LOGIN[พาร์ท : ตะขวด]
“ผู้หญิงคนนั้น คงจะเป็นภรรยาและลูกของคุณ?” “ครับท่าน” ผมตอบกลับท่านผู้นำที่อายุมากกว่าแค่ไม่กี่ปี ที่ภายในเวลาแค่ห้าปีก็ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศจีนได้อย่างสบายๆ ซึ่งไม่รู้ว่าเก่งกาจขนาดไหน แต่ดูจากรัศมีที่พอเทียบเคียงก็ต่างชนชั้นกันอย่างน่าประหลาด ก็เลยได้แต่ยืนชื่นชม “เป็นข่าวลือทั่วประเทศจีนอย่างรวดเร็วเลยทีเดียว คุณเหอ” ร่างสูงกำยำที่เหมือนผ่านศึกสงครามมามากพูดขึ้นพร้อมกับยกปืนขึ้นจ่อไปยังเป้ายิงที่อยู่ไกลเกือบลิบตา ปัง! เข้าตรงกลางเป้าได้อย่างสวยงาม กูปรบมือให้ตามมารยาท ก่อนที่ท่านจะฉีกยิ้มตอนที่พยักหน้าให้เข้ามาประลองฝีมือนักแม่นปืนด้วยกัน “ผมคงไม่เก่งเท่าท่านหรอกครับ” ผมถ่อมตน ก่อนที่จะคว้าด้ามปืนมาเล็ง โดยเลือกที่จะยิงให้เลยเป้าไปนิดหน่อย เพราะตามแผนการเอาใจท่านผู้นำ ก็คงต้องยอมแพ้สักหน่อย หมับ “เดี๋ยวก่อนคุณเหอ” มือหนาวางลงบนปลายกระบอกปืนตอนที่กำลังจะลั่นไกปืน ผมหยุดเล็ง แล้วเงยหน้าขึ้นมองอย่างมีคำถาม “คุณไม่จำเป็นต้องออมมือให้ผมเลย นั่นทำให้ผมรู้สึกแย่” กูชะงักไปนิดหน่อย ทำไมท่านผู้นำถึงรู้ว่าผมจงใจจะออมมือให้ เพราะเท่าที่เคยได้ยินมาจากคนใหญ่คนโตรอบกายท่าน ท่านผู้นำไม่เคยสนใจสิ่งใดนอกจากเรื่องชัยชนะ เป็นคนเลือดเย็นที่ต้องการเห็นแค่ผลลัพธ์ที่ต้องการเท่านั้น “ผมไม่ได้ออมมือนะครับท่าน” “คุณจงใจเล็งไม่ตรงเป้านัก ผมรู้” ท่าน ‘ฟางหรง’ ในภาษาจีนที่เหมาะสมกับตำแหน่งของท่านเป็นอย่างดี นั่นคือความหมายที่ว่า เกียรติยศอันหอมหวาน ท่านผู้นำฟางคือลูกชายผู้นำคนก่อนที่เสียชีวิตไป เป็นชายหนุ่มที่ทะเยอทะยาน ฉลาดหลักแหลม และเลือดเย็นที่สุดในศตวรรษ ฟางหรงต้องการเห็นแต่ชัยชนะในสายตาเท่านั้น แน่นอน ว่าต้องเป็นชัยชนะที่มาจากตัวท่านเอง ไม่ได้ผิดแผนเท่าไหร่นักที่ท่านดูกูออก ก็เลยต้องใช้แผนสองเข้ามาแทนที่ “ข้อมือผมวันนี้ไม่ค่อยดีนัก เลยอาจดูเป็นเช่นนั้น แต่ผมไม่คิดที่จะออมมือให้ท่านเลยแม้แต่นิด” ท่านผู้นำฟางหัวเราะชอบใจ ท่านผละมือออกจากปลายกระบอกปืน ก่อนที่จะฉีกยิ้มคาดเดายาก “คุณฝานเหอ คุณนี่โกหกไม่เก่งเอาซะเลย” กูนิ่งงัน ดูเหมือนท่านจะมองกูออกอย่างทะลุปรุโปร่งเลยสินะ “ข่าวลือจากพวกมักใหญ่ใฝ่สูงที่คิดจะเข้ามาแทนที่ผม คนฉลาดอย่างคุณเชื่อมันได้ลงด้วยอย่างนั้นเหรอ” “ไม่แปลกนี่ครับ” กูปรับสีหน้าให้นิ่งขึ้น ก่อนที่จะลดปลายกระบอกปืนลง ถ้าโดนรู้จุดประสงค์ทุกด้านแบบนี้ ก็คงหมดอารมณ์ที่จะยิงต่อ “ปกติผมไม่ถนัดการทำตัวตามสังคมชั้นสูงหรอก แต่เพราะท่านอยู่ในจุดที่สูงกว่า ผมไม่สามารถปฏิบัติตัวตามปกติได้” “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” ท่านอ้าแขนตอบรับ “คุณเป็นนักธุรกิจที่ผมสนใจมาก เพราะคุณกำลังรุ่งโรจน์ในศักราชนี้ คุณดูเป็นคนเก่ง ซื่อสัตย์ และมั่นคงในความรัก” “...” “นั่นเป็นข้อดีของคุณที่ผมรู้สึกสนใจ เพราะจะว่าไปคุณกับผมก็คงคล้ายๆ กัน” “ท่านหมายถึง?” “ใช่ ข่าววงในเกี่ยวกับภรรยาอายุน้อยกว่าที่เสียชีวิตไปจากสังคมจอมปลอม หลังจากผมขึ้นแท่นผู้นำ เธอถูกกดดันจนทนไม่ไหว ฆ่าตัวตายไปพร้อมๆ กับลูกในท้อง” กูชะงักไป แม้ว่าจะเคยได้ยินข่าวของท่านผู้นำอายุน้อยคนนี้เกี่ยวกับเมียคนเก่าอยู่บ้าง แต่ไม่ได้รู้ลึกขนาดว่าเธอหายไปเพราะเหตุอะไร รู้แค่ว่าหลังจากท่านขึ้นเป็นผู้นำในประเทศจีน เธอก็หายสาปสูญไป “สังคมชั้นสูง มีแต่ความปลอมเปลือก แก่งแย่งชิงดีกันไม่จบไม่สิ้น” “...” “ภรรยาที่น่ารักของคุณ ผมไม่อยากให้เธอเป็นแบบนั้น” “...” “คุณไม่จำเป็นต้องเอาใจอะไรผมทั้งนั้น ขอแค่คุณให้ผมได้มีส่วนช่วยดูแลเธอ อาจจะดูเป็นคำขอที่เห็นแก่ได้และไร้ยางอาย แต่หน้าตาของภรรยาตัวน้อยของคุณราวกับภรรยาของผมที่ตายจากไปมาก” “...” “ราวกับพรหมลิขิต ที่ทำให้ผมได้กลับมาเจอเยว่ซินอีกครั้ง” แม้นี่แม่งจะเป็นเรื่องดีและอยู่ในแผนที่ผมคิดไว้พร้อมกับคุณลี่และคุณหยวน แต่แม่งเอ้ย ไม่ชอบใจเลยจริงๆ ปึก ผมวางแก้วเหล้าฝาดคอลงอย่างแรงเล็กน้อย พยายามไม่แสดงอาการให้ฟางหรงเห็นแล้วเข้าใจผิดว่ากูไม่พอใจกับความหวังดีของท่าน เพราะหลังจากที่ท่านบอกว่าน้องมนต์เมียรักของกูเหมือนกับเมียเก่าที่ตายจากไปมาก เลยเกิดความเอ็นดูอยากดูแลร่วมกับกูต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือชื่อเสียงให้เธอ แต่กูรู้สึกไม่พอใจ ง่ายๆ ก็คือหึงหวง ให้ง่ายกว่านั้นก็คือ กูไม่ต้องการมีส่วนร่วมดูแลเมียตัวเองกับใคร แม้ว่าอีกฝ่ายที่อาสานั้นจะเป็นถึงผู้นำสุงสุดของจีนที่อายุน้อยที่สุด กูกระดกเหล้าอย่างหงุดหงิดใจ ในหัวพะวงนึกถึงเธอที่อยู่ที่ฮอลล์สำหรับผู้ร่วมงานเลี้ยงท่านผู้นำด้านล่าง ไม่รู้ว่าอาหารจะถูกปากรึเปล่า หรือคุณลี่จะดูแลดีได้เท่ากูมั้ย จนรู้สึกเหมือนมีคนหุนหันเข้ามาอย่างรีบร้อนภายในฮอลล์ส่วนตัวของคนที่จะร่วมเข้าพบคนใหญ่คนโตอย่างท่านผู้นำฟาง กูเหลียวกลับไปมองก็เห็นว่าเป็นคุณลี่ที่ควรที่จะอยู่กับสวดมนต์ “คุณฝานเหอ” ท่านเอนตัวมากระซิบข้างหูกูถึงเรื่องที่น่าตกใจ กูเบิกตากว้าง และแน่นอนว่าเรื่องนี้สำคัญกว่าเรื่องใดทั้งนั้น ผมผละตัวออกจากฮอลล์ส่วนตัวของท่านผู้นำโดยไม่มีการกล่าวลา และก้าวฉับๆ ลงไปยังฮอลล์ด้านล่างทันที ข้อความจากคุณลี่คือน้องมนต์พลัดหลงกับเขา และเธออาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในฮอลล์ที่หลิวเฉินอยู่ ผมจะให้มันเจอกับผู้หญิงที่แสนน่ารักและบอบบางอย่างน้องไม่ได้อย่างเด็ดขาด! [จบพาร์ท : ตะขวด] หลิวเฉินพูดคุยกับหนูอีกนิดหน่อย ทั้งแนะนำตัวเองและให้นามบัตรเอาไว้ หนูจ้องมองนามบัตรเคลือบเงิน มีภาษาอังกฤษที่สลักอย่างสวยงาม ที่พออ่านออกเขียนได้นิดหน่อย ก่อนที่จะคลี่ยิ้มให้กับสุภาพบุรุษตรงหน้า ในชุดสูทและแว่นสายตากรอบทองดูภูมิฐาน ร่างสูงยิ้มตอบให้หนูแค่มุมปากเท่านั้น มือหนาเอื้อมมือมาตรงข้างแก้มของหนู จนหนูต้องผงะอย่างตกใจ “แก้มคุณ... เล้อ” เขาพูดภาษาไทยที่ไม่ชัดเจนนักออกมา แต่พอจะเข้าใจได้ว่าหมายถึงแก้มของหนูที่เปื้อนคราบอะไรสักอย่าง หนูหลบสายตาเขาแล้วพยายามจะปาดออกด้วยตัวเอง เขาจึงส่ายหน้าทันที “No Not there (ไม่ใช่ตรงนั้น) ” “... อะ” หนูอุทานออกมาน้อยๆ เมื่อยังไม่ทันจะปาดอีกข้างเพราะข้างนี้ผิด หลิวเฉินก็เชยปลายคางมนของหนูขึ้น แล้วล้วงผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ซับเศษอาหารจากข้างมุมปากของหนูเบาๆ “เศษ” เขาพูดแค่นั้น ก่อนที่จะชูผ้าเช็ดหน้าให้ดูคราบเนื้อปูจากข้างแก้ม หนูหน้าแดงซ่านเลย ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะทานมูมมามและเลินเล่ออย่างนี้ “คุณพอพูดภาษาอังกฤษได้รึเปล่า?” จนหลิวเฉินโพล่งออกมาด้วยสำเนียงภาษาอังกฤษที่ดูคล่องแคล่วรวดเร็ว หนูที่อายๆ อยู่เลยพยักหน้ากลับไป “ค่ะ” เขาฉีกยิ้มพรายออกมา “ดีเลย ยังไงก็ตาม ถ้าคุณต้องการเรียกใช้ผม หรือสนใจข้อตกลงระหว่างธุรกิจกับคุณฝานเหอ ติดต่อผม ผมยืนยันว่าจะไม่คุยกับฝานเหอ แต่จะคุยผ่านทางคุณ” หนูยืนงุนงงอยู่หน่อยๆ จนกระทั่งหลิวเฉินกรีดยิ้มออกมาบางเบา ทิ้งประโยคเหล่านั้นไว้ในหัวของหนู ตอนที่โค้งให้อย่างนอบน้อม “...” “ผมคงต้องขึ้นไปพบท่านผู้นำ มันสายมากแล้ว Zàijiàn (ลาก่อน) ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก บอกลาเป็นภาษาจีน ก่อนที่จะก้าวออกไปโดยไม่รอแม้แต่คำร่ำลาจากหนูเลย หนูอยากจะบอกนะว่าอยากให้เขาพาไปหาพี่ขวดหน่อย แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ต้องทำอย่างนั้นแล้ว เพราะหลังจากที่หลิวเฉินเดินจากไปเพียงไม่กี่นาที พี่ขวดก็หุนหันเดินเข้ามาหาหนูที่นั่งปวดข้อเท้าอยู่ที่เก้าอี้จัดงานเลี้ยงอย่างกังวลมากๆ “น้องมนต์!” เขาสาวเท้าอย่างรัวเร็วเข้ามา ท่ามกลางสายตาที่มุ่งให้ความสนใจร่างสูงใหญ่ของพี่ขวดของผู้คนที่ตอนแรกไม่แม้แต่จะมาช่วยพยุงหนูลุกขึ้น หนูมองเขาตาแป๋ว ในขณะที่จะโดนสวมกอดแทบจะทันที “พี่หาหนูแทบทั้งงาน หนูเดินหายมาที่นี่ได้ยังไง ทำไมไม่มองคุณลี่ไว้ดีๆ” “... พี่ขวด” หนูเรียกชื่อเขาเสียงอ่อน ทั้งรู้สึกผิดทั้งเขินที่เขาเข้ามากอดแบบนี้ ก่อนที่จะหน้าแดงก่ำออกมา เพราะมีคนมองมาทางเราที่กอดกันกลมอยู่เยอะเลย “หนูอายนะคะ” “ขอโทษที่ทิ้งหนูไว้ข้างล่างคนเดียว” หากแต่พี่ขวดไม่สนใจ เขาดูจะเป็นห่วงหนูมากจนเอาแต่พร่ำขอโทษอย่างเดียว “ไม่เป็นไรค่ะ... อึก” หนูสะอึกนิดหน่อยเมื่อพยายามจะลุกขึ้น แต่กลับเจ็บแปลบที่ข้อเท้าจนแทบทนไม่ไหวเลยต้องนั่งไปเหมือนเดิม พี่ขวดผงะไป เขาผละกอดออกแล้วล้มตัวลงนั่งคุกเข่าดูข้อเท้าที่บวมแดงของหนู “ให้ตาย!” ร่างสูงสบถอย่างโมโห ก่อนที่เขาจะลุกขึ้น แล้วช้อนข้อพับขาของหนูขึ้นอุ้มทั้งตัวในทันที แล้วหันไปพูดกับคุณลี่ที่เดินตามหลังมาไม่ห่างเป็นภาษาจีนที่เกรี้ยวกราดมากๆ คุณลี่มีสีหน้าซีดเซียว เขาโค้งให้พี่ขวดแล้วนำร่างสูงของเขาไปที่รถคันหรูด้านนอก พวกเราถูกนักข่าวถ่ายรูป รัวแสงแฟลชใส่หน้าจนแสบตาไปหมด หนูซุกหน้าลงกับอกเสื้อของพี่ขวด ในขณะที่จะถูกเขาวางในเบาะรถด้านหลัง ก่อนที่คนตัวโตจะเข้ามานั่งตาม สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียด ท่ามกลางความเงียบงันที่แสนน่าอึดอัด พี่ขวดโอบไหล่หนูมาชิด แล้วปรับศีรษะของหนูให้เอนลงซบกับไหล่กว้างของเขา “หนูคงเหนื่อยและเจ็บปวดมามากกับวันนี้ ครั้งหน้า... พี่จะดูแลหนูให้ดีกว่านี้” เขาพูดพร้อมกับกำหมัดแน่น พี่ขวดกำลังนึกโทษตัวเองอยู่ที่ทิ้งหนูไว้แบบนั้น หนูเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนที่จะเอื้อมมือเล็กๆ ของตัวเองไปกุมมือที่กำหมัดแน่นของเขา ลูบมือเขาเบาๆ ให้คลายออก “แค่ขาแพลงเท่านั้นเองค่ะ อย่าคิดโทษตัวเองขนาดนั้นเลยนะคะ” “พี่แทบไม่อยากให้หนูได้รับบาดเจ็บจากอะไรทั้งนั้น” “หนูรู้ค่ะ ตอนนี้หนูไม่เป็นไรแล้ว” มือที่กำหมัดแน่นจนสั่นถูกคลายออกเมื่อหนูลูบแล้วบังคับฝ่ามือหนาให้ประสานเข้ากับฝ่ามือเล็กๆ ของหนูอย่างนุ่มนวล หนูรู้ว่าพี่ขวดรักหนู และห่วงหนูมาก หนูรับรู้ได้จากมือแกร่งที่ชื้นเหงื่อของเขา “พี่จะพาหนูกลับไปหาเจ้าขานะ” จนเขาผ่อนลมหายใจได้จากความเครียด ร่างสูงเกริ่นออกมาหนักแน่นถึงลูกสาวของหนู หนูพยักหน้าหงึกหงักกับไหล่ของเขาอย่างว่าง่าย “แล้วตอนกลับไป” “...” “พี่อยากถามคำถามหนึ่งกับหนู ช่วยตอบตามความจริงด้วยนะครับ” น้ำเสียงที่ดุดันขึ้นนิดๆ ของคนข้างกายทำให้หนูรู้สึกสงสัย แต่เพราะความเหนื่อยอ่อนบวกกับปวดตุบๆ ที่ข้อเท้าเล็กน้อย ก็เลยหลับตาพริ้มกับบ่าของเขา และจมลงสู่ห้วงนิทราในทันที ผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนเศษอาหารของเด็กผู้หญิงร่างบางอ้อนแอ้นถูกทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ใยดี ซ่า! หลิวเฉินล้างมือของตัวเอง ถูซอกเล็บและซอกนิ้วอย่างสะอาดหมดจด เขาถอดแว่นกรอบทองล้วนออก แล้วเก็บใส่ในกล่องเก็บแว่นสายตาอย่างดี ใบหน้าดุดันสุดจะคมคายของเขามองผ่านกระจกที่ส่องเห็นตัวเอง มือหนาวักน้ำจากก็อกน้ำหินอ่อนขึ้นมาลูบหน้าตัวเอง สวยไม่เท่ากับหลิงหลิงเสียด้วยซ้ำ แต่รอยยิ้มที่สดใสกลับตราตรึงใจ แต่ในขณะเดียวกันก็สดใสเกินไปจนนึกรังเกียจ ผู้หญิงตัวบางๆ แถมยังตัวเล็กกว่าเขามากคนนี้น่ะหรือ คือภรรยาของฝานเหอที่เห็นแก่ได้คนนั้น ช่างเป็นบุคลิกที่ไม่เหมาะจะมาเคียงคู่กับมันซะจริงๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นประเภทของผู้หญิงที่หลิวเฉินเกลียดที่สุด บอบบาง อ่อนแอ... จนน่าขยี้ให้เป็นจุล แววตาคมกริบสีดำสนิทจดจ้องกลับไปยังกระจกบานครึ่งตัวที่แสนหรูหรา เขาคือหลิวเฉิน บุตรชายเพียงคนเดียวของฟ่งเฉิน จากปกติที่เขาเคยมีพี่ชาย แต่ประสบอุบัติเหตุตายไปเมื่อสามปีก่อน ทำให้หลิวเฉินกลายเป็นความหวังหนึ่งเดียวในตระกูล ให้กับพ่อที่บ้างาน บ้าอำนาจ หลิวเฉินใช้ชีวิตอยู่ภายใต้คำบงการของพ่อตลอดมา จนในสมองของเขาว่างเปล่า ด้านชา และเต็มไปด้วยความกระหาย “ยัยเด็กผู้หญิงคนนั้น... ก็ไม่น่ายากเท่าไหร่” เขาฉีกยิ้มพรายอยู่คนเดียวภายในห้องน้ำชาย รวบชุดสูทด้านนอกจัดความเรียบร้อย ดันเนคไทชิดกับคอปกเสื้อ พร้อมกับสวมแว่นกรอบทองอย่างประณีต เขา... จะไม่มีวันพ่ายแพ้ให้กับฝานเหอเป็นอันขาดเวลาผ่านไปสามเดือนครึ่ง พี่ขวดมักออกไปเจอกับหลิงหลิงอาทิตย์ละครั้ง ในขณะที่เจ้าขาเติบโตขึ้นจนอายุสองขวบกว่าหนูเม้มริมฝีปากแน่น นี่ก็คืออีกวันที่พี่ขวดออกไปข้างนอกกับดาราสาวที่สวยไปหมดทุกมุมแบบนั้นโดยบอกกับหนูว่าเป็นการเจอกันเพราะธุรกิจเท่านั้น ทิ้งให้หนูอยู่กับเจ้าขา นั่งอยู่ในห้องเล่นกับลูก เฝ้ามองดูพัฒนาการของลูกเป็นเวลาสามเดือน จนหนูอุ้มเด็กคล่องขึ้น เพราะวันๆ ต้องขอแม่นมมานั่งเล่นกับลูกของตัวเองระหว่างที่รอสามีกลับมาเจ้าขาติดหนูมาก พูดคำว่าม๊าได้เป็นคำแรก แถมยังชอบนอนซบกับอกหนูเวลาจะกินนมนอนอีกต่างหากเด็กน้อยที่แสนน่ารัก ถ้าแม่ไม่มีหนู แม่จะเป็นยังไงกันนะ“ม้า ม้า”เจ้าขาเรียกหนูล่ะค่ะ หนูคลี่ยิ้มให้ลูกแล้วมองลูกเดินเตาะแตะมาหา หลังจากพยายามฝึกลูกเดินเองโดยมีแม่นมจับตาดูอยู่ประมาณเดือนกว่าๆ เจ้าขาก็เดินได้ แต่ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่นัก บางครั้งก็ล้มหน้าคะมำอยู่บ่อยๆ แต่เจ้าขาช่างเป็นเด็กน้อยที่เข้มแข็งเหลือเกิน ไม่ว่าจะล้มหน้าคะมำสักกี่ครั้ง ก็ไม่เคยร้องไห้ออกมาเลย“คุณหนูท่าจะโตเป็นเด็กที่แข็งแรงมากเลยนะคะ ตอนแรกดูพัฒนาการช้า ก็เลยต้องปรึกษาคุณหมอของเด็กอยู่ตั้งนานแหน่ะ” แม่นมคนน
น้องมนต์คลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ไม่ว่าสองปีที่ผ่านมาผมจะผ่านอะไรมาบ้าง หรือแม้ว่าเราจะห่างกันขนาดไหน แต่ความรู้สึกที่ผมมีต่อน้องยังเท่าเดิม เหมือนเดิมเสมอมาผมไม่ได้หมายความว่าไม่แคร์น้อง แต่ในคืนนั้น มันมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้น แม้ว่าหลังจากนี้จะมีอะไรเข้ามากีดขวางความรักของผมและความสัมพันธ์ของครอบครัวของเรา ผมจะขอรับมันไว้แต่เพียงผู้เดียวที่บอกว่าไม่แคร์น่ะ คือไม่แคร์ว่าใครจะมองผมว่าเป็นยังไง เป็นคนเลวที่มีเมียหลายคน เป็นผู้ชายสองใจที่พอเป็นใหญ่เป็นโตก็ทิ้งผู้หญิงที่อยู่ด้วยกันมาตลอดไปอย่างไมใยดี ผมไม่แคร์ว่าชื่อเสียงผมจะเป็นยังไง หรือใครจะเกลียดผมมากแค่ไหนจากข่าวพวกนั้นผมขอแค่ให้น้องมนต์กับลูกปลอดภัย อยู่ข้างๆ ผมก็พอแล้ว แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และเต็มไปด้วยขวากหนามแค่ไหนใช่ ที่หมายถึงก็คือ... ผมไม่ได้มีเซ็กซ์กับหลิงหลิงจริงๆนี่คือการจัดฉากด้วยยาปลุกเซ็กซ์ที่คุณหยวนทำพิเศษให้ มอมเมาสติสัมปชัญญะของหลิงหลิงจนคิดว่าพวกเรามีอะไรกันจริงๆ แม้ว่าสุดท้ายหลิงหลิงจะตลบหลังผมด้วยการเอายาไอซ์ที่ปนสารพิษต่อร่างกาย จงใจทำให้ผมดูเหมือนแพ้สารเสพติดในนั้น คนอื่นจะได้ไม่สงสัยและสาว
จนหมอเดินออกไปพร้อมกับคุณลี่ที่ไปพูดคุยเรื่องค่าใช้จ่าย ผมก็หลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็เห็นมือเล็กๆ ที่กุมมือผมเอาไว้แน่น เจ้าของผมยาวสลวยที่นอนฟุบอยู่ที่ปลายเตียงทำให้ผมรู้สึกสะท้อนในใจ ผมกัดริมฝีปากแน่น ตอนที่ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมาพิงกายกับหัวเตียงมือหนาเอื้อมไปสางผมให้เมียตัวเองอย่างอ่อนโยน ผมรู้ว่าที่ผมทำลงไปมันเหี้ยแค่ไหน ผมพูดกับคุณลี่ลงไปว่าผมไม่แคร์ นั่นก็คือผมไม่แคร์สายตาของคนอื่น ในวังวนสุดท้ายนี้ ทุกอย่างจะเฉลยออกมาในตอนท้ายเองติ๊ง ตองเสียงกริ่งหน้าบ้านที่ดังขึ้นในระหว่างที่ผมกำลังลูบผมของน้องมนต์ มันทำให้ผมผละออกไป พร้อมกับคนตัวเล็กที่สะลึมสะลือตื่นขึ้นมา เธอเงยหน้าขึ้นมองหน้าผม ก่อนที่น้องมนต์จะคลี่ยิ้มให้ จนผมได้แต่รู้สึกแย่กับรอยยิ้มที่ซื่อใสบริสุทธิ์ของเธอ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นผมเคยชอบมันมากผมไม่ได้ยิ้มกลับจนเธอแปลกใจ ได้แต่รู้การมาของผู้หญิงคนนั้นแกรกเสียงประตูนั้นเปิดออกพร้อมๆ กับหลิงหลิงในชุดเดรสปักดอกกุหลาบอย่างดี เธอเดินตรงเข้ามาหาผมต่อหน้าเมียที่ผมรัก คว้าฝ่ามือหนาของผมมากุมไว้อย่างห่วงหา ท่ามกลางสายตาที่สั่นระริกของน้องมนต์ผมดึงมือเธอออก ไม่รู้
หนูเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างแทบไม่เชื่อหูตัวเองเลย พี่ขวดที่ใจดีกับหนูมาตลอด ในตอนนี้กลายเป็นเพียงผู้ชายที่น่ากลัวคนหนึ่งเท่านั้น แววตาหนูสั่นระริก ในขณะที่ข้อมือที่ถูกบีบแน่นจากฝ่ามือแกร่งเริ่มแดงเป็นปื้นและเหมือนพี่ขวดจะรู้ว่าเขากำลังทำให้หนูกลัว ร่างสูงผละมือออกแทบจะทันที ก่อนที่จะหันหน้าหนีไปทางอื่น“ขอโทษครับ พี่คงใช้อารมณ์มากเกินไป” หนูเม้มริมฝีปาก ก่อนที่จะลูบแขนตัวเองป้อยๆ ตอนที่เขาหันหลังให้ “พี่ขอโทษที่หึงหนูจน...”“นะ... หนูไม่ได้ตั้งใจเลยนะคะ” หนูยกมือขึ้นกอดตัวเองตอนที่โพล่งแทรกขึ้นมาเสียงเบา ก่อนที่จะสะอื้นออกมาเพราะขวัญเสียจากสิ่งที่พี่ขวดทำเมื่อครู่ “หนูแค่อยากช่วยพี่ขวด... แค่เล็กน้อยก็ยังดี หนูไม่อยากอยู่เฉยๆ ให้พี่ขวดเลี้ยงดูแบบนี้นี่คะ”“คนดี” เขาปลอบประโลมพร้อมกับน้ำเสียงที่สั่นเครือ เหมือนคนกำลังรู้สึกผิด “ไม่ต้องทำอะไรให้พี่ขนาดนี้ก็ได้”“...”“พี่ไม่มีค่าพอให้หนูมาทำอะไรให้พี่หรอกครับ”หนูเงยหน้าขึ้นมองคนตัวโตอย่างไม่เข้าใจในคำที่เขาต้องการจะสื่อออกมา จนกระทั่งพี่ขวดใช้หลังมือปิดประตู ราวกับว่าเขาอยากจะขังตัวเองอยู่แต่ในนั้นหนูก้มลงมองพื้น มองปลายเท้าของตัวเองที
[พาร์ท : ตะขวด]พยายามลบความทรงจำที่ทำกับหลิงหลิงไป พยายามกลับมาเป็นพ่อและผัวที่ดีของเมียและลูกแต่ผมกลับสลัดมันออกไปจากจิตใต้สำนึกไม่ได้หัวใจของผมบอกว่านี่มันผิด มันผิดต่อน้องมนต์ ถ้าน้องมนต์รู้ว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้เพื่อแผนแก้แค้นที่สมบูรณ์ของผม เธอคงเกลียดขี้หน้าผม และไม่คิดจะกลับมารักกันอีก ดีไม่ดีเธออาจจะไม่ทนกับสถานะเมียหลวงและหอบลูกหนีกลับไปที่ไทยก็ได้แต่ผมกลับเลิกคิดเรื่องแก้แค้นไอ้หลิวเฉินไม่ได้ หลังจากที่รู้ว่าตระกูลพวกมันส่งหนอนบ่อนไส้มาเพื่อทำลายครอบครัวที่มีค่าของผม ถ้าช้ากว่านี้มันอาจจะเป็นอันตรายต่อน้องและลูก ความแค้นของผมก็มากพอที่จะหาทางทำลายมันทุกวิถีทางผมสืบรู้มาจากคุณหยวนว่าหลิงหลิงที่พยายามยั่วผมด้วยการส่งบัตรเชิญตลอดมา เธอเป็นคนรักคนแรกในชีวิตของหลิวเฉิน ที่ยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อมัน เพื่อความรักที่เห็นแก่ตัวของมันกับฟ่งเฉินผู้เป็นพ่อ และการยั่วยวนผมอาจเป็นสิ่งหนึ่งที่พวกมันต้องการ มันตลกดีที่สุดท้ายแผนที่คุณหยวนคิดขึ้นมา ก็ต้องกลับมาทำลายผู้หญิงของศัตรูเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจอยู่ดีแต่ไม่ ผมยอมมีสัมพันธ์กับหลิงหลิงเพื่อครอบครัวของเราเท่านั้นคืนนั้นหล
ร่างสูงนั่งยกนาฬิกาเรือนสีเงินในแบบที่เขาชอบขึ้นมาดู นาฬิกายี่ห้อหรูที่พ่อมักบอกให้หลิวเฉินใส่มันเสมอยามพบปะกับผู้คนที่เป็นคู่ค้าหรือเป้าหมาย เพราะนั่นมันทำให้เขาดูภูมิฐาน มีระดับ และเตะตาคนอื่นๆปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาไม่ชอบใส่นาฬิกาหรือ accessories อื่นๆ ในตัวนัก เขาชอบความเรียบง่ายมากกว่า แต่เพราะพ่อเขาอยากให้เป็นคนแบบนั้น เขาจึงจำต้องเป็นปลายนิ้วแกร่งเคาะแก้วชาจีนในมือ รอจนกระทั่งเห็นรถคันหรูจากด้านนอก พร้อมกับร่างบอบบางอ้อนแอ้นของสาวเจ้าที่เปิดประตูลงมาจากรถ เธอสะดุดรองเท้าส้นสูงอีกครั้งอย่างน่าขัน หลิวเฉินมองหุ่นบอบบางนั่นผ่านกรอบแว่น ปฏิเสธไม่ลงว่าหุ่นสเลนเดอร์คือแบบที่เขาชอบ แต่หลิงหลิงจะดูมีน้ำมีนวล และมีหน้าอกมากกว่าภรรยาของฝานเหอมากหน่อยน่าเศร้าจริงๆ เธอคนนี้คงไม่รู้ว่าสามีที่เธอมีลูกกับมันกำลังเริงรักกับผู้หญิงคนอื่นเพื่อแก้แค้นเขาจนประตูร้านอาหารจีนเปิดออกพร้อมกับคนตัวเล็กที่เดินมองซ้ายมองขวาเพื่อหาเขา หลิวเฉินนึกอยากรังแกถึงปล่อยให้เธอเดินหาเขาทั่วร้าน จนเห็นว่าเธอท่าจะมองไม่เห็นจริงๆ ถึงได้ยกมือขึ้นสูงๆ“... อะ!” ร่างเล็กอุทาน หน้าแดงก่ำอย่างขายหน้าตอนที่ค่อยๆ เดินตรงม







