LOGINชีวิตในมหาวิทยาลัยของอะธีน่า
ยังคงเดินไปตามปกติ เช้า—เรียน บ่าย—ทำโปรเจกต์ เย็น—ประชุมงานกลุ่มหรือใช้เวลาอยู่กับเพื่อน ชื่อของเธอไม่ได้หายไปจากบทสนทนาในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่ได้ถูกขยายจนเกินจริง บางคนจำได้ว่าเธอคือ น้องสาวของแม็กซ์ Maxine Gamer บางคนจำได้ว่าเธอคือ ผู้หญิงที่โซลมองในมินิคอนเสิร์ต แต่ส่วนใหญ่ ก็ยังคงมองเธอเป็นแค่ “อะธีน่า” นักศึกษาคณะเดียวกันที่มีสไตล์ชัดเจน และไม่เคยใช้ออร่าของใครมานำหน้า ระหว่างพักคาบเรียน อะธีน่านั่งอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่โต๊ะประจำใต้ตึก ริวกิกำลังเล่าเรื่องอาจารย์ด้วยท่าทางเว่อร์ ๆ ซัมเมอร์เปิดดูคลิปแฟนแคมของโซลแบบเงียบลงกว่าเดิม เหมือนตั้งใจไม่ล้ำเส้น “เออ…” ซัมเมอร์เหลือบมองอะธีน่าเล็กน้อย “ถ้าไม่อยากคุยเรื่องนี้ บอกได้นะ เราเข้าใจ” อะธีน่ายิ้มบาง ๆ “ไม่เป็นไร แค่ตอนนี้อยากโฟกัสเรื่องเรียนมากกว่า” คำตอบนั้น ไม่ได้ปิดกั้น แต่ชัดเจนพอจะวางเส้นแบ่ง ซัมเมอร์พยักหน้าทันที “โอเค เข้าใจเลย” ไม่มีคำแซวต่อ ไม่มีการคะยั้นคะยอ ไม่มีใครดึงเธอไปอยู่ในบทบาทที่ไม่เลือกเอง ระหว่างเดินไปตึกถัดไป มีรุ่นน้องจากต่างคณะคนหนึ่งเดินเข้ามาหา ท่าทางลังเลเล็กน้อย “พี่อะธีน่า… ขออนุญาตถามได้ไหมคะ” อะธีน่าหยุดเดิน “ได้ค่ะ” “พี่… เป็นคนในข่าวใช่ไหมคะ เรื่องพี่โซล” คำถามนั้นตรงไปตรงมา ไม่มีน้ำเสียงล้ำเส้น อะธีน่าคิดเพียงเสี้ยววินาที ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ใช่ค่ะ แต่พี่อยากให้มันจบแค่นั้น เพราะพี่อยากใช้ชีวิตเหมือนเดิมนะ” รุ่นน้องยิ้มทันที “เข้าใจเลยค่ะ ขอโทษด้วยนะคะถ้าถามมากไป” “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณที่ถามดี ๆ นะ” เด็กคนนั้นโค้งเล็กน้อยก่อนเดินจากไป ไม่ถ่ายรูป ไม่โพสต์ ไม่เล่าให้ใครฟังต่อ อะธีน่ารู้สึกได้ว่า พื้นที่ของเธอยังคงถูกเคารพ ในห้องเรียน เธอนั่งจดเลกเชอร์ตามปกติ ตั้งใจฟังอาจารย์ ร่างแบบลงบนกระดาษอย่างมีสมาธิ แม้ในบางช่วง ชื่อหนึ่งจะผุดขึ้นมาในความคิดโดยไม่ตั้งใจ “โซล…” แต่เธอก็ไม่ได้ปล่อยให้ความคิดนั้นพาใจลอยไกล เพราะตอนนี้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้า คือเส้นทางของตัวเอง ช่วงเย็น อะธีน่านั่งทำงานกลุ่มอยู่กับเพื่อน เสียงหัวเราะเบา ๆ แทรกอยู่ระหว่างการถกเถียงงาน ไม่มีใครพูดถึงข่าว ไม่มีใครตั้งคำถามซ้ำ โลกไม่ได้เร่งให้เธอเลือก ไม่ได้บังคับให้เธอรู้สึก และนั่นทำให้อะธีน่ามั่นใจมากขึ้นว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ เธอยังเป็นเจ้าของจังหวะชีวิตของตัวเอง บางเรื่อง ยังไม่จำเป็นต้องรีบให้คำตอบ บางความรู้สึก อาจแค่รอเวลา… โดยไม่ต้องฝืน และในขณะที่อะธีน่ายังคงเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง อีกฟากหนึ่งของเมือง ใครบางคน อาจกำลังคิดถึงเธอเงียบ ๆ ในแบบที่ยังไม่กล้าล้ำเส้นเช่นเดียวกัน ——————————— เย็นวันนั้น หลังเลิกเรียนและประชุมงานกลุ่มกันเสร็จ อะธีน่ากับเพื่อน ๆ นัดกันไปทานข้าวที่ร้านอาหารในสยามพารากอน บรรยากาศในร้านคึกคัก เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ และกลิ่นอาหารลอยคลุ้ง บทสนทนาส่วนใหญ่ยังคงวนอยู่กับเรื่องเรียนและชีวิตประจำวัน แทบไม่มีใครพูดถึงข่าวหรือชื่อที่กำลังเป็นกระแส เมื่อทานอาหารเสร็จ อะธีน่ามองนาฬิกาข้อมือ ก่อนจะหันไปบอกเพื่อน ๆ “เราขอแยกตัวแป๊บนึงนะ จะไปซื้อของทำ Final Project เดี๋ยวตามไปทีหลัง” ซัมเมอร์พยักหน้าทันที “โอเค เดินดี ๆ ล่ะ เดี๋ยวพวกเรารอ” อะธีน่าแยกตัวออกมา มุ่งหน้าไปยังโซนวัสดุและของตกแต่ง ภายในร้านเต็มไปด้วยผ้าเนื้อหลากหลาย เครื่องประดับ เพชรคริสตัล และของตกแต่งชิ้นเล็กชิ้นน้อย ที่เหมาะกับงานออกแบบที่ต้องใช้ความละเอียดสูง เธอเดินเลือกอย่างตั้งใจ ปลายนิ้วไล้ไปตามเนื้อผ้า จดจ่ออยู่กับสี น้ำหนัก และผิวสัมผัส และในจังหวะที่เธอเอื้อมมือไปหยิบผ้าชิ้นหนึ่ง— มืออีกข้าง ก็ยื่นมาแตะผ้าชิ้นเดียวกันในเวลาเดียวกัน ทั้งสองชะงักพร้อมกัน “ขอโทษครับ” “ขอโทษค่ะ” เสียงทุ้มต่ำที่ดังขึ้นพร้อมกัน ทำให้อะธีน่าชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที เธอเงยหน้าขึ้น และเพียงได้ยินเสียงนั้น เธอก็จำได้ทันที ชายตรงหน้าสวมเสื้อสีเข้ม เรียบเท่ หมวกแก๊ปปิดใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง ท่าทางสบาย ๆ แต่มีออร่าบางอย่างที่คุ้นตา โซล… เขามองเธอเล็กน้อย ก่อนจะถอดหมวกออกอย่างสุภาพ รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า “อะธีน่าใช่ไหมครับ คนที่มาดูมินิคอนเสิร์ตวันนั้น” อะธีน่ากะพริบตาเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มตอบ “อ๋อ… ใช่ค่ะ” บรรยากาศรอบตัวดูเหมือนจะเงียบลงไปชั่วขณะ ทั้งที่ผู้คนยังเดินผ่านไปมาไม่ขาดสาย โซลเหลือบมองผืนผ้าในมือทั้งสอง “บังเอิญจริง ๆ นะครับ” อะธีน่าปล่อยมือออกก่อน “ค่ะ พอดีกำลังหาของทำ Final Project อยู่” “อ๋อ งานมหาลัยเหรอครับ” โซลพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ผมก็มาหาอะไรใช้กับงานเหมือนกัน” เขาหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองขึ้น “ไหน ๆ เราก็เจอกันครั้งที่สองแบบนี้ ควรมีสรรพนามเรียกกันหน่อยก็ดีนะ” อะธีน่ามองเขาอย่างตั้งใจ ไม่ได้รู้สึกอึดอัด แต่ก็ยังคงรักษาระยะของตัวเอง โซลยิ้มบาง ๆ อย่างคนอ่านบรรยากาศออก “พี่อายุมากกว่าน้องสาม งั้นพี่ขอเรียกว่าน้องอะธีน่า ส่วนน้อง… เรียกพี่ว่า พี่โซล ก็ได้นะ” คำพูดนั้นไม่ได้กดดัน ไม่ได้เร่ง เป็นเพียงการขออนุญาตอย่างสุภาพ อะธีน่าลังเลเพียงครู่เดียว ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ “ค่ะ… พี่โซล” รอยยิ้มของโซลกว้างขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่รอยยิ้มของไอดอลบนเวที แต่เป็นรอยยิ้มของคนธรรมดาที่กำลังพอใจ “ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะครับ น้องอะธีน่า” อะธีน่ารู้สึกได้ว่า การพบกันครั้งนี้ ไม่ได้เริ่มต้นจากแสงไฟ เสียงกรี๊ด หรือเวทีคอนเสิร์ต แต่เริ่มต้นจากผ้าชิ้นหนึ่ง ในร้านเงียบ ๆ ท่ามกลางผู้คนมากมาย และบางที… ความบังเอิญแบบนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่อ่อนโยนกว่าที่เธอคิดไว้มาก ———————— และในขณะนั้น คชาที่กำลังเดินกลับไปคาเฟ่ หลังจากลืมของบางอย่างไว้ที่ร้านอาหาร แต่แล้ว สายตาก็เหลือบไปเห็นเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เขาต้องหยุดชะงัก อะธีน่า… ยืนอยู่ข้าง ๆ คนที่เขารู้จักจากข่าวและมินิคอนเสิร์ต—โซล คชาแอบยิ้มเบา ๆ มือสั่นเล็กน้อยจากความตื่นเต้น แต่ก็ไม่กล้าเดินเข้าไปทัก เพราะรู้ว่าช่วงเวลาเล็ก ๆ นี้เป็นของเพื่อนรักของเขา แทนที่จะเข้าไป เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เล็งมุมที่มองเห็นชัดเจนแต่ไม่รบกวน กดชัตเตอร์เบา ๆ ภาพถ่ายเก็บโมเมนต์ที่อบอุ่นและเรียบง่ายไว้ หลังจากนั้น เขารีบเดินกลับไปยังคาเฟ่ เข้าไปยังโต๊ะเพื่อน ๆ ที่รออยู่ “เฮ้ ดูนี่สิ” คชาเปิดภาพให้เพื่อน ๆ ดูอย่างตื่นเต้น แต่ก็ยังทำเสียงเบา ๆ ซัมเมอร์อุทานเบา ๆ “โห… อะธีน่ากับพี่โซลจริง ๆ ด้วย” ริวกิหัวเราะเบา ๆ “แบบนี้ต้องเรียกว่า… เจอกันแบบบังเอิญ แต่ชวนใจเต้นนะเนี่ย” เพนนีพยักหน้า “เห็นสายตาที่มองกันแล้ว แอบหวานเล็ก ๆ ด้วย” พอร์ชและเควินมองภาพด้วยความสนใจ “คู่นี้มีอะไรบางอย่างแฮะ” ลดาพูดขึ้นเบา ๆ “แต่ก็เป็นแค่สายตาแบบสุภาพนะ ไม่ได้ล้ำเส้น” ซัมเมอร์มองภาพนั้นแล้วยิ้มกว้าง “อื้ม… แบบนี้ก็เก็บไว้เป็นโมเมนต์พิเศษของเราแล้วกัน” ทุกคนหัวเราะและกระซิบกระซาบกันเบา ๆ ภาพที่คชาแอบถ่าย กลายเป็นสิ่งเชื่อมโยงความสนุกและความอบอุ่นของกลุ่มเพื่อน โดยที่อะธีน่าเองยังไม่รู้เลยว่า เธอถูกสังเกตอย่างเอ็นดูจากคนรอบตัว และโมเมนต์เล็ก ๆ ที่ดูเหมือนธรรมดา กลับกลายเป็นหนึ่งในความทรงจำที่น่าจดจำที่สุดของเย็นวันนั้นเกมที่ 1“โอเค เกมแรก”แม็กซ์ขยับตัวนั่งตรง“พี่เข้าป่า น้องเล่นเมจ”“ได้ค่ะ”อะธีน่าพยักหน้า“แต่ถ้าพี่โยนเกม หนูไม่แบกนะ”แม็กซ์หันมองทันที“พูดใหม่ดิ”“ถ้าพี่เล่นชิบหาย หนูก็ไม่แบกค่ะ”“ไอ้ฟาย”แม็กซ์หัวเราะลั่น“เปิดมาคือด่าพี่เลยนะ”แชตไหลเร็วขึ้นกว่าเดิมโอ๊ยยย ชอบคู่นี้พี่น้องบ้านนี้โคตรเรียลน้องสวยแต่พูดแมนมากกกกนี่แหละ น้องสาวพี่แม็กซ์ของจริงเกมแรกเปิดมาได้ไม่ถึงสามนาทีแม็กซ์เล่นแอสซาซินป่าบุกเลนบนอย่างดุขณะที่อะธีน่าเล่นเมจกลาง เดินเกมไวไม่แพ้กัน“พี่แม็กซ์ ขวาล่าง ๆ”อะธีน่าจ้องจอไม่กะพริบ“มันซ่อนพุ่มค่ะ”“เห็นละ”“เข้าเลยมั้ย”“เข้า!”จังหวะต่อมาแม็กซ์พุ่งเข้าไปเปิดไฟต์ทันทีอะธีน่ากดสกิลตามแบบไม่พลาดFirst Blood“โอ๊ย สวย!”แม็กซ์ตบโต๊ะเบา ๆ“เห็นมั้ย เกมมันต้องแบบนี้!”อะธีน่าหัวเราะ“เขาโง่เองค่ะพี่”“พูดดี ๆ”“ก็โง่จริงนี่คะ”“อีสัส”แม็กซ์หลุดขำ“ชอบว่ะ”ตาทั้งคู่ไหลลื่นจนชนะอย่างสวยงามและจบเกมแรกด้วย MVP ฝั่งอะธีน่าแม็กซ์หันมองทันที“อ้าว?”อะธีน่ายิ้มมุมปาก“ขอบคุณที่เป็นบันไดให้หนูนะคะ”“มึงนี่นะ…”“พี่ด่ากล้องอยู่ค่ะ”“เออ ด่าจริง”⸻เกมที่ 2เกมที่สองท
สายเรียกกลับบ้านอะธีน่ายืนมองเวทีอยู่ได้ไม่นานนักเสียงพิธีกรยังคงดังสลับกับเสียงกรี๊ดของแฟนคลับรอบลานกิจกรรมขณะที่โซลบนเวทียังคงเปล่งประกายราวกับเกิดมาเพื่อแสงไฟโดยแท้จริงเธอเผลอยืนดูอยู่อย่างนั้นอีกครู่หนึ่งโดยไม่ทันรู้ตัวว่าแก้วเครื่องดื่มเย็นในมือเริ่มคลายไอเย็นลงไปแล้วแต่แล้ว—ครืด… ครืด…โทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายของเธอสั่นขึ้นอะธีน่ากะพริบตาเบา ๆก่อนจะละสายตาจากเวทีและหยิบมือถือขึ้นมาดูบนหน้าจอขึ้นชื่อชัดเจนMax 💙เธอเลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกดรับสาย“ว่าไงคะ พี่แม็กซ์”ปลายสายมีเสียงจังหวะคีย์บอร์ดและเสียงพูดคุยเบา ๆ แทรกมาเหมือนเขากำลังจัดอะไรบางอย่างอยู่“อยู่ไหน”คำถามสั้น ๆ ตามสไตล์พี่ชายคนกลางดังขึ้นทันทีอะธีน่าหันมองรอบตัวคร่าว ๆ“อยู่ห้างค่ะ ขี่รถออกมาข้างนอกนิดหน่อย”“ดีเลย”เสียงของแม็กซ์ฟังดูอารมณ์ดีผิดปกติ“กลับบ้านมาได้ไหม วันนี้พี่มีสตรีม”อะธีน่าขมวดคิ้วนิด ๆ“แล้ว?”ปลายสายเงียบไปแป๊บหนึ่งก่อนจะได้ยินน้ำเสียงที่พยายามทำเป็นธรรมดา แต่แอบมีลูกล่อลูกชนอยู่เต็มที่“แล้วพี่จะให้มานั่งเล่นด้วยไง”อะธีน่าหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ“หนูเนี่ยนะ”“ใช่”แม็กซ์ตอบทันที“วั
เช้าวันต่อมาแม้จะนอนไปหลายชั่วโมงแต่อะธีน่ากลับรู้สึกเหมือนไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อยภาพกล่องของขวัญสีดำรูปถ่ายของเธอและข้อความจากเบอร์ปริศนายังคงวนอยู่ในหัวไม่ยอมจางเธอไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใครในบ้านเมื่อคืนไม่ใช่เพราะไม่กลัวแต่เพราะยังไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วงโดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ลักพาตัวที่ผ่านมาไม่นานอย่างน้อย…เธออยากมีเวลาคิดด้วยตัวเองก่อนและเพราะแบบนั้นช่วงสายของวันนี้อะธีน่าจึงเลือกทำในสิ่งที่ช่วยให้เธอ “หายใจ” ได้ดีที่สุดออกไปข้างนอกคนเดียวเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คันโปรดดังขึ้นในลานบ้านอะธีน่าสวมหมวกกันน็อก ปรับสายรัดให้แน่นก่อนจะขี่ออกจากคฤหาสน์ไปอย่างเงียบ ๆลมอ่อนของช่วงสายปะทะใบหน้าช่วยให้ความอึดอัดในอกค่อย ๆ เบาลงทีละนิดเธอไม่ได้ตั้งใจจะไปไหนไกลเพียงแค่อยากขี่รถเรื่อย ๆมองผู้คนมองเมืองและปล่อยให้สมองได้พักจากเรื่องวุ่นวายทั้งหมดสักชั่วโมงสองชั่วโมงสุดท้ายอะธีน่าก็มาจอดที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมืองเธอเดินเข้าไปด้านในแบบเรียบง่ายวันนี้แต่งตัวสบายกว่าปกติ—เสื้อครอปแขนยาวสีเรียบ กางเกงยีนส์เอวสูง รองเท้าผ้าใบผมถูกรวบครึ่งหัวแบบไม่ตั้งใจให้เ
งานทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีอย่างน่าทึ่งหลังจากโชว์จบผู้คนยังคงจับกลุ่มพูดคุยถึงคอลเลกชันของอะธีน่าไม่หยุดทั้งอาจารย์ รุ่นพี่ รุ่นน้อง รวมถึงแขกที่มาร่วมงานต่างพูดถึงผลงานของเธอในทิศทางเดียวกัน“โดดเด่น”“ชัดเจน”“มีภาษาของตัวเอง”หลังลงจากเวทีอะธีน่าแทบไม่มีเวลาได้พักเพื่อน ๆ ต่างเข้ามากอด แสดงความยินดีอาจารย์หลายคนเดินเข้ามาชื่นชมด้วยตัวเองบางคนถึงขั้นขอถ่ายรูปกับเธอและพี่ชายทั้งสามไว้เป็นที่ระลึกบีมในลุค Apollo ยืนถือช่อดอกไม้สีขาวทองอย่างสง่างามแม็กซ์ที่ยังไม่ยอมถอดหมวกสปาร์ตันสีดำออกทั้งหมด กำลังโดนแฟน ๆ ของตัวเองแอบถ่ายไม่หยุดส่วนแจสเปอร์ก็ถูกเพื่อนของอะธีน่ารุมขอเซลฟี่ด้วยความชื่นชอบในลุค Hermesเสียงหัวเราะเสียงชื่นชมกลิ่นดอกไม้แสงแฟลชจากกล้องมือถือทุกอย่างอบอวลอยู่ในช่วงเวลาหลังเวทีนั้นอะธีน่ารับช่อดอกไม้จากซัมเมอร์เป็นช่อที่สามของคืนก่อนจะยิ้มอย่างเหนื่อย ๆ แต่มีความสุข“แกสุดยอดมากจริง ๆ”ซัมเมอร์พูดพลางเขย่าแขนเธอเบา ๆ“ฉันพูดจริงนะ นี่มันไม่ใช่แค่โปรเจกต์จบแล้ว”“ใช่”ริวกิพยักหน้าแรง“นี่มันระดับเอาไปต่อยอดได้เลย”อะธีน่าหลุดหัวเราะเบา ๆ“พอเลยพวกแก เดี๋ยวล
อะธีน่าเดินกลับมาที่โต๊ะ สีหน้าพยายามนิ่งเหมือนเดิม แต่สายตาของเพื่อน ๆ ที่รู้จักเธอดี… ไม่มีทางมองไม่ออก “อะธีน่า” ริวกิเป็นคนแรกที่สังเกตเห็น “เป็นอะไรปะ หน้าแกดูซีด ๆ” ซัมเมอร์วางตะเกียบลงทันที “ใครมาทำอะไรแกหรือเปล่า” อะธีน่านั่งลง วางมือบนตัก สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะตัดสินใจพูดความจริง—แค่บางส่วน “เจอคนรู้จักเก่า” น้ำเสียงเธอเรียบ แต่สั้น “ไม่มีอะไรแล้ว” เพนนีขมวดคิ้ว “รู้จักเก่าแบบไหน” พอร์ชกับเควินสบตากันทันที ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของทั้งคู่พร้อมกัน คชาเป็นคนพูดออกมา เสียงต่ำลงกว่าปกติ “…ตั้ม?” อะธีน่าเงยหน้ามอง ไม่ได้ตอบ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ แค่นั้นก็พอแล้ว บรรยากาศบนโต๊ะเงียบไปชั่วครู่ เสียงฉ่าของหมูกระทะยังดัง แต่ไม่มีใครสนใจจะคีบต่อ พอร์ชกำมือแน่น “มันมาทำอะไรแกป่าว” “แค่พูด” อะธีน่าตอบทันที “แล้วก็ไป มีคนช่วยกันไว้” เควินถอนหายใจแรง “แม่ง… ยังไม่เลิกอีกเหรอวะ” ซัมเมอร์เอื้อมมือไปจับแขนอะธีน่า บีบเบา ๆ อย่างให้กำลังใจ “แกโอเคจริง ๆ ใช่ไหม” อะธีน่าพยักหน้า คราวนี้ยิ้มได้จริงขึ้นนิดหนึ่ง “โอเคแล้ว” เธอพูดชัด “ไม่เหมือนเมื่อ
เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คำรามเบา ๆ ก่อนจะดับลงหน้าคณะอะธีน่าถอดหมวกกันน็อก พลางสะบัดผมยาวเล็กน้อยให้เข้าที่วันนี้เธอมาเองไม่มีรถตามไม่มีการ์ดมีแค่เธอ กับมอเตอร์ไซค์คู่ใจการกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้งเป็นสิ่งที่เธอตั้งใจเลือกสายตาหลายคู่หันมองไม่ใช่เพราะเธอเป็นน้องสาวใครไม่ใช่เพราะข่าวลือใด ๆแต่เพราะ “อะธีน่า” ในวันนี้มีบางอย่างเปลี่ยนไปนิ่งขึ้นมั่นคงขึ้นและมีออร่าแบบคนที่ผ่านบางอย่างมาแล้วเธอลงจากรถล็อกคอพวงมาลัยอย่างเป็นนิสัยก่อนจะสะพายกระเป๋าแล้วเดินเข้าอาคารเรียน“อะธีน่า!”เสียงคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลังซัมเมอร์โบกมือรัว ๆข้าง ๆ มีริวกิ เพนนี ลดา พอร์ช เควิน และคชาที่เพิ่งเดินมาสมทบ“แกหายไปไหนมาเนี่ย!”ซัมเมอร์ถามทันที“ไลน์เงียบ โทรก็ไม่ติด พวกเราจะไปแจ้งความอยู่แล้วนะ”อะธีน่าหยุดเดินยิ้มบาง ๆ ให้เพื่อน ๆ“ขอโทษนะ”เธอพูดเสียงเรียบ“มีเรื่องนิดหน่อย แต่ตอนนี้โอเคแล้ว”ริวกิมองเธออย่างพินิจก่อนจะพูดขึ้นช้า ๆ“นิดหน่อยของแกเนี่ย… หน้าตาไม่เหมือนนิดหน่อยเลยนะ”อะธีน่าหัวเราะเบา ๆไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่อธิบาย“เอาเป็นว่า วันนี้ฉันสบายดี”เธอพูด“แค่นี้พอ”เพนนียิ
แสงแดดยามเช้าส่องผ่านผ้าม่านบาง ๆ ภายในห้องนอนของอะธีน่าในวันนี้ แทบไม่เหลือเค้าเดิมของห้องพักผ่อนอีกต่อไป โต๊ะเขียนหนังสือถูกดันไปชิดผนัง แทนที่ด้วยโต๊ะตัดผ้า หุ่นโชว์ตั้งเรียงอยู่ใกล้หน้าต่าง ผืนผ้าหลากเฉดสีถูกคลี่วางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ เข็มหมุด กรรไกร สายวัด และแพตเทิร์นกระดาษ กระจาย
ภายในโกดัง เสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสีดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับนาฬิกาที่นับถอยหลังให้กับทุกชีวิตในนั้น ชายทั้งสองยืนถกเถียงกันอยู่ไม่ไกล น้ำเสียงต่ำ เครียด และเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ยังไม่สงบ “เอายังไงต่อดีวะ” คนหนึ่งถาม พลางเดินไปเดินมา “แค่นี้มันยังไม่สาแก่ใจเลย” อีกคนสบถเบา ๆ “ใจเย็น
สายฝนยังคงเทลงมาไม่หยุดเสียงฟ้าร้องดังครืนอยู่ไกล ๆอะธีน่านั่งอยู่ในรถ เปิดไฟฉุกเฉินไว้สายตากวาดมองถนนที่แทบไม่มีรถผ่านในใจเริ่มคิดว่า ถ้าฝนซาลงเมื่อไร เธอจะลงไปลองซ่อมอีกครั้ง หรือไม่ก็โทรเรียกรถลากและในจังหวะนั้นเอง—ไฟหน้ารถอีกคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นค่อย ๆ ชะลอเข้ามาจอดด้านหลังรถของเธออะธีน่า
สองวันหลังจากที่ชุดทั้งสามถูกเก็บเข้าห้องลับ เช้าวันนี้อะธีน่าตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ เธออาบน้ำ แต่งตัวเรียบเท่ตามสไตล์เดิม ก่อนจะเปิดห้องลับ และนำหุ่นเสื้อผ้าทั้งสามออกมาอย่างระมัดระวัง ตรวจความเรียบร้อยเป็นครั้งสุดท้าย ตะเข็บ ผิวผ้า รายละเอียดเล็กที่สุด—ไม่มีสิ่งใดหลุดสายตา เมื่อท







