LOGINหนูยืนอยู่กับคุณลี่ ก่อนที่จะหันไปมองแล้วคลี่ยิ้มให้เขาที่เป็นฝ่ายส่งยิ้มให้ก่อน
“ไปกันเลยมั้ยครับ” คุณลี่พูดออกมาด้วยภาษาไทยที่ไม่ค่อยแข็งแรงนัก หนูเองก็รู้สึกนึกทึ่งเหมือนกันที่เขาสามารถพูดภาษาไทยได้บางคำด้วย เลยเอียงคอถามซื่อๆ “คุณลี่พูดภาษาไทยได้ด้วยเหรอคะ?” “คุณเหอให้เรียนครับ” ชายวัยกลางคนร่างกายกำยำตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะเดินเอามือไพล่หลังนำไปตรงโซนที่วางเครื่องดื่มและอาหารอย่างสุขุม หนูเดินเตาะแตะตามไป เพราะค่อนข้างไม่ชินกับรองเท้าส้นสูงที่ใส่อยู่ แล้วชะเง้อคอมองโซนอาหารที่มีหน้าตาน่าทาน โครก ทะ... ท้องร้องอ่ะค่ะ “หิวก็ทานครับ” คุณลี่ส่งยิ้ม พร้อมกับคว้าจานใบเล็กมาส่งให้ หนูที่เริ่มหน้าแดงก่ำรีบรับไว้อย่างอายๆ เพราะเผลอท้องร้องเสียงดังต่อหน้าเขา แล้วพยักหน้าหงึกหงัก “ขะ... ขอบคุณค่ะ” หนูเดินตักของกินมาวางบนจานใบเล็กจนพูนนิดๆ รู้สึกว่าตัวเองกินข้าวได้เยอะขึ้นหลังจากที่มาประเทศจีน พอตักอะไรมารวมๆ กัน ทั้งปูอลาสก้า ทั้งกุ้งลอปสเตอร์ ทั้งไก่อบ ตาลายไปหมดแล้วค่ะ ไม่รู้จะตักอันไหนก่อนดี หนูรู้สึกมีความสุขกับการเดินเลือกของกิน แล้วเดินเล่นดูนู่นดูนี่ไปเรื่อยโดยที่มีคุณลี่ตามหลังอยู่ไม่ห่าง หนูรับประทานอาหารแล้วค่อยๆ หาที่นั่งที่ว่างแต่ก็ไม่เจอเลย ก็เลยเดินเตร็ดเตร่เพราะงานมีการจัดแสดงผลงานศิลปะ ดูตระการตาและงดงาม แถมที่นี่ก็กว้างมาก จนมารู้สึกตัวอีกที... หนูก็พลัดหลงกับคุณลี่ซะแล้ว หนูหันหลังกลับไปเพื่อจะชวนคุณลี่ดูผลงานศิลปะงานหนึ่งที่ถูกใจมากๆ ตอนที่รับประทานจนหมดจานแล้วเริ่มจะหิวน้ำเปล่า แต่ก็ไม่เห็นคุณลี่เดินตามหลังมาแล้ว แถมคนในนี้ก็เยอะมาก “คุณลี่คะ” หนูเดินตามหาคุณลี่ไปเรื่อยๆ แต่ทุกคนต่างพูดภาษาจีนที่หนูฟังไม่เข้าใจ ส่วนหนูเองก็พูดภาษาจีนไม่ได้ อีกอย่างก็จำทางกลับไปโซนอาหารที่เดินออกมาเมื่อสักครู่ไม่ได้แล้วด้วย หนูเดินตามหาคุณลี่อยู่นาน ข้อเท้าที่ไม่ชินกับรองเท้าส้นสูงปวดหนึบไปหมด แถมแสบนิดๆ เพราะรองเท้ากัด จนจังหวะหนึ่งก็เผลอสะดุดรองเท้าส้นสูงของตัวเองล้มตึงไปบนพื้น ตุบ! “จะ... เจ็บ” ทุกคนที่เดินผ่านไปผ่านมาพากันมองมาแต่ไม่ได้เข้ามาช่วย หนูรู้สึกปวดที่ข้อเท้าจนลุกไม่ได้ ก็เลยได้แต่นั่งน้ำตาคลออยู่ที่เดิม จนกระทั้ง... รู้สึกเหมือนมีผู้ชายตัวสูงๆ คนหนึ่งก้มลงหยิบรองเท้าส้นสูงที่หลุดออกไปไม่ไกลนัก แล้วเดินเข้ามาใกล้ เขาพูดอะไรบางอย่างเป็นภาษาจีน หนูเลยค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมองเขา หนูไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือเพราะว่าคนในนี้ไม่มีใครฟังภาษาไทยเข้าใจเลยสักคน แต่พอสบตากับเขาก็เห็นว่าเป็นผู้ชายหน้าตาดูดุดันคมกร้าวคนหนึ่ง เขาใส่แว่นสายตากับชุดสูทสีเทาเข้ม ดูดีและเท่มากๆ หนูอ้าปากจะพูดว่าหนูลุกไม่ไหว แต่ก็พูดไม่ออกเพราะเขาไม่น่าจะรู้ภาษาไทย เลยเม้มริมฝีปากแน่นแล้วพยายามยันตัวลุกขึ้นด้วยตัวเอง หากแต่ก็ล้มลงไปนั่งพับเพียบเหมือนเดิมอีก คนตรงหน้าเลิกคิ้ว เขาฉีกยิ้ม ก่อนที่จะพูดอะไรออกมาอีก หมับ ละ... แล้วต่อมาเขาก็ทำในสิ่งที่หนูไม่คาดคิด ร่างสูงโปร่งช้อนข้อพับขาของหนูขึ้นอุ้มจนตัวลอยๆ ทั้งๆ ที่ยังถือรองเท้าส้นสูงข้างหนึ่งของหนูอยู่ “เอ่อ... หนูเดินเองได้ค่ะ” หนูเผลอเอ่ยปากพูดเป็นภาษาไทยออกไปอย่างขัดเขิน แล้วเขาก็ขมวดคิ้ว ... คงฟังไม่เข้าใจสินะคะ พอเป็นแบบนั้นก็เลยเลยตามเลย หนูปล่อยให้เขาอุ้มหนูเดินมาเรื่อยๆ จนถึงโซนๆ หนึ่งที่มีโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งอยู่ เขาวางหนูลงบนเก้าอี้อย่างนุ่มนวล พร้อมกับก้มตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งเพื่อจับข้อเท้าเล็กๆ ของหนูขึ้นมาพลิกดูแผลรองเท้ากัด เหมือนเขารู้เลย จนหนูต้องสะดุ้งเฮือกอย่างตกใจ “เอ่อ... คือ!” หนูรีบชักเท้ากลับ แต่เขากลับยึดไว้แน่น ก่อนที่ร่างสูงจะเงยหน้าขึ้นมามองหนูที่นั่งอยู่เหนือกว่าเขา แล้วพยายามพูดประโยคภาษาไทยสั้นๆ ออกมาทีละคำแบบไม่แข็งแรงนัก “เจ็บ มั้ย” หนูเบิกตากว้าง รู้สึกแปลกๆ ที่คนจีนที่ท่าทางจะดูภูมิฐานและมีหน้ามีตาอย่างเขากลับเลือกที่จะสนใจและช่วยเหลือหนูที่เป็นใครก็ไม่รู้ไว้เพียงคนเดียว ทั้งๆ ที่ตอนที่หนูล้มลงไป คนอื่นที่เดินผ่านไปผ่านมาก็ไม่มีใครคิดจะสนใจหนูเลยด้วยซ้ำ “จะ... เจ็บนิดๆ ค่ะ” หนูเผลอตอบกลับไปเป็นภาษาไทยอีกแล้ว แล้วก้มหน้างุดเมื่อเขาค่อยๆ นวดข้อเท้าของหนูที่ปวดหนึบเบาๆ “รอ สัก ครู่” เขาเน้นย้ำทีละคำออกมาอีกแล้ว แปลว่าเขาเองก็พอจะรู้ภาษาไทยอยู่บ้าง แค่พูดออกมาได้ไม่ชัดนัก ร่างสูงโปร่งหยัดกายลุกขึ้นยืน กำชับแว่นตาที่สวมอยู่แล้วกดโทรศัพท์เครื่องหรูขึ้นโทรหาใครสักคน แล้วรัวภาษาจีนจนหนูต้องตาลายเพราะฟังไม่รู้เรื่องแม้แต่คำเดียว เขาและหนูนั่งและยืนรอกันอยู่เงียบๆ สักพัก จนมีผู้ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นลูกน้องของเขาถือกล่องที่มีเครื่องปฐมพยาบาลเบื้องต้น ที่หนูไม่รู้ว่าเขาไปเอามาจากไหน ผู้ชายที่ช่วยหนูเอาไว้ปัดมือไล่คนๆ นั้นอย่างไม่ใยดี แล้วเริ่มคุกเข่าลงเพื่อทำแผลที่ข้อเท้าให้หนูเงียบๆ โดยไม่มีคำพูดใดๆ หนูหน้าแดงก่ำ เพราะไม่เคยให้ผู้ชายคนไหนนอกจากพี่ขวดเข้ามาแตะต้องขนาดนี้ แม้ว่ามันจะเป็นแค่การทำแผลด้วยเหตุสุดวิสัยให้ก็ตาม จนเขาเงยหน้าขึ้นมา กำชับแว่นสายตาอีกครั้ง แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ผมชื่อ หลิวเฉิน” เขาเลือกที่จะพูดชื่อตัวเองออกมา แล้วค่อยๆ หยัดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เมื่อทำแผลให้หนูเสร็จแล้ว “คุณชื่ออะไร?” ท่าทางแบบนั้นแปลว่าค่อนข้างอยากรู้จักหนูสินะคะ แต่บอกไปเขาจะฟังรู้เรื่องงั้นเหรอ “นะ... หนูชื่อสวดมนต์ค่ะ” “ซ้วด...?” เขาขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ หนูเลยหัวเราะแห้งๆ ตอนที่แก้คำให้ “สวด... สวดค่ะ สวด-มนต์” หนูเน้นย้ำทีละคำโดยที่ไม่รู้ว่าทำไม แล้วเขาก็พยักหน้ารับ ก่อนที่จะพูดตาม “ซ้วด มน?” แต่ก็พูดออกมาได้ตลกมากๆ อยู่ดี หนูเลยเผลอคลี่ยิ้มออกมา จนเขานิ่งไป “ขอบคุณมากนะคะ” หนูยิ้มกว้างขึ้นแล้วยกมือไหว้เขาอย่างจริงใจ “ที่ช่วยหนูเอาไว้” หลิวเฉิน ใช่มั้ยนะ? กรีดยิ้มออกมาอย่างบางเบา ก่อนที่เขาจะลูบท้ายทอยตัวเองอย่างประหม่า “ครับ” โดยที่หนูไม่รู้เลย ว่าเขาแอบซ่อนรอยยิ้มมุ่งร้ายเอาไว้อย่างแนบเนียนเวลาผ่านไปสามเดือนครึ่ง พี่ขวดมักออกไปเจอกับหลิงหลิงอาทิตย์ละครั้ง ในขณะที่เจ้าขาเติบโตขึ้นจนอายุสองขวบกว่าหนูเม้มริมฝีปากแน่น นี่ก็คืออีกวันที่พี่ขวดออกไปข้างนอกกับดาราสาวที่สวยไปหมดทุกมุมแบบนั้นโดยบอกกับหนูว่าเป็นการเจอกันเพราะธุรกิจเท่านั้น ทิ้งให้หนูอยู่กับเจ้าขา นั่งอยู่ในห้องเล่นกับลูก เฝ้ามองดูพัฒนาการของลูกเป็นเวลาสามเดือน จนหนูอุ้มเด็กคล่องขึ้น เพราะวันๆ ต้องขอแม่นมมานั่งเล่นกับลูกของตัวเองระหว่างที่รอสามีกลับมาเจ้าขาติดหนูมาก พูดคำว่าม๊าได้เป็นคำแรก แถมยังชอบนอนซบกับอกหนูเวลาจะกินนมนอนอีกต่างหากเด็กน้อยที่แสนน่ารัก ถ้าแม่ไม่มีหนู แม่จะเป็นยังไงกันนะ“ม้า ม้า”เจ้าขาเรียกหนูล่ะค่ะ หนูคลี่ยิ้มให้ลูกแล้วมองลูกเดินเตาะแตะมาหา หลังจากพยายามฝึกลูกเดินเองโดยมีแม่นมจับตาดูอยู่ประมาณเดือนกว่าๆ เจ้าขาก็เดินได้ แต่ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่นัก บางครั้งก็ล้มหน้าคะมำอยู่บ่อยๆ แต่เจ้าขาช่างเป็นเด็กน้อยที่เข้มแข็งเหลือเกิน ไม่ว่าจะล้มหน้าคะมำสักกี่ครั้ง ก็ไม่เคยร้องไห้ออกมาเลย“คุณหนูท่าจะโตเป็นเด็กที่แข็งแรงมากเลยนะคะ ตอนแรกดูพัฒนาการช้า ก็เลยต้องปรึกษาคุณหมอของเด็กอยู่ตั้งนานแหน่ะ” แม่นมคนน
น้องมนต์คลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ไม่ว่าสองปีที่ผ่านมาผมจะผ่านอะไรมาบ้าง หรือแม้ว่าเราจะห่างกันขนาดไหน แต่ความรู้สึกที่ผมมีต่อน้องยังเท่าเดิม เหมือนเดิมเสมอมาผมไม่ได้หมายความว่าไม่แคร์น้อง แต่ในคืนนั้น มันมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น แม้ว่าหลังจากนี้จะมีอะไรเข้ามากีดขวางความรักของผมและความสัมพันธ์ของครอบครัวของเรา ผมจะขอรับมันไว้แต่เพียงผู้เดียวที่บอกว่าไม่แคร์น่ะ คือไม่แคร์ว่าใครจะมองผมว่าเป็นยังไง เป็นคนเลวที่มีเมียหลายคน เป็นผู้ชายสองใจที่พอเป็นใหญ่เป็นโตก็ทิ้งผู้หญิงที่อยู่ด้วยกันมาตลอดไปอย่างไมใยดี ผมไม่แคร์ว่าชื่อเสียงผมจะเป็นยังไง หรือใครจะเกลียดผมมากแค่ไหนจากข่าวพวกนั้นผมขอแค่ให้น้องมนต์กับลูกปลอดภัย อยู่ข้างๆ ผมก็พอแล้ว แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และเต็มไปด้วยขวากหนามแค่ไหนใช่ ที่หมายถึงก็คือ... ผมไม่ได้มีเซ็กซ์กับหลิงหลิงจริงๆนี่คือการจัดฉากด้วยยาปลุกเซ็กซ์ที่คุณหยวนทำพิเศษให้ มอมเมาสติสัมปชัญญะของหลิงหลิงจนคิดว่าพวกเรามีอะไรกันจริงๆ แม้ว่าสุดท้ายหลิงหลิงจะตลบหลังผมด้วยการเอายาไอซ์ที่ปนสารพิษต่อร่างกาย จงใจทำให้ผมดูเหมือนแพ้สารเสพติดในนั้น คนอื่นจะได้ไม่สงสัยและสาว
จนหมอเดินออกไปพร้อมกับคุณลี่ที่ไปพูดคุยเรื่องค่าใช้จ่าย ผมก็หลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เห็นมือเล็กๆ ที่กุมมือผมเอาไว้แน่น เจ้าของผมยาวสลวยที่นอนฟุบอยู่ที่ปลายเตียงทำให้ผมรู้สึกสะท้อนในใจ ผมกัดริมฝีปากแน่น ตอนที่ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมาพิงกายกับหัวเตียงมือหนาเอื้อมไปสางผมให้เมียตัวเองอย่างอ่อนโยน ผมรู้ว่าที่ผมทำลงไปมันเหี้ยแค่ไหน ผมพูดกับคุณลี่ลงไปว่าผมไม่แคร์ นั่นก็คือผมไม่แคร์สายตาของคนอื่น ในวังวนสุดท้ายนี้ ทุกอย่างจะเฉลยออกมาในตอนท้ายเองติ๊ง ตองเสียงกริ่งหน้าบ้านที่ดังขึ้นในระหว่างที่ผมกำลังลูบผมของน้องมนต์ มันทำให้ผมผละออกไป พร้อมกับคนตัวเล็กที่สะลึมสะลือตื่นขึ้นมา เธอเงยหน้าขึ้นมองหน้าผม ก่อนที่น้องมนต์จะคลี่ยิ้มให้ จนผมได้แต่รู้สึกแย่กับรอยยิ้มที่ซื่อใสบริสุทธิ์ของเธอ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นผมเคยชอบมันมากผมไม่ได้ยิ้มกลับจนเธอแปลกใจ ได้แต่รู้การมาของผู้หญิงคนนั้นแกรกเสียงประตูนั้นเปิดออกพร้อมๆ กับหลิงหลิงในชุดเดรสปักดอกกุหลาบอย่างดี เธอเดินตรงเข้ามาหาผมต่อหน้าเมียที่ผมรัก คว้าฝ่ามือหนาของผมมากุมไว้อย่างห่วงหา ท่ามกลางสายตาที่สั่นระริกของน้องมนต์ผมดึงมือเธอออก ไม่รู้
หนูเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลย พี่ขวดที่ใจดีกับหนูมาตลอด ในตอนนี้กลายเป็นเพียงผู้ชายที่น่ากลัวคนหนึ่งเท่านั้น แววตาหนูสั่นระริก ในขณะที่ข้อมือที่ถูกบีบแน่นจากฝ่ามือแกร่งเริ่มแดงเป็นปื้นและเหมือนพี่ขวดจะรู้ว่าเขากำลังทำให้หนูกลัว ร่างสูงผละมือออกแทบจะทันที ก่อนที่จะหันหน้าหนีไปทางอื่น“ขอโทษครับ พี่คงใช้อารมณ์มากเกินไป” หนูเม้มริมฝีปาก ก่อนที่จะลูบแขนตัวเองป้อยๆ ตอนที่เขาหันหลังให้ “พี่ขอโทษที่หึงหนูจน...”“นะ... หนูไม่ได้ตั้งใจเลยนะคะ” หนูยกมือขึ้นกอดตัวเองตอนที่โพล่งแทรกขึ้นมาเสียงเบา ก่อนที่จะสะอื้นออกมาเพราะขวัญเสียจากสิ่งที่พี่ขวดทำเมื่อครู่ “หนูแค่อยากช่วยพี่ขวด... แค่เล็กน้อยก็ยังดี หนูไม่อยากอยู่เฉยๆ ให้พี่ขวดเลี้ยงดูแบบนี้นี่คะ”“คนดี” เขาปลอบประโลมพร้อมกับน้ำเสียงที่สั่นเครือ เหมือนคนกำลังรู้สึกผิด “ไม่ต้องทำอะไรให้พี่ขนาดนี้ก็ได้”“...”“พี่ไม่มีค่าพอให้หนูมาทำอะไรให้พี่หรอกครับ”หนูเงยหน้าขึ้นมองคนตัวโตอย่างไม่เข้าใจในคำที่เขาต้องการจะสื่อออกมา จนกระทั่งพี่ขวดใช้หลังมือปิดประตู ราวกับว่าเขาอยากจะขังตัวเองอยู่แต่ในนั้นหนูก้มลงมองพื้น มองปลายเท้าของตัวเองที
[พาร์ท : ตะขวด]พยายามลบความทรงจำที่ทำกับหลิงหลิงไป พยายามกลับมาเป็นพ่อและผัวที่ดีของเมียและลูกแต่ผมกลับสลัดมันออกไปจากจิตใต้สำนึกไม่ได้หัวใจของผมบอกว่านี่มันผิด มันผิดต่อน้องมนต์ ถ้าน้องมนต์รู้ว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้เพื่อแผนแก้แค้นที่สมบูรณ์ของผม เธอคงเกลียดขี้หน้าผม และไม่คิดจะกลับมารักกันอีก ดีไม่ดีเธออาจจะไม่ทนกับสถานะเมียหลวงและหอบลูกหนีกลับไปที่ไทยก็ได้แต่ผมกลับเลิกคิดเรื่องแก้แค้นไอ้หลิวเฉินไม่ได้ หลังจากที่รู้ว่าตระกูลพวกมันส่งหนอนบ่อนไส้มาเพื่อทำลายครอบครัวที่มีค่าของผม ถ้าช้ากว่านี้มันอาจจะเป็นอันตรายต่อน้องและลูก ความแค้นของผมก็มากพอที่จะหาทางทำลายมันทุกวิถีทางผมสืบรู้มาจากคุณหยวนว่าหลิงหลิงที่พยายามยั่วผมด้วยการส่งบัตรเชิญตลอดมา เธอเป็นคนรักคนแรกในชีวิตของหลิวเฉิน ที่ยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อมัน เพื่อความรักที่เห็นแก่ตัวของมันกับฟ่งเฉินผู้เป็นพ่อ และการยั่วยวนผมอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่พวกมันต้องการ มันตลกดีที่สุดท้ายแผนที่คุณหยวนคิดขึ้นมา ก็ต้องกลับมาทำลายผู้หญิงของศัตรูเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจอยู่ดีแต่ไม่ ผมยอมมีสัมพันธ์กับหลิงหลิงเพื่อครอบครัวของเราเท่านั้นคืนนั้นหล
ร่างสูงนั่งยกนาฬิกาเรือนสีเงินในแบบที่เขาชอบขึ้นมาดู นาฬิกายี่ห้อหรูที่พ่อมักบอกให้หลิวเฉินใส่มันเสมอยามพบปะกับผู้คนที่เป็นคู่ค้าหรือเป้าหมาย เพราะนั่นมันทำให้เขาดูภูมิฐาน มีระดับ และเตะตาคนอื่นๆปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาไม่ชอบใส่นาฬิกาหรือ accessories อื่นๆ ในตัวนัก เขาชอบความเรียบง่ายมากกว่า แต่เพราะพ่อเขาอยากให้เป็นคนแบบนั้น เขาจึงจำต้องเป็นปลายนิ้วแกร่งเคาะแก้วชาจีนในมือ รอจนกระทั่งเห็นรถคันหรูจากด้านนอก พร้อมกับร่างบอบบางอ้อนแอ้นของสาวเจ้าที่เปิดประตูลงมาจากรถ เธอสะดุดรองเท้าส้นสูงอีกครั้งอย่างน่าขัน หลิวเฉินมองหุ่นบอบบางนั่นผ่านกรอบแว่น ปฏิเสธไม่ลงว่าหุ่นสเลนเดอร์คือแบบที่เขาชอบ แต่หลิงหลิงจะดูมีน้ำมีนวล และมีหน้าอกมากกว่าภรรยาของฝานเหอมากหน่อยน่าเศร้าจริงๆ เธอคนนี้คงไม่รู้ว่าสามีที่เธอมีลูกกับมันกำลังเริงรักกับผู้หญิงคนอื่นเพื่อแก้แค้นเขาจนประตูร้านอาหารจีนเปิดออกพร้อมกับคนตัวเล็กที่เดินมองซ้ายมองขวาเพื่อหาเขา หลิวเฉินนึกอยากรังแกถึงปล่อยให้เธอเดินหาเขาทั่วร้าน จนเห็นว่าเธอท่าจะมองไม่เห็นจริงๆ ถึงได้ยกมือขึ้นสูงๆ“... อะ!” ร่างเล็กอุทาน หน้าแดงก่ำอย่างขายหน้าตอนที่ค่อยๆ เดินตรงม






![บัตเลอร์ที่รัก [3P]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
