้
“พี่ชายเซลีนค่ะ จำได้ไหมที่ตาลเคยพูดถึงบ่อยๆ คนนั้นแหละ~ รับรองเลยว่าแม่ชอบแน่นอน”
(ไม่มีหลักฐานไม่เชื่อ)
“อุ๊บส์~ แค่นี้นะคะ” เธอยกมือปิดปากแล้วอุทานออกไปด้วยน้ำเสียงฟังดูดัดจริต ก่อนจะขอวางสายจากคุณแม่
หลังจากวางสายลง เธอทำการเลื่อนหารูปของอนาคตหวานใจแล้วส่งให้คุณแม่
น้ำตาล : ส่งรูปภาพ
น้ำตาล : เชิญทอดพระเนตรเพคะ คนนี้แหละค่ะ อนาคตลูกเขย
ไม่กี่วินาทีต่อมา ข้อความก็เด้งขึ้นมาอย่างเร็วจี๋
คุณแม่ : ตาถึงมากลูกน้ำตาล คนนี้ผ่าน!
ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนหน้าแทบฉีก ก่อนจะกดส่งสติกเกอร์รูปหัวใจกลับไปให้แม่ เธอนอนหงายบนเตียง มองรูปของเขาบนจอโทรศัพท์อีกครั้ง ยิ้มหน้าบานจนเหงือกแทบแห้งอย่างมีความสุข ทั้งที่ยังไม่ได้เป็นอะไรกับเขาเลยด้วยซ้ำ
“พระแม่ลักษมีเจ้าขา ขอให้ลูกช้างสมหวังกับเขาทีเถอะค่ะ…” เธอพึมพำเบาๆ พลางกอดโทรศัพท์แน่นเหมือนเด็กน้อยที่เพิ่งได้ของเล่นชิ้นใหม่
เขาคือ ‘พร’ ที่เธอขอให้ได้ครอบครองอยู่ทุกวัน
“ถ้าไม่ใช่ตาล ใครกันนะจะได้พี่ไปเป็นแฟน คนๆ นั้นคงโชคดีมากเหมือนถูกรางวัลที่หนึ่งแน่เลย” เธอพูดแล้วมองเพดานตรงหน้า
ขอเป็นคนถูกรางวัลที่หนึ่งคนนั้นได้ไหม คงทำใจไม่ได้ถ้าหวยใบนี้…เป็นคนอื่นที่นำไปขึ้นรางวัล
สามชั่วโมงต่อมา
ติ๊ง~
เซนต์ : รีบใช้ไหม
เซนต์ : ฝนตก
พอรู้ว่าเป็นข้อความของเขารีบกดเข้าไปอ่านอย่างไม่ปล่อยให้อีกคนรอนาน
น้ำตาล : ไม่รีบค่ะ ตาลรอได้
ครึ่งปียังรอมาแล้ว แค่นี้ทำไมจะรอไม่ได้…
ข้อความขึ้นสถานะ ‘เห็นแล้ว’ แต่ไม่มีการตอบกลับมาซึ่งเธอก็ไม่ได้อะไร จะบอกว่าชินแล้วก็ได้ แค่เห็นเขาตอบข้อความกลับมาบ้าง ไม่ปล่อยให้แชตหนักขวาเหมือนครึ่งปีที่ผ่านมาเธอก็ดีใจแล้ว
เธอก้าวออกไปยืนมองสายฝนข้างนอกผ่านกระจกใส ถ้าเขาออกมาตอนนี้เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะเป็นห่วงเขามากแค่ไหน
รักเขามากชนิดที่ว่า ไม่อยากเห็นเขาเจ็บป่วย ไม่อยากให้ตากฝนทุกวัน อยากเห็นเขากินข้าวอร่อยทุกมื้อ ไม่มีเรื่องเครียดมากวนใจ
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนกระทั่งฝนเริ่มหยุด เสียงโทรศัพท์เครื่องหรูส่งเสียงแผดร้องแต่ไม่มีใครรับ เพราะน้ำตาลเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ รู้สึกตัวอีกทีก็เกือบหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น
ร่างบางนอนส่งเสียงครางแผ่วเบาอยู่บนโซฟา มือเล็กควานหาโทรศัพท์ ก่อนจะยกขึ้นมาดูเวลา ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเพราะแสงหน้าจอสว่างเกินไป แต่ทันทีที่เห็นข้อความกับการโทรผ่านไอจีจากชื่อคุ้นตา ม่านตาพลันขยายกว้างด้วยความตกใจ
“เชี้ย!” เธออุทานออกมาเสียงดัง ก่อนจะลุกพรวดขึ้นนั่งแทบจะทันที
เซนต์ : มาถึงแล้ว
เซนต์ : ?
เธอรีบพิมพ์ตอบกลับด้วยความลนลาน
น้ำตาล : ตาลหลับ
น้ำตาล : พี่เซนต์กลับรึยังคะ
น้ำตาล : เดี๋ยวลงไปนะคะ
เธอลุกลี้ลุกลนมาก คว้าเสื้อคลุมมาสวมใส่ คียการ์ด ก่อนจะวิ่งไปหยิบรองเท้า คว้าได้คู่ไหนใส่คู่นั้นโดยไม่ทันสังเกตว่ามันคนละสีด้วยซ้ำ หัวใจเต้นแรงแทบทะลุอก มือสั่นระหว่างกดลิฟต์ลงพร้อมเหลือบมองหน้าจอซ้ำๆ และเห็นว่าเขายังไม่อ่าน ยิ่งเห็นแบบนั้นความร้อนใจยิ่งก่อตัวขึ้นในอก
“อย่ากลับนะพี่เซนต์ อย่าเพิ่งกลับนะ…” เธอบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ติ๊ง!
เสียงลิฟต์ดังขึ้นทันทีที่ถึงชั้นล่าง เธอวิ่งพรวดออกไปโดยไม่มองทาง เท้าเล็กกระทบพื้นที่เปียกลื่น ข้างนอกยังคงฝนตกปรอยๆ ไม่ทำให้เปียกมากเท่าไรนัก เพราะรีบร้อนเกินไปเลยทำให้…
ตุ้บ!
“โอ้ย!!” เธอล้มกระแทกพื้นเต็มแรง เสียงอุทานหลุดจากปากโดยอัตโนมัติ ความเจ็บแปลบแล่นขึ้นตั้งแต่หัวเข่าจนถึงข้อศอก ผิวบางถลอกเห็นแดงชัด เธอพยายามลุกขึ้นแต่ความเจ็บตรงบาดแผลทำให้ได้เพียงแค่กัดริมฝีปากเบาๆ
เซนต์ที่นั่งรออยู่บนบิ๊กไบค์หน้าคอนโดเงยหน้าขึ้น เมื่อได้ยินเสียงร้องแหลมของผู้หญิง ตอนแรกคิดว่าใครเป็นอะไร แต่พอเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทน้องสาว หัวใจเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“น้ำตาล!” เขาดีดตัวขึ้นจากรถทันที ก่อนจะวิ่งฝ่าสายฝนปรอยๆ เข้าไปโดยไม่ลังเล แววตาฉายความความตกใจปนเป็นห่วงโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ “เป็นไรไหม เจ็บตรงไหนรึเปล่า”
“พี่เซนต์…” เธอเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แววตาเต็มไปด้วยความตกใจปนดีใจในเวลาเดียวกัน “ตาลนึกว่าพี่กลับไปแล้ว เห็นไม่ตอบ”
พูดยังไม่ทันจบน้ำเสียงเธอก็เริ่ม ริมฝีปากสั่นระริก ก่อนน้ำตาจะไหลกลิ้งลงมา เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนความอ่อนแอจากเขา
เซนต์นิ่งทำอะไรไม่ถูก น้ำตาลร้องไห้จนตัวสั่นโยน เสียงสะอื้นดังเล็ดลอดออกมาเบาๆ มือเล็กจับชายแขนเสื้อของเขาเอาไว้แน่นราวกับกลัวหายไปไหน สายตาคมเข้มเลื่อนไปมองแผลบนหัวเข่าที่มีเลือดไหลซึมออกมา ฝ่ามือเป็นแผลถลอก รวมถึงข้อศอก
พรึ่บ…
คนตัวโตช้อนร่างบางขึ้น ฝนเริ่มตกแรงอีกครั้ง เซนต์อุ้มน้ำตาลเข้าไปข้างในก่อนที่จะเปียกไปมากกว่านี้ ในขณะที่น้ำตาลซุกหน้าเข้าอกแกร่ง
ติ๊ง
ประตูลิฟต์เปิดออก ร่างสูงก้าวไปยังห้องของน้ำตาลแล้วเปิดเข้าไป วางร่างบางลงโซฟาอย่างระวัง
“มีอุปกรณ์ทำแผลไหม”
“ตรงนั้นค่ะ”
เซนต์พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเดินไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลมาแล้วนั่งลงบนพรม เสียงดัง แกร๊ก จากการเปิดฝาดังขึ้นพร้อมกลิ่นแอลกอฮอล์ที่ลอยฟุ้งในอากาศ
สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้รับมาก่อนจากคนตรงหน้าทำหัวใจดวงน้อยไหววูบ น้ำตาลเก็บอาการขั้นสุด ทั้งดีใจปนตื่นเต้น เป็นครั้งแรกที่เห็นเซนต์ปฏิบัติอย่างนี้ด้วย
“ขา”
น้ำตาลก้มหน้ามองเข่าตัวเองที่มีเลือดซึมออกมา ก่อนจะค่อยๆ เหยียดขาออกให้ เซนต์ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ก่อนจะเช็ดเลือดที่ซึมออกมาอย่างเบามือ
“ซี้ด…” เธอสูดปากพร้อมกับชักขากลับ
“นิ่งๆ”
“กะ…ก็มันแสบนิคะ…”
เซนต์หลุบตาต่ำมองแผลบนหัวเข่าน้ำตาลอีกครั้ง ทำการเช็ดแผลจนสะอาด ก่อนจะเป่าเบาๆ เพื่อให้แห้งเร็วขึ้น ลมหายใจอุ่นจากเขากระทบผิวเนื้อขาวของเธอ ทำให้หัวใจของน้ำตาลเต้นรัวขึ้นจนแทบกลั้นไม่อยู่
“พี่เซนต์…” เธอเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หัวใจเหมือนจะเต้นทะลุอก ไม่รู้เพราะเขินที่เขาทำแผลให้หรือกลัวการทำแผลกันแน่
“อย่าชักขากลับ” เขาพูดเสียงเข้มโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองน้ำตาล
“…” เธอเม้มปากเข้าหากันเป็นเส้นตรง สายตามองเขาที่กำลังนั่งทำแผลให้ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า แอบยกโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดถ่ายภาพเขาตอนนั่งทำแผลให้
น่ารักจัง…
แบบนี้ให้เลิกรักคงไม่ไหว ยิ่งเห็นเขาทำแบบนี้ด้วยยิ่งยากถ้าจะตัดใจ
“เอามือมา”
เธอยื่นมือให้ราวกับน้องหมาแสนรู้ โดนเขาจับมือครั้งแรก ฮึบไว้น้ำตาลอย่าออกตัวแรง แอบมองแล้วยิ้มพอเขาเงยหน้าขึ้นมองก็ตีหน้าเศร้า
ถ้ารู้ว่าล้มแล้วมันจะทำให้เขาสนใจคงทำไปนานแล้ว แต่อย่าทำดีกว่า
“วิ่งทำไม เดินดีๆ ไม่เป็นรึไง”
“ตาลกลัวพี่เซนต์กลับไปแล้วนิคะ เห็นไม่ตอบ”
“แบตหมด”
“อ๋อ…” อย่างนี้นี่เอง แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะยังรอทั้งที่แบตโทรศัพท์หมด “ยืมสายชาร์จตาลก่อนได้นะคะ”
“ไม่ล่ะ เดี๋ยวจะกลับแล้ว”
“แต่ว่าฝนยังตกอยู่เลยนะคะ ดูเหมือนจะตกแรงกว่าเดิมด้วย” เธอมองออกไปนอกหน้าต่างยังเห็นฝนตกอยู่เลย แถมยังตกแรงกว่าก่อนหน้านี้ ต่อให้มีเสื้อกันฝนก็เป็นห่วงเขาอยู่ดีเพราะถนนมันลื่น
“กลับได้”
“ขับรถตอนฝนตกอันตรายนะคะ”
“ไม่เป็นไร”
“รังเกียจกันขนาดนั้นเลยเหรอคะ” เธอเคยคิดแบบนี้ทุกครั้งที่เขาทำเหมือนไม่อยู่ใกล้ แต่วันนี้แพ้เสียงในหัว อดไม่ได้ที่จะโพล่งออกไปตรงๆ
เซนต์ชะงักเมื่อได้แบบนั้น
“เปล่า”
“เปล่าแล้วทำไมถึงอยู่รอให้ฝนหยุดก่อนแล้วค่อยกลับไม่ได้คะ” เธอพูดพร้อมกับมองหน้าเขาตามไปด้วย บางครั้งเธอก็อดน้อยใจกับการกระทำเย็นชาของเขาไม่ได้ อยู่ที่ว่าจะพูดออกมาหรือเปล่า “ตาลขอให้พี่เซนต์เอากุญแจรถมาคืนทั้งที่ฝนตก ตาลก็เป็นห่วงพี่เซนต์เหมือนกันนะที่ต้องขับรถตากฝนกลับ”
คำพูดนั้นออกมาพร้อมแววตาสั่นไหว เธอก้มหน้าลง ซ่อนความรู้สึกที่เอ่อล้นอยู่ในอก
ไม่อยากเห็นเขาเปียกฝน…
ไม่อยากเห็นเขาไม่สบาย…
ไม่อยากเห็นเขาเป็นอะไร…
แต่ดูเหมือนเขาไม่เคยมองเห็นเลยว่า ความห่วงใยของเธอมันมากแค่ไหน
บรรยากาศปกคลุมด้วยความเงียบสักพัก ก่อนที่เสียงทุ้มต่ำของเซนต์จะดังขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
“งั้นขอยืมสายชาร์จก่อนแล้วกัน”
เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาที่เคยหม่นหมองเมื่อครู่ไหววูบขึ้นมาพร้อมประกายความดีใจ
“ลืมไปว่าไม่ได้เอาเสื้อกันฝนมา”
“ดะ…ได้ค่ะ” เธอคลี่ยิ้มด้วยความดีใจ ครั้งนี้…เขามองเห็นความตั้งใจเป็นห่วงของเธอแล้วสินะ “เดี๋ยวตาลไปหยิบให้นะ”
น้ำตาลลุกพรวดขึ้นโดยลืมไปเลยว่าตัวเองเจ็บแผล เธอสูดปากเมื่อความเจ็บวิ่งปราดเข้ามาเล่นงาน
“ค่อยๆ ลุกก็ได้”
เธอยิ้ม ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นตามที่เขาบอก เดินกะเผลกไปหยิบสายชาร์จมาให้ แต่พอออกมาดันไม่เห็นเขา ตอนนั้นหัวใจกระตุกวูบเพราะคิดว่าเขาแอบหนีกลับไปแล้ว ความว่างเปล่าฉับพลันตีตื้นขึ้นมาจนรู้สึกหน่วงในอก
“เป็นอะไร”
เธอสะดุ้งเฮือกเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงของเขาดังอยู่ข้างหลัง พอหมุนตัวกลับไปเห็นเขายังอยู่ก็รู้สึกโล่งอก
“ไปไหนมาเหรอคะ”
“เอากล่องปฐมพยาบาลไปเก็บ”
“สายชาร์จค่ะ”
“ขอบใจ” เขาพูดพร้อมกับรับสายชาร์จมา จังหวะนั้นปลายนิ้วเผลอสัมผัสกับมือของน้ำตาลอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“พี่เซนต์ทำตัวตามสบายเลยนะคะ คิดซะว่าเป็นบ้านตัวเอง” เธอพูดพลางคลี่ยิ้มบางๆ พยายามรักษาน้ำเสียงให้เป็นปกติ ทั้งที่ข้างในกำลังว้าวุ่น
“อืม” เขาพยักหน้ารับเบาๆ
การจากไปของริวกิสร้างความโศกเศร้าให้แก่คนในตระกูลเป็นอย่างมากพิธีศพถูกจัดขึ้นที่ญี่ปุ่นตามขนบธรรมเนียม วันนี้ท้องฟ้าหม่นเทาราวกับร่วมไว้อาลัยให้กับการจากไปของประมุขตระกูลโถงพิธีถูกตกแต่งขาวดำ พวงดอกไม้สีขาวเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ภาพถ่ายของริวกิในกรอบไม้สีเข้มตั้งเด่นอยู่หน้าหิ้งบูชา ใบหน้านิ่งสงบในภาพทำให้หลายคนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้แม้กระทั่งลูกน้องกลิ่นธูปลอยอบอวลในอากาศ เป็นสัญญาณว่านี่คือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝันแขกที่มาร่วมงานล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ทั้งผู้อาวุโสของตระกูลยากูซ่าต่างสาย นักธุรกิจระดับสูง รวมถึงผู้มีอิทธิพลที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ภายใต้การนำของริวกิเซนต์ ยืนอยู่แถวหน้าสุดในฐานะหัวหน้าตระกูลคนปัจจุบัน ใบหน้าคมคายเรียบนิ่ง แต่แววตาแดงก่ำ เขาสวมชุดสูทดำเรียบไร้เครื่องประดับ สายตาจับจ้องไปยังภาพถ่ายของพ่อนิ่งๆตลอดพิธี…เขาไม้ร้องไห้ ไม่ใช่เพราะไม่เจ็บปวด แต่เพราะในวันนี้เขาต้องยืนอยู่ในฐานะที่เข้มแข็งแทนพ่อข้างกายคือ เซลีน ใบหน้าสวยหวานนี้เต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ดวงตาแดงก่ำไม่ต่างจากพี่ชาย คอยเช็ดน้ำตาที่ไหลลงมาเป็นระยะ โดยมีครินทร์คอยมองด้วยแววตาเป็นห่วงกรองแก้วยืนประส
สายลมเย็นๆ ยามเช้าของเขาใหญ่พัดผ่านผืนป่าอย่างแผ่วเบา งานแต่งในวันนี้เรียบง่าย ถูกจัดขึ้นที่บ้านพักตากอากาศที่ริวกิตั้งใจซื้อให้ลูกชายในวันเรียนจบ และวันนี้ถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานแต่งเล็กๆ แบบเรียบง่าย แขกที่มาร่วมงานมีเพียงคนรู้จักและคนในครอบครัวธีมในงานเป็นสีขาวและสีครีม ผสมผสานความเป็นญี่ปุ่นร่วมสมัย ด้านหน้าเป็นฉากดอกไม้สีขาวและชมพูอ่อน ดอกซากุระนำเข้าจัดแซมกับดอกไม้ชนิดอื่นๆ ที่ทั้งคู่เป็นคนลิสต์ให้ออแกไนต์จัดงานพิธีเริ่มต้นขึ้น…น้ำตาลปรากฏตัวพร้อมกับคนเป็นพ่อในชุดแต่งงานเกาะอกสีขาว ผมปล่อยสลวยและประดับด้วยเวลเจ้าสาว ลำคอระหงสวมสร้อยเส้นเดียวกับของแม่ในวันแต่งงาน ใบหน้าสวยหวานประดับด้วยรอยยิ้ม มือทั้งสองถือช่อดอกไม้ สายตาทอดมองเจ้าบ่าวที่ยืนรออยู่ไม่ไกลนักเซนต์ยืนรออยู่ปลายทางเดินในสูทสีดำ ใต้สูทเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว สายตาไม่ละจากเจ้าสาวที่กำลังก้าวเข้ามา ทุกย่างก้าวของเธอทำให้โลกของเขาแทบหยุดหมุนวันนี้เจ้าสาวของเขาสวยมาก…ดวงตาเอ่อร้นด้วยคราบน้ำตา เขายืนมองเจ้าสาวตัวเองทั้งน้ำตา เมื่อคืนนอนแทบไม่หลับเพราะตื่นเต้นกับงานวันนี้ตั้งแต่วันที่คบกันจนถึงวันนี้ผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะเ
เรื่องราวของเธอและเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน…ความรู้สึกที่แอบชอบ เป็นฝ่ายตามตลอดระยะเวลาครึ่งปีไม่ได่ศูนย์เปล่า ใช้เวลานาน หากเทียบกับความสมหวังแล้วล่ะก็…เธอว่าคุ้มรู้ดีว่าไม่ใช่หลายคนที่จะสมหวังกับใครคนนั้นที่อยู่ในใจ จะเรียกว่าเป็นความโชคดีขอเธอก็ได้ กว่าเธอจะสมหวังกับเขาเล่นเอาเหนื่อยเหมือนกันเป็นฝ่ายตาม…เป็นฝ่ายจีบก่อน…เคยท้อจนอยากล้มเลิกความคิดจีบเขา พอฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า นั่นเขาเลยนะ รักครั้งแรก และจะเอามาเป็น ‘แฟนคนแรก’ ให้ได้ได้ยินเรื่องราวของเขาผ่านเซลีนบ่อยๆ เวลาเขารักใครรักจริงถึงขั้นหวังแต่ง ใครได้เขาเป็นแฟนไม่ต่างจากถูกรางวัลที่หนึ่ง นั่นจึงทำให้เธออยากได้ผู้ชายคนนี้มาครอบครองตอนนี้เธอได้รางวัลที่หนึ่งมาแล้ว และขึ้นรางวัลโดยการเป็นแฟนแล้วเรียบร้อย…ขาเรียวเล็กก้าวตรงไปยังเคาน์เตอร์ครัว เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของแฟนหนุ่ม ยืนรวบผมเป็นดังโงะ หยิบไข่มาตอกลงถ้วยเช้านี้เธออยากทำอาหารเช้าให้เขาบ้าง ที่ผ่านมาเขาทำให้เธอมาเยอะแล้ว เลือกทำเมนูง่ายๆ ไส้กรอก ไข่ดาว และขนมปัง เป็นเมนูที่เธอมักทำกินตอนเช้าบ่อยๆน้ำตาลยืนทำอาหารเช้าพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี หลังจากทำเ
ฟุบ…ดัชเชสมองเพื่อนสนิทที่เดินกลับมานั่งลงเงียบๆ ดวงตาแดงก่ำบอกว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้ ไม่ต้องถามก็ได้คำตอบว่าคงทะเลาะกัน“มึงโอเคไหม”“ไม่โอเค” เธอตอบแล้วสืบน้ำมูก ก่อนจะโน้มตัวไปหยิบกระดาษทิชชูตรงหน้ามาเช็ดน้ำมูกอีกที “เจนิสอยู่ที่งานกับเขา”“พี่เซนต์ว่าไง”“เขาบอกว่าลังเลจะบอกกูเรื่องเจนิสดีไหม ไม่อยากให้กูคิดมากเรื่องเจนิสอยู่ที่นั่น แต่ถึงอย่างนั้นกูก็อยากให้บอกกูทุกเรื่อง ไกลกันไม่พอยังไม่บอกความจริงกันอีก”“กูเข้าใจทั้งมึงและพี่เขานะ” ดัชเชสไม่เข้าข้างใคร ขอเป็นกลาง เพราะต่างคนต่างก็มีเหตุผลเป็นของตัวเอง“กูเข้าใจเขานะ คงงี่เง่าเองแหละ พอมันอยู่ไกลกันเหมือนกูยิ่งงอแงกับเขา แต่ถ้าไม่มีเรื่องเจนิสเข้ามากูคงไม่ไร้เหตุผล” ที่ผ่านมาเธอมีเหตุผลกับเขาเสมอ แต่พอห่างกันบวกคิดถึงเลยทำให้ยากที่จะคุยกันด้วยเหตุผลดัชเชสลูบหลังเพื่อนเบาๆ อย่างเข้าใจ ไม่ตัดสินใจใครถูกหรือผิด ปล่อยให้สองคนเคลียร์กันเอง อยู่ตรงนี้แค่ปลอบใจและรับฟังเท่านั้น“มึงว่ากูไร้เหตุผลไปไหม”“ไม่หรอก มึงก็มีเหตุผลที่โกรธ ส่วนเขาก็มีเหตุผลที่ไม่อยากบอก”น้ำตาลนิ่งเงียบ ดึงหน้าจอโทรศัพท์ลงมาเพื่อดูข้อความที่เขาทิ้งเอาไว้ว่
ณ คฤหาสน์ตระกูลริวกิลานหินกว้างถูกปกคลุมด้วยความเงียบงัน ลมเย็นพัดผ่านสวนสนญี่ปุ่น เสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ ราวกับเป็นพยานในพิธีสำคัญเซนต์ยืนอยู่กลางลานในชุดกิโมโนสีดำสนิท ทรงผมถูกจัดอย่างเรียบร้อย ใบหน้าคมคายเรียบเฉยจนแทบเดาอารมณ์ไม่ออก ทุกสายตาจับจ้องมาที่ ‘ว่าที่หัวหน้ายากูซ่าคนใหม่’ริวกินั่งนิ่งอยู่บนเบาะทาทามิในกิโมโนสีเทาเข้ม แววตานิ่งเรียบ แฝงไปด้วยความรู้สึกที่ยากอ่านออก มองลูกชายเพียงครู่เดียว ก่อนจะหลุบตาลงเซนต์คุกเข่าลงอย่างมั่นคงหลังตรง ถ้วยสาเกถูกยื่นมาตรงหน้า เขารับมันด้วยสองมือ การดื่มสาเกไม่ใช่แค่พิธี แต่มันคือการยอมรับอำนาจ หน้าที่ และสายเลือดในตัวเองเมื่อของมีคมถูกวางลงบนถาดไม้ เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ ดังชัดในความเงียบเซนต์ไม่แสดงสีหน้าใดๆ เพียงยื่นมือออกไป วางนิ้วลงบนคมมีดตามธรรมเนียม เลือดสีแดงเข้มซึมออกมาเล็กน้อย“นับจากวันนี้เป็นต้นไป เซนต์ คือหัวหน้าตระกูลอย่างเป็นทางการ”สิ้นคำพูด… ทุกคนต่างโค้งหัวคำนับให้หัวหน้าประจำตระกูลคนใหม่อย่างพร้อมเพียงเซนต์ลุกขึ้นยืนสายตากวาดมองทุกคน หยุดมองริวกิเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันหลังให้ทันที เหมือนเส้นแบ่งระหว่าง ‘พ่อ’ ก
วันต่อมา เซนต์บอกน้ำตาลว่าไม่ต้องมาส่งที่สนามบิน เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ทั้งที่ในใจกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงเหตุผลนั้นเขาไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ว่าเขากลัว…กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอยืนโบกมือลา กลัวว่าถ้าได้เห็นเธอหันหลังเดินกลับขึ้นรถเพียงลำพัง โดยไม่มีเขานั่งอยู่ข้างๆ เหมือนทุกวัน หัวใจของเขาอาจจะทนไม่ไหวแต่สำหรับน้ำตาล คำว่า ‘ไม่ต้องมา’ ไม่เคยอยู่ในตัวเลือกตั้งแต่แรกเธอดึงดันจะมาให้ได้ ไม่ว่าเขาจะพูดกล่อมยังไงก็ตาม เพราะสำหรับเธอ การได้มาส่งเขาไม่ใช่แค่การบอกลา แต่มันคือการยืนยันกับตัวเองว่าเขาไม่ได้หายไปไหน แค่บินไปไกลแล้วจะกลับมารู้ดีว่าตอนต้องแยกกัน มันจะเจ็บ แต่เธอก็ยอมเจ็บ ดีกว่านั่งรออยู่บ้านแล้วจินตนาการภาพเขาเดินจากไปเพียงลำพังสุดท้ายเขาแพ้ให้กับความดื้อของเธอ ยอมให้มาส่งแต่โดยดี“พี่ไม่อยู่หนึ่งอาทิตย์ อย่าดื้อนะ”“ไม่ดื้อค่ะ” เธอใกล้จะร้องไห้แล้ว…พยายามฮึบไว้ไม่ปล่อยน้ำตาต่อหน้าเขา ยังคงยิ้มแย้มเหมือนทุกครั้งราวกับไม่เป็นอะไร ช่วงเวลาของการอยู่กันทำไมมันสั้นอย่างนี้ เขาไปอาทิตย์เดียวเดี๋ยวก็กลับ แต่สำหรับคนรอมันนานเหลือเกิน“ไปอยู่นู่นอาทิตย์นึง ห้าม







