LOGINภายในโกดัง เสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสีดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ราวกับนาฬิกาที่นับถอยหลังให้กับทุกชีวิตในนั้น ชายทั้งสองยืนถกเถียงกันอยู่ไม่ไกล น้ำเสียงต่ำ เครียด และเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ยังไม่สงบ “เอายังไงต่อดีวะ” คนหนึ่งถาม พลางเดินไปเดินมา “แค่นี้มันยังไม่สาแก่ใจเลย” อีกคนสบถเบา ๆ “ใจเย็นก่อน กูขอคิดให้รอบคอบหน่อย” ยังไม่ทันที่บทสนทนาจะไปไกล ชายคนแรกก็ทำท่าหงุดหงิดขึ้นมา “ว่ะ… ปวดฉี่ว่ะ เดี๋ยวมา” เขาหันไปมองอีกคน “มึงเฝ้าไว้ก่อน อย่าให้มันหนีได้ล่ะ” “เออ ไม่ต้องห่วง” ชายที่เหลือพยักหน้า พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น “ผู้หญิงตัวเล็กแค่นี้ จะไปไหนได้” เสียงฝีเท้าเดินห่างออกไป ประตูเหล็กด้านข้างเปิดปิดดัง ครืด—ปัง เหลือเพียงชายคนเดียวเฝ้าอยู่หน้าห้อง และอะธีน่าที่นั่งนิ่งอยู่กับเสา หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นทันที แต่สีหน้ายังคงนิ่ง เธอก้มสายตาลงอย่างแนบเนียน และนั่นเอง— เศษแก้วใสชิ้นเล็ก สะท้อนแสงไฟวูบวาบ อยู่ไม่ไกลจากปลายมือของเธอ โอกาส… อะธีน่าขยับตัวช้า ๆ ให้เหมือนกับแค่เปลี่ยนอิริยาบถ กล้ามเนื้อแขนตึงขึ้นจากเชือกที่รัดแน่น ชายที่เฝ้าอยู่ปรายตามองมาเพียงครู่ ก่อนจะหันกลับไปสนใจหน้าจอมือถืออีกครั้ง อะธีน่าฉวยจังหวะนั้น ใช้ปลายนิ้วค่อย ๆ เกี่ยวเศษแก้วเข้ามาใกล้ ความเจ็บแล่นวาบทันทีที่ปลายแก้วบาดผิว แต่เธอไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย เธอเริ่มถูเศษแก้วกับเชือกที่มัดข้อมือ ช้า ระมัดระวัง ทุกการเคลื่อนไหวต้องเงียบที่สุด เชือกเริ่มเป็นขุย ข้อมือแสบร้อนจากแรงเสียดสี เหงื่อเย็นซึมตามขมับ แม้ในอากาศเย็นชื้น อีกนิดเดียว… จู่ ๆ ชายที่เฝ้าอยู่ขยับตัว “เฮ้… มึงทำอะไรของมึง” อะธีน่าชะงักทันที รีบปล่อยเศษแก้วตกลงพื้น ทำท่าหายใจติดขัดอยู่ใต้เทปกาว ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ ก้มมองเธอด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ “อย่าคิดหนีล่ะ” อะธีน่าพยักหน้าเบา ๆ ทำท่าอ่อนแรง ดวงตาดูพร่าเหมือนคนใกล้หมดสติ ชายคนนั้นสบถเบา ๆ ก่อนจะถอยกลับไปที่เดิม “ผู้หญิงนี่เรื่องมากจริง ๆ” ทันทีที่เขาหันหลัง อะธีน่าลืมตาขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เธอขยับเร็วขึ้นกว่าเดิม กลับไปคว้าเศษแก้วอีกครั้ง กัดฟันฝืนความเจ็บ ถูซ้ำลงไปที่เชือกอย่างมุ่งมั่น เส้นเชือกเริ่มคลาย แรงรัดลดลงทีละน้อย อะธีน่ารู้ดี นี่อาจเป็นโอกาสเดียว และเธอจะไม่ปล่อยให้มันหลุดมือ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร… ก็ตาม _________ ในที่สุด เชือกเส้นสุดท้ายก็ขาดออก อะธีน่ากระชากมือออกจากพันธนาการ สูดลมหายใจลึก เลือดจากข้อมือถลอกไหลซึม แต่เธอไม่สนใจ ตอนนี้แหละ เธอกำเศษแก้วแน่น ลุกพรวดขึ้นในจังหวะที่ชายเฝ้าประตูเผลอหันหลัง ฉึก! เศษแก้วแทงเข้าที่สีข้างของเขาอย่างแรง “อ๊าก—!” ชายคนนั้นร้องออกมาอย่างตกใจ ร่างเซถลา เลือดไหลจากบาดแผล อะธีน่าถอยหลังทันที หัวใจเต้นแรง แต่ยังคงตั้งสติอยู่ ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะหายใจโล่ง เสียงประตูเหล็กดัง เอี๊ยด— ชายอีกคนกลับมาแล้ว “เหี้ย!” สถานการณ์พลิกผันทันที ชายทั้งสองพุ่งเข้าหาเธอ อะธีน่าถอยหลังหลบการจู่โจม ใช้เศษแก้วแทงสวนไป เสียงโลหะกระทบกันดังลั่นเมื่ออีกฝ่ายคว้าแท่งเหล็กขึ้นมาปัด การต่อสู้หนึ่งต่อสองเริ่มขึ้นในโกดังร้าง เสียงฝนด้านนอกกลบเสียงหอบหายใจและเสียงปะทะ อะธีน่าฝืนสู้ด้วยสัญชาตญาณ ความเร็ว ความเด็ดขาด และทักษะเอาตัวรอดที่แม่เคยฝึกโดยไม่ตั้งใจ เธอใช้จังหวะที่ชายคนหนึ่งเผลอ ฟาดเศษแก้วเข้าที่ต้นคออย่างแรง ร่างนั้นทรุดลง หมดสติแน่นิ่ง แต่ยังไม่ทันได้ตั้งหลัก— โครม! แรงถีบจากด้านหลังอย่างจัง อะธีน่าลอยไปข้างหน้า หัวกระแทกเสาเหล็กเต็มแรง โลกทั้งใบหมุนคว้าง ภาพตรงหน้าพร่าเลือน เสียงในหูอื้ออึง ร่างเธอทรุดลงกับพื้น เศษแก้วหลุดจากมือ ชายอีกคนเดินเข้ามา หอบหายใจแรง แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น “คิดว่าจะหนีได้งั้นเหรอ!” เขาคว้าเชือก เตรียมจะมัดเธออีกครั้ง แต่ก่อนที่มือเขาจะถึงตัว— ปึง! เสียงกระแทกของโลหะดังสนั่น ร่างของเขาเซถลาไปด้านข้าง เลือดไหลจากศีรษะ ก่อนที่จะทรุดลงกับพื้นอย่างแรง โซลยืนอยู่ตรงนั้น แท่งเหล็กในมือสั่นเล็กน้อย ลมหายใจหอบหนัก สายตาแข็งกร้าวไม่ต่างจากคนที่เพิ่งผ่านสนามรบ เขาไม่คิด ไม่ลังเล ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองใช้แรงไปมากแค่ไหน เขารีบทรุดตัวลงข้างอะธีน่า “อะธีน่า… อะธีน่า… ได้ยินพี่ไหม” ไม่มีคำตอบ ดวงตาของเธอปิดสนิท เลือดซึมที่ขมับ ร่างกายเย็นเฉียบ หัวใจโซลกระตุกวูบ “บ้าเอ๊ย…” เขาถอดเสื้อแจ็กเก็ตคลุมร่างเธอไว้ ก่อนจะอุ้มเธอขึ้นอย่างระมัดระวังที่สุด ทั้งที่เสื้อผ้าของเขาเปียกฝนและเปื้อนเลือด เขามองรอบโกดังอีกครั้ง ให้แน่ใจว่าทั้งสองคนไม่สามารถตามมาได้ จากนั้น เขาก็พาเธอออกจากโกดัง ฝ่าสายฝนที่ยังไม่หยุดตก รถจอดรออยู่ไม่ไกล คนขับที่เขาสั่งให้รอถึงกับตกใจเมื่อเห็นสภาพทั้งสองคน “ไป!” โซลสั่งเสียงต่ำแต่หนักแน่น “กลับบ้านผมเดี๋ยวนี้!” รถพุ่งออกไปทันที ทิ้งโกดังร้าง ความมืด และฝันร้ายไว้ข้างหลัง ภายในรถ อะธีน่านอนนิ่งอยู่บนเบาะหลัง ศีรษะซบไหล่เขาอย่างไร้สติ โซลก้มมองใบหน้าที่ซีดลงของเธอ หัวใจแน่นจนแทบหายใจไม่ออก “ปลอดภัยแล้วนะ…” เขาพูดเบา ๆ เหมือนกระซิบกับตัวเอง “พี่อยู่นี่แล้ว” และเป็นครั้งแรก ที่อิสระซึ่งเขาเลือกเดินตาม พาเขาเข้ามาปกป้องใครบางคน โดยไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว แม้เขาจะยังไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจในครั้งนี้ กำลังจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของทั้งสองคน ไปตลอดกาลเกมที่ 1“โอเค เกมแรก”แม็กซ์ขยับตัวนั่งตรง“พี่เข้าป่า น้องเล่นเมจ”“ได้ค่ะ”อะธีน่าพยักหน้า“แต่ถ้าพี่โยนเกม หนูไม่แบกนะ”แม็กซ์หันมองทันที“พูดใหม่ดิ”“ถ้าพี่เล่นชิบหาย หนูก็ไม่แบกค่ะ”“ไอ้ฟาย”แม็กซ์หัวเราะลั่น“เปิดมาคือด่าพี่เลยนะ”แชตไหลเร็วขึ้นกว่าเดิมโอ๊ยยย ชอบคู่นี้พี่น้องบ้านนี้โคตรเรียลน้องสวยแต่พูดแมนมากกกกนี่แหละ น้องสาวพี่แม็กซ์ของจริงเกมแรกเปิดมาได้ไม่ถึงสามนาทีแม็กซ์เล่นแอสซาซินป่าบุกเลนบนอย่างดุขณะที่อะธีน่าเล่นเมจกลาง เดินเกมไวไม่แพ้กัน“พี่แม็กซ์ ขวาล่าง ๆ”อะธีน่าจ้องจอไม่กะพริบ“มันซ่อนพุ่มค่ะ”“เห็นละ”“เข้าเลยมั้ย”“เข้า!”จังหวะต่อมาแม็กซ์พุ่งเข้าไปเปิดไฟต์ทันทีอะธีน่ากดสกิลตามแบบไม่พลาดFirst Blood“โอ๊ย สวย!”แม็กซ์ตบโต๊ะเบา ๆ“เห็นมั้ย เกมมันต้องแบบนี้!”อะธีน่าหัวเราะ“เขาโง่เองค่ะพี่”“พูดดี ๆ”“ก็โง่จริงนี่คะ”“อีสัส”แม็กซ์หลุดขำ“ชอบว่ะ”ตาทั้งคู่ไหลลื่นจนชนะอย่างสวยงามและจบเกมแรกด้วย MVP ฝั่งอะธีน่าแม็กซ์หันมองทันที“อ้าว?”อะธีน่ายิ้มมุมปาก“ขอบคุณที่เป็นบันไดให้หนูนะคะ”“มึงนี่นะ…”“พี่ด่ากล้องอยู่ค่ะ”“เออ ด่าจริง”⸻เกมที่ 2เกมที่สองท
สายเรียกกลับบ้านอะธีน่ายืนมองเวทีอยู่ได้ไม่นานนักเสียงพิธีกรยังคงดังสลับกับเสียงกรี๊ดของแฟนคลับรอบลานกิจกรรมขณะที่โซลบนเวทียังคงเปล่งประกายราวกับเกิดมาเพื่อแสงไฟโดยแท้จริงเธอเผลอยืนดูอยู่อย่างนั้นอีกครู่หนึ่งโดยไม่ทันรู้ตัวว่าแก้วเครื่องดื่มเย็นในมือเริ่มคลายไอเย็นลงไปแล้วแต่แล้ว—ครืด… ครืด…โทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายของเธอสั่นขึ้นอะธีน่ากะพริบตาเบา ๆก่อนจะละสายตาจากเวทีและหยิบมือถือขึ้นมาดูบนหน้าจอขึ้นชื่อชัดเจนMax 💙เธอเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกดรับสาย“ว่าไงคะ พี่แม็กซ์”ปลายสายมีเสียงจังหวะคีย์บอร์ดและเสียงพูดคุยเบา ๆ แทรกมาเหมือนเขากำลังจัดอะไรบางอย่างอยู่“อยู่ไหน”คำถามสั้น ๆ ตามสไตล์พี่ชายคนกลางดังขึ้นทันทีอะธีน่าหันมองรอบตัวคร่าว ๆ“อยู่ห้างค่ะ ขี่รถออกมาข้างนอกนิดหน่อย”“ดีเลย”เสียงของแม็กซ์ฟังดูอารมณ์ดีผิดปกติ“กลับบ้านมาได้ไหม วันนี้พี่มีสตรีม”อะธีน่าขมวดคิ้วนิด ๆ“แล้ว?”ปลายสายเงียบไปแป๊บหนึ่งก่อนจะได้ยินน้ำเสียงที่พยายามทำเป็นธรรมดา แต่แอบมีลูกล่อลูกชนอยู่เต็มที่“แล้วพี่จะให้มานั่งเล่นด้วยไง”อะธีน่าหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ“หนูเนี่ยนะ”“ใช่”แม็กซ์ตอบทันที“วั
เช้าวันต่อมาแม้จะนอนไปหลายชั่วโมงแต่อะธีน่ากลับรู้สึกเหมือนไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อยภาพกล่องของขวัญสีดำรูปถ่ายของเธอและข้อความจากเบอร์ปริศนายังคงวนอยู่ในหัวไม่ยอมจางเธอไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใครในบ้านเมื่อคืนไม่ใช่เพราะไม่กลัวแต่เพราะยังไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วงโดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ลักพาตัวที่ผ่านมาไม่นานอย่างน้อย…เธออยากมีเวลาคิดด้วยตัวเองก่อนและเพราะแบบนั้นช่วงสายของวันนี้อะธีน่าจึงเลือกทำในสิ่งที่ช่วยให้เธอ “หายใจ” ได้ดีที่สุดออกไปข้างนอกคนเดียวเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คันโปรดดังขึ้นในลานบ้านอะธีน่าสวมหมวกกันน็อก ปรับสายรัดให้แน่นก่อนจะขี่ออกจากคฤหาสน์ไปอย่างเงียบ ๆลมอ่อนของช่วงสายปะทะใบหน้าช่วยให้ความอึดอัดในอกค่อย ๆ เบาลงทีละนิดเธอไม่ได้ตั้งใจจะไปไหนไกลเพียงแค่อยากขี่รถเรื่อย ๆมองผู้คนมองเมืองและปล่อยให้สมองได้พักจากเรื่องวุ่นวายทั้งหมดสักชั่วโมงสองชั่วโมงสุดท้ายอะธีน่าก็มาจอดที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมืองเธอเดินเข้าไปด้านในแบบเรียบง่ายวันนี้แต่งตัวสบายกว่าปกติ—เสื้อครอปแขนยาวสีเรียบ กางเกงยีนส์เอวสูง รองเท้าผ้าใบผมถูกรวบครึ่งหัวแบบไม่ตั้งใจให้เ
งานทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีอย่างน่าทึ่งหลังจากโชว์จบผู้คนยังคงจับกลุ่มพูดคุยถึงคอลเลกชันของอะธีน่าไม่หยุดทั้งอาจารย์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง รวมถึงแขกที่มาร่วมงานต่างพูดถึงผลงานของเธอในทิศทางเดียวกัน“โดดเด่น”“ชัดเจน”“มีภาษาของตัวเอง”หลังลงจากเวทีอะธีน่าแทบไม่มีเวลาได้พักเพื่อน ๆ ต่างเข้ามากอด แสดงความยินดีอาจารย์หลายคนเดินเข้ามาชื่นชมด้วยตัวเองบางคนถึงขั้นขอถ่ายรูปกับเธอและพี่ชายทั้งสามไว้เป็นที่ระลึกบีมในลุค Apollo ยืนถือช่อดอกไม้สีขาวทองอย่างสง่างามแม็กซ์ที่ยังไม่ยอมถอดหมวกสปาร์ตันสีดำออกทั้งหมด กำลังโดนแฟน ๆ ของตัวเองแอบถ่ายไม่หยุดส่วนแจสเปอร์ก็ถูกเพื่อนของอะธีน่ารุมขอเซลฟี่ด้วยความชื่นชอบในลุค Hermesเสียงหัวเราะเสียงชื่นชมกลิ่นดอกไม้แสงแฟลชจากกล้องมือถือทุกอย่างอบอวลอยู่ในช่วงเวลาหลังเวทีนั้นอะธีน่ารับช่อดอกไม้จากซัมเมอร์เป็นช่อที่สามของคืนก่อนจะยิ้มอย่างเหนื่อย ๆ แต่มีความสุข“แกสุดยอดมากจริง ๆ”ซัมเมอร์พูดพลางเขย่าแขนเธอเบา ๆ“ฉันพูดจริงนะ นี่มันไม่ใช่แค่โปรเจกต์จบแล้ว”“ใช่”ริวกิพยักหน้าแรง“นี่มันระดับเอาไปต่อยอดได้เลย”อะธีน่าหลุดหัวเราะเบา ๆ“พอเลยพวกแก เดี๋ยวล
อะธีน่าเดินกลับมาที่โต๊ะ สีหน้าพยายามนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาของเพื่อน ๆ ที่รู้จักเธอดี… ไม่มีทางมองไม่ออก “อะธีน่า” ริวกิเป็นคนแรกที่สังเกตเห็น “เป็นอะไรปะ หน้าแกดูซีด ๆ” ซัมเมอร์วางตะเกียบลงทันที “ใครมาทำอะไรแกหรือเปล่า” อะธีน่านั่งลง วางมือบนตัก สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริง—แค่บางส่วน “เจอคนรู้จักเก่า” น้ำเสียงเธอเรียบ แต่สั้น “ไม่มีอะไรแล้ว” เพนนีขมวดคิ้ว “รู้จักเก่าแบบไหน” พอร์ชกับเควินสบตากันทันที ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของทั้งคู่พร้อมกัน คชาเป็นคนพูดออกมา เสียงต่ำลงกว่าปกติ “…ตั้ม?” อะธีน่าเงยหน้ามอง ไม่ได้ตอบ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ แค่นั้นก็พอแล้ว บรรยากาศบนโต๊ะเงียบไปชั่วครู่ เสียงฉ่าของหมูกระทะยังดัง แต่ไม่มีใครสนใจจะคีบต่อ พอร์ชกำมือแน่น “มันมาทำอะไรแกป่าว” “แค่พูด” อะธีน่าตอบทันที “แล้วก็ไป มีคนช่วยกันไว้” เควินถอนหายใจแรง “แม่ง… ยังไม่เลิกอีกเหรอวะ” ซัมเมอร์เอื้อมมือไปจับแขนอะธีน่า บีบเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ “แกโอเคจริง ๆ ใช่ไหม” อะธีน่าพยักหน้า คราวนี้ยิ้มได้จริงขึ้นนิดหนึ่ง “โอเคแล้ว” เธอพูดชัด “ไม่เหมือนเมื่อ
เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คำรามเบา ๆ ก่อนจะดับลงหน้าคณะอะธีน่าถอดหมวกกันน็อก พลางสะบัดผมยาวเล็กน้อยให้เข้าที่วันนี้เธอมาเองไม่มีรถตามไม่มีการ์ดมีแค่เธอ กับมอเตอร์ไซค์คู่ใจการกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้งเป็นสิ่งที่เธอตั้งใจเลือกสายตาหลายคู่หันมองไม่ใช่เพราะเธอเป็นน้องสาวใครไม่ใช่เพราะข่าวลือใด ๆแต่เพราะ “อะธีน่า” ในวันนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไปนิ่งขึ้นมั่นคงขึ้นและมีออร่าแบบคนที่ผ่านบางอย่างมาแล้วเธอลงจากรถล็อกคอพวงมาลัยอย่างเป็นนิสัยก่อนจะสะพายกระเป๋าแล้วเดินเข้าอาคารเรียน“อะธีน่า!”เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังซัมเมอร์โบกมือรัว ๆข้าง ๆ มีริวกิ เพนนี ลดา พอร์ช เควิน และคชาที่เพิ่งเดินมาสมทบ“แกหายไปไหนมาเนี่ย!”ซัมเมอร์ถามทันที“ไลน์เงียบ โทรก็ไม่ติด พวกเราจะไปแจ้งความอยู่แล้วนะ”อะธีน่าหยุดเดินยิ้มบาง ๆ ให้เพื่อน ๆ“ขอโทษนะ”เธอพูดเสียงเรียบ“มีเรื่องนิดหน่อย แต่ตอนนี้โอเคแล้ว”ริวกิมองเธออย่างพินิจก่อนจะพูดขึ้นช้า ๆ“นิดหน่อยของแกเนี่ย… หน้าตาไม่เหมือนนิดหน่อยเลยนะ”อะธีน่าหัวเราะเบา ๆไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่อธิบาย“เอาเป็นว่า วันนี้ฉันสบายดี”เธอพูด“แค่นี้พอ”เพนนียิ
ยามสาย ณ คฤหาสน์ของโซล แสงแดดส่องลงบนสนามหญ้ากว้างหน้าคฤหาสน์ บรรยากาศเงียบสงบเกินกว่าจะคาดคิด ว่าที่นี่เพิ่งผ่านคืนอันตรายมาไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง รถของบีมสตาร์ตเครื่องรออยู่แล้ว อะธีน่าหันไปพยักหน้าให้พี่ชาย ก่อนจะขยับก้าวตามไป “อะธีน่า” เสียงเรียกนั้นทำให้เธอหยุดเท้า หันกลับมา โซลยืนอยู่
ค่ำคืนเดียวกัน ณ คฤหาสน์ของโซล หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายตลอดทั้งวัน โซลได้จัดห้องนอนอีกห้องหนึ่งให้เธอพัก เป็นห้องว่างที่อยู่ติดกับห้องของเขาพอดี เรียบง่าย สะอาด และปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะหาได้ในตอนนี้ หลังอาบน้ำเสร็จ อะธีน่าเปลี่ยนมาใส่ชุดนอนแขนกุดสีอ่อน ที่เพิ่งแวะซื้อจากร้านเสื้อผ้าเล
รถตู้สีดำค่อย ๆ เลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณข้างถนนสายเดิมสถานที่ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นเมื่อคืนยังคงเงียบสงบเหมือนไม่เคยมีเรื่องร้ายแรงใด ๆ เกิดขึ้นคนขับดับเครื่องยนต์การ์ดสี่คนลงจากรถก่อนเป็นอันดับแรกสายตาทุกคู่กวาดมองรอบบริเวณอย่างระมัดระวังโซลก้าวลงมาจากรถตามก่อนจะหันไปหาอะธีน่าที่นั่งอยู่ด้านใน“ล
ภายในคฤหาสน์พิทักษ์วงศ์บรรยากาศที่เคยสงบเรียบร้อยในทุกเช้าวันนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนอลิซ—อดีตตำรวจหญิงผู้เด็ดขาด—กำลังนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นใบหน้าสงบนิ่ง แต่แววตาคมกริบราวกับกำลังประเมินสถานการณ์อยู่ตลอดเวลาบีม แม็กซ์ และแจสเปอร์ นั่งอยู่ไม่ไกลทุกคนต่างมีสีหน้ากังว







