تسجيل الدخولสองวันหลังจากที่ชุดทั้งสามถูกเก็บเข้าห้องลับ
เช้าวันนี้อะธีน่าตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เธออาบน้ำ แต่งตัวเรียบเท่ตามสไตล์เดิม ก่อนจะเปิดห้องลับ และนำหุ่นเสื้อผ้าทั้งสามออกมาอย่างระมัดระวัง ตรวจความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย ตะเข็บ ผิวผ้า รายละเอียดเล็กที่สุด—ไม่มีสิ่งใดหลุดสายตา เมื่อทุกอย่างพร้อม อะธีน่าขนหุ่นขึ้นรถ ขับมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยด้วยสีหน้านิ่ง แต่หัวใจเต้นแรงกว่าปกติเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะนี่คือผลงานที่เธอ “มั่นใจที่สุด” ตั้งแต่เรียนแฟชั่นมา ⸻ ภายในห้องเรียนสตูดิโอแฟชั่น เพื่อน ๆ ทยอยนำงานของตัวเองมาจัดวาง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดแบบที่คุ้นเคย จนกระทั่งอะธีน่าเข็นหุ่นเสื้อผ้าทั้งสามเข้ามา เสียงพูดคุยค่อย ๆ เบาลง ก่อนจะกลายเป็นความเงียบชั่วขณะ Modern Greek God : Apollo / Ares / Hermes เส้นสายที่ชัดเจน โครงสร้างที่แข็งแรงแต่ไม่แข็งทื่อ การเลือกผ้าและดีเทลที่สะท้อนตัวตนของแต่ละเทพ โดยไม่หลุดธีม ไม่เยอะเกิน และไม่กลบกันเอง “โห… งานนี้คือเสร็จสมบูรณ์จริง ๆ” เสียงใครคนหนึ่งหลุดออกมา “ดูแพงมากอะ” “นี่มันระดับโชว์แล้วนะ” เสียงชื่นชมเริ่มดังขึ้นรอบห้อง เพื่อนหลายคนลุกขึ้นเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ ถามถึงแรงบันดาลใจ เทคนิคการตัดเย็บ และการเลือกวัสดุ อะธีน่ายืนอธิบายด้วยน้ำเสียงนิ่ง สุภาพ ไม่อวด ไม่ถ่อม แค่เล่าในสิ่งที่เธอคิด และสิ่งที่เธอทำ ไม่นาน อาจารย์ก็เดินเข้ามาหยุดตรงหน้าหุ่นทั้งสาม สายตาที่ผ่านงานมานับไม่ถ้วนกวาดมองอย่างละเอียด เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่อาจารย์จะยิ้ม “งานนี้… ดีมาก” เสียงนั้นชัดเจนและหนักแน่น อาจารย์หันไปมองนักศึกษาทั้งห้อง “นี่คือสิ่งที่อาจารย์อยากให้ทุกคนดูเป็นตัวอย่าง” หลายคนเงยหน้าขึ้นทันที “การออกแบบที่ดี ไม่ใช่แค่สวย” อาจารย์พูดต่อ “แต่ต้องรู้ว่าเรากำลังเล่าอะไร และเลือกใช้ทุกองค์ประกอบอย่างมีเหตุผล” มือของอาจารย์แตะเบา ๆ ที่ตัวหุ่น “อะธีน่าไม่ได้พยายามทำให้มัน ‘เยอะ’ แต่ทำให้มัน ‘ชัด’ นี่แหละ คือความยากที่แท้จริงของงานออกแบบ” สายตาหลายคู่หันมามองอะธีน่า มีทั้งชื่นชม ทั้งยอมรับ และบางส่วน… ที่เริ่มมองเธอในฐานะมาตรฐานใหม่ของห้องเรียน อะธีน่าพยักหน้ารับคำชม “ขอบคุณค่ะอาจารย์” ไม่มีรอยยิ้มกว้าง ไม่มีท่าทีตื่นเต้นเกินพอดี แต่ในแววตานั้น เต็มไปด้วยความภูมิใจที่นิ่งและมั่นคง เพราะเธอรู้ดีว่า สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าในวันนี้ ไม่ใช่แค่ Final Project แต่มันคือ อิสระที่เธอออกแบบขึ้นมาด้วยตัวเอง ————————————— ภายในห้องเรียน บรรยากาศหลังการนำเสนอเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ความตึงเครียดกลายเป็นความคึกคัก เพื่อน ๆ หลายคนทยอยเดินเข้ามาหาอะธีน่า บางคนถือสมุดสเกตช์ บางคนเปิดแท็บเล็ตที่เต็มไปด้วยแบบร่าง บางคนแค่อยากถามสั้น ๆ แต่ก็กลายเป็นบทสนทนายาวโดยไม่รู้ตัว “อะธีน่า เราติดตรงโครงไหล่อะ แกคิดว่ายังไงดี” “เลือกผ้าแบบนี้ มันจะหนักไปไหม” “ถ้าอยากให้ลุคมันชัดกว่านี้ ควรตัดอะไรออกดี” อะธีน่าฟังทุกคำถามอย่างตั้งใจ เธอไม่รีบตอบ ไม่ทำท่ารู้ดีกว่า แต่เลือกจะถามกลับ ชวนคิด และชี้ให้เห็นมุมที่อีกฝ่ายอาจมองข้าม “ลองถามตัวเองก่อนว่า ตัวละครหรือคอนเซปต์ของแกคืออะไร” “ถ้ามันไม่ช่วยเล่าเรื่อง ก็ไม่จำเป็นต้องใส่” “งานแฟชั่นไม่ใช่การโชว์ทุกอย่างที่เราทำได้ แต่เป็นการเลือกในสิ่งที่เราควรจะเป็น” เธอขยับเข้าไปดูงานของแต่ละคน ชี้จุดเล็ก ๆ อย่างสุภาพ เสนอทางแก้โดยไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกด้อยค่า ไม่มีคำว่า “งานแกไม่ดี” มีแต่ “ถ้าแกลองแบบนี้ จะชัดขึ้นไหม” เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จากกลุ่มเล็ก ๆ กลายเป็นวงใหญ่ เสียงคุย เสียงหัวเราะ และเสียงขอบคุณดังสลับกันไปมา ริวกิที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลก็ยิ้มออกมา “แกนี่ไม่เปลี่ยนเลยนะ อะธีน่า” อะธีน่าหันมายิ้ม “ก็เราอยากให้ทุกคนไปถึงเส้นชัยพร้อมกันนี่” สำหรับเธอ การโดดเด่นไม่จำเป็นต้องยืนอยู่เหนือใคร ถ้าเธอสามารถยื่นมือให้คนอื่นก้าวไปด้วยกันได้ เพราะในสายตาของอะธีน่า ความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่การเป็นคนเดียวที่เรียนจบ แต่คือการได้เห็นทุกคนในห้อง ก้าวออกไปสู่โลกของตัวเองพร้อมกัน ในวันที่ได้รับปริญญาและสำเร็จการศึกษา —————————— เย็นวันนั้น หลังจากแยกย้ายกับเพื่อน ๆ อะธีน่าขับรถกลับถึงคฤหาสน์ด้วยความโล่งใจ เธอขนหุ่นเสื้อผ้าทั้งสามกลับเข้าไปในห้องลับ จัดวางอย่างเรียบร้อยในตำแหน่งเดิม ตรวจระบบล็อกอีกครั้งให้แน่ใจ ก่อนจะปิดประตูอย่างระมัดระวัง งานสำคัญถูกเก็บอย่างปลอดภัย หัวใจที่ตึงมาหลายสัปดาห์จึงคลายลงเล็กน้อย แต่แทนที่จะขึ้นห้องพักผ่อน อะธีน่ากลับหยิบกุญแจรถอีกดอก และออกไปขับรถเล่น โดยไม่ต้องคิดและวางแผน แค่ปล่อยให้ถนนพาเธอไปเรื่อย ๆ ⸻ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี จากส้มอ่อนเป็นเทาเข้ม ถนนด้านนอกเงียบกว่าปกติ แล้วจู่ ๆ รถกระตุกแรงหนึ่งครั้ง ก่อนเครื่องยนต์จะดับลงกลางทาง อะธีน่าชะลอรถเข้าข้างทางอย่างมีสติ เปิดไฟฉุกเฉิน แล้วลงมาดูทันที “แย่ละ…” เธอเปิดฝากระโปรงหน้า ตรวจเช็กเบื้องต้นตามความรู้ที่มี สายไฟ แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง ทุกอย่างดูเหมือนจะยังไม่ถึงขั้นร้ายแรง เธอกำลังจะลงมือแก้ไขต่อ— ฟ้าก็ผ่าลงมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมกับหยดฝนเม็ดแรก จากหนึ่งหยด กลายเป็นสายฝนที่เทลงมาอย่างไม่ปรานี อะธีน่าชะงัก เสื้อผ้าเริ่มเปียก มือที่กำลังจับเครื่องมือเย็นเฉียบขึ้นทันที เธอหลบเข้ามานั่งในรถ ปิดประตู ฟังเสียงฝนกระหน่ำลงบนหลังคา ถนนเริ่มพร่า ไฟถนนสะท้อนกับหยดน้ำจนมองไกลไม่ชัด เป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน ที่อะธีน่ารู้สึกว่า ตัวเอง “หยุด” ลงจริง ๆ ไม่ใช่เพราะไม่ไหว แต่เพราะสถานการณ์บังคับให้เธอหยุด เธอเอนหลังพิงเบาะ ถอนหายใจเบา ๆ “เหมือนชีวิตเลยนะ…” อะธีน่าพึมพำกับตัวเอง ในวันที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดี บางอย่างก็มักจะเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ฝนยังคงตก ถนนยังเงียบ และอะธีน่า… ยังคงรอใครสักคน หรือบางเหตุการณ์ ที่จะเข้ามาในค่ำคืนที่ไม่มีอยู่ในแผนของเธอเลยภายในโกดัง เสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสีดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับนาฬิกาที่นับถอยหลังให้กับทุกชีวิตในนั้นชายทั้งสองยืนถกเถียงกันอยู่ไม่ไกลน้ำเสียงต่ำ เครียด และเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ยังไม่สงบ“เอายังไงต่อดีวะ”คนหนึ่งถาม พลางเดินไปเดินมา“แค่นี้มันยังไม่สาแก่ใจเลย”อีกคนสบถเบา ๆ“ใจเย็นก่อน กูขอคิดให้รอบคอบหน่อย”ยังไม่ทันที่บทสนทนาจะไปไกลชายคนแรกก็ทำท่าหงุดหงิดขึ้นมา“ว่ะ… ปวดฉี่ว่ะ เดี๋ยวมา”เขาหันไปมองอีกคน“มึงเฝ้าไว้ก่อน อย่าให้มันหนีได้ล่ะ”“เออ ไม่ต้องห่วง”ชายที่เหลือพยักหน้า พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น“ผู้หญิงตัวเล็กแค่นี้ จะไปไหนได้”เสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปประตูเหล็กด้านข้างเปิดปิดดัง ครืด—ปังเหลือเพียงชายคนเดียวเฝ้าอยู่หน้าห้องและอะธีน่าที่นั่งนิ่งอยู่กับเสาหัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นทันทีแต่สีหน้ายังคงนิ่งเธอก้มสายตาลงอย่างแนบเนียนและนั่นเอง—เศษแก้วใสชิ้นเล็กสะท้อนแสงไฟวูบวาบอยู่ไม่ไกลจากปลายมือของเธอโอกาส…อะธีน่าขยับตัวช้า ๆให้เหมือนกับแค่เปลี่ยนอิริยาบถกล้ามเนื้อแขนตึงขึ้นจากเชือกที่รัดแน่นชายที่เฝ้าอยู่ปรายตามองมาเพียงครู่ก่อนจะหันกลับไปสนใจหน้าจอมือถืออีกครั้
สายฝนยังคงเทลงมาไม่หยุดเสียงฟ้าร้องดังครืนอยู่ไกล ๆอะธีน่านั่งอยู่ในรถ เปิดไฟฉุกเฉินไว้สายตากวาดมองถนนที่แทบไม่มีรถผ่านในใจเริ่มคิดว่า ถ้าฝนซาลงเมื่อไร เธอจะลงไปลองซ่อมอีกครั้ง หรือไม่ก็โทรเรียกรถลากและในจังหวะนั้นเอง—ไฟหน้ารถอีกคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นค่อย ๆ ชะลอเข้ามาจอดด้านหลังรถของเธออะธีน่าหันไปมองผ่านกระจกมองหลังหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังพยายามไม่ตื่นตระหนกเธอเปิดกระจกลงนิดหนึ่ง เตรียมจะถามว่าอีกฝ่ายมาช่วยหรือไม่ชายสองคนลงจากรถรูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางแข็งกระด้างหนึ่งในนั้นมองเธอด้วยสายตาที่ไม่ได้มีความหวังดีแม้แต่น้อย“รถเสียเหรอครับ”น้ำเสียงนั้นฟังดูเรียบ แต่แฝงบางอย่างที่ทำให้สัญชาตญาณของอะธีน่าร้องเตือนทันทีเธอกำลังจะตอบ—แต่สายตาของชายอีกคนกลับเปลี่ยนไปเมื่อเขาเห็นใบหน้าของเธอชัดขึ้น ใต้แสงไฟถนนที่สลัวรอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากเป็นรอยยิ้มของคนที่ “จำได้”“เฮอะ…”เขาหัวเราะเบา ๆ“เหมือนใครสักคนเลยนะ”อะธีน่าขมวดคิ้วยังไม่ทันจะถอยหนี—มือหยาบกระชากประตูรถเปิดออกอย่างแรงอีกมือคว้าข้อมือเธอทันที“ปล่อยนะ!”อะธีน่าตะโกน เสียงถูกกลืนไปกับเสียงฝน“เงียบซะ!”
สองวันหลังจากที่ชุดทั้งสามถูกเก็บเข้าห้องลับ เช้าวันนี้อะธีน่าตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เธออาบน้ำ แต่งตัวเรียบเท่ตามสไตล์เดิม ก่อนจะเปิดห้องลับ และนำหุ่นเสื้อผ้าทั้งสามออกมาอย่างระมัดระวัง ตรวจความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย ตะเข็บ ผิวผ้า รายละเอียดเล็กที่สุด—ไม่มีสิ่งใดหลุดสายตา เมื่อทุกอย่างพร้อม อะธีน่าขนหุ่นขึ้นรถ ขับมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยด้วยสีหน้านิ่ง แต่หัวใจเต้นแรงกว่าปกติเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะนี่คือผลงานที่เธอ “มั่นใจที่สุด” ตั้งแต่เรียนแฟชั่นมา ⸻ ภายในห้องเรียนสตูดิโอแฟชั่น เพื่อน ๆ ทยอยนำงานของตัวเองมาจัดวาง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดแบบที่คุ้นเคย จนกระทั่งอะธีน่าเข็นหุ่นเสื้อผ้าทั้งสามเข้ามา เสียงพูดคุยค่อย ๆ เบาลง ก่อนจะกลายเป็นความเงียบชั่วขณะ Modern Greek God : Apollo / Ares / Hermes เส้นสายที่ชัดเจน โครงสร้างที่แข็งแรงแต่ไม่แข็งทื่อ การเลือกผ้าและดีเทลที่สะท้อนตัวตนของแต่ละเทพ โดยไม่หลุดธีม ไม่เยอะเกิน และไม่กลบกันเอง “โห… งานนี้คือเสร็จสมบูรณ์จริง ๆ” เสียงใครคนหนึ่งหลุดออกมา “ดูแพงมากอะ” “นี่มันระดับโชว์แล้วนะ” เสียง
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านบาง ๆ ภายในห้องนอนของอะธีน่าในวันนี้ แทบไม่เหลือเค้าเดิมของห้องพักผ่อนอีกต่อไป โต๊ะเขียนหนังสือถูกดันไปชิดผนัง แทนที่ด้วยโต๊ะตัดผ้า หุ่นโชว์ตั้งเรียงอยู่ใกล้หน้าต่าง ผืนผ้าหลากเฉดสีถูกคลี่วางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ เข็มหมุด กรรไกร สายวัด และแพตเทิร์นกระดาษ กระจายอยู่รอบตัวเธอ ห้องนี้ กลายเป็น “พื้นที่สร้างสรรค์” อย่างสมบูรณ์แบบ อะธีน่ายืนอยู่กลางห้อง ในเสื้อยืดตัวหลวมและกางเกงสบาย ๆ ผมถูกรวบลวก ๆ ไว้ด้านหลัง สายตาจริงจังจดจ่ออยู่กับแพตเทิร์นตรงหน้า เธอนำไซส์ที่วัดจากพี่ชายทั้งสามคน — บีม แม็กซ์ และแจสเปอร์ — มาปรับใช้กับแบบเสื้อผ้าในธีม Modern Greek God : Apollo, Ares, Hermes ปลายนิ้วลากดินสอไปตามเส้นโค้งของแพตเทิร์น ทุกสัดส่วนถูกคำนวณอย่างละเอียด ไม่ใช่แค่ให้ใส่ได้ แต่ต้อง “สะท้อนตัวตน” ของแต่ละคนออกมาด้วย อพอลโล — ความสมดุล สง่างาม และแสงสว่าง เอเรส — ความแข็งแรง ดุดัน และมีพลัง เฮอร์มีส — ความคล่องตัว อิสระ และทันสมัย จักรเย็บผ้าดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงเข็มแทงลงบนผืนผ้า เหมือนจังหวะหัวใจของการทำงาน อะธีน่าแทบไม่ได้มองนาฬิก
ยามค่ำคืนคลี่คลุมคฤหาสน์หลังใหญ่ของ ตระกูลพิทักษ์วงศ์ แสงไฟสีอุ่นจากเสาโคมหน้าบ้านส่องสว่างเป็นแนว บรรยากาศสงบ แตกต่างจากความคึกคักของเมืองที่เพิ่งจากมา เวลา 20:30 น. อะธีน่าเดินเท้าเข้ามาทางประตูรั้ว กระเป๋าสะพายข้างหนึ่ง ถุงใส่วัสดุสำหรับ Final Project อีกข้าง การเดินทุกก้าวของเธอนั้นมั่นคง แต่ไม่เร่งรีบ ร่างสูงวัยในชุดพ่อบ้านยืนรออยู่หน้าประตู ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มคุ้นเคย “คุณหนูเล็กกลับมาแล้วเหรอครับ” ลุงรงค์ เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงอบอุ่น อะธีน่าหยุดเดิน ยิ้มให้เขาอย่างเป็นกันเอง “ค่ะลุงรงค์ วันนี้กลับค่ำหน่อยนะคะ” ลุงรงค์รับถุงจากมือเธอไปช่วยถือ “ไม่เป็นไรเลยครับ คุณหนู คุณผู้หญิงกำชับไว้แล้วว่า ถ้าคุณหนูกลับมา ก็ให้ดูแลตามปกติ ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องกดดันอะไร” คำพูดเรียบง่ายนั้น ทำให้อะธีน่ารู้สึกผ่อนคลายขึ้นอย่างประหลาด “ขอบคุณค่ะลุง” ลุงรงค์พยักหน้า “คุณหนูพักผ่อนเถอะครับ ถ้าต้องการอะไร เรียกลุงได้ตลอดนะครับ” อะธีน่ายิ้ม “ค่ะ ราตรีสวัสดิ์นะคะ” เธอเดินขึ้นบันไดหินอ่อนอย่างเงียบ ๆ เสียงฝีเท้าก้องเบา ๆ ไปตามโถงสูง ก่อนจะหายลับไปยังชั้นบน คืนนี้ ไม่มีคำถา
อะธีน่ากำลังหยิบเนื้อผ้าที่เลือกไว้ แต่ทันใดนั้นก็พบว่าไม่ได้เตรียมเงินพกมาเพียงพอ โซลซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ยื่นมือเข้ามา “เดี๋ยวครับ ผมช่วยจ่ายเองครับ” ก่อนที่อะธีน่าจะทันปฏิเสธ เขากดจ่ายเงินด้วยรอยยิ้มสุภาพ อะธีน่าหยุดชะงักเล็กน้อย “ขะ… ขอบคุณค่ะ พี่โซล” น้ำเสียงของเธอเรียบ แต่แฝงความประหลาดใจ โซลพยักหน้าเบา ๆ “ไม่เป็นไร น้องอะธีน่า ถือว่าพี่ช่วยน้องหน่อยละกัน” เขากลับใส่หมวกแก๊ปเหมือนเดิม เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเกินไป อะธีน่ามองนาฬิกา “เดี๋ยวหนูต้องรีบไปแล้วค่ะ เพื่อน ๆ รออยู่ที่คาเฟ่” โซลพยักหน้า “งั้นผมขอเดินตามน้องไปด้วยนะ เผื่อจะช่วยถือของ หรือดูแลอะไรนิดหน่อย” อะธีน่าหัวเราะเบา ๆ “ไม่ต้องก็ได้ แต่ก็… ขอบคุณนะคะ” ระหว่างทาง โซลพูดขึ้นอย่างสุภาพแต่จริงใจ “พี่รู้ชื่อน้อง เพราะหลังจากมินิคอนเสิร์ต พี่ไปเห็นแฮชแท็กแฟนคลับ แล้วก็หาข้อมูลเพิ่มเติม… และพ่อพี่ก็พูดถึงครอบครัวน้องด้วย” อะธีน่าหยุดฟัง สายตาของเธอสบกับเขา “ออ… แบบนี้เองสินะคะ” โซลยิ้มเล็ก ๆ “ใช่ครับ… พี่อยากรู้จักน้อง แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาอื่น” อะธีน่าเข้าใจน้ำเสียงสุภาพของเขา เธอถอนหายใจเบา ๆ “ค่ะ…







