ログインและแล้ว เวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง
ภายในห้องแต่งตัวกว้างของบ้าน แสงไฟสีขาวนวลสะท้อนผ่านกระจกบานใหญ่ อะธีน่ายืนอยู่หน้ากระจก ขณะที่ อลิซ ผู้เป็นแม่ ค่อย ๆ จัดรายละเอียดสุดท้ายให้ลูกสาวคนเล็ก เดรสทรงเรียบตัดเย็บอย่างประณีต สีโทนเข้มที่ขับผิว ถูกจับคู่กับเครื่องประดับดีไซน์เรียบแต่เฉียบ ภาพรวมดูสง่างามในแบบคุณหนู แต่ยังแฝงความเท่ที่เป็นเอกลักษณ์ของอะธีน่าเอาไว้ครบถ้วน “ดีมากเลย” อลิซถอยออกมามองผลงานของตัวเอง “ไม่หวานเกิน ไม่แข็งเกิน… นี่แหละ อะธีน่าของแม่” อะธีน่ายิ้มเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เธอหยิบแปรงแต่งหน้าขึ้นมาอย่างคุ้นเคย การลงรองพื้น ดวงตาคมชัด และริมฝีปากสีธรรมชาติ ทุกขั้นตอนเป็นสไตล์ของเธอเอง—ไม่มากไป ไม่น้อยไป อลิซมองลูกสาวผ่านกระจก ในแววตานั้นมีทั้งความภูมิใจและความเข้าใจ เธอไม่เคยบังคับให้ลูกสาวต้องเป็น “คุณหนูในกรอบ” แต่เลือกจะช่วย “เสริม” ในแบบที่อะธีน่าเป็น “ไปกับเพื่อน สนุกให้เต็มที่นะลูก” อลิซพูดขึ้นเบา ๆ “ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ” อะธีน่าหันมายิ้มให้แม่ “ค่ะ… หนูจะ enjoy ให้เต็มที่เลย” อลิซยื่นมือไปแตะไหล่ลูกสาวเบา ๆ “แม่รู้ว่าลูกเก่ง ดูแลตัวเองได้ แต่ยังไงก็อย่าลืมว่า… บ้านหลังนี้ยังรอลูกกลับมาเสมอ” คำพูดนั้นทำให้อะธีน่าหยุดไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้ารับด้วยหัวใจที่อุ่นขึ้นอย่างประหลาด “เจอกันตอนค่ำ ๆ นะคะ แม่” “จ้ะ” อะธีน่าหยิบกระเป๋าขึ้นสะพาย ก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างมั่นใจ วันนี้… เธอไม่ได้ออกจากบ้านไปในฐานะลูกสาวของใคร ไม่ได้ไปในฐานะคุณหนูของตระกูล แต่ไปในฐานะ อะธีน่า ผู้กำลังจะก้าวเข้าไปสัมผัสโลกอีกใบด้วยตัวเอง และที่ Union Mall เสียงเพลง แสงไฟ รวมถึงใครบางคนที่ยังไม่เคยพบ กำลังรอเธออยู่ ____________ รถยนต์คันหรูค่อย ๆ ชะลอเข้าจอดที่ลานจอดรถของ Union Mall เสียงเครื่องยนต์ดับลง พร้อมกับบรรยากาศคึกคักที่ดังลอดเข้ามาแม้จะยังไม่ก้าวลงจากรถ แม็กซ์หันมามองน้องสาวจากเบาะคนขับ สายตาเขากวาดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างพี่ชายแท้ ๆ “วันนี้แต่งตัวได้ใจมากเลยนะ” เขายิ้มมุมปาก “แต่จำไว้… ไปกับเพื่อนก็จริง ถ้ามีอะไร โทรหาพี่ ๆ ทันที เข้าใจไหม” อะธีน่าหัวเราะเบา ๆ “รู้แล้วน่า พี่แม็กซ์ หนูไม่ได้ไปออกรบซะหน่อย” แม็กซ์ยื่นมือมาขยี้หัวน้องสาวอย่างเอ็นดู ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงความห่วงใย “โชคดีนะ น้องรัก Enjoy ให้เต็มที่ล่ะ” อะธีน่าพยักหน้า “ค่ะ ขอบคุณที่มาส่งนะคะ” เธอเปิดประตูรถ ก้าวลงสู่ลานจอด ก่อนจะโบกมือให้แม็กซ์เล็กน้อย รถคันนั้นเคลื่อนออกไป ทิ้งให้อะธีน่ายืนอยู่ท่ามกลางเสียงผู้คน เสียงหัวเราะ และแสงไฟจากห้างใหญ่ใจกลางเมือง ไม่กี่นาทีต่อมา เพื่อน ๆ ก็ทยอยมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน ซัมเมอร์เป็นคนแรกที่เห็นอะธีน่า เธอหยุดเดินกะทันหัน ก่อนจะอ้าปากค้าง “เดี๋ยว… อะธีน่า นี่แกจริง ๆ ใช่ไหม” ริวกิหันมามองตาม “โหหห วันนี้ลุคนี้คืออะไร เท่แต่แพงมาก!” เพนนีถึงกับยกมือถือขึ้น “ขอถ่ายรูปได้ไหม นี่มันลุคที่โลกควรได้เห็นนะ” เควินกับพอร์ชยืนมองเงียบ ๆ ก่อนจะพยักหน้าพร้อมกัน “เข้าใจแล้วว่าทำไมคนชอบพูดว่าแกมีออร่า” อะธีน่าหลุดหัวเราะออกมา “เว่อร์กันไปใหญ่ละ แค่เปลี่ยนสไตล์นิดหน่อยเท่านั้นเอง” แต่สายตาหลายคู่รอบ ๆ ก็เริ่มหันมามอง ลุคที่ดูสง่างามแต่ไม่พยายาม ความเท่ที่ไม่ต้องประกาศ ทำให้อะธีน่าโดดเด่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ซัมเมอร์รีบคว้าแขนเธอทันที “มา ๆ ก่อนคอนเสิร์ตเริ่ม ต้องไปเอา give away จากแฟนคลับโซล!” “give away?” อะธีน่าทวนคำอย่างสนใจ “ใช่!” ซัมเมอร์ตาเป็นประกาย “พวกแฟนคลับทำกันเอง มีทั้งสโลแกน การ์ด พวงกุญแจ บางคนทำเองกับมือเลยนะ” ริวกิเสริม “นี่คือวัฒนธรรมแฟนคลับของจริง ถ้าไม่รับถือว่าพลาดมาก” อะธีน่ามองไปรอบ ๆ เห็นกลุ่มคนใส่เสื้อสีเดียวกัน ถือป้ายไฟ ยิ้มแย้มทักทายคนแปลกหน้าเหมือนรู้จักกันมานาน เธอไม่เคยอยู่ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้มาก่อน แต่แทนที่จะอึดอัด กลับรู้สึก… แปลกใหม่ และอบอุ่นอย่างประหลาด “งั้นก็… ไปดูหน่อยละกัน” อะธีน่าพูดพลางยิ้ม ซัมเมอร์ส่งเสียงดีใจทันที “เห็นไหม! ฉันบอกแล้วว่าแกต้องชอบ!” และในขณะที่อะธีน่าก้าวตามเพื่อน ๆ เข้าไปในกลุ่มแฟนคลับ เธอไม่รู้เลยว่า คืนนี้ ไม่ได้มีแค่ของแจกที่จะติดมือกลับไป แต่ยังมี จุดเริ่มต้นของบางสิ่ง ที่กำลังรอเธออยู่ท่ามกลางแสงไฟและเสียงเพลงของเวทีนั้น ____________ ไม่นาน หลังจากรับของ give away กันเรียบร้อย อะธีน่าและเพื่อน ๆ ก็เริ่มเข้าไปด้านใน บรรยากาศข้างในเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ตะโกนเรียกชื่อไอดอล และแสงไฟจากป้ายแฟนคลับที่ระยิบระยับ พวกเขาได้ที่นั่ง แถวใกล้เวทีรอง มุมนี้มองเห็นทั้งเวทีและแฟนคลับรอบ ๆ ได้ชัด แต่ก็ไม่ใกล้จนเกินไป ทำให้เธอรู้สึกสบายและสามารถสังเกตทุกอย่างได้ แสงไฟสลัวจากด้านบนค่อย ๆ สว่างขึ้น เพลงเปิดบรรเลงเบา ๆ จากลำโพง บรรยากาศเริ่มคึกคัก เสียงแฟนคลับส่งเสียงกรี๊ดเบา ๆ ก่อนจะดังขึ้นเรื่อย ๆ อะธีน่านั่งตัวตรง ดวงตากวาดมองไปรอบ ๆ แม้ไม่ใช่แฟนคลับตัวจริง แต่ความตื่นเต้นกลับซึมซับเข้ามาอย่างไม่ตั้งใจ ซัมเมอร์กระซิบข้างหู “นี่แหละ… อะธีน่า ช่วงนี้แหละที่ต้องเก็บความรู้สึกไว้ เพราะมันจะเต็มอิ่มมาก ๆ” ริวกิหัวเราะ “เอาจริงนะ วันนี้แกต้องชอบแน่ ๆ” เพนนีกับลดาหันไปยิ้มให้กัน ขณะที่เควิน พอร์ชและคชาพยักหน้าเบา ๆ ทุกคนเหมือนรู้ตัวว่ากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ไม่ธรรมดา และแล้ว แสงไฟบนเวทีดับมืดสนิท พร้อมกับเสียงกรี๊ดที่ดังกระหึ่มทั่วทั้งฮอลล์ จังหวะดนตรีเริ่มขึ้น และจากนั้น… โซลปรากฏตัวบนเวที เขาแต่งตัวเรียบเท่ตามสไตล์ไอดอล แต่สายตาที่มุ่งมั่นและท่วงท่าบนเวทีช่างชัดเจน ทุกการเคลื่อนไหวเหมือนถูกฝึกฝนมาด้วยความตั้งใจสูง ไม่ใช่แค่หน้าตาดี แต่เต็มไปด้วยพลังและความจริงใจ อะธีน่าหยุดหายใจเล็กน้อย สายตาของเธอสบกับใครบางคนที่เวที และแม้จะอยู่ห่าง แต่เธอกลับรับรู้ได้ถึง ความมุ่งมั่นและอิสระในการเลือกทางของเขา เหมือนกับภาพที่ซัมเมอร์เคยเล่าให้ฟัง ซัมเมอร์ข้าง ๆ กระซิบด้วยความตื่นเต้น “เห็นไหม แค่เริ่มต้น… คนเราก็สัมผัสได้เลยว่าเขาแตกต่าง” อะธีน่าพยักหน้าเงียบ ๆ แต่หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนว่าการมาที่นี่ไม่ได้มีแค่เพื่อความสนุก แต่เพื่อเห็นอะไรบางอย่าง… ที่สะท้อนความเป็นตัวเองของเธอด้วย เสียงดนตรีดังขึ้นเรื่อย ๆ แสงไฟสลับสี แฟนคลับยกป้ายไฟ กรี๊ดเชียร์เต็มที่ อะธีน่ารู้ตัวว่า ถูกดึงเข้าไปในโลกของโซลโดยไม่รู้ตัว และนั่นก็เพิ่งจะเป็นแค่ จุดเริ่มต้น ของคืนนี้เท่านั้นภายในโกดัง เสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสีดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับนาฬิกาที่นับถอยหลังให้กับทุกชีวิตในนั้นชายทั้งสองยืนถกเถียงกันอยู่ไม่ไกลน้ำเสียงต่ำ เครียด และเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ยังไม่สงบ“เอายังไงต่อดีวะ”คนหนึ่งถาม พลางเดินไปเดินมา“แค่นี้มันยังไม่สาแก่ใจเลย”อีกคนสบถเบา ๆ“ใจเย็นก่อน กูขอคิดให้รอบคอบหน่อย”ยังไม่ทันที่บทสนทนาจะไปไกลชายคนแรกก็ทำท่าหงุดหงิดขึ้นมา“ว่ะ… ปวดฉี่ว่ะ เดี๋ยวมา”เขาหันไปมองอีกคน“มึงเฝ้าไว้ก่อน อย่าให้มันหนีได้ล่ะ”“เออ ไม่ต้องห่วง”ชายที่เหลือพยักหน้า พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น“ผู้หญิงตัวเล็กแค่นี้ จะไปไหนได้”เสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปประตูเหล็กด้านข้างเปิดปิดดัง ครืด—ปังเหลือเพียงชายคนเดียวเฝ้าอยู่หน้าห้องและอะธีน่าที่นั่งนิ่งอยู่กับเสาหัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นทันทีแต่สีหน้ายังคงนิ่งเธอก้มสายตาลงอย่างแนบเนียนและนั่นเอง—เศษแก้วใสชิ้นเล็กสะท้อนแสงไฟวูบวาบอยู่ไม่ไกลจากปลายมือของเธอโอกาส…อะธีน่าขยับตัวช้า ๆให้เหมือนกับแค่เปลี่ยนอิริยาบถกล้ามเนื้อแขนตึงขึ้นจากเชือกที่รัดแน่นชายที่เฝ้าอยู่ปรายตามองมาเพียงครู่ก่อนจะหันกลับไปสนใจหน้าจอมือถืออีกครั้
สายฝนยังคงเทลงมาไม่หยุดเสียงฟ้าร้องดังครืนอยู่ไกล ๆอะธีน่านั่งอยู่ในรถ เปิดไฟฉุกเฉินไว้สายตากวาดมองถนนที่แทบไม่มีรถผ่านในใจเริ่มคิดว่า ถ้าฝนซาลงเมื่อไร เธอจะลงไปลองซ่อมอีกครั้ง หรือไม่ก็โทรเรียกรถลากและในจังหวะนั้นเอง—ไฟหน้ารถอีกคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นค่อย ๆ ชะลอเข้ามาจอดด้านหลังรถของเธออะธีน่าหันไปมองผ่านกระจกมองหลังหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังพยายามไม่ตื่นตระหนกเธอเปิดกระจกลงนิดหนึ่ง เตรียมจะถามว่าอีกฝ่ายมาช่วยหรือไม่ชายสองคนลงจากรถรูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางแข็งกระด้างหนึ่งในนั้นมองเธอด้วยสายตาที่ไม่ได้มีความหวังดีแม้แต่น้อย“รถเสียเหรอครับ”น้ำเสียงนั้นฟังดูเรียบ แต่แฝงบางอย่างที่ทำให้สัญชาตญาณของอะธีน่าร้องเตือนทันทีเธอกำลังจะตอบ—แต่สายตาของชายอีกคนกลับเปลี่ยนไปเมื่อเขาเห็นใบหน้าของเธอชัดขึ้น ใต้แสงไฟถนนที่สลัวรอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากเป็นรอยยิ้มของคนที่ “จำได้”“เฮอะ…”เขาหัวเราะเบา ๆ“เหมือนใครสักคนเลยนะ”อะธีน่าขมวดคิ้วยังไม่ทันจะถอยหนี—มือหยาบกระชากประตูรถเปิดออกอย่างแรงอีกมือคว้าข้อมือเธอทันที“ปล่อยนะ!”อะธีน่าตะโกน เสียงถูกกลืนไปกับเสียงฝน“เงียบซะ!”
สองวันหลังจากที่ชุดทั้งสามถูกเก็บเข้าห้องลับ เช้าวันนี้อะธีน่าตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เธออาบน้ำ แต่งตัวเรียบเท่ตามสไตล์เดิม ก่อนจะเปิดห้องลับ และนำหุ่นเสื้อผ้าทั้งสามออกมาอย่างระมัดระวัง ตรวจความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย ตะเข็บ ผิวผ้า รายละเอียดเล็กที่สุด—ไม่มีสิ่งใดหลุดสายตา เมื่อทุกอย่างพร้อม อะธีน่าขนหุ่นขึ้นรถ ขับมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยด้วยสีหน้านิ่ง แต่หัวใจเต้นแรงกว่าปกติเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะนี่คือผลงานที่เธอ “มั่นใจที่สุด” ตั้งแต่เรียนแฟชั่นมา ⸻ ภายในห้องเรียนสตูดิโอแฟชั่น เพื่อน ๆ ทยอยนำงานของตัวเองมาจัดวาง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดแบบที่คุ้นเคย จนกระทั่งอะธีน่าเข็นหุ่นเสื้อผ้าทั้งสามเข้ามา เสียงพูดคุยค่อย ๆ เบาลง ก่อนจะกลายเป็นความเงียบชั่วขณะ Modern Greek God : Apollo / Ares / Hermes เส้นสายที่ชัดเจน โครงสร้างที่แข็งแรงแต่ไม่แข็งทื่อ การเลือกผ้าและดีเทลที่สะท้อนตัวตนของแต่ละเทพ โดยไม่หลุดธีม ไม่เยอะเกิน และไม่กลบกันเอง “โห… งานนี้คือเสร็จสมบูรณ์จริง ๆ” เสียงใครคนหนึ่งหลุดออกมา “ดูแพงมากอะ” “นี่มันระดับโชว์แล้วนะ” เสียง
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านบาง ๆ ภายในห้องนอนของอะธีน่าในวันนี้ แทบไม่เหลือเค้าเดิมของห้องพักผ่อนอีกต่อไป โต๊ะเขียนหนังสือถูกดันไปชิดผนัง แทนที่ด้วยโต๊ะตัดผ้า หุ่นโชว์ตั้งเรียงอยู่ใกล้หน้าต่าง ผืนผ้าหลากเฉดสีถูกคลี่วางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ เข็มหมุด กรรไกร สายวัด และแพตเทิร์นกระดาษ กระจายอยู่รอบตัวเธอ ห้องนี้ กลายเป็น “พื้นที่สร้างสรรค์” อย่างสมบูรณ์แบบ อะธีน่ายืนอยู่กลางห้อง ในเสื้อยืดตัวหลวมและกางเกงสบาย ๆ ผมถูกรวบลวก ๆ ไว้ด้านหลัง สายตาจริงจังจดจ่ออยู่กับแพตเทิร์นตรงหน้า เธอนำไซส์ที่วัดจากพี่ชายทั้งสามคน — บีม แม็กซ์ และแจสเปอร์ — มาปรับใช้กับแบบเสื้อผ้าในธีม Modern Greek God : Apollo, Ares, Hermes ปลายนิ้วลากดินสอไปตามเส้นโค้งของแพตเทิร์น ทุกสัดส่วนถูกคำนวณอย่างละเอียด ไม่ใช่แค่ให้ใส่ได้ แต่ต้อง “สะท้อนตัวตน” ของแต่ละคนออกมาด้วย อพอลโล — ความสมดุล สง่างาม และแสงสว่าง เอเรส — ความแข็งแรง ดุดัน และมีพลัง เฮอร์มีส — ความคล่องตัว อิสระ และทันสมัย จักรเย็บผ้าดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงเข็มแทงลงบนผืนผ้า เหมือนจังหวะหัวใจของการทำงาน อะธีน่าแทบไม่ได้มองนาฬิก
ยามค่ำคืนคลี่คลุมคฤหาสน์หลังใหญ่ของ ตระกูลพิทักษ์วงศ์ แสงไฟสีอุ่นจากเสาโคมหน้าบ้านส่องสว่างเป็นแนว บรรยากาศสงบ แตกต่างจากความคึกคักของเมืองที่เพิ่งจากมา เวลา 20:30 น. อะธีน่าเดินเท้าเข้ามาทางประตูรั้ว กระเป๋าสะพายข้างหนึ่ง ถุงใส่วัสดุสำหรับ Final Project อีกข้าง การเดินทุกก้าวของเธอนั้นมั่นคง แต่ไม่เร่งรีบ ร่างสูงวัยในชุดพ่อบ้านยืนรออยู่หน้าประตู ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มคุ้นเคย “คุณหนูเล็กกลับมาแล้วเหรอครับ” ลุงรงค์ เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงอบอุ่น อะธีน่าหยุดเดิน ยิ้มให้เขาอย่างเป็นกันเอง “ค่ะลุงรงค์ วันนี้กลับค่ำหน่อยนะคะ” ลุงรงค์รับถุงจากมือเธอไปช่วยถือ “ไม่เป็นไรเลยครับ คุณหนู คุณผู้หญิงกำชับไว้แล้วว่า ถ้าคุณหนูกลับมา ก็ให้ดูแลตามปกติ ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องกดดันอะไร” คำพูดเรียบง่ายนั้น ทำให้อะธีน่ารู้สึกผ่อนคลายขึ้นอย่างประหลาด “ขอบคุณค่ะลุง” ลุงรงค์พยักหน้า “คุณหนูพักผ่อนเถอะครับ ถ้าต้องการอะไร เรียกลุงได้ตลอดนะครับ” อะธีน่ายิ้ม “ค่ะ ราตรีสวัสดิ์นะคะ” เธอเดินขึ้นบันไดหินอ่อนอย่างเงียบ ๆ เสียงฝีเท้าก้องเบา ๆ ไปตามโถงสูง ก่อนจะหายลับไปยังชั้นบน คืนนี้ ไม่มีคำถา
อะธีน่ากำลังหยิบเนื้อผ้าที่เลือกไว้ แต่ทันใดนั้นก็พบว่าไม่ได้เตรียมเงินพกมาเพียงพอ โซลซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ยื่นมือเข้ามา “เดี๋ยวครับ ผมช่วยจ่ายเองครับ” ก่อนที่อะธีน่าจะทันปฏิเสธ เขากดจ่ายเงินด้วยรอยยิ้มสุภาพ อะธีน่าหยุดชะงักเล็กน้อย “ขะ… ขอบคุณค่ะ พี่โซล” น้ำเสียงของเธอเรียบ แต่แฝงความประหลาดใจ โซลพยักหน้าเบา ๆ “ไม่เป็นไร น้องอะธีน่า ถือว่าพี่ช่วยน้องหน่อยละกัน” เขากลับใส่หมวกแก๊ปเหมือนเดิม เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเกินไป อะธีน่ามองนาฬิกา “เดี๋ยวหนูต้องรีบไปแล้วค่ะ เพื่อน ๆ รออยู่ที่คาเฟ่” โซลพยักหน้า “งั้นผมขอเดินตามน้องไปด้วยนะ เผื่อจะช่วยถือของ หรือดูแลอะไรนิดหน่อย” อะธีน่าหัวเราะเบา ๆ “ไม่ต้องก็ได้ แต่ก็… ขอบคุณนะคะ” ระหว่างทาง โซลพูดขึ้นอย่างสุภาพแต่จริงใจ “พี่รู้ชื่อน้อง เพราะหลังจากมินิคอนเสิร์ต พี่ไปเห็นแฮชแท็กแฟนคลับ แล้วก็หาข้อมูลเพิ่มเติม… และพ่อพี่ก็พูดถึงครอบครัวน้องด้วย” อะธีน่าหยุดฟัง สายตาของเธอสบกับเขา “ออ… แบบนี้เองสินะคะ” โซลยิ้มเล็ก ๆ “ใช่ครับ… พี่อยากรู้จักน้อง แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาอื่น” อะธีน่าเข้าใจน้ำเสียงสุภาพของเขา เธอถอนหายใจเบา ๆ “ค่ะ…







