ログインยามค่ำคืนคลี่คลุมคฤหาสน์หลังใหญ่ของ
ตระกูลพิทักษ์วงศ์ แสงไฟสีอุ่นจากเสาโคมหน้าบ้านส่องสว่างเป็นแนว บรรยากาศสงบ แตกต่างจากความคึกคักของเมืองที่เพิ่งจากมา เวลา 20:30 น. อะธีน่าเดินเท้าเข้ามาทางประตูรั้ว กระเป๋าสะพายข้างหนึ่ง ถุงใส่วัสดุสำหรับ Final Project อีกข้าง การเดินทุกก้าวของเธอนั้นมั่นคง แต่ไม่เร่งรีบ ร่างสูงวัยในชุดพ่อบ้านยืนรออยู่หน้าประตู ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มคุ้นเคย “คุณหนูเล็กกลับมาแล้วเหรอครับ” ลุงรงค์ เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงอบอุ่น อะธีน่าหยุดเดิน ยิ้มให้เขาอย่างเป็นกันเอง “ค่ะลุงรงค์ วันนี้กลับค่ำหน่อยนะคะ” ลุงรงค์รับถุงจากมือเธอไปช่วยถือ “ไม่เป็นไรเลยครับ คุณหนู คุณผู้หญิงกำชับไว้แล้วว่า ถ้าคุณหนูกลับมา ก็ให้ดูแลตามปกติ ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องกดดันอะไร” คำพูดเรียบง่ายนั้น ทำให้อะธีน่ารู้สึกผ่อนคลายขึ้นอย่างประหลาด “ขอบคุณค่ะลุง” ลุงรงค์พยักหน้า “คุณหนูพักผ่อนเถอะครับ ถ้าต้องการอะไร เรียกลุงได้ตลอดนะครับ” อะธีน่ายิ้ม “ค่ะ ราตรีสวัสดิ์นะคะ” เธอเดินขึ้นบันไดหินอ่อนอย่างเงียบ ๆ เสียงฝีเท้าก้องเบา ๆ ไปตามโถงสูง ก่อนจะหายลับไปยังชั้นบน คืนนี้ ไม่มีคำถาม ไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีกรอบมาคอยจำกัด มีเพียงบ้านหลังใหญ่ ที่เปิดไฟรอเธอกลับมา ในฐานะตัวเอง… ไม่ใช่ใครอื่น และในห้องของเธอ เรื่องราวของวันนี้ อาจยังไม่จบลงง่าย ๆ เพียงแค่ปิดประตูห้องเท่านั้น ———————— ภายในห้องนอนกว้างของอะธีน่า แสงไฟสีอุ่นจากโคมข้างเตียงส่องสว่างอย่างนุ่มนวล ม่านหน้าต่างถูกปิดลง เหลือเพียงความเงียบสงบที่ห่อหุ้มพื้นที่ส่วนตัวของเธอ อะธีน่าวางกระเป๋าและถุงของที่ซื้อมาบนโต๊ะ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องน้ำ ไม่นานนัก เสียงน้ำจากฝักบัวก็ดังแผ่ว ๆ ความเหนื่อยล้าจากทั้งวันค่อย ๆ คลายลง เมื่อสายน้ำอุ่นไหลผ่านไหล่และแผ่นหลัง เธอปล่อยความคิดให้ลอยไปชั่วครู่ ทั้งเรื่องเรียน เรื่องเพื่อน และภาพบางอย่างที่เผลอผุดขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ เมื่ออาบน้ำเสร็จ อะธีน่าเปลี่ยนเป็นชุดนอนเรียบง่าย เสื้อยืดสีอ่อนกับกางเกงผ้านุ่ม ไม่มีอะไรหรูหรา แต่เป็นความสบายที่เธอเลือกเอง เธอเดินกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน เปิดถุงที่ซื้อมาในวันนี้ออกทีละชิ้น เนื้อผ้าหลากสีถูกคลี่ออกบนโต๊ะ พื้นผิวแตกต่างกัน บางผืนเรียบ บางผืนมีเท็กซ์เจอร์ชัดเจน แสงไฟสะท้อนเส้นใยผ้าอย่างสวยงาม ถัดมาคือกล่องเล็ก ๆ ใส่เพชรและของประดับ ชิ้นเล็กแต่มีประกาย ไม่เด่นเกินไป แต่สะดุดตาเมื่อมองในระยะใกล้ อะธีน่าหยิบสมุดสเกตช์ขึ้นมาเปิด หน้ากระดาษเต็มไปด้วยเส้นดินสอ Modern Greek God : Apollo, Ares, Hermes “อิสระ…” เธอพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง ไม่ใช่อิสระที่ต้องประกาศ แต่เป็นอิสระที่รู้สึกได้ ตั้งแต่ก้าวแรกที่สวมใส่ อะธีน่ามองแบบร่างตรงหน้า ก่อนจะยิ้มบาง ๆ อย่างพอใจ เหมือนกำลังเข้าใกล้สิ่งที่ตามหา คืนนี้ ไม่มีเสียงรบกวน ไม่มีใครเร่ง ไม่มีใครคาดหวังแทนเธอ มีเพียงโต๊ะทำงาน เนื้อผ้า เพชรเม็ดเล็ก และความคิดที่ค่อย ๆ ก่อตัวเป็นรูปร่าง Final Project ของเธอ ไม่ได้เป็นแค่งานส่งอาจารย์ แต่มันคือ การออกแบบอิสระ ในแบบของอะธีน่าเอง และในความเงียบของห้องนอน หัวใจของเธอกลับนิ่งและชัดเจนกว่าที่เคย ————————————— หลังจากจัดของสำหรับ Final Project เรียบร้อยแล้ว อะธีน่าก็เอื้อมมือไปหยิบหนังสือไดอารี่เล่มหนึ่งจากลิ้นชักโต๊ะ ปกหนังสีเข้ม แต่เรียบง่าย มุมปกเริ่มมีร่องรอยการใช้งาน นี่คือไดอารี่เล่มที่สอง เล่มที่เธอเริ่มเขียนตั้งแต่อายุยี่สิบเอ็ด หลังจากเล่มแรกที่บันทึกช่วงอายุสิบเอ็ดถึงยี่สิบ ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยคำถาม การลองผิดลองถูก และการค้นหาว่า “ ตัวเองอยากเป็นอะไร ” อะธีน่าเปิดไปหน้าว่างล่าสุด หยิบปากกาขึ้นมา แล้วเขียนวันที่ลงไปอย่างช้า ๆ 25 มกราคม 2569 ลายมือเป็นระเบียบ นิ่ง แต่มีน้ำหนักของความคิด “ วันนี้ไปเรียนตามปกติ แต่ที่ต่างออกไปคือคนเริ่มทักฉัน เพราะเป็นน้องของพี่แม็กซ์บ้าง เป็นคนที่พี่โซลมองในมินิคอนเสิร์ตบ้าง ตอนเย็นฉันก็ไปกินข้าวกับเพื่อน ๆ ที่สยามพารากอน ก่อนจะแยกตัวออกมาซื้อของทำ Final Project และได้เจอพี่โซลโดยบังเอิญ เขาก็ช่วยฉันจ่ายเงินให้ แบบที่ฉันปฏิเสธไม่ทันเลยทีเดียว หลังจากแยกกับเขาและไปหาเพื่อน ๆ ซัมเมอร์ ริวกิ ลดา เพนนี พอร์ช เควิน และคชา ก็แซวกันไม่หยุดเลยละ ” อะธีน่าหยุดเขียน อ่านทวนสิ่งที่ตัวเองบันทึกไว้เงียบ ๆ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ อย่างไม่รู้ตัว มันไม่ใช่วันที่หวือหวา แต่ก็ไม่ใช่วันที่ธรรมดาเสียทีเดียว เธอปิดไดอารี่ วางมันกลับที่เดิมอย่างทะนุถนอม เหมือนเก็บช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตไว้ในลิ้นชักความทรงจำ มือเอื้อมไปปิดโคมไฟหัวเตียง ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดอ่อน ๆ มีเพียงแสงจากโคมถนนด้านนอกเล็ดลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาเล็กน้อย อะธีน่านอนตะแคง หลับตาลงอย่างเป็นธรรมชาติ คืนนี้ ไม่มีคำถาม ไม่มีการวิเคราะห์ มีเพียงความรู้สึกบางอย่าง ที่ค่อย ๆ คลี่คลายไปพร้อมกับลมหายใจ และเธอก็หลับไป พร้อมกับวันธรรมดาอีกวันหนึ่ง ที่กำลังพาเธอเข้าใกล้ “ตัวเอง” มากขึ้นทีละนิดภายในโกดัง เสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสีดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับนาฬิกาที่นับถอยหลังให้กับทุกชีวิตในนั้นชายทั้งสองยืนถกเถียงกันอยู่ไม่ไกลน้ำเสียงต่ำ เครียด และเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ยังไม่สงบ“เอายังไงต่อดีวะ”คนหนึ่งถาม พลางเดินไปเดินมา“แค่นี้มันยังไม่สาแก่ใจเลย”อีกคนสบถเบา ๆ“ใจเย็นก่อน กูขอคิดให้รอบคอบหน่อย”ยังไม่ทันที่บทสนทนาจะไปไกลชายคนแรกก็ทำท่าหงุดหงิดขึ้นมา“ว่ะ… ปวดฉี่ว่ะ เดี๋ยวมา”เขาหันไปมองอีกคน“มึงเฝ้าไว้ก่อน อย่าให้มันหนีได้ล่ะ”“เออ ไม่ต้องห่วง”ชายที่เหลือพยักหน้า พลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น“ผู้หญิงตัวเล็กแค่นี้ จะไปไหนได้”เสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปประตูเหล็กด้านข้างเปิดปิดดัง ครืด—ปังเหลือเพียงชายคนเดียวเฝ้าอยู่หน้าห้องและอะธีน่าที่นั่งนิ่งอยู่กับเสาหัวใจของเธอเต้นแรงขึ้นทันทีแต่สีหน้ายังคงนิ่งเธอก้มสายตาลงอย่างแนบเนียนและนั่นเอง—เศษแก้วใสชิ้นเล็กสะท้อนแสงไฟวูบวาบอยู่ไม่ไกลจากปลายมือของเธอโอกาส…อะธีน่าขยับตัวช้า ๆให้เหมือนกับแค่เปลี่ยนอิริยาบถกล้ามเนื้อแขนตึงขึ้นจากเชือกที่รัดแน่นชายที่เฝ้าอยู่ปรายตามองมาเพียงครู่ก่อนจะหันกลับไปสนใจหน้าจอมือถืออีกครั้
สายฝนยังคงเทลงมาไม่หยุดเสียงฟ้าร้องดังครืนอยู่ไกล ๆอะธีน่านั่งอยู่ในรถ เปิดไฟฉุกเฉินไว้สายตากวาดมองถนนที่แทบไม่มีรถผ่านในใจเริ่มคิดว่า ถ้าฝนซาลงเมื่อไร เธอจะลงไปลองซ่อมอีกครั้ง หรือไม่ก็โทรเรียกรถลากและในจังหวะนั้นเอง—ไฟหน้ารถอีกคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นค่อย ๆ ชะลอเข้ามาจอดด้านหลังรถของเธออะธีน่าหันไปมองผ่านกระจกมองหลังหัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังพยายามไม่ตื่นตระหนกเธอเปิดกระจกลงนิดหนึ่ง เตรียมจะถามว่าอีกฝ่ายมาช่วยหรือไม่ชายสองคนลงจากรถรูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางแข็งกระด้างหนึ่งในนั้นมองเธอด้วยสายตาที่ไม่ได้มีความหวังดีแม้แต่น้อย“รถเสียเหรอครับ”น้ำเสียงนั้นฟังดูเรียบ แต่แฝงบางอย่างที่ทำให้สัญชาตญาณของอะธีน่าร้องเตือนทันทีเธอกำลังจะตอบ—แต่สายตาของชายอีกคนกลับเปลี่ยนไปเมื่อเขาเห็นใบหน้าของเธอชัดขึ้น ใต้แสงไฟถนนที่สลัวรอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากเป็นรอยยิ้มของคนที่ “จำได้”“เฮอะ…”เขาหัวเราะเบา ๆ“เหมือนใครสักคนเลยนะ”อะธีน่าขมวดคิ้วยังไม่ทันจะถอยหนี—มือหยาบกระชากประตูรถเปิดออกอย่างแรงอีกมือคว้าข้อมือเธอทันที“ปล่อยนะ!”อะธีน่าตะโกน เสียงถูกกลืนไปกับเสียงฝน“เงียบซะ!”
สองวันหลังจากที่ชุดทั้งสามถูกเก็บเข้าห้องลับ เช้าวันนี้อะธีน่าตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เธออาบน้ำ แต่งตัวเรียบเท่ตามสไตล์เดิม ก่อนจะเปิดห้องลับ และนำหุ่นเสื้อผ้าทั้งสามออกมาอย่างระมัดระวัง ตรวจความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย ตะเข็บ ผิวผ้า รายละเอียดเล็กที่สุด—ไม่มีสิ่งใดหลุดสายตา เมื่อทุกอย่างพร้อม อะธีน่าขนหุ่นขึ้นรถ ขับมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยด้วยสีหน้านิ่ง แต่หัวใจเต้นแรงกว่าปกติเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะนี่คือผลงานที่เธอ “มั่นใจที่สุด” ตั้งแต่เรียนแฟชั่นมา ⸻ ภายในห้องเรียนสตูดิโอแฟชั่น เพื่อน ๆ ทยอยนำงานของตัวเองมาจัดวาง บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดแบบที่คุ้นเคย จนกระทั่งอะธีน่าเข็นหุ่นเสื้อผ้าทั้งสามเข้ามา เสียงพูดคุยค่อย ๆ เบาลง ก่อนจะกลายเป็นความเงียบชั่วขณะ Modern Greek God : Apollo / Ares / Hermes เส้นสายที่ชัดเจน โครงสร้างที่แข็งแรงแต่ไม่แข็งทื่อ การเลือกผ้าและดีเทลที่สะท้อนตัวตนของแต่ละเทพ โดยไม่หลุดธีม ไม่เยอะเกิน และไม่กลบกันเอง “โห… งานนี้คือเสร็จสมบูรณ์จริง ๆ” เสียงใครคนหนึ่งหลุดออกมา “ดูแพงมากอะ” “นี่มันระดับโชว์แล้วนะ” เสียง
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านบาง ๆ ภายในห้องนอนของอะธีน่าในวันนี้ แทบไม่เหลือเค้าเดิมของห้องพักผ่อนอีกต่อไป โต๊ะเขียนหนังสือถูกดันไปชิดผนัง แทนที่ด้วยโต๊ะตัดผ้า หุ่นโชว์ตั้งเรียงอยู่ใกล้หน้าต่าง ผืนผ้าหลากเฉดสีถูกคลี่วางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ เข็มหมุด กรรไกร สายวัด และแพตเทิร์นกระดาษ กระจายอยู่รอบตัวเธอ ห้องนี้ กลายเป็น “พื้นที่สร้างสรรค์” อย่างสมบูรณ์แบบ อะธีน่ายืนอยู่กลางห้อง ในเสื้อยืดตัวหลวมและกางเกงสบาย ๆ ผมถูกรวบลวก ๆ ไว้ด้านหลัง สายตาจริงจังจดจ่ออยู่กับแพตเทิร์นตรงหน้า เธอนำไซส์ที่วัดจากพี่ชายทั้งสามคน — บีม แม็กซ์ และแจสเปอร์ — มาปรับใช้กับแบบเสื้อผ้าในธีม Modern Greek God : Apollo, Ares, Hermes ปลายนิ้วลากดินสอไปตามเส้นโค้งของแพตเทิร์น ทุกสัดส่วนถูกคำนวณอย่างละเอียด ไม่ใช่แค่ให้ใส่ได้ แต่ต้อง “สะท้อนตัวตน” ของแต่ละคนออกมาด้วย อพอลโล — ความสมดุล สง่างาม และแสงสว่าง เอเรส — ความแข็งแรง ดุดัน และมีพลัง เฮอร์มีส — ความคล่องตัว อิสระ และทันสมัย จักรเย็บผ้าดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เสียงเข็มแทงลงบนผืนผ้า เหมือนจังหวะหัวใจของการทำงาน อะธีน่าแทบไม่ได้มองนาฬิก
ยามค่ำคืนคลี่คลุมคฤหาสน์หลังใหญ่ของ ตระกูลพิทักษ์วงศ์ แสงไฟสีอุ่นจากเสาโคมหน้าบ้านส่องสว่างเป็นแนว บรรยากาศสงบ แตกต่างจากความคึกคักของเมืองที่เพิ่งจากมา เวลา 20:30 น. อะธีน่าเดินเท้าเข้ามาทางประตูรั้ว กระเป๋าสะพายข้างหนึ่ง ถุงใส่วัสดุสำหรับ Final Project อีกข้าง การเดินทุกก้าวของเธอนั้นมั่นคง แต่ไม่เร่งรีบ ร่างสูงวัยในชุดพ่อบ้านยืนรออยู่หน้าประตู ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มคุ้นเคย “คุณหนูเล็กกลับมาแล้วเหรอครับ” ลุงรงค์ เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงอบอุ่น อะธีน่าหยุดเดิน ยิ้มให้เขาอย่างเป็นกันเอง “ค่ะลุงรงค์ วันนี้กลับค่ำหน่อยนะคะ” ลุงรงค์รับถุงจากมือเธอไปช่วยถือ “ไม่เป็นไรเลยครับ คุณหนู คุณผู้หญิงกำชับไว้แล้วว่า ถ้าคุณหนูกลับมา ก็ให้ดูแลตามปกติ ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องกดดันอะไร” คำพูดเรียบง่ายนั้น ทำให้อะธีน่ารู้สึกผ่อนคลายขึ้นอย่างประหลาด “ขอบคุณค่ะลุง” ลุงรงค์พยักหน้า “คุณหนูพักผ่อนเถอะครับ ถ้าต้องการอะไร เรียกลุงได้ตลอดนะครับ” อะธีน่ายิ้ม “ค่ะ ราตรีสวัสดิ์นะคะ” เธอเดินขึ้นบันไดหินอ่อนอย่างเงียบ ๆ เสียงฝีเท้าก้องเบา ๆ ไปตามโถงสูง ก่อนจะหายลับไปยังชั้นบน คืนนี้ ไม่มีคำถา
อะธีน่ากำลังหยิบเนื้อผ้าที่เลือกไว้ แต่ทันใดนั้นก็พบว่าไม่ได้เตรียมเงินพกมาเพียงพอ โซลซึ่งอยู่ใกล้ ๆ ยื่นมือเข้ามา “เดี๋ยวครับ ผมช่วยจ่ายเองครับ” ก่อนที่อะธีน่าจะทันปฏิเสธ เขากดจ่ายเงินด้วยรอยยิ้มสุภาพ อะธีน่าหยุดชะงักเล็กน้อย “ขะ… ขอบคุณค่ะ พี่โซล” น้ำเสียงของเธอเรียบ แต่แฝงความประหลาดใจ โซลพยักหน้าเบา ๆ “ไม่เป็นไร น้องอะธีน่า ถือว่าพี่ช่วยน้องหน่อยละกัน” เขากลับใส่หมวกแก๊ปเหมือนเดิม เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเกินไป อะธีน่ามองนาฬิกา “เดี๋ยวหนูต้องรีบไปแล้วค่ะ เพื่อน ๆ รออยู่ที่คาเฟ่” โซลพยักหน้า “งั้นผมขอเดินตามน้องไปด้วยนะ เผื่อจะช่วยถือของ หรือดูแลอะไรนิดหน่อย” อะธีน่าหัวเราะเบา ๆ “ไม่ต้องก็ได้ แต่ก็… ขอบคุณนะคะ” ระหว่างทาง โซลพูดขึ้นอย่างสุภาพแต่จริงใจ “พี่รู้ชื่อน้อง เพราะหลังจากมินิคอนเสิร์ต พี่ไปเห็นแฮชแท็กแฟนคลับ แล้วก็หาข้อมูลเพิ่มเติม… และพ่อพี่ก็พูดถึงครอบครัวน้องด้วย” อะธีน่าหยุดฟัง สายตาของเธอสบกับเขา “ออ… แบบนี้เองสินะคะ” โซลยิ้มเล็ก ๆ “ใช่ครับ… พี่อยากรู้จักน้อง แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาอื่น” อะธีน่าเข้าใจน้ำเสียงสุภาพของเขา เธอถอนหายใจเบา ๆ “ค่ะ…







